PHPWord

 

 

 

حُكْمُ السِّحْرِ وَالكِهَانَةِ

وَمَا يَتَعَلَّقُ بِهَا

 

หุกุมเกี่ยวกับไสยศาสตร์และหมอดู และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองนี้

 

 

لِسَمَاحَةِ الشَّيْخِ العَلَّامَةِ

عَبْدِ العَزِيزِ بْنِ عَبْدِ اللهِ بْنِ بَازٍ

رَحِمَهُ اللهُ

 

เรียบเรียงโดย ชัยค์

อับดุลอะซีซ บิน อับดุลลอฮ บิน บาซ

 

 


بِسْمِ اللهِ الرَّحمَنِ الرَّحِيمِ

ารฉบับที่ : 9 หุกุมเกี่ยวกับไสยศาสตร์และหมอดู และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับทั้งสองนี้1

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียว ขอพรอันประเสริฐและความศานติจงมีแด่มุหัมมัด ผู้ซึ่งไม่มีศาสนทูตใดหลังจากท่าน และต่อจากนี้:

เนื่องจากในระยะหลังมานี้มีพวกนักไสยศาสตร์จำนวนมากที่อ้างตนว่าเป็นแพทย์ และทำการรักษาด้วยวิธีไสยศาสตร์หรือวิชาหมอดู อีกทั้งแพร่กระจายอยู่ในบางประเทศ และฉวยโอกาสเอารัดเอาเปรียบผู้คนที่หลงเชื่อง่าย ซึ่งส่วนมากถูกครอบงำด้วยความไม่รู้ ดังนั้นข้าพเจ้าเห็นสมควร ในฐานะคำตักเตือนด้วยความหวังดีเพื่ออัลลอฮฺและปวงบ่าวของพระองค์ ที่จะชี้แจงถึงอันตรายอันใหญ่หลวงที่มีต่ออิสลามและบรรดามุสลิม เพราะในเรื่องดังกล่าวมีการผูกหวังกับสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮฺ ตะอาลา และเป็นการขัดต่อคำสั่งของพระองค์และคำสั่งของท่านนบี

ดังนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวโดยวิงวอนขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์ว่า: การรักษานั้นเป็นที่อนุญาตโดยเป็นที่เห็นพ้องกัน และมุสลิมสามารถไปยังแพทย์อายุรกรรม หรือแพทย์ศัลยกรรม หรือแพทย์ระบบประสาท และทำนองเดียวกัน เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยโรคให้ และทำการรักษาด้วยยาที่เหมาะสมอันเป็นที่อนุญาตตามบทบัญญัติศาสนา ตามความรู้ทางการแพทย์ที่มีอยู่ เพราะสิ่งนี้เป็นการยึดเอาสาเหตุทั้งหลายตามวิสัยทั่วไป และไม่ขัดกับการมอบหมายต่อพระองค์ แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงประทานโรคลงมา และทรงประทานยามาพร้อมกับมัน ผู้ที่รู้ก็รู้ ผู้ที่ไม่รู้ก็ไม่รู้ แต่พระองค์มิได้ทรงทำให้ความหายจากโรคของปวงบ่าวอยู่ในสิ่งที่พระองค์ทรงห้ามไว้แก่พวกเขา

ดังนั้น ไม่อนุญาตให้ผู้ป่วยไปหาหมอดูที่อ้างว่ารู้สิ่งเร้นลับเพื่อจะรู้โรคของตนจากพวกเขา เช่นเดียวกัน ไม่อนุญาตให้เขาเชื่อพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาบอกกล่าว เพราะแท้จริงพวกเขาพูดเดาสุ่มเอาในเรื่องเร้นลับ หรือเรียกพวกญินมาเพื่อขอให้ช่วยในสิ่งที่พวกเขาต้องการ และพวกเหล่านี้ถูกตัดสินว่าเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาและเป็นผู้หลงผิด เมื่อพวกเขาอ้างว่ารู้สิ่งเร้นลับ

และอิหม่ามมุสลิมได้รายงานไว้ในเศาะฮีฮฺของท่านว่า ท่านนบีกล่าวว่า:

«مَنْ أَتَى عَرَّافًا فَسَأَلَهُ عَنْ شَيْءٍ، لَمْ تُقْبَلْ لَهُ صَلَاةٌ أَرْبَعِينَ يَوْمًا».

"ผู้ใดไปหาหมอดู แล้วถามเขาถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การละหมาดของเขาจะไม่ได้รับการตอบรับเป็นเวลา 40 วัน"

และรายงานจากอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านเราะซูลุลลอฮ์กล่าวว่า :

«مَنْ أَتَى كَاهِنًا فَصَدَّقَهُ بِمَا يَقُولُ، فَقَدْ كَفَرَ بِمَا أُنْزِلَ عَلَى مُحَمَّدٍ ﷺ».

"ผู้ใดไปหานักทำนายหรือหมอดู แล้วเชื่อในสิ่งที่เขาบอก แท้จริงแล้วเขาผู้นั้นได้ปฏิเสธสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ " บันทึกโดย อบูดาวูด และบรรดาเจ้าของสุนันทั้งสี่ และอัล-หากิมได้รับรองว่าเป็นหะดีษเศาะฮีห์ จากท่านนบีด้วยถ้อยคำว่า:

«مَنْ أَتَى عَرَّافًا أَوْ كَاهِنًا فَصَدَّقَهُ بِمَا يَقُولُ، فَقَدْ كَفَرَ بِمَا أُنْزِلَ عَلَى مُحَمَّدٍ ﷺ».

ผู้ใดไปหาหมอรู้โชคชะตา หรือหมอทำนาย แล้วเชื่อในสิ่งที่เขาบอก แท้จริงแล้วเขาผู้นั้นได้ปฏิเสธสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ ”

จากอิมรอน บิน ฮุซ็อยน์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์กล่าวว่า:

«لَيْسَ مِنَّا مَنْ تَطَيَّرَ أَوْ تُطُيِّرَ لَهُ، أَوْ تَكَهَّنَ أَوْ تُكُهِّنَ لَهُ، أَوْ سَحَرَ أَوْ سُحِرَ لَهُ، وَمَنْ أَتَى كَاهِنًا فَصَدَّقَهُ بِمَا يَقُولُ، فَقَدْ كَفَرَ بِمَا أُنْزِلَ عَلَى مُحَمَّدٍ ﷺ».

"ถือว่าไม่ใช่พวกเรา ผู้ซึ่งกระทำตะฏ็อยยุร (การเชื่อในเรื่องโชคลาง) หรือให้ผู้อื่นทำตะฏ็อยยุรให้เขา หรือผู้ที่ทำนายอนาคต หรือให้ผู้อื่นทำนายให้เขา หรือผู้ที่ทำไสยศาสตร์ หรือไปหานักไสยศาสตร์ให้ทำให้เขา และผู้ใดไปหานักทำนายหรือหมอดู และเชื่อในสิ่งที่เขาบอก แท้จริงแล้วเขาผู้นั้นได้ปฏิเสธสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ " (บันทึกโดย อัล-บัซซ๊าร) ด้วยสายรายงานที่ดี

ในหะดิษอันทรงเกียรติเหล่านี้ ได้ห้ามการไปหาบรรดาหมอดูและผู้ทำไสยศาสตร์ทั้งหลายและพวกในทำนองเดียวกัน ตลอดจนการถามพวกเขาและเชื่อในคำพูดของพวกเขา และได้ขู่ด้วยบทลงโทษสำหรับการกระทำดังกล่าว

ดังนั้น ไม่อนุญาตให้หลงเชื่อว่าพวกเขาพูดจริงในบางเรื่อง และไม่อนุญาตให้หลงไปกับจำนวนผู้คนมากมายที่ไปหาพวกเขา เพราะแท้จริงพวกเขาเป็นผู้โง่เขลา ไม่อนุญาตให้ผู้คนหลงเชื่อพวกเขา เนื่องจากท่านเราะซูลุลลอฮุได้ห้ามมิให้ไปหาพวกเขา ไต่ถามพวกเขา และเชื่อถือพวกเขา ด้วยเหตุว่าภายในสิ่งนั้นมีความชั่วอันใหญ่หลวง อันตรายอันร้ายแรง และผลลัพธ์ที่เลวร้าย และเพราะพวกเขาเป็นพวกโกหกชั่วช้าเสเพล.

อีกทั้งในหะดีษเหล่านี้ ยังเป็นหลักฐานชี้ถึงการปฏิเสธศรัทธาของหมอดูและนักไสยศาสตร์ เพราะทั้งสองอ้างว่ารู้สิ่งเร้นลับ และนั่นคือการปฏิเสธศรัทธา และเพราะทั้งสองจะไม่อาจบรรลุเป้าประสงค์ของตนได้นอกจากด้วยการรับใช้บรรดาญินและการเคารพภักดีพวกมันนอกจากอัลลอฮฺ และนั่นคือการปฏิเสธต่ออัลลอฮฺและการตั้งภาคีต่อพระองค์ มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ และผู้ที่เชื่อถือตามการอ้างรู้สิ่งเร้นลับของพวกเขา ก็เป็นเช่นเดียวกับพวกเขา และผู้ใดก็ตามที่รับเอาสิ่งเหล่านี้จากผู้ที่ประกอบกระทำมัน แน่นอนท่านเราะซูลุลลอฮฺได้ประกาศว่าไม่เกี่ยวข้องกับเขา

อีกทั้งไม่อนุญาตให้มุสลิมยอมรับสิ่งที่พวกเขาอ้างว่าเป็นการรักษา เช่น การขีดเขียนอักขระยันต์ของพวกเขา หรือการหลอมและเทตะกั่ว และสิ่งคล้ายกันจากความเชื่องมงายที่พวกเขากระทำ เพราะแท้จริงสิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งจากการทำนายและการหลอกลวงผู้คน และผู้ใดพอใจในสิ่งนั้น แท้จริงเขาผู้นั้นได้ช่วยพวกเขาในความเท็จและการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขา

และเช่นเดียวกัน ไม่อนุญาตสำหรับมุสลิมคนใดที่จะไปหาพวกเขา เพื่อสอบถามว่าใครที่บุตรชายของเขาหรือญาติของเขาจะได้แต่งงานด้วย หรือสอบถามถึงความรักและความภักดีที่มีอยู่ระหว่างสามีภรรยาและครอบครัวของทั้งสองฝ่าย หรือความเป็นศัตรูและการพลัดพราก และสิ่งทำนองนั้น เพราะสิ่งนี้เป็นส่วนหนึ่งจากสิ่งเร้นลับที่ไม่มีใครรู้ถึงมันได้นอกจากอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา เท่านั้น

ดังนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับบรรดาผู้นำ บรรดาผู้ทำหน้าที่ตรวจตราและห้ามปรามความชั่ว และผู้อื่นที่มีความสามารถและอำนาจ คือ: การห้ามปรามการไปหาหมอดู บรรดาผู้ทำนาย และสิ่งที่คล้ายพวกเขา การห้ามผู้ที่ประกอบสิ่งเหล่านั้นตามตลาดและสถานที่อื่นๆ การห้ามปรามพวกเขาอย่างเข้มงวดที่สุด และการห้ามปรามต่อผู้ที่ไปหาพวกเขา

ฉะนั้น ไสยศาสตร์นั้นก็เป็นสิ่งต้องห้ามที่เป็นการปฏิเสธศรัทธา ดังที่อัลลอฮ์ สุบฮานะฮุ วะตะอาลา ตรัสไว้ในเรื่องของมะลาอิกะฮ์ทั้งสองว่า :

﴿...وَمَا يُعَلِّمَانِ مِنۡ أَحَدٍ حَتَّىٰ يَقُولَآ إِنَّمَا نَحۡنُ فِتۡنَةٞ فَلَا تَكۡفُرۡۖ فَيَتَعَلَّمُونَ مِنۡهُمَا مَا يُفَرِّقُونَ بِهِۦ بَيۡنَ ٱلۡمَرۡءِ وَزَوۡجِهِۦۚ وَمَا هُم بِضَآرِّينَ بِهِۦ مِنۡ أَحَدٍ إِلَّا بِإِذۡنِ ٱللَّهِۚ وَيَتَعَلَّمُونَ مَا يَضُرُّهُمۡ وَلَا يَنفَعُهُمۡۚ وَلَقَدۡ عَلِمُواْ لَمَنِ ٱشۡتَرَىٰهُ مَا لَهُۥ فِي ٱلۡأٓخِرَةِ مِنۡ خَلَٰقٖۚ وَلَبِئۡسَ مَا شَرَوۡاْ بِهِۦٓ أَنفُسَهُمۡۚ لَوۡ كَانُواْ يَعۡلَمُونَ﴾

"และเขาทั้งสองจะไม่สอนให้แก่ผู้ใดจนกว่าจะกล่าวว่า แท้จริงเราเพียงเป็นผู้ทดสอบเท่านั้นท่านจงอย่าปฏิเสธการศรัทธาเลย แล้วเขาเหล่านั้นก็ศึกษาจากเขาทั้งสอง สิ่งที่พวกเขาจะใช้มันยังความแตกแยกระหว่างบุคคลกับภรรยาของเขาและพวกเขาไม่อาจทำให้สิ่งนั้นเป็นอันตรายแก่ผู้ใดได้นอกจากด้วยการอนุมัติของอัลลอฮฺเท่านั้นและพวกเขาก็เรียนสิ่งที่เป็นโทษแก่พวกเขา และแท้จริงนั้นพวกเขารู้แล้วว่า แน่นอนผู้ที่ซื้อมันไว้นั้น ในวันปรโลกก็ย่อมไม่มีส่วนได้ใด และแน่นอนเป็นสิ่งที่ชั่วช้าจริง ที่พวกเขาขายตัวของพวกเขาด้วยสิ่งนั้น หากพวกเขารู้" (อัลบะเกาะเราะฮ์ : 102)

ดังนั้นอายะฮ์อันทรงเกียรติเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าไสยศาสตร์เป็นการปฏิเสธศรัทธา และนักไสยศาสตร์ทำให้แยกคนหนึ่งออกจากภรรยาของเขา อีกทั้งยังบ่งชี้ว่าไสยศาสตร์นั้นตัวของมันเองไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์หรือโทษใดๆ แต่จะส่งผลได้ก็ด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่จะทำให้มันเกิดขึ้นมา เพราะอัลลอฮ์ สุบฮานะฮูวะตะอาลา คือผู้ทรงสร้างทั้งความดีและความชั่ว

ดังที่โองการอันทรงเกียรติได้ชี้ให้เห็นว่า บรรดาผู้ที่เรียนรู้ไสยศาสตร์ แท้จริงแล้วพวกเขาเรียนรู้สิ่งที่เป็นโทษแก่พวกเขา และมิได้เป็นคุณแก่พวกเขา และแท้จริงแล้วพวกเขาจะไม่มีส่วนได้ใด อัลลอฮ์เลย (คือ ไม่มีโชคและส่วนแบ่ง) และนี่คือสัญญาที่น่ากลัวอย่างยิ่ง ซึ่งบ่งบอกถึงความสูญเสียอันสาหัสของพวกเขาในโลกนี้และปรโลก และแท้จริงพวกเขาได้ยอมแลกชีวิตของตนเองด้วยราคาที่ต่ำช้าที่สุด และด้วยเหตุนี้ อัลลอฮ์ สุบฮานะฮุ วะตะอาลา ได้ประณามพวกเขาในเรื่องนั้น โดยตรัสว่า :

﴿...وَلَبِئۡسَ مَا شَرَوۡاْ بِهِۦٓ أَنفُسَهُمۡۚ لَوۡ كَانُواْ يَعۡلَمُونَ﴾

"และแน่นอนเป็นสิ่งที่ชั่วช้าจริง ที่พวกเขาขายตัวของพวกเขาด้วยสิ่งนั้น หากพวกเขารู้" [อัลบะกอเราะฮฺ : 102] และคำว่า ชิรออ์ ในที่นี้คือ ขาย

และแท้จริง ความเสียหายได้ยิ่งใหญ่ยิ่งนัก และเรื่องร้ายแรงก็ทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องด้วยบรรดาผู้กล่าวเท็จทั้งหลายที่สืบทอดความรู้เหล่านี้มาจากบรรดาผู้ตั้งภาคี และพวกเขาได้ทำให้บรรดาผู้ที่มีสติปัญญาอ่อนแอหลงผิดด้วยสิ่งเหล่านั้น แท้จริงพวกเราทั้งหลายเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ และแท้จริงพวกเราทั้งหลายจะกลับคืนสู่พระองค์ และอัลลอฮ์ทรงเพียงพอสำหรับเรา และพระองค์ทรงเป็นผู้แทนที่ดีเลิศ

เราขอวิงวอนต่ออัลลอฮ์โปรดประทานความอยู่ดีมีสุขและความปลอดภัยจากความชั่วร้ายของพวกทำไสยศาสตร์ พวกหมอดู และบรรดาผู้หลอกลวงด้วยไสยศาสตร์ทั้งปวง และเราขอวิงวอนต่อพระองค์ผู้ทรงบริสุทธิ์ยิ่งให้ทรงคุ้มครองมุสลิมทั้งหลายให้ปลอดภัยจากความชั่วของพวกเขา และโปรดประทานความสำเร็จแก่บรรดาผู้ปกครองของมุสลิมทั้งหลายในการระมัดระวังจากพวกเขา และบังคับใช้บทบัญญัติของอัลลอฮ์ต่อพวกเขา เพื่อให้บรรดาปวงบ่าวได้พ้นจากอันตรายและการกระทำอันชั่วช้าของพวกเขา แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ใจดีเสมอ

และแท้จริง อัลลอฮฺ สุบฮานะฮุ วะตะอาลา ได้ทรงบัญญัติแก่ปวงบ่าวของพระองค์สิ่งที่พวกเขาจะใช้ป้องกันตนจากความชั่วร้ายของไสยศาสตร์ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น และพระองค์ สุบฮานะฮุ วะตะอาลา ได้ทรงชี้แจงแก่พวกเขาถึงสิ่งที่จะใช้เยียวยามันภายหลังจากที่มันเกิดขึ้น ทั้งนี้ด้วยความเมตตาจากพระองค์ต่อพวกเขา ด้วยความกรุณาจากพระองค์ต่อพวกเขา และเพื่อให้ความโปรดปรานของพระองค์ต่อพวกเขาสมบูรณ์ครบถ้วน

และต่อไปนี้เป็นคำชี้แจงเกี่ยวกับสิ่งต่าง ที่ใช้ป้องกันอันตรายของไสยศาสตร์ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น และสิ่งต่าง ที่ใช้ในการรักษาให้พ้นไปจากมันหลังจากที่มันเกิดขึ้นแล้ว จากบรรดาสิ่งที่เป็นที่อนุมัตโดยหลักการอิสลาม และรายละเอียดมีดังต่อไปนี้:

ประการแรก: สิ่งที่จะใช้ป้องกันอันตรายของไสยศาสตร์ก่อนที่มันจะเกิดขึ้น; และสิ่งที่สำคัญและมีประโยชน์ที่สุดคือ: การขอความคุ้มครองด้วยบทวิงวอนขอตามหลักศาสนา และคำวอนขอ (ดุอาอ์) และบทคุ้มครองที่มีรายงานสืบทอดมา และในบรรดาสิ่งนั้น ได้แก่ การอ่านอายะฮ์อัลกุรซีย์ซึ่งเป็นอายะฮ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอัลกุรอานอัลกะรีมภายหลังละหมาดฟัรฎูทุกเวลา หลังจากกล่าวสลาม และนั่นคือดำรัสของพระองค์ ซุบหานะฮูวะตะอาลา ความว่า:

﴿ٱللَّهُ لَآ إِلَٰهَ إِلَّا هُوَ ٱلۡحَيُّ ٱلۡقَيُّومُۚ لَا تَأۡخُذُهُۥ سِنَةٞ وَلَا نَوۡمٞۚ لَّهُۥ مَا فِي ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَمَا فِي ٱلۡأَرۡضِۗ مَن ذَا ٱلَّذِي يَشۡفَعُ عِندَهُۥٓ إِلَّا بِإِذۡنِهِۦۚ يَعۡلَمُ مَا بَيۡنَ أَيۡدِيهِمۡ وَمَا خَلۡفَهُمۡۖ وَلَا يُحِيطُونَ بِشَيۡءٖ مِّنۡ عِلۡمِهِۦٓ إِلَّا بِمَا شَآءَۚ وَسِعَ كُرۡسِيُّهُ ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلۡأَرۡضَۖ وَلَا يَـُٔودُهُۥ حِفۡظُهُمَاۚ وَهُوَ ٱلۡعَلِيُّ ٱلۡعَظِيمُ255﴾

"อัลลอฮฺนั้นคือไม่มีผู้ที่เป็นที่เคารพสักการะใด นอกจากพระองค์เท่านั้น ผู้ทรงมีชีวิต ผู้ทรงบริหารกิจการทั้งหลายโดยที่การง่วงนอน และการนอนหลับใด จะไม่เอาพระองค์ สิ่งที่อยู่ในบรรดาชั้นฟ้าและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินนั้นเป็นของพระองค์ ใครเล่าคือผู้ที่จะขอความช่วยเหลือให้แก่ผู้อื่น ที่พระองค์ได้ นอกจากด้วยอนุมัติของพระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงรู้สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขา และสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของพวกเขา และพวกเขาจะไม่ล้อมสิ่งใด จากความรู้ของพระองค์ไว้ได้ นอกจากสิ่งที่พระองค์ประสงค์เท่านั้น เก้าอี้พระองค์นั้นกว้างขวางทั่วชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และการรักษามันทั้งสองก็ไม่เป็นภาระหนักแก่พระองค์ และพระองค์นั้นคือผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิงใหญ่" [ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์: 255]، และอ่านมันก่อนนอน มีหะดีษที่ถูกต้อง โดยที่ท่านเราะซูลุลลอฮ์กล่าวว่า:

«مَنْ قَرَأَ آيَةَ الْكُرْسِيِّ فِي لَيْلَةٍ، لَمْ يَزَلْ عَلَيْهِ مِنَ اللَّهِ حَافِظٌ، وَلَا يَقْرَبُهُ شَيْطَانٌ حَتَّى يُصْبِحَ».

ผู้ใดอ่านอายะฮ์กุรซีย์ในตอนกลางคืน ย่อมมีผู้พิทักษ์จากอัลลอฮฺคอยคุ้มครองเขาอยู่ตลอด และไม่มีชัยฏอนเข้าใกล้เขา จนกระทั่งยามเช้า

และจากสิ่งที่ใช้ป้องกันนั้นคือ: การอ่าน:

﴿قُلۡ هُوَ ٱللَّهُ أَحَدٌ1﴾

"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) พระองค์คืออัลลอฮ์ผู้ทรงเอกะ"

﴿قُلۡ أَعُوذُ بِرَبِّ ٱلۡفَلَقِ1﴾

"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระเจ้าแห่งรุ่งอรุณ"

﴿قُلۡ أَعُوذُ بِرَبِّ ٱلنَّاسِ1﴾

"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระเจ้าแห่งมนุษยชาติ" (อันนาส : 1) หลังละหมาดฟัรฎูทุกเวลา และอ่านซูเราะฮ์อัลอิคลาศ อัลฟะลัก และอันนาส 3 ครั้ง ในต้นวันหลังละหมาดฟัจญริ และในต้นค่ำหลังละหมาดมักริบ

และในบรรดาสิ่งนั้นคือ การอ่านสองอายะฮฺสุดท้ายของซูเราะฮฺ อัล-บะเกาะเราะฮฺ ในต้นยามค่ำ และทั้งสองนั้นคือพระดำรัสของอัลลอฮฺ ตะอาลา ที่ว่า:

﴿ءَامَنَ ٱلرَّسُولُ بِمَآ أُنزِلَ إِلَيۡهِ مِن رَّبِّهِۦ وَٱلۡمُؤۡمِنُونَۚ كُلٌّ ءَامَنَ بِٱللَّهِ وَمَلَٰٓئِكَتِهِۦ وَكُتُبِهِۦ وَرُسُلِهِۦ لَا نُفَرِّقُ بَيۡنَ أَحَدٖ مِّن رُّسُلِهِۦۚ وَقَالُواْ سَمِعۡنَا وَأَطَعۡنَاۖ غُفۡرَانَكَ رَبَّنَا وَإِلَيۡكَ ٱلۡمَصِيرُ285﴾

"รอซูลนั้น (นะบีมุฮัมมัด) ได้ศรัทธาต่อสิ่งที่ได้ถูกประทานลงมาแก่เขา จากพระเจ้าของเขา และมุมินทั้งหลายก็ศรัทธาด้วย ทุกคนศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และมลาอิกะฮ์ของพระองค์ และบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ และบรรดารอซูลของพระองค์ (พวกเขากล่าวว่า) เราจะไม่แยกระหว่างท่านหนึ่งท่านใดจากบรรดารอซูลของพระองค์ และพวกเขาได้กล่าวว่า เราได้ยินแล้ว และได้ปฏิบัติตามแล้ว การอภัยโทษจากพระองค์เท่านั้นที่พวกเราปรารถนา โอ้พระเจ้าของพวกเรา! และยังพระองค์นั้น คือการกลับไป" จนจบสูเราะฮ์

เมื่อมีหะดีษที่ถูกต้อง โดยที่ท่านนบีกล่าวว่า:

«مَنْ قَرَأَ الآيَتَيْنِ مِنْ آخِرِ سُورَةِ البَقَرَةِ فِي لَيْلَةٍ كَفَتَاهُ».

"ผู้ใดอ่านสองอายะฮฺสุดท้ายของซูเราะฮฺอัล-บะเกาะเราะฮฺในยามค่ำ ก็เป็นที่เพียงพอแก่เขาแล้ว" และความหมาย และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ยิ่ง คือ: เป็นที่เพียงพอแก่เขาจากความชั่วร้ายทั้งปวง และในบรรดาสิ่งนั้น ได้แก่ การกล่าวขอความคุ้มครองด้วย (พระพจนารถแห่งอัลลอฮ์ที่สมบูรณ์ยิ่ง (ให้ปลอดภัย) จากความชั่วร้ายของสิ่งต่างๆที่พระองค์ทรงสร้าง) ให้มาก ทั้งในยามกลางคืนและกลางวัน และเมื่อแวะพัก ที่พักใดก็ตาม ไม่ว่าจะในสิ่งปลูกสร้างหรือในทะเลทราย หรือทางอากาศหรือทางทะเล ตามคำกล่าวของท่านนบีว่า:

«مَن نَزَلَ مَنْزِلًا فَقالَ: أَعُوذُ بِكَلِمَاتِ اللهِ التَّامَّاتِ مِن شَرِّ ما خَلَقَ، لَمْ يَضُرَّهُ شَيءٌ حتَّى يَرْتَحِلَ مِن مَنْزِلِهِ ذَلِكَ».

ผู้ใดที่หยุดพัก ที่ใดที่หนึ่ง แล้วเขากล่าวว่า

(ความว่า ฉันขอความคุ้มครองด้วยถ้อยคำแห่งอัลลอฮฺที่สมบูรณ์จากความชั่วร้ายที่พระองค์สร้างขึ้น) เขาย่อมจะไม่ได้รับอันตรายจากสิ่งใดๆ จนกระทั่งเขาย้ายออกไปจากที่แห่งนั้น

และในบรรดาสิ่งนั้น คือ การที่มุสลิมกล่าวในตอนต้นของเวลากลางวัน และในตอนต้นของเวลากลางคืน 3 ครั้งว่า:

«بِسْمِ اللهِ الَّذِي لَا يَضُرُّ مَعَ اسْمِهِ شَيءٌ فِي الأَرْضِ وَلَا فِي السَّمَاءِ، وَهُوَ السَّمِيعُ العَلِيمُ».

"ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ผู้ซึ่งไม่มีสิ่งใด บนพื้นแผ่นดินและในชั้นฟ้าสามารถให้โทษพร้อมกับพระนามของพระองค์ได้ และพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง"

ด้วยความถูกต้องชัดเจนของการกระตุ้นให้ทำเช่นนั้นจากท่านนบีและว่าสิ่งนั้นเป็นสาเหตุให้ได้รับความปลอดภัยจากความชั่วร้ายทั้งปวง

ประการที่สอง: การรักษาไสยศาสตร์หลังจากที่มันเกิดขึ้นแล้ว ทำได้ด้วยประการต่าง ดังต่อไปนี้:

ประการแรก: การวิงวอนต่ออัลลอฮ์ ตะอาลาบ่อยๆ และขอต่อพระองค์ให้ทรงขจัดความทุกข์ยากและความลำบาก

ประการที่สอง: ทุ่มเทความพยายามในการค้นหาที่ตั้งของไสยศาสตร์ ไม่ว่าจะอยู่บนพื้นดิน บนภูเขา หรือที่อื่นใด; เมื่อรู้ที่ตั้งแล้ว นำมันออกมาและทำลายเสีย อิทธิพลของไสยศาสตร์ก็เป็นอันสิ้นผล และนี่เป็นหนึ่งในแนวการแก้ไสยศาสตร์ที่เกิดผลมากที่สุด

ประการที่สาม: การเป่ารักษาด้วยอัซการและบทดุอาอ์ต่างๆ ที่ศาสนาบัญญัติ ซึ่งมีมากมาย ดังเช่น:

สิ่งที่ได้รับการยืนยันจากคำกล่าวของท่านเราะสูลุลลอฮ์ ﷺ:

«اللَّهُمَّ رَبَّ النَّاسِ، أَذْهِبِ الْبَأْسَ، وَاشْفِ أَنْتَ الشَّافِي، لَا شِفَاءَ إِلَّا شِفَاؤُكَ، شِفَاءً لَا يُغَادِرُ سَقَمًا».

"ขอโปรดทรงให้ป่วยหายไป โอ้พระผู้อภิบาลมนุษย์ และโปรดทรงรักษาเขาด้วยเถิดเพราะพระองค์คือผู้รักษา ไม่มีการหายป่วยนอกจากด้วยการรักษาของพระองค์ เป็นการหายป่วยที่ไม่ทิ้งโรคข้างเคียงใด ตามมา" ท่านกล่าวซ้ำ 3 ครั้ง

และหนึ่งในนั้นคือ: การเป่ารักษาที่มะลาอิกะฮ์ญิบรีล ได้ทำการเป่าให้ท่านนบีโดยกล่าวว่า:

«بِسْمِ اللَّهِ أَرْقِيكَ، مِنْ كُلِّ شَيْءٍ يُؤْذِيكَ، وَمِنْ شَرِّ كُلِّ نَفْسٍ أَوْ عَيْنِ حَاسِدٍ، اللَّهُ يَشْفِيكَ، بِسْمِ اللَّهِ أَرْقِيكَ».

"ด้วยพระนามของอัลลอฮฺฉันขอปัดเป่าท่าน จากทุกสิ่งที่รังควาญท่าน จากความชั่วร้ายของทุกชีวิตหรือดวงตาผู้อิจฉา อัลลอฮฺจะบำบัดรักษาท่าน ด้วยพระนามของอัลลอฮฺฉันขอปัดเป่าท่าน" และให้ทำเช่นนั้นสามครั้ง

และในบรรดาสิ่งนั้นซึ่งเป็นวิธีรักษาที่เป็นผลดีสำหรับผู้ชายหากเขาถูกกักจากการร่วมหลับนอนกับภรรยาของตนก็คือ: ให้เอาใบซิดร์สดสีเขียวเจ็ดใบ โขลกด้วยก้อนหินหรือสิ่งทำนองเดียวกัน ใส่ลงในภาชนะ แล้วรินน้ำลงไปให้พอสำหรับการอาบน้ำชำระใหญ่ (ฆุสล) และอ่านใส่ในน้ำนั้น:

อายะฮ์อัลกุรซีย์ และ

﴿قُلۡ يَٰٓأَيُّهَا ٱلۡكَٰفِرُونَ1﴾

"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า โอ้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเอ๋ย" [ซูเราะฮ์ อัลกาฟิรูน : 1] และ

﴿قُلۡ هُوَ ٱللَّهُ أَحَدٌ1﴾

"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) พระองค์คืออัลลอฮ์ผู้ทรงเอกะ" (ซูเราะฮ์ อัลอิคลาศ : 1) และ

﴿قُلۡ أَعُوذُ بِرَبِّ ٱلۡفَلَقِ1﴾

"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระเจ้าแห่งรุ่งอรุณ" [ซูเราะฮ์ อัล-ฟะลัก : 1] และ

﴿قُلۡ أَعُوذُ بِرَبِّ ٱلنَّاسِ1﴾

"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระเจ้าแห่งมนุษยชาติ" (อันนาส : 1)

และบรรดาอายาตเกี่ยวกับไสยศาสตร์ที่อยู่ในซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ คือ อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮุ วะตะอาลา ตรัสว่า :

﴿وَأَوۡحَيۡنَآ إِلَىٰ مُوسَىٰٓ أَنۡ أَلۡقِ عَصَاكَۖ فَإِذَا هِيَ تَلۡقَفُ مَا يَأۡفِكُونَ117 فَوَقَعَ ٱلۡحَقُّ وَبَطَلَ مَا كَانُواْ يَعۡمَلُونَ118 فَغُلِبُواْ هُنَالِكَ وَٱنقَلَبُواْ صَٰغِرِينَ119﴾

"และเราได้มีโองการแก่มูซา จงโยนไม้เท้าของเจ้า แล้วทันใด มันก็กลืนสิ่งที่พวกเขาลวงตาไว้"

"และความจริง ก็ได้เกิดขึ้น และสิ่งที่พวกเขากระทำกันขึ้นก็ตกไป"

"แล้วที่โน่นแหละ พวกเขา ก็ได้รับความพ่ายแพ้ และกลายเป็นผู้ต่ำต้อย" (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 117-119)

และบรรดาอายะฮ์ที่อยู่ในซูเราะฮ์ ยูนุส ซึ่งคือพระดำรัสของพระองค์ ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์ว่า:

﴿وَقَالَ فِرۡعَوۡنُ ٱئۡتُونِي بِكُلِّ سَٰحِرٍ عَلِيمٖ79 فَلَمَّا جَآءَ ٱلسَّحَرَةُ قَالَ لَهُم مُّوسَىٰٓ أَلۡقُواْ مَآ أَنتُم مُّلۡقُونَ80 فَلَمَّآ أَلۡقَوۡاْ قَالَ مُوسَىٰ مَا جِئۡتُم بِهِ ٱلسِّحۡرُۖ إِنَّ ٱللَّهَ سَيُبۡطِلُهُۥٓ إِنَّ ٱللَّهَ لَا يُصۡلِحُ عَمَلَ ٱلۡمُفۡسِدِينَ81 وَيُحِقُّ ٱللَّهُ ٱلۡحَقَّ بِكَلِمَٰتِهِۦ وَلَوۡ كَرِهَ ٱلۡمُجۡرِمُونَ82﴾

"และฟิรเอานฺได้กล่าวว่า พวกท่านจงนำมาให้ฉัน นักวิทยากลผู้เชี่ยวชาญทุกคน"

"เมื่อนักวิทยากลมาแล้ว มูซาได้กล่าวกับพวกเขาว่า พวกท่านจงโยนสิ่งที่พวกท่านนำมาเพื่อจะโยนเถิด"

"เมื่อพวกเขาได้โยนไปแล้ว มูซาได้กล่าวว่า สิ่งที่พวกท่านนำมานั้นคือวิทยากล แท้จริงอัลลอฮฺจะทรงทำลายมัน แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงทำให้การงานของบรรดาผู้บ่อนทำลายดีขึ้น"

"และอัลลอฮฺจะทรงให้สัจธรรมยืนหยัดอยู่ด้วยคำกล่าวของพระองค์ และแม้ว่าบรรดาคนชั่วจะเกลียดชังก็ตาม" (ซูเราะฮ์ ยูนุส : 79-82)

และบรรดาอายะฮ์ที่อยู่ในซูเราะฮ์ ฏอฮา:

﴿قَالُواْ يَٰمُوسَىٰٓ إِمَّآ أَن تُلۡقِيَ وَإِمَّآ أَن نَّكُونَ أَوَّلَ مَنۡ أَلۡقَىٰ65 قَالَ بَلۡ أَلۡقُواْۖ فَإِذَا حِبَالُهُمۡ وَعِصِيُّهُمۡ يُخَيَّلُ إِلَيۡهِ مِن سِحۡرِهِمۡ أَنَّهَا تَسۡعَىٰ66 فَأَوۡجَسَ فِي نَفۡسِهِۦ خِيفَةٗ مُّوسَىٰ67 قُلۡنَا لَا تَخَفۡ إِنَّكَ أَنتَ ٱلۡأَعۡلَىٰ68 وَأَلۡقِ مَا فِي يَمِينِكَ تَلۡقَفۡ مَا صَنَعُوٓاْۖ إِنَّمَا صَنَعُواْ كَيۡدُ سَٰحِرٖۖ وَلَا يُفۡلِحُ ٱلسَّاحِرُ حَيۡثُ أَتَىٰ69﴾

"พวกเขากล่าวว่า โอ้ มูซาเอ๋ย ! ท่านจะเป็นผู้โยนก่อนหรือว่าพวกเราจะเป็นผู้โยนก่อน"

"มูซากล่าวว่า พวกท่านจงโยนก่อนเถิด บัดนั้น เชือกและไม้เท้าของพวกเขาดูประหนึ่งว่ามันเลื้อยคลานไปมาเพราะเล่ห์กลของพวกเขา"

"มูซาจึงรู้สึกกลัวขึ้นในตัวของเขา"

"เรากล่าวว่า เจ้าอย่ากลัว แท้จริง เจ้าอยู่ในสภาพที่เหนือกว่า"

"และเจ้าจงโยนสิ่งที่อยู่ในมือขวาของเจ้า มันจะกลืนสิ่งที่พวกเขาทำขึ้น แท้จริงสิ่งที่พวกเขาทำขึ้นนั้นเป็นแผนของนักมายากล และนักมายากลนั้นจะไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าเขาจะมาจากทางไหนก็ตาม" (ซูเราะฮ์ ฏอฮา : 65-69)

หลังจากได้อ่านสิ่งที่กล่าวไว้ลงในน้ำแล้ว ก็ให้ดื่มน้ำนั้นสามอึก และอาบน้ำชำระล้างด้วยส่วนที่เหลือ และด้วยวิธีนี้โรคภัยจะหมดไป อินชาอัลลอฮ์ และหากมีความจำเป็นต้องใช้น้ำดังกล่าวสองครั้งหรือมากกว่านั้น ก็ไม่เป็นไร จนกว่าโรคจะหมดไป

บทวิงวอนขอต่างๆ บทขอความคุ้มครอง และแนวทางต่างๆ เหล่านี้ นับเป็นสาเหตุที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการป้องกันความชั่วร้ายของไสยศาสตร์และความชั่วร้ายอื่นๆ ทั้งหลาย และยังเป็นอาวุธอันยิ่งใหญ่ที่สุดในการขจัดไสยศาสตร์เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ทั้งนี้สำหรับผู้ที่รักษาการปฏิบัติเหล่านี้ไว้อย่างสม่ำเสมอด้วยความจริงใจและศรัทธา ด้วยความไว้วางใจต่ออัลลอฮฺ การมอบหมายต่อพระองค์ และด้วยหัวใจที่ปลอดโปร่งยอมรับตามที่มันชี้แนะ

นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้ามีความสามารถจะอธิบายได้ในบรรดาสิ่งที่ใช้ป้องกันไสยศาสตร์และรักษาให้พ้นจากมัน และอัลลอฮฺคือผู้ทรงอำนวยความสำเร็จ

และในที่นี้มีประเด็นสำคัญประการหนึ่ง คือ การแก้ไสยศาสตร์ด้วยวิธีของนักไสยศาสตร์ โดยการบูชาต่อญินด้วยการเชือดสัตว์พลีหรือด้วยการกระทำเพื่อบูชาอื่น ดังกล่าวนั้นเป็นที่ต้องห้าม เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งจากการงานของชัยฏอน ยิ่งไปกว่านั้นยังถือเป็นการตั้งภาคีใหญ่ เช่นเดียวกัน ไม่อนุญาตให้รักษาโดยการไปซักถามหมอดู นักพยากรณ์ และนักไสยศาสตร์ และการนำสิ่งที่พวกเขากล่าวอ้างมาใช้; เพราะพวกเขาไม่ศรัทธา และเพราะพวกเขาเป็นผู้โกหกชั่วช้าที่อ้างความรู้ในสิ่งเร้นลับและหลอกลวงผู้คน อีกทั้งท่านนบีได้เตือนไม่ให้ไปหาพวกเขา ไม่ให้ซักถามพวกเขา และไม่ให้เชื่อถือพวกเขา ดังที่ได้อธิบายไว้แล้วในตอนต้นของสารฉบับนี้ ดังนั้นวาญิบที่จะต้องระวังจากสิ่งนั้น และได้มีรายงานอย่างถูกต้องจากท่านนบีว่าท่านถูกถามเกี่ยวกับอัลนุชเราะฮ (การแก้ไสยศาสตร์ด้วยไสยศาสตร์) แล้วท่านกล่าวว่า:

«هِيَ مِنْ عَمَلِ الشَّيْطَانِ».

"นั่นเป็นการงานของชัยฏอน" (บันทึกโดย อิมามอะหฺมัด และอบูดาวูด ด้วยสายรายงานที่ดี)

และอัลนุชเราะฮ์ คือ การแก้ไสยศาสตร์ให้พ้นจากผู้ถูกกระทำด้วยไสยศาสตร์ และความหมายของท่านนบีจากคำกล่าวนี้ ก็คือ อัลนุชเราะฮ์ตามแนวทางที่ชาวจญาฮิลิยะฮ์ (ยุคก่อนอิสลาม) กระทำกัน นั่นคือ การไปขอให้ผู้กระทำไสยศาสตร์แก้ไสยศาสตร์ หรือการแก้มันด้วยไสยศาสตร์ในทำนองเดียวกันโดยผู้กระทำไสยศาสตร์อีกคนหนึ่ง

ส่วนการแก้ให้พ้นจากมันด้วยการเป่ารักษาตามหลักศาสนา บทขอความคุ้มครองตามหลักศาสนา และยาที่อนุญาตตามหลักศาสนา ก็ไม่เป็นที่ต้องห้าม ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และได้ชี้ชัดถึงเรื่องนี้โดยท่านอัลลามะฮฺ อิบนุ อัล-ก็อยยิม และโดยท่านชัยคฺ อับดุรเราะฮฺมาน บิน ฮะสัน ในหนังสือฟัตหุลมะญีด เราะฮิมะฮุมัลลอฮฺ อีกทั้งยังมีบรรดาผู้รู้ท่านอื่นๆ นอกเหนือจากทั้งสองท่านที่ได้ชี้ชัดไว้เช่นเดียวกัน

เราขอให้พระเจ้าผู้ทรงอำนาจทรงประทานความสำเร็จแก่บรรดามุสลิมให้ได้รับความปลอดภัยพ้นจากทุกความชั่วร้าย ทรงคุ้มครองรักษาศาสนาของพวกเขาไว้ ทรงประทานความเข้าใจอันถูกต้องและลึกซึ้งในศาสนานั้นแก่พวกเขา และสวัสดิภาพจากทุกสิ่งที่ขัดกับบทบัญญัติของพระองค์

ขออัลลอฮ์ทรงโปรดประทานพรและประทานความสันติแด่บ่าวของพระองค์และศาสนทูตของพระองค์ คือท่านนบีมุฮัมมัด และแด่ครอบครัวของท่านและอัครสาวกของท่าน

 

 

***

 

th397v4.0 - 16/02/2026

 


คำสั่งเสียฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่ในสมุดเล่มเล็กเลขที่ 17 โดยสำนักงานประธานทั่วไปของหน่วยงานการวิจัยทางวิชาการ การวินิจฉัย และการเชิญชวนและการแนะแนว เมื่อปี 1402 ..