PHPWord

 

 

مَا لَا يَسَعُ المُسْلِمَ جَهْلُهُ

 

สิ่งที่จำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคนต้องเรียนรู้

 

 

اللَّجْنَةُ العِلْمِيَّةُ

بِرِئَاسَةِ الشُّؤُونِ الدِّينِيَّةِ بِالمَسْجِدِ الحَرَامِ وَالمَسْجِدِ النَّبَوِيِّ

 

คณะกรรมการวิชาการ

 

สังกัดสำนักงานกิจการศาสนา ณ มัสยิดอัลหะรอมและมัสยิดอันนะบะวีย์"

بِسْمِ اللَّهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيمِ

ิ่งที่จำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคนต้องเรียนรู้

คำนำ

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิของอัลลอฮ์พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก พรอันประเสริฐและความสันติสุขจงมีแด่ท่านผู้ถูกส่งมาเป็นความเมตตาแก่สากลโลก แด่วงศ์วานของท่านและบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่าน ตลอดจนบรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามซุนนะฮ์ของท่าน และดำเนินตามการชี้นำของท่านจนถึงวันแห่งการตอบแทน เราขอกล่าวว่า:

นี่เป็นบทความสั้นๆ ที่ได้รวบรวมสิ่งสำคัญที่สุดที่มุสลิมจำเป็นต้องรู้ในเรื่องอะกีดะฮฺ (หลักศรัทธา) การอิบาดะฮฺ และมุอามะละฮฺ (การปฏิบัติต่อกันและธุรกรรมต่างๆ) ซึ่งเราได้จัดทำขึ้นสำหรับผู้มาเยี่ยมสองมัสยิดอันศักดิ์สิทธิ์ (มัสยิดอัล-หะรอมและมัสยิดนบี) ทั้งชายและหญิง เพื่อให้พวกเขามีความรู้และความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเรื่องของศาสนาของตน โดยเราขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺผู้ทรงเอื้ออารี ผู้ทรงประทาน ให้พระองค์ทรงทำให้บทความนี้เกิดประโยชน์ ทรงทำให้มันเป็นสิ่งที่ดีงาม และบริสุทธิ์เพื่อพระองค์เท่านั้น แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ที่ดีที่สุดที่ถูกวิงวอน และทรงเป็นผู้ประเสริฐที่สุดที่เรามุ่งหวัง

คณะกรรมการฝ่ายวิชาการโดยสำนักกิจการศาสนาแห่งมัสยิดฮะรอมและมัสยิดนบี

 

 

***

 


ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ

บทที่หนึ่ง:

สิ่งที่เกี่ยวข้องกับหลักการเชื่อมั่น

ข้อที่หนึ่ง: ความหมายของอิสลามและหลักการอิสลามห้าประการ

อิสลาม คือ การยอมจำนนต่ออัลลอฮ์ด้วยการให้เอกภาพต่อพระองค์ ยอมจำนนต่อพระองค์โดยการเชื่อฟัง และบริสุทธิ์จากการตั้งภาคีและบรรดาผู้ตั้งภาคี

และหลักการมี 5 ประการ ดังนี้:

ประการแรก: การกล่าวปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพบูชานอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์.

ข้อที่สอง: ดำรงการละหมาด

ประการที่สาม: การจ่ายซะกาต

ประการที่สี่: การถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน

ประการที่ห้า: ประกอบพิธีหัจญ์ บัยติลลาฮิลฮะรอม สำหรับผู้ที่มีความสามารถ

ความสำคัญของเตาฮีด:

จงรู้ไว้ว่า แท้จริงอัลลอฮ์ ผู้ทรงเกียรติยิ่ง ทรงสร้างมวลสรรพสิ่งขึ้นมาเพื่อการอิบาดะฮ์ต่อพระองค์และไม่ตั้งภาคีต่อพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿وَمَا خَلَقۡتُ ٱلۡجِنَّ وَٱلۡإِنسَ إِلَّا لِيَعۡبُدُونِ 56﴾

และข้ามิได้สร้างญิน และมนุษย์เพื่ออื่นใด เว้นแต่เพื่อเคารพภักดีต่อข้า [ซูเราะฮ์ อัซซาริยาต : 56 ]، และการเคารพอิบาดะฮ์นี้ ไม่อาจรู้จักได้ นอกจากด้วยความรู้เท่านั้น ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿فَٱعۡلَمۡ أَنَّهُۥ لَآ إِلَٰهَ إِلَّا ٱللَّهُ وَٱسۡتَغۡفِرۡ لِذَنۢبِكَ وَلِلۡمُؤۡمِنِينَ وَٱلۡمُؤۡمِنَٰتِۗ وَٱللَّهُ يَعۡلَمُ مُتَقَلَّبَكُمۡ وَمَثۡوَىٰكُمۡ 19﴾

ฉะนั้นพึงรู้เถิดว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด (ที่ถูกกราบไหว้โดยเที่ยงแท้) นอกจากอัลลอฮฺและจงขออภัยโทษต่อความผิดเพื่อตัวเจ้าและเพื่อบรรดาผู้ศรัทธาหญิง และอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่งถึงพฤติการณ์ของพวกเจ้าและที่พำนักของพวกเจ้า (มุหัมมัด : 19) ดังนั้น จึงเริ่มต้นด้วยความรู้ก่อนการพูดและการกระทำ ดังนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับมุสลิมที่จะต้องเรียนรู้ คือเรื่อง 'เตาฮีด' (การให้เอกภาพแด่อัลลอฮฺ) ผู้ทรงเกรียงไกรและทรงสูงส่ง เพราะสิ่งนี้คือรากฐานและแก่นของศาสนา และศาสนาจะไม่ตั้งมั่นได้เว้นแต่ด้วยอัตเตาฮีด (การให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์) และสิ่งนี้คือหน้าที่ประการแรกสำหรับมุสลิม และเป็นหน้าที่ประการสุดท้ายด้วย และเตาฮีด (การให้เอกภาพ) คือหลักแรกจากบรรดาเสาหลักของอิสลามที่มุสลิมทุกคนจำเป็นต้องรู้และปฏิบัติตาม และเสาหลักเหล่านั้นมีอยู่ห้าประการ ดังที่มีรายงานในหะดีษของอับดุลลอฮ์ บิน อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า: โดยฉันได้ยินท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้ว่า :

«بُنِيَ الإسْلَامُ عَلَى خَمْسٍ: شَهَادَةِ أنْ لَا إلَهَ إلَّا اللَّهُ وأنَّ مُحَمَّدًا رَسُولُ اللَّهِ، وَإقَامِ الصَّلَاةِ، وَإيتَاءِ الزَّكَاةِ، وَحَجِّ البَيْتِ، وصَوْمِ رَمَضَانَ».

อิสลามนั้นถูกสร้างบนหลักการห้าประการนั่นคือ การปฎิญานตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮฺ และมุหัมมัดนั้นคือเราะสูลของอัลลอฮฺ การดำรงไว้ซึ่งการละหมาด การจ่ายซะกาต การประกอบพิธีหัจญ์ บัยติลลาฮฺ และการถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน1.

ดังนั้นมุสลิมจำเป็นต้องเรียนรู้ความหมายของเอกภาพ ซึ่งก็คือ การให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์โดยการเคารพภักดีต่อพระองค์เพียงผู้เดียว ฉะนั้นอย่าได้ตั้งผู้ใดเป็นภาคีร่วมกับพระองค์ในการเคารพภักดีต่อพระองค์ ไม่ใช่มะลาอิกะฮ์ผู้ใกล้ชิด และไม่ใช่นบีผู้ถูกส่งมา

ความหมายของคำปฏิญาณ"ไม่มีพระเจ้าอื่นใดทีควรแก่การเคารพบูชานอกจากอัลลอฮ์":

คือ การที่บ่าวยืนยันและยอมรับด้วยความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ ตะอาลา จึงเคารพสักการะอัลลอฮ์เพียงผู้เดียว และอุทิศการอิบาดะฮ์ทุกประเภทแด่พระองค์ ได้แก่ การขอวิงวอน ความเกรงกลัว ความหวัง การมอบหมายต่อพระองค์ และอื่น

และการกล่าวชะฮาดะฮ์ (คำปฏิญาณ) จะไม่สมบูรณ์ นอกจากด้วยหลักสองข้อ:

ประการแรก: การปฏิเสธการเป็นพระเจ้าและการเคารพภักดีต่อทุกสิ่งนอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น จากทุกสิ่งที่ถูกตั้งเป็นภาคีทั้งหลาย บรรดาเทพเจ้า หรือบรรดาฏอฆูต

ประการที่สอง: การยืนยันถึงความเป็นพระเจ้า (อุลูฮิยะฮ์) และการเคารพสักการะที่แท้จริงต่ออัลลอฮ์ เพียงผู้เดียว มิใช่แก่สิ่งอื่นใดนอกจากพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿‌وَلَقَدۡ بَعَثۡنَا فِي كُلِّ أُمَّةٖ رَّسُولًا أَنِ ٱعۡبُدُواْ ٱللَّهَ وَٱجۡتَنِبُواْ ٱلطَّٰغُوتَۖ...﴾

และโดยแน่นอน เราได้ส่งร่อซูลมาในทุกประชาชาติ (โดยบัญชาว่า) พวกท่านจงเคารพภักดีอัลลอฮฺ และจงหลีกหนีให้ห่างจากพวกเจว็ด... [อัน-นะห์ลฺ : 36]

ส่วนเงื่อนไขของ (ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์) นั้นมีดังนี้:

หนึ่ง: ความรู้ที่ขจัดความไม่รู้

ลำดับที่สอง: ความเชื่อมั่นที่ขจัดความสงสัย

ประการที่สาม: ความอิคลาศ (ความบริสุทธิ์ใจ) ที่มุ่งเพื่อเอกองค์อัลลอฮ์เท่านั้น ที่ขจัดการมีภาคี

ประการที่สี่: ความสัตย์จริงที่ขจัดกับการโกหก

ลำดับที่ห้า: ความรักที่ไม่อาจอยู่ร่วมกับความเกลียดชัง

ประการที่หกการยอมจำนนที่ลบล้างการละทิ้ง

ลำดับที่เจ็ด: การยอมรับที่ขจัดการปฏิเสธ

ประการที่แปด: การปฏิเสธในสิ่งที่ถูกสักการะอื่นจากอัลลอฮฺ ตะอาลา

และเงื่อนไขเหล่านี้จำเป็นต้องปฏิบัติตาม ซึ่งข้าพเจ้าได้รวบรวมมันไว้ในโครงกาพย์สองบทดังนี้

ความรู้และความเชื่อมั่นที่แน่แท้ พร้อมทั้งความบริสุทธิ์ใจและความสัตย์จริงของท่าน ร่วมกับความรัก การยอมจำนนและการปฏิบัติตาม และการยอมรับต่อสิ่งนั้น

และประการที่แปดนั้นคือการปฏิเสธจากเจ้า ที่มีต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ ซึ่งถูกยกให้เป็นพระเจ้า (โดยไม่ชอบธรรม)

และการทำให้คำปฏิญาณ (ชะฮาดะฮ์) เป็นจริงนั้น คือการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียวโดยไม่มีภาคี และบริสุทธิ์ใจต่อพระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้นในการอิบาดะฮ์ ดังนั้น จะต้องวิงวอนขอต่ออัลลอฮ์เท่านั้น จะต้องมอบหมายต่ออัลลอฮ์เท่านั้น จะต้องหวังในการตอบแทนจากพระองค์เท่านั้น จะต้องละหมาดเพื่ออัลลอฮ์เท่านั้น และจะต้องเชือดสัตว์เพื่ออัลลอฮ์ ตะอาลา เท่านั้น

สิ่งที่บางคนกระทำ ไม่ว่าจะเป็นการเดินรอบ หลุมฝังศพ การวิงวอนขอความช่วยเหลือจากผู้ที่อยู่ในนั้น และการวิงวอนขอต่อพวกเขาอื่นจากอัลลอฮ์ นั้นถือเป็นการตั้งภาคีในการเคารพภักดี ดังนั้นจำเป็นต้องระวังจากสิ่งดังกล่าวและตักเตือนให้ระวังจากสิ่งดังกล่าว เพราะว่าสิ่งนี้เป็นประเภทเดียวกับสิ่งที่บรรดาผู้ตั้งภาคีปฏิบัติ คือการบูชารูปเคารพ หิน และต้นไม้ แทนอัลลอฮ์ผู้ทรงสูงส่ง และนั่นก็คือการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ ซึ่งอัลลอฮ์ได้ประทานบรรดาคัมภีร์ลงมาและทรงส่งบรรดาศาสนทูตของพระองค์มาเพื่อเตือนจากการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์และห้ามจากมัน

ความหมายของคำปฏิญาณ "มูฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์":

ปฏิบัติตามท่านในสิ่งที่ท่านสั่ง และเชื่อมั่นในสิ่งที่ท่านบอก และออกห่างจากสิ่งที่ท่านห้ามปราม และห้ามปฏิบัติศาสนากิจเว้นแต่ในสิ่งที่ท่านบัญญัติเท่านั้น ดังนั้น มุสลิมยืนยันว่า มุฮัมมัด บิน อับดุลลอฮ์ อัล-กุเราะชี่ อัล-ฮาชิมี่ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ ตะอาลา ต่อทุกสิ่งที่ถูกสร้างทั้งหมด ทั้งญินและมนุษย์ ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿قُلۡ يَٰٓأَيُّهَا ٱلنَّاسُ إِنِّي رَسُولُ ٱللَّهِ إِلَيۡكُمۡ جَمِيعًا...﴾

จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า โอ้มนุษย์ทั้งหลาย แท้จริงฉันคือเราะซูลของอัลลอฮฺมายังพวกท่านทั้งมวล... (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 158)

และอัลลอฮ์ได้ส่งท่านมาเพื่อประกาศศาสนาของพระองค์และเพื่อชี้นำมวลมนุษย์ทั้งหลาย ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿‌وَمَآ أَرۡسَلۡنَٰكَ إِلَّا كَآفَّةٗ لِّلنَّاسِ بَشِيرٗا وَنَذِيرٗا وَلَٰكِنَّ أَكۡثَرَ ٱلنَّاسِ لَا يَعۡلَمُونَ28﴾

และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใด เว้นแต่เป็นผู้แจ้งข่าวดีและเป็นผู้ตักเตือนแก่มนุษย์ทั้งหลาย แต่ว่าส่วนมากของมนุษย์ไม่รู้ (ซูเราะฮ์ สะบะอ์ : 28) ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿‌وَمَآ أَرۡسَلۡنَٰكَ إِلَّا رَحۡمَةٗ لِّلۡعَٰلَمِينَ 107﴾

และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใดนอกจากเพื่อเป็นความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งหลาย (อัล-อันบิยาอ์ : 107)

ผลของคำปฏิญาณนี้ (มุฮัมหมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์) คือท่านต้องไม่เชื่อว่าท่านศาสนทูตของอัลลอฮ์ ศ็อลลัลศ็ลอฮฺอะลัยฮิวะซัลลัม มีสิทธิในการเป็นพระเจ้าผู้ทรงอภิบาล มีอำนาจในการจัดการจักรวาล หรือมีสิทธิในการได้รับการเคารพสักการะ แต่ท่าน (มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม) เป็นบ่าว (ของอัลลอฮ์) ที่ไม่ถูกบูชา และเป็นศาสนทูตที่ไม่ถูกปฏิเสธ และเขาไม่มีอำนาจที่จะสร้างประโยชน์หรือปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายแก่ตนเองและผู้อื่นได้เลย นอกจากตามที่อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงประสงค์ ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿‌قُل لَّآ أَقُولُ لَكُمۡ عِندِي خَزَآئِنُ ٱللَّهِ وَلَآ أَعۡلَمُ ٱلۡغَيۡبَ وَلَآ أَقُولُ لَكُمۡ إِنِّي مَلَكٌۖ إِنۡ أَتَّبِعُ إِلَّا مَا يُوحَىٰٓ إِلَيَّ...﴾

จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า ฉันจะไม่กล่าวแก่พวกท่านว่า ที่ฉันนั้น มีบรรดาคลังสมบัติของอัลลอฮฺ และฉันก็ไม่รู้สิ่งเร้นลับ และฉันก็จะไม่กล่าวแก่พวกท่านว่า ฉันคือมะลัก ฉันจะไม่ปฏิบัติตาม นอกจากสิ่งที่ถูกวะห์ยูแก่ฉันเท่านั้น... (อัลอันอาม : 50)

บทที่สอง ความหมายของการศรัทธาและหลักการของมัน:

อัลอีมาน (การศรัทธา): คือ การยึดมั่นด้วยใจ การเปล่งออกมาด้วยวาจา และการปฏิบัติด้วยหัวใจและอวัยวะต่างๆ ระดับความศรัทธาจะเพิ่มขึ้นด้วยการเชื่อฟัง และจะลดลงด้วยการฝ่าฝืน.

ดังนั้น การศรัทธาคือเงื่อนไขสำหรับความถูกต้องและการตอบรับของอิบาดะฮ์ทั้งหลาย เฉกเช่นเดียวกับที่ ชิริก (การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์) และ กุฟร์ (การปฏิเสธศรัทธา) นั้น ทำให้การงานที่ดีทั้งหมดเป็นโมฆะ ฉันใดที่อัลลอฮ์จะไม่ทรงตอบรับการละหมาดโดยปราศจากการอาบน้ำละหมาด พระองค์ก็จะไม่ทรงตอบรับการอิบาดะฮ์ใด โดยปราศจากอีมาน ฉันนั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿وَمَن يَعۡمَلۡ مِنَ ٱلصَّٰلِحَٰتِ مِن ذَكَرٍ أَوۡ أُنثَىٰ وَهُوَ مُؤۡمِنٞ فَأُوْلَٰٓئِكَ يَدۡخُلُونَ ٱلۡجَنَّةَ وَلَا يُظۡلَمُونَ نَقِيرٗا 124﴾

และผู้ใดกระทำในส่วนที่เป็นสิ่งดีงามทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิงก็ตาม ในฐานะที่เขาเป็นผู้ศรัทธาแล้วไซร้ ชนเหล่านี้จะได้เข้าสวรรค์ และพวกเขาจะไม่ถูกอธรรมแม้เท่ารูเล็กๆ ที่อยู่บนหลังเมล็ดอินทผลัม (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 124)

และได้ชี้ให้เห็นว่าการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์นั้นจะทำให้การงานเป็นโมฆะ ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿وَلَقَدۡ أُوحِيَ إِلَيۡكَ وَإِلَى ٱلَّذِينَ مِن قَبۡلِكَ لَئِنۡ أَشۡرَكۡتَ لَيَحۡبَطَنَّ عَمَلُكَ وَلَتَكُونَنَّ مِنَ ٱلۡخَٰسِرِينَ 65﴾

และโดยแน่นอน ได้มีวะฮียฺมายังเจ้า (มุฮัมมัด) และมายังบรรดานบีก่อนหน้าเจ้าหากเจ้าตั้งภาคี (กับอัลลอฮฺ) แน่นอนการงานของเจ้าก็จะไร้ผล และแน่นอนเจ้าจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน [อัซซุมัร : 65]

หลักการศรัทธามี 6 ประการ ได้แก่: ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ศรัทธาต่อมะลาอิกะฮ์ของพระองค์ ศรัทธาต่อคัมภีร์ของพระองค์ ศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูตของพระองค์ ศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์ และศรัทธาต่อกฎสภาวะการณ์ทั้งดีและร้าย

 

 

 

 

1) การศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และประกอบด้วยสามประการ:

1. การศรัทธาต่อการเป็นพระผู้ทรงอภิบาลของพระองค์

และนั่นคือ การให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์ ตะอาลาในด้านการกระทำของพระองค์ เช่น การสร้าง การประทานปัจจัยยังชีพ การให้ชีวิต และการให้ตาย ไม่มีผู้ทรงสร้างอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ ไม่มีผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ ไม่มีผู้ทรงให้มีชีวิตอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ ไม่มีผู้ทรงให้ตายอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และไม่มีผู้ใดบริหารจัดการในจักรวาลนอกจากพระองค์ผู้ทรงบริสุทธิ์และทรงสูงส่ง

และไม่เป็นที่ทราบว่ามีผู้ใดจากบรรดามวลสิ่งถูกสร้างปฏิเสธความเป็นพระผู้ทรงอภิบาลของอัลลอฮ์ ตะอาลา ยกเว้นว่าเขาจะเป็นผู้ดื้อรั้น มิได้เชื่อในสิ่งที่ตนกล่าว ดังที่เกิดขึ้นกับฟิรเอาน์ เมื่อเขาได้กล่าวแก่กลุ่มชนของเขาว่า:

﴿‌...أَنَا ‌رَبُّكُمُ ‌الْأَعْلَى﴾

...ฉันคือพระเจ้าสูงสุดของพวกท่าน (ซูเราะฮ์ อัน-นาซิอาต : 24) แต่สิ่งนั้นมิได้เกิดจากหลักความเชื่อศรัทธา ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัส เป็นการกล่าวถึงเรื่องราวของนบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ว่า:

﴿‌قَالَ لَقَدۡ عَلِمۡتَ مَآ أَنزَلَ هَٰٓؤُلَآءِ إِلَّا رَبُّ ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلۡأَرۡضِ بَصَآئِرَ وَإِنِّي لَأَظُنُّكَ يَٰفِرۡعَوۡنُ مَثۡبُورٗا 102﴾

เขากล่าวว่า โดยแน่นอนท่านย่อมรู้ดีว่าไม่มีผู้ใดประทานสิ่งเหล่านี้ นอกจากพระเจ้าแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเพื่อเป็นพยาน และแท้จริงฉันคิดว่าแน่นอนท่าน โอ้ฟิรเอาน์เอ๋ย เป็นผู้หายนะแล้ว [อัลอิสรออ์ : 102] และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿‌وَجَحَدُوا بِهَا وَاسْتَيْقَنَتْهَا أَنْفُسُهُمْ ظُلْمًا وَعُلُوًّا... ﴾

และพวกเขาได้ปฏิเสธมันอย่างอยุติธรรมและเย่อหยิ่ง ทั้ง ที่จิตใจของพวกเขาเชื่อมั่นมัน... (ซูเราะฮ์ อัน-นัมล์ : 14)

เพราะสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จำเป็นต้องมีผู้สร้าง เนื่องจากมันไม่อาจทำให้ตนเองมีอยู่ขึ้นมาได้ด้วยตัวของมันเอง เพราะสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่สามารถสร้างตัวของมันเองขึ้นมาได้ และไม่อาจเกิดขึ้นโดยบังเอิญ เพราะว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่จำเป็นต้องมีผู้ทำให้เกิด และเพราะว่าการมีอยู่ของมันภายใต้ระบบอันงดงามนี้และความกลมกลืนอันสมบูรณ์แบบ ย่อมทำให้เป็นไปไม่ได้ที่การมีอยู่ของมันจะเป็นเพียงความบังเอิญ จึงเป็นที่แน่ชัดว่าจะต้องมีผู้ทรงทำให้สิ่งนั้นมีอยู่จริง และพระองค์นั้นคืออัลลอฮ์ ผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿‌أَمۡ خُلِقُواْ مِنۡ غَيۡرِ شَيۡءٍ أَمۡ هُمُ ٱلۡخَٰلِقُونَ 35 أَمۡ خَلَقُواْ ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلۡأَرۡضَۚ بَل لَّا يُوقِنُونَ 36﴾

หรือว่าพวกเขาถูกบังเกิดมาโดยไม่มีผู้ให้บังเกิดหรือว่าพวกเขาเป็นผู้ให้บังเกิดตนเอง 35

หรือว่าพวกเขาเป็นผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนี้ เปล่าเลย เพราะพวกเขาไม่เชื่อมั่นต่างหาก 36 [ซูเราะฮ์ อัฏฏูร : 35-36].

และบรรดาผู้ที่ตั้งภาคีได้ยอมรับต่อรุบูบียะฮ์ (การเป็นพระผู้ทรงอภิบาล) ของอัลลอฮ์ พร้อมกับการตั้งภาคีต่อพระองค์ในอุลูฮียะฮ์ (การเป็นพระเจ้าที่ควรเคารพภักดีและนั่นก็ไม่ทำให้พวกเขาเข้าสู่ศาสนาอิสลามได้ และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ทำศึกกับพวกเขา และถือว่าเลือดและทรัพย์สินของพวกเขาไม่เป็นที่ต้องห้ามอีกต่อไป เพราะพวกเขาได้ตั้งภาคีในการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ แล้วพวกเขาก็ได้ทำการเคารพสักการะสิ่งอื่นร่วมกับอัลลอฮฺ เช่น บรรดารูปปั้นเจว็ด ศิลาก้อนหิน มลาอิกะฮฺ และสิ่งอื่นๆ อีก

2- ศรัทธาต่ออุลูฮิยะฮ์ของพระองค์:

ศรัทธาต่ออุลูฮิยะฮ์ของพระองค์ หมายถึงว่า พระองค์เพียงผู้เดียวคือพระเจ้าที่แท้จริง ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ และคำว่าพระผู้เป็นเจ้ามีความหมายว่าผู้ที่เป็นที่เคารพสักการะกล่าวคือ ผู้ที่ได้รับการเคารพสักการะด้วยความรัก การให้ความยิ่งใหญ่ และความอ่อนน้อมยอมจำนน

อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿‌وَإِلَٰهُكُمۡ إِلَٰهٞ وَٰحِدٞۖ لَّآ إِلَٰهَ إِلَّا هُوَ ٱلرَّحۡمَٰنُ ٱلرَّحِيمُ 163﴾

และผู้ที่ควรแก่การเคารพ สักการะของพวกเจ้านั้น มีเพียงองค์เดียว ไม่มีผู้ควรแก่การเคารพสักการะใด นอกจากพระองค์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ (ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ : 163)

และผู้ใดก็ตามที่ยึดถือสิ่งอื่นใดเป็นพระเจ้าเทียบเคียงอัลลอฮ์ แล้วสักการะมันนอกเหนือจากพระองค์ แท้จริงความเป็นพระเจ้าของมันนั้นเป็นสิ่งเท็จ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿ذَٰلِكَ بِأَنَّ ٱللَّهَ هُوَ ٱلۡحَقُّ وَأَنَّ مَا يَدۡعُونَ مِن دُونِهِۦ هُوَ ٱلۡبَٰطِلُ وَأَنَّ ٱللَّهَ هُوَ ٱلۡعَلِيُّ ٱلۡكَبِيرُ 62﴾

เช่นนั้นแหละ เพราะว่าอัลลอฮฺ คือผู้ทรงสัจจะ และแท้จริงสิ่งที่พวกเขาวิงวอนขออื่นจากพระองค์นั้นมันเป็นเท็จ และแท้จริงอัลลอฮฺพระองค์เป็นผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิ่งใหญ่ (อัล-ฮัจญ์: 62)

ด้วยเหตุนี้ บรรดาเราะซูล (อะลัยฮิมุสสลาม) ตั้งแต่นบีนูหฺถึงนบีมุหัมมัด ได้เรียกร้องเชิญชวนหมู่ชนของตนให้เคารพสักการะต่ออัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว โดยอุทิศการเคารพสักการะแด่พระองค์เท่านั้น ไม่สักการะแก่อื่นใดนอกจากพระองค์ และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงทำให้การยึดเอาพระเจ้าอื่นมาเป็นที่เคารพสักการะพร้อมกับอัลลอฮ์ ตะอาลา ของบรรดาผู้ตั้งภาคี และการที่พวกเขาวอนขอให้พวกมันช่วยเหลือให้ได้รับชัยชนะ และวิงวอนขอความช่วยเหลือฉุกเฉินจากพวกมันนั้น เป็นการโมฆะ ด้วยหลักฐานทางสติปัญญาสองประการ:

หนึ่ง: ไม่มีคุณลักษณะเฉพาะที่แสดงถึงความเป็นพระเจ้าในบรรดาพระเจ้าที่พวกเขาบูชา เพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา ที่ไม่ใช่ผู้สร้าง และไม่สามารถให้ประโยชน์ใด แก่ผู้ที่บูชาพวกเขา และไม่สามารถปัดเป่าอันตรายใดๆ จากพวกเขา และไม่ครอบครองทั้งความเป็น ความตาย และการฟื้นคืนชีพ. ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿وَٱتَّخَذُواْ مِن دُونِهِۦٓ ءَالِهَةٗ لَّا يَخۡلُقُونَ شَيۡـٔٗا وَهُمۡ يُخۡلَقُونَ وَلَا يَمۡلِكُونَ لِأَنفُسِهِمۡ ضَرّٗا وَلَا نَفۡعٗا وَلَا يَمۡلِكُونَ مَوۡتٗا وَلَا حَيَوٰةٗ وَلَا نُشُورٗا 3﴾

พวกเขาได้เคารพบูชาพระเจ้าอื่น จากพระองค์ โดยที่พระเจ้าเหล่านั้นมิได้สร้างสิ่งใดทั้ง ที่พวกเขาถูกสร้างขึ้นมา และพวกเขาไม่มีอำนาจที่จะให้โทษและให้คุณแก่ตัวเองได้ และพวกเขาไม่มีอำนาจควบคุมความตายและความเป็นและการฟื้นคืนชีพ [ซูเราะฮ์ อัล-ฟุรกอน: 3].

ประการที่สอง: บรรดาผู้ตั้งภาคีเหล่านี้ได้ยอมรับว่าแท้จริงอัลลอฮ์ ตะอาลา คือผู้ทรงสร้าง และผู้ทรงบริหารกิจการทั้งหลาย แต่เพียงพระองค์เดียว โดยไม่มีผู้ใดอื่นนอกจากพระองค์ และสิ่งนี้ย่อมทำให้จำเป็นที่พวกเขาต้องให้เอกภาพต่อพระองค์ในด้านเตาหีดอัลอุลูฮียะฮ์ เช่นเดียวกับที่พวกเขาได้ให้เอกภาพต่อพระองค์ในด้านเตาหีดอัรรุบูบียะฮ์ ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿قُل لِّمَنِ ٱلۡأَرۡضُ وَمَن فِيهَآ إِن كُنتُمۡ تَعۡلَمُونَ 84 سَيَقُولُونَ لِلَّهِۚ قُلۡ أَفَلَا تَذَكَّرُونَ85 قُلۡ مَن رَّبُّ ٱلسَّمَٰوَٰتِ ٱلسَّبۡعِ وَرَبُّ ٱلۡعَرۡشِ ٱلۡعَظِيمِ 86 سَيَقُولُونَ لِلَّهِۚ قُلۡ أَفَلَا تَتَّقُونَ 87 قُلْ مَنْ بِيَدِهِ مَلَكُوتُ كُلِّ شَيْءٍ وَهُوَ يُجِيرُ وَلَا يُجَارُ عَلَيْهِ إِنْ كُنْتُمْ تَعْلَمُونَ 88 سَيَقُولُونَ لِلَّهِ قُلْ فَأَنَّى تُسْحَرُونَ 89﴾

จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) แผ่นดินนี้ และผู้ที่อยู่ในนั้นเป็นของใคร หากพวกท่านรู้

พวกเขาจะกล่าวว่า มันเป็นของอัลลอฮฺ จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ถ้าเช่นนั้น พวกท่านจะไม่พิจารณาใคร่ครวญหรือ 85

จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ใครเป็นเจ้าของชั้นฟ้าทั้งเจ็ด และเป็นผู้สร้างบัลลังก์อันยิ่งใหญ่ 86

พวกเขาจะกล่าวว่า มันเป็นของอัลลอฮฺ จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ถ้าเช่นนั้นพวกท่านจะไม่ยำเกรง (การลงโทษของ) พระองค์หรือ 87

จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) อำนาจอันกว้างใหญ่ไพศาลทุกสิ่งอย่างนี้อยู่ในพระหัตถ์ของผู้ใด และพระองค์เป็นผู้ทรงปกป้องคุ้มครอง และจะไม่มีใครปกป้องคุ้มครองพระองค์ หากพวกท่านรู้ 88

พวกเขาจะกล่าวว่า มันเป็นของอัลลอฮฺ จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ดังนั้นพวกท่านถูกหลอกลวงได่อย่างไร 89﴾ [ซูเราะฮ์ อัล-มุอ์มินูน: 84-89] ดังนั้นเมื่อพวกเขายอมรับเตาฮีดอัร-รูบูบียะฮ์ ก็วาญิบสำหรับพวกเขาที่จะทำให้การอิบาดะฮ์บริสุทธิ์ต่อพระองค์ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์ยิ่งแต่เพียงผู้เดียว และไม่ตั้งผู้ใดเป็นภาคีร่วมกับพระองค์ในการอิบาดะฮ์

3. การศรัทธาต่อพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮ์:

คือ: ยืนยันสิ่งที่อัลลอฮฺทรงยืนยันไว้สำหรับพระองค์เองในคัมภีร์ของพระองค์ หรือเป็นสิ่งที่เราะซูลของอัลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ยืนยันไว้ในซุนนะฮ์ของท่าน จากบรรดาพระนามและคุณลักษณะ ตามลักษณะที่เหมาะสมกับอัลลอฮ์ ตะอาลา โดยปราศจากการตะฮฺรีฟ (การบิดเบือน) และการตะอฺตีล (การปฏิเสธ) ไม่มีกาและไม่ถามถึง 'อย่างไร' (ลักษณะของพระเจ้า) และไม่เปรียบเทียบให้เหมือนกับสิ่งใด อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿‌وَلِلَّهِ ٱلۡأَسۡمَآءُ ٱلۡحُسۡنَىٰ فَٱدۡعُوهُ بِهَاۖ وَذَرُواْ ٱلَّذِينَ يُلۡحِدُونَ فِيٓ أَسۡمَٰٓئِهِۦۚ سَيُجۡزَوۡنَ مَا كَانُواْ يَعۡمَلُونَ 180﴾

และอัลลอฮฺนั้นมีบรรดาพระนามอันสวยงาม ดังนั้นพวกเจ้าจงเรียกหา พระองค์ด้วยพระนามเหล่านั้นเถิด และจงปล่อยบรรดาผู้ที่ทำให้เฉในบรรดาพระนามของพระองค์เถิด พวกเขานั้นจะถูกตอบแทนในสิ่งที่พวกเขากระทำ [อัลอะอ์รอฟ : 180] และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿‌...لَيۡسَ كَمِثۡلِهِۦ شَيۡءٞۖ وَهُوَ ٱلسَّمِيعُ ٱلۡبَصِيرُ﴾

ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ และพระองค์ผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น (อัช-ชูรอ : 11)

ชิริกแบ่งออก 3 ประเภท:

1. ชิริกใหญ่

2- ชิริกเล็ก

3. การตั้งภาคีที่เร้นลับ

1- ชิริกใหญ่:

หลักเกณฑ์ของมันคือ: การทำให้สิ่งอื่นใดที่มิใช่อัลลอฮ์เท่าเทียมกับอัลลอฮ์ ในสิ่งที่เป็นสิทธิอันเฉพาะของอัลลอฮ์ ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿‌إِذۡ نُسَوِّيكُم بِرَبِّ ٱلۡعَٰلَمِينَ 98﴾

ขณะที่พวกเราทำให้พวกเจ้าเท่าเทียมกับพระเจ้าแห่งสากลโลก 98 (ซูเราะฮ์ อัช-ชุอะรออ์ : 98)

ซึ่งประกอบด้วย: การมอบการเคารพบูชาให้แก่สิ่งอื่นที่ไม่ใช่อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่ง หรือการมอบการเคารพบูชาบางประการให้แก่สิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ เช่น การวิงวอนขอ การวิงวอนขอความช่วยเหลือ การบนบาน และการเชือดสัตว์พลี ตลอดจนรูปแบบอื่น ของการอิบาดะฮ์

หรือรวมถึง: การถือว่าสิ่งที่อัลลอฮ์ห้ามไว้เป็นสิ่งที่หะลาล หรือ การห้ามสิ่งที่พระองค์ทรงอนุมัติ หรือการยกเลิกสิ่งที่อัลลอฮฺผู้ทรงเกริกเกียรติ ผู้ทรงสูงส่งได้ทรงกำหนดให้เป็นข้อบังคับ, เช่น การถือว่าอนุญาตสิ่งที่เป็นที่ทราบโดยชัดแจ้งในศาสนาอิสลามว่าเป็นสิ่งต้องห้าม อาทิเช่น การซินา (ผิดประเวณี) การดื่มสุรา การอกกตัญญูต่อพ่อแม่ หรือริบา (ดอกเบี้ยที่หะรอม) หรือสิ่งทำนองนั้น

หรือการห้ามสิ่งที่อัลลอฮ์ ผู้ทรงเกริกเกียรติ ผู้ทรงสูงส่ง ทรงอนุมัติจากบรรดาสิ่งดีงาม หรือการยกเลิกสิ่งที่อัลลอฮฺทรงกำหนดให้เป็นข้อบังคับ เช่น ความเชื่อว่าการละหมาดไม่เป็นวาจญิบ หรือว่าการถือศีลอดไม่เป็นวาจญิบ หรือว่าซะกาตไม่เป็นวาจญิบ

ชิริกใหญ่ย่อมทำให้การงานไร้ผล และผู้ที่เสียชีวิตไปในสภาพนั้นจะต้องถูกจองจำอยู่ในนรกตลอดกาล ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿‌...وَلَوۡ أَشۡرَكُواْ لَحَبِطَ عَنۡهُم مَّا كَانُواْ يَعۡمَلُونَ﴾

และหากพวกเขาได้ให้มีภาคีขึ้นแล้ว แน่นอนสิ่งที่พวกเขาเคยกระทำกันมา ก็สูญสิ้นไปจากพวกเขา (อัลอันอาม : 88)

และผู้ใดที่เสียชีวิตในสภาพนั้น อัลลอฮ์จะไม่ทรงอภัยโทษแก่เขา และการเข้าสวรรค์จะเป็นที่ต้องห้ามสำหรับเขา ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿‌إِنَّ ٱللَّهَ لَا يَغۡفِرُ أَن يُشۡرَكَ بِهِۦ وَيَغۡفِرُ مَا دُونَ ذَٰلِكَ لِمَن يَشَآءُ...﴾

แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การที่สิ่งหนึ่งจะถูกให้เป็นภาคีกับพระองค์ แต่พระองค์จะทรงอภัยโทษให้ซึ่งสิ่งอื่นจากนั้นสำหรับผู้ที่พระองค์ประสงค์... (อันนิสาอ์ : 48) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿إِنَّهُۥ مَن يُشۡرِكۡ بِٱللَّهِ فَقَدۡ حَرَّمَ ٱللَّهُ عَلَيۡهِ ٱلۡجَنَّةَ وَمَأۡوَىٰهُ ٱلنَّارُ...﴾

แท้จริงผู้ใดให้มีภาคีแก่อัลลอฮฺ แน่นอนอัลลอฮฺจะทรงให้สวรรค์เป็นที่ต้องห้ามแก่เขา และที่พำนักของเขานั้นคือนรก... [ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 72]

2. ชิริกเล็ก

คือสิ่งที่มีตัวบทศาสนาบัญญัติยืนยันการเรียกมันว่าชิริก แต่ยังไม่ถึงขั้นชิริกใหญ่ ดังนั้นจึงเรียกว่า ชิริกเล็ก เช่น การสาบานต่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ผู้ทรงอำนาจ เช่น การสาบานด้วยกะบะฮ์ ด้วยบรรดาศาสดา ด้วยความซื่อสัตย์ ด้วยชีวิตของผู้ใดผู้หนึ่ง และสิ่งอื่นใด ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า:

«مَنْ حَلَفَ بِغَيرِ اللهِ فَقَدْ كَفَرَ أَو أَشرَكَ».

ผู้ใดสาบานต่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ แท้จริงเขาได้ปฏิเสธศาสนาหรือได้ตั้งภาคีแล้ว"2

และมันอาจเป็นชิรักหญ่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่มีในหัวใจของผู้กล่าว หากในใจของผู้ที่สาบานด้วยท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม หรือด้วยเชคคนหนึ่งคนใด ว่าเขาเทียบเท่ากับอัลลอฮ์ หรือว่าเขาเป็นผู้ที่ถูกวิงวอนขอนอกจากอัลลอฮ์ หรือว่าเขามีอำนาจจัดการในจักรวาล ก็จะเป็นการตั้งภาคีใหญ่ ส่วนหากผู้ที่สาบานด้วยสิ่งอื่นที่ไม่ใช่อัลลอฮ์มิได้มีเจตนาเช่นนั้น แต่เพียงว่าถ้อยคำดังกล่าวได้หลุดออกจากลิ้นของเขาโดยปราศจากเจตนาเช่นนั้น เนื่องจากเขาเคยชินกับสิ่งนั้น ก็เป็นการตั้งภาคีประเภทเล็ก และสิ่งนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในบางพื้นที่ ดังนั้นหน้าที่ที่จำเป็นคือการตระหนักถึงเรื่องนี้ และการเตือนให้ระวังจากเรื่องดังกล่าว เพื่อการปกปักรักษาและการปกป้องรักษาความเป็นเอกภาพ (เตาฮีด)

3. ชิรกซ่อนเร้น

คือสิ่งที่เกิดขึ้นในหัวใจ เช่น การโอ้อวด เช่นผู้ที่ละหมาดหรืออ่านอัลกุรอานเพื่อให้ผู้คนเห็น หรือกล่าวตัสบีหเพื่อให้ผู้คนสรรเสริญเขา หรือบริจาคทานเพื่อให้ผู้คนชื่นชมเขา และสิ่งนี้จะทำให้การงานที่เขาโอ้อวดในนั้นเป็นโมฆะ โดยไม่กระทบต่อการงานอื่นที่เขาได้บริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮ์ ตะอาลา

ซึ่งท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า:

«الشِّرْكُ فِي هَذِهِ الْأُمَّةِ أَخْفَى مِنْ دَبِيبِ النَّمْلَةِ السَّودَاءِ عَلَى الصَّفَاةِ السَّودَاءِ فِي ظُلْمَةِ اللَّيْلِ، وَكَفَّارَتُهُ أَنْ يَقُولَ: "اللَّهُمَّ إِنِّي أَعُوذُ بِكَ أَنْ أُشْرِكَ بِكَ شَيْئًا وَأَنَا أَعْلَمُ، وَأَسْتَغْفِرُكَ مِنَ الذَّنْبِ الَّذِي لَا أَعْلَمُ».

ชิริกในประชาชาตินี้นั้นซ่อนเร้นยิ่งกว่าการไต่ของมดดำบนศิลาดำในความมืดของกลางคืน และการลบล้างโทษของมันคือให้กล่าวว่า: ‘อัลลอฮุมมะ แท้จริงฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์จากการตั้งภาคีต่อพระองค์ด้วยสิ่งใดๆ ในขณะที่ฉันรู้ และฉันขออภัยโทษต่อพระองค์จากบาปที่ฉันไม่รู้’”3.

ชนิดของการปฏิเสธศรัทธา:

ชนิดลำดับที่หนึ่ง: กุฟุรใหญ่:

และมันเป็นเหตุให้ต้องอยู่ในนรกชั่วนิรันดร และมีห้าประเภท มีดังนี้ คือ:

1- การปฏิเสธด้วยการไม่ยอมรับ (ปฏิเสธการศรัทธา)

และนั่นคือการเชื่อว่าบรรดาเราะซูลเป็นผู้กล่าวเท็จความ และสิ่งนี้มีน้อยในหมู่ผู้ปฏิเสธศรัทธา เพราะแท้จริง อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงสนับสนุนบรรดาเราะซูลของพระองค์ด้วยหลักฐานที่ชัดแจ้ง แท้จริงสภาพของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเหล่านี้ เป็นดังที่อัลลอฮ์ได้ทรงพรรณนาไว้:

﴿‌وَجَحَدُوا ‌بِهَا ‌وَاسْتَيْقَنَتْهَا أَنْفُسُهُمْ ظُلْمًا وَعُلُوًّا...﴾

และพวกเขาได้ปฏิเสธมันอย่างอยุติธรรมและเย่อหยิ่ง ทั้ง ที่จิตใจของพวกเขาเชื่อมั่นมัน... [อัน-นะห์ลฺ : 14]

2- การปฏิเสธที่เกิดจากการไม่ยอมและความเย่อหยิ่ง:

และนี่ดุจเดียวกับการปฏิเสธศรัทธาของอิบลีส เพราะแท้มันมิได้ปฏิเสธคำบัญชาของอัลลอฮฺ และมิได้ปฏิเสธมัน ทว่ามันกลับตอบสนองต่อคำบัญชานั้นด้วยการปฏิเสธและความเย่อหยิ่งจองหอง อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿وَإِذۡ قُلۡنَا لِلۡمَلَٰٓئِكَةِ ٱسۡجُدُواْ لِأٓدَمَ فَسَجَدُوٓاْ إِلَّآ إِبۡلِيسَ أَبَىٰ وَٱسۡتَكۡبَرَ وَكَانَ مِنَ ٱلۡكَٰفِرِينَ 34﴾

และจงรำลึกถึง ขณะที่เราได้กล่าวแก่มลาอิกะฮฺว่า พวกเจ้าจงสุยูด แก่อาดัมเถิด แล้วพวกเขาก็สุยูดกัน นอกจากอิบลีสโดยที่มันไม่ยอมสุยูด และแสดงโอหัง และมันจึงได้กลายเป็นผู้สิ้นสภาพแห่งการศรัทธา (กาฟิรฺ) (อัลบะเกาะเราะฮ์ : 34)

3. กุฟรฺจากการเพิกเฉย:

นั่นคือ โดยที่เขาหันเหทั้งการฟังและหัวใจจากการปฏิบัติตามสัจธรรม ไม่เหลียวแลต่อมัน และไม่ให้ความสำคัญใดๆ แก่มัน อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿وَمَنۡ أَظۡلَمُ مِمَّن ذُكِّرَ بِـَٔايَٰتِ رَبِّهِۦ ثُمَّ أَعۡرَضَ عَنۡهَآۚ إِنَّا مِنَ ٱلۡمُجۡرِمِينَ مُنتَقِمُونَ22﴾

และผู้ใดเล่าจะอธรรมยิ่งไปกว่าผู้ถูกเตือนให้รำลึกถึงอายาตทั้งหลายของพระเจ้าของเขา แล้วเขาก็ผินหลังให้กับอายาตเหล่านั้น แท้จริงเราเป็นผู้จองเวรบรรดาผู้กระทำผิด (ซูเราะฮ์ อัส-สัจญ์ดะฮ์ : 22)

ส่วนการเมินเฉยในบางส่วน ก็เป็นความฝ่าฝืน (ฟาซิก) มิใช่การปฏิเสธศรัทธา เช่น ผู้ที่เมินเฉยต่อการศึกษาเรียนรู้ข้อบังคับทางศาสนาบางประการ อาทิ บทบัญญัติของการถือศีลอดหรือหัจญ์ เป็นต้น

4- กุฟรฺเพราะความสงสัย:

และนั่นคือโดยการลังเล ไม่ตัดสินลงอย่างเด็ดขาดต่อความจริง แต่กลับสงสัยในความจริงนั้น ดังที่มีอยู่ในพระดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า:

﴿وَدَخَلَ جَنَّتَهُ وَهُوَ ظَالِمٌ لِنَفْسِهِ قَالَ مَا أَظُنُّ أَنْ تَبِيدَ هَذِهِ أَبَدًا 35 وَمَا أَظُنُّ السَّاعَةَ قَائِمَةً وَلَئِنْ رُدِدْتُ إِلَى رَبِّي لَأَجِدَنَّ خَيْرًا مِنْهَا مُنْقَلَبًا 36﴾

เขาได้เข้าไปในสวนของเขาโดยที่เขาเป็นผู้อธรรมแก่ตัวเขาเอง เขากล่าวว่า ฉันไม่คิดว่าสวนนี้จะพินาศไปได้เลย

และฉันไม่คิดว่าวันอวสานของโลกจะมีขึ้น และหากว่าฉันจะถูกนำ กลับไปยังพระผู้เป็นเจ้าของฉัน แน่นอน ฉันจะพบที่กลับที่ดียิ่งขึ้นกว่านี้ 36﴾ [ซูเราะฮ์ อัลกะฮ์ฟิ : 35-36].

5. การปฏิเสธของนิฟาก (การกลับกลอก)

คือ การแสดงตนในการศรัทธาด้วยคำพูด และปกปิดการปฏิเสธไว้ในหัวใจ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿وَمِنَ ٱلنَّاسِ مَن يَقُولُ ءَامَنَّا بِٱللَّهِ وَبِٱلۡيَوۡمِ ٱلۡأٓخِرِ وَمَا هُم بِمُؤۡمِنِينَ 8﴾

และจากหมู่ชนนั้น มีผู้กล่าวว่า เราได้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และวันปรโลกแล้ว ทั้ง ที่พวกเขาหาใช่เป็นผู้ศรัทธาไม่ (อัลบะเกาะเราะฮ์ : 8)

และนี่คือชนิดของกุฟุรใหญ่ที่ทำให้ออกจากศาสนา

ชนิดที่สอง: กุฟุรเล็ก:

และประเภทนี้มิได้ทำให้ต้องคงอยู่ในไฟนรกเป็นนิรันดร์ และนั่นคือ สิ่งที่ปรากฏในอัลกุรอานและซุนนะฮ์ว่าได้มีการเรียกขานว่าเป็นการปฏิเสธศรัทธา โดยมิได้ทำให้เป็นคำชี้เฉพาะด้วยอัล” (อาลิฟและลาม: ال التعريف) หากแต่ปรากฏมาในรูปนามไม่ชี้เฉพาะ และมีตัวอย่างในเรื่องดังกล่าวมากมาย ส่วนหนึ่งจากตัวอย่างเหล่านั้น มีดังนี้: จากท่านอบูฮุรอยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮู กล่าวว่า: ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า:

«اثْنَتَانِ فِي النَّاسِ هُمَا بِهِمْ كُفْرٌ: الطَّعْنُ فِي النَّسَبِ، وَالنِّيَاحَةُ عَلَى المَيِّتِ».

มีสองอย่างในหมู่ผู้คนที่ถือเป็นการปฏิเสธความเชื่อ: การดูหมิ่นสายเลือด และการแสดงความเสียใจอย่างเกินจริงต่อผู้ที่เสียชีวิต"4.

2) การศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮ์

และพวกเขาจัดอยู่ในภพสิ่งเร้นลับ อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงสร้างพวกเขามาจากรัศมี และพวกเขาเป็นผู้เคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ผู้ทรงสูงส่ง และพวกมันไม่มีคุณลักษณะเฉพาะที่แสดงถึงความเป็นพระผู้ทรงอภิบาลและความเป็นพระเจ้าใด และพวกเขาจะไม่ฝ่าฝืนอัลลอฮ์ในสิ่งที่พระองค์ทรงบัญชาแก่พวกเขา และพวกเขาปฏิบัติตามในสิ่งที่พวกเขาได้รับบัญชา พวกเขามีจำนวนมากมาย ซึ่งไม่มีผู้ใดสามารถนับจำนวนของพวกเขาได้ ยกเว้นอัลลอฮ์เท่านั้น.

และการศรัทธาต่อบรรดามลาอิกะฮฺประกอบด้วย 4 ประการ คือ

1. การศรัทธาต่อการมีอยู่จริงของพวกเขา

2- การศรัทธาต่อผู้ที่เรารู้ชื่อของพวกเขา เช่นญิบรีล มีกาอีล อิสรอฟีล และท่านอื่นๆ และผู้ที่เราไม่ทราบชื่อของเขา เราศรัทธาต่อเขาโดยภาพรวม

3. ศรัทธาต่อบรรดาคุณลักษณะของพวกเขาตามที่เราได้ทราบ ซึ่งปรากฏอยู่ในอัลกุรอานและสุนนะฮ์ สำหรับลักษณะของญิบรีล อลัยฮิสสลามนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอลัยฮิวะซัลลัม ได้แจ้งว่า ท่านได้เห็นเขาในรูปแบบที่อัลลอฮฺทรงสร้างเขามา และเขามีปีกหกร้อยปีก จนบังขอบฟ้า

4. ศรัทธาต่อสิ่งที่เราได้ทราบเกี่ยวกับบรรดาการงานของพวกเขา เช่น การแซ่ซ้องสดุดีต่ออัลลอฮ์ และการทำอิบาดะฮ์ต่อพระองค์ทั้งกลางคืนและกลางวัน โดยที่ไม่เบื่อหน่ายและไม่อ่อนล้า

เช่น: ญิบรีล อะลัยฮิสสลาม: ผู้ที่ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลวะฮ์ยู

และอิสรอฟีล: ผู้ได้รับมอบหมายให้เป่าสังข์

และมะลักผู้ปลิดชีวิต: ผู้ได้รับมอบหมายให้ปลิดวิญญาณเมื่อถึงความตาย

มาลิก: มลาอิกะฮ์ผู้ดูแลนรก ส่วนริฎวาน: มลาอิกะฮ์ผู้ดูแลสวนสวรรค์ และมลาอิกะฮ์ท่านอื่นๆ

3. การศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์

และความหมายของบรรดาคัมภีร์ คือบรรดาคัมภีร์แห่งฟากฟ้าที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงประทานลงมาแก่บรรดาศาสนทูตของพระองค์ เป็นทางนำและความเมตตาสำหรับมนุษยชาติ, เพื่อให้พวกเขานั้นได้บรรลุถึงความสุขทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮ์

และการศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ประกอบด้วยสี่ประการ คือ

1. ศรัทธาว่าคัมภีร์นั้นถูกประทานจากอัลลอฮ์อย่างแท้จริง

2- ศรัทธาต่อสิ่งที่เราทราบชื่อจากบรรดาคัมภีร์เหล่านั้น เช่น อัลกุรอานที่ถูกประทานลงมาแก่มุฮัมมัด และคัมภีร์อัต-เตารอตที่ถูกประทานลงมาแก่ท่านนบีมูซา อะลัยฮิสสลาม, และคัมภีร์อัลอินญีลที่ถูกประทานลงมาแก่นบีอีซา อะลัยฮิสสลาม และคัมภีร์อัซซาบูรที่อัลลอฮ์ประทานให้แก่ท่านนบีดาวูด อะลัยฮิสสลาม

ส่วนสิ่งที่เราไม่รู้ชื่อ เราศรัทธาต่อสิ่งนั้นโดยภาพรวม

3- เชื่อในเรื่องราวของบรรดาคัมภีร์ เช่น เรื่องราวของอัลกุรอาน และเรื่องราวของบรรดาคัมภีร์ก่อนหน้าในส่วนที่ยังไม่ถูกบิดเบือน

4. ปฏิบัติตามบรรดาบทบัญญัติที่ยังมิได้ถูกยกเลิก และพึงพอใจพร้อมทั้งยอมจำนนต่อบทบัญญัตินั้น ไม่ว่าเราจะเข้าใจถึงเหตุผลของบทบัญญัตินั้นหรือไม่ก็ตาม และบรรดาคัมภีร์ก่อนหน้านี้ทั้งหมดถูกยกเลิกโดยอัลกุรอานที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้น ไม่อนุญาตให้ปฏิบัติตามบทบัญญัติใด จากบรรดาคัมภีร์ก่อนหน้า เว้นแต่สิ่งที่ได้รับการยืนยันว่าถูกต้องจากมันเท่านั้น และได้รับการรับรองจากอัลกุรอาน หรือซุนนะฮ์ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

4) การศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูตของพระองค์ อะลัยฮิมุสสลาม:

บรรดาเราะซูล: รูปพหูพจน์ของเราะซูลคือผู้ที่มาจากหมู่มนุษย์ ซึ่งอัลลอฮ์ทรงประทานบทบัญญัติของพระองค์แก่เขา และทรงบัญชาให้เขาเผยแผ่มันแก่ผู้คน และคนแรกของพวกเขาคือ นูห์ อะลัยฮิสสลาม และคนสุดท้ายของพวกเขาคือ มูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และพวกเขาเป็นมนุษย์ผู้ถูกสร้าง พวกเขาไม่มีคุณลักษณะใด ที่แสดงถึงความเป็นพระผู้อภิบาลและความเป็นพระเจ้า

และการศรัทธาต่อบรรดาเราะซูลประกอบด้วยองค์ประกอบต่อไปนี้:

1- ศรัทธาว่า การเป็นเราะซูลของพวกเขานั้นเป็นสัจธรรมจากอัลลอฮ์ ผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่อความเป็นเราะซูลของคนหนึ่งคนใดแล้ว แน่นอนเขาผู้นั้นเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อบรรดาเราะซูลเหล่านั้นทั้งหมด

2-ศรัทธาต่อผู้ที่เรารู้จักชื่อของเขาในบรรดาพวกเขาด้วยชื่อของเขา เช่น: มุฮัมมัด อิบรอฮีม มูซา อีซา และนูห์ อะลัยฮิมัสสลาม และพวกท่านเหล่านั้นคือบรรดาอุลุลอัซมีในหมู่บรรดาเราะซูล

ส่วนผู้ใดก็ตามในหมู่พวกเขาที่เรามิได้ทราบนาม เราศรัทธาต่อเขาโดยภาพรวม อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿‌وَلَقَدۡ أَرۡسَلۡنَا رُسُلٗا مِّن قَبۡلِكَ مِنۡهُم مَّن قَصَصۡنَا عَلَيۡكَ وَمِنۡهُم مَّن لَّمۡ نَقۡصُصۡ عَلَيۡكَ...﴾

และโดยแน่นอน เราได้ส่งบรรดาเราะซูลมาก่อนหน้าเจ้าบางคนในหมู่พวกเขามีผู้ที่เราบอกเล่าแก่เจ้า และบางคนในหมู่พวกเขามีผู้ที่เรามิได้บอกเล่าแก่เจ้า... (ซูเราะฮ์ ฆอฟิร : 78)

3- เชื่อในสิ่งที่ถูกต้องที่เกี่ยวกับเรื่องราวของพวกเขา

4- การปฏิบัติตามบทบัญญัติของศาสนาของผู้หนึ่งจากหมู่พวกเขาที่ถูกส่งมายังพวกเรา ซึ่งก็คือเราะซูลท่านสุดท้าย มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม

5) การศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์:

หมายถึง วันกิยามะฮ์ ซึ่งในวันนั้นมนุษย์จะถูกให้ฟื้นคืนชีพเพื่อสอบสวนบัญชีและรับผลการตอบแทน และจึงถูกเรียกเช่นนั้น เพราะว่าไม่มีวันใดถัดจากวันนั้นอีก โดยที่ชาวสวรรค์จะได้พำนักในสถานที่สำหรับพวกเขา และชาวนรกนั้นก็จะพำนักอยู่ในสถานที่สำหรับพวกเขา

และการศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์นั้นประกอบด้วยสามประการ:

. การศรัทธาต่อการฟื้นคืนชีพ

และนั่นคือการทำให้บรรดาผู้ตายฟื้นคืนชีพ เมื่อสังข์ถูกเป่าขึ้นเป็นครั้งที่สอง แล้วมนุษย์จะยืนต่อหน้าพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก เปลือยเท้ามิได้สวมรองเท้า เปลือยกายไร้สิ่งปกปิด และมีหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศยังมิได้เข้าสุหนัด อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿كَمَا بَدَأْنَا أَوَّلَ خَلْقٍ نُعِيدُهُ ‌وَعْدًا ‌عَلَيْنَا إِنَّا كُنَّا فَاعِلِينَ 104﴾

ดังเช่นที่เราได้เริ่มให้มีการบังเกิดครั้งแรก เราจะให้มันกลับเป็นขึ้นมาอีก เป็นสัญญาผูกพันกับเรา แท้จริงเราเป็นผู้กระทำอย่างแน่นอน (ซูเราะฮ์ อัล-อันบิยาอ์ : 104)

. การศรัทธาต่อการคิดบัญชีและการตอบแทน

ซึ่งบ่าวจะถูกคิดบัญชีต่อการกระทำของตน และจะได้รับการตอบแทนตามการกระทำนั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿إِنَّ إِلَيۡنَآ إِيَابَهُمۡ 25 ثُمَّ إِنَّ عَلَيۡنَا حِسَابَهُم 26

แท้จริง ยังเราเท่านั้นคือการกลับมาของพวกเขา 25

แล้วก็แท้จริง หน้าที่ของเรานั้นคือการชำระพวกเขา (ซูเราะฮ์ อัลฆอชิยะฮ์ : 25-26)

คำตอบ : การศรัทธาต่อสวรรค์และนรก:

และแท้จริง สวรรค์และนรกทั้งสองคือจุดหมายปลายทางอันนิรันดร์ของมวลสิ่งถูกสร้าง สวรรค์ คือ โลกแห่งความผาสุขซึ่งอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับบรรดาผู้ศรัทธาผู้ยำเกรง และบรรดาผู้ที่เชื่อฟังอัลลอฮ์และรอซูลของพระองค์ในสวรรค์นั้นมีสิ่งที่ตาไม่เคยเห็น หูไม่เคยได้ยิน และไม่มีใครเคยนึกถึง

และนรกนั้น; มันคือสถานแห่งความทุกข์ทรมาน ซึ่งอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงเตรียมไว้แก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา ผู้ที่ปฏิเสธศรัทธาและฝ่าฝืนบรรดาเราะซูลของพระองค์ ในนั้นมีหลากหลายชนิดของการลงโทษและการลงโทษอันเป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่มีใครเคยนึกถึง

6)ศรัทธาต่อกฎกำหนดสภาวการณ์ทั้งดีและชั่ว:

และความหมายของคำว่า อัลก็อดร์ คือ: การกำหนดของอัลลอฮ์ต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นนั้น เป็นไปตามที่พระองค์ได้ทรงล่วงรู้ไว้แล้วด้วยความรอบรู้ของพระองค์ และตามที่พระปรีชาของพระองค์ทรงกำหนด

และการศรัทธาต่อกฎกำหนดสภาวการณ์ประกอบด้วยสี่ประการ คือ

1. ความรู้: คือการศรัทธาต่อความรอบรู้ของอัลลอฮ์ และศรัทธาว่าพระองค์ทรงรอบรู้ในสิ่งที่ได้เกิดขึ้น สิ่งที่จะเกิดขึ้น และมันจะเกิดขึ้นอย่างไร ทั้งโดยภาพรวมและโดยละเอียด ดั้งเดิมและตลอดนิรันดร์ และพระองค์ สุบหานาฮุ ผู้ทรงรอบรู้ในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นว่า หากมันเกิดขึ้นแล้วมันจะเกิดอย่างไร ดังที่อัลลอฮ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿‌وَلَوۡ رُدُّواْ لَعَادُواْ لِمَا نُهُواْ عَنۡهُ ...﴾

และแม้ว่าพวกเขาถูกให้กลับไป แน่นอนพวกเขาก็กลับกระทำอีกในสิ่งที่พวกเขาถูกห้ามไว้ ... (ซูเราะฮ์ อัล-อันอาม : 28)

2- การบันทึก: หมายถึงว่าอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่ง ได้ทรงบันทึกกฎกำหนดของทุกสรรพสิ่งไว้จนกระทั่งวันสิ้นโลก ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿أَلَمۡ تَعۡلَمۡ أَنَّ ٱللَّهَ يَعۡلَمُ مَا فِي ٱلسَّمَآءِ وَٱلۡأَرۡضِۚ إِنَّ ذَٰلِكَ فِي كِتَٰبٍۚ إِنَّ ذَٰلِكَ عَلَى ٱللَّهِ يَسِيرٞ 70

เจ้ามิรู้ดอกหรือว่า แท้จริงอัลลอฮฺทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าและแผ่นดิน แท้จริงสิ่งนั้นอยู่ในบันทึกแล้ว แท้จริงในการนั้นเป็นการง่ายดายสำหรับอัลลอฮฺ (ซูเราะฮ์ อัล-หัจญ์ : 70)

3. ความประสงค์: คือศรัทธาว่าแท้จริงในจักรวาลนี้จะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น นอกจากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์เท่านั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿وَرَبُّكَ يَخۡلُقُ مَا يَشَآءُ وَيَخۡتَارُ ...﴾

และพระเจ้าของเจ้าทรงสร้างสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์และทรงเลือก (ซูเราะฮ์ อัลเกาะศ็อศ : 68) และมนุษย์มีความประสงค์ที่ไม่ออกนอกเหนือจากความประสงค์ของอัลลอฮ์ ดังที่พระองค์ตรัสว่า:

﴿وَمَا تَشَآءُونَ إِلَّآ أَن يَشَآءَ ٱللَّهُ رَبُّ ٱلۡعَٰلَمِينَ 29

และพวกเจ้าจะไม่สมประสงค์สิ่งใด เว้นแต่อัลลอฮฺพระเจ้าแห่งสากลโลกจะทรงประสงค์ (อัตตักวีร : 29)

4- การสร้าง: คือศรัทธาว่าแท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงสร้างทุกสิ่ง รวมทั้งการงานและการกระทำของพวกเขา ทั้งที่เป็นความดีและความชั่ว อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿ٱللَّهُ خَٰلِقُ كُلِّ شَيۡءٖۖ وَهُوَ عَلَىٰ كُلِّ شَيۡءٖ وَكِيلٞ 62

อัลลอฮฺ คือผู้ทรงสร้างทุกสิ่ง และพระองค์เป็นผู้ทรงดูแลและคุ้มครองทุกสิ่ง (ซูเราะฮ์ อัซ-ซุมัร : 62)

ซึ่งข้าพเจ้าได้รวบรวมลำดับเหล่านี้ไว้ในโครงกาพย์บทนี้ ดังนี้:

ความรอบรู้ของพระองค์ การบันทึกขององค์อภิบาลของเรา ความประสงค์ของพระองค์ และการสร้างของพระองค์ ซึ่งคือการให้บังเกิดและการก่อรูปขึ้น

หัวข้อที่สาม : อัลอิห์ซาน

อิหฺซาน: มีหลักข้อเดียว คือการที่คุณอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์เสมือนว่าคุณเห็นพระองค์ หากคุณไม่เห็นพระองค์ พระองค์ก็เห็นคุณ

หมายถึง การที่มนุษย์ได้กระทำในสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงบัญชาให้ปฏิบัติเป็นการเคารพสักการะต่อพระองค์ ประหนึ่งว่าเขากำลังยืนอยู่ต่อพระพักตร์ของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเกริกเกียรติ ผู้ทรงสูงส่ง และนั่นย่อมทำให้จำเป็นต้องมีความยำเกรงอย่างสมบูรณ์ และการหันกลับไปหาพระองค์ ซุบฮานะฮู และจำเป็นต้องปฏิบัติอิบาดะฮ์ให้เป็นไปตามซุนนะฮ์ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม.

และอิหซานนั้น มีสองระดับชั้น และบรรดามุหซินีน (ผู้ปฏิบัติดีทั้งหลาย) ในเรื่องอิหซาน (การปฏิบัติดีนั้น) อยู่ในสองสถานะที่แตกต่างกัน:

ส่วนที่ 1: ซึ่งเป็นขั้นที่สูงสุด คือ ขั้นแห่งการประจักษ์เห็น คือ การที่บ่าวประพฤติปฏิบัติราวกับว่าเขากำลังเห็นอัลลอฮ์ด้วยหัวใจของเขา แล้วหัวใจก็สว่างไสวด้วยอีหม่าน จนกระทั่งสิ่งเร้นลับกลายเป็นเสมือนสิ่งที่ประจักษ์แก่สายตา

ส่วนที่ 2 สถานะแห่งอิคลาศและมุรอกอบะฮ์ นั่นคือ บ่าวจะปฏิบัติการงานโดยรำลึกอยู่เสมอว่า อัลลอฮ์ทรงเห็นเขา และทรงล่วงรู้ถึงทุกสิ่งที่เกี่ยวกับเขา เมื่อเขารำลึกเช่นนี้ เขาก็ย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา

หัวข้อที่สี่ : สาระสังเขปว่าด้วยหลักการมูลฐานของอะฮ์ลุซซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์

หนึ่ง: ยึดถือและปฏิบัติตามสิ่งที่มีมาในอัลกุรอานและซุนนะฮ์ ทั้งภายในและภายนอก และไม่ยกคำพูดของผู้ใดในหมู่มนุษย์ให้อยู่เหนือพระดำรัสของอัลลอฮ์ อัซซะวะญัล และพระวจนะของท่านเราะซูลุลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

ประการที่สอง: ความบริสุทธิ์ของหัวใจและวาจาของพวกเขาต่อบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮ์ อลัยฮิ วะสัลลัม, และพวกเขามีความเห็นว่า เคาะลีฟะฮ์หลังจากท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม คือ อบูบักร์ จากนั้น อุมัร จากนั้น อุษมาน แล้ว อะลี เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม อัจญ์มาอีน

ประการที่สาม: รักครอบครัวของท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และการภักดีต่อพวกเขา และครอบครัวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่หมายถึงนั้น คือบรรดาซอลิฮีน (คนดี) ในหมู่พวกเขา

ประการที่สี่การไม่ก่อกบฏต่อผู้นำและผู้ปกครอง แม้ว่าพวกเขาจะอยุติธรรมก็ตาม และขอพรให้พวกเขามีความดีและความปลอดภัย และจะไม่มีการวิงวอนให้โทษภัยตกแก่พวกเขา และการเชื่อฟังผู้นำซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺ อัซซะวะญัลนั้น เป็นฟัรฎู ในเรื่องที่ไม่เป็นการฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺ อัซซะวะญัล หากพวกเขาสั่งให้กระทำสิ่งที่เป็นการฝ่าฝืนต่ออัลลอฮ์ ดังนั้นไม่อนุญาตให้ทำตามพวกเขาในสิ่งนั้น และยังคงเชื่อฟังพวกเขาในเรื่องที่ดีในเรื่องอื่น

ลำดับที่ห้า: เชื่อในเรื่องกะรอมะฮ์ของบรรดาวะลีย์ มันคือสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงบันดาลให้เกิดขึ้นผ่านน้ำมือของพวกเขาซึ่งสิ่งที่เหนือธรรมชาติ (ปาฏิหาริย์)

ประการที่หก: ไม่ตักฟีรชาวกิบละฮ์เพียงเพราะบาปโดยทั่วไปและบาปใหญ่ ดังที่พวกเคาะวาริจญ์กระทำ, แต่พวกเขายังคงความเป็นพี่น้องทางศรัทธา (อุควะฮ์ อีมานียะฮ์) แม้จะมีการทำบาปก็ตาม และพวกเขากล่าวเกี่ยวกับผู้ที่กระทำการฝ่าฝืนว่า: เขาเป็นผู้ศรัทธาโดยเหตุแห่งศรัทธาของเขา และเป็นผู้ฟาซิกโดยเหตุแห่งบาปใหญ่ของเขา

บทที่สอง: สิ่งที่เกี่ยวกับอิบาดะฮฺ

หัวข้อที่หนึ่ง: ความสะอาด

ตามหลักภาษา คือ ความสะอาดและบริสุทธิ์จากสิ่งสกปรกทั้งทางรูปธรรมและนามธรรม

ตามหลักบทบัญญัติอิสลามการกำจัดหะดัษ (ภาวะไม่อยู่ในความสะอาดทางศาสนา) และการขจัดสิ่งสกปรก (นะญิส) และความสะอาดคือกุญแจของการละหมาด ด้วยเหตุนี้ การเรียนรู้เรื่องนี้จึงถือเป็นหนึ่งในภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่สุดในเรื่องศาสนา ซึ่งมุสลิมทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้และใส่ใจอย่างจริงจัง

หนึ่ง: ประเภทของน้ำ

1-น้ำสะอาดบริสุทธิ์; สามารถใช้สำหรับการชำระล้าง (อาบน้ำละหมาดหรืออาบน้ำได้) ไม่ว่ามันจะอยู่ในสภาพเดิมของมัน; เช่น น้ำฝน หรือน้ำในแม่น้ำ หรือน้ำทะเล หรือมีสิ่งที่สะอาดปนเปื้อนเข้าไป แต่สิ่งนั้นไม่ได้กลายเป็นส่วนใหญ่จนครอบงำ และไม่ได้ทำให้สูญเสียชื่อหรือลักษณะเดิมของมันไป

2. น้ำสกปรก (นะญิส) ไม่อนุญาตใช้มัน ดังนั้น ไม่สามารถยกเลิกภาวะหะดัษ และไม่สามารถขจัดสิ่งสกปรก (นะญาซะฮ์) ได้ คือน้ำที่เปลี่ยนสภาพของสี กลิ่น หรือรส อันเนื่องจากมีสิ่งสกปรก (นะญิส) ปะปนอยู่

สอง: นะญิส (สิ่งสกปรก)

นะญิส คือ สิ่งสกปรกชนิดเฉพาะ ซึ่งทำให้การละหมาดเป็นโมฆะหากมีสิ่งนั้นติดอยู่ เช่น ปัสสาวะ อุจจาระ เลือด และอื่น และอาจอยู่ได้ทั้งที่ร่างกาย สถานที่ และเสื้อผ้า

หลักเดิมของสรรพสิ่งทั้งหลายนั้น คือ เป็นสิ่งที่อนุมัติและสะอาดบริสุทธิ์ ดังนั้น ผู้ใดอ้างว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นนะญิส (สิ่งสกปรกตามศาสนา) ก็จำเป็นต้องนำหลักฐานมายืนยัน และสิ่งต่อไปนี้ ไม่ถือเป็นนะญิส : น้ำมูก/เสมหะ เหงื่อของมนุษย์ เหงื่อของลา ทั้งหมดนี้ถือว่าสะอาด (ตามหลักศาสนา) แม้จะดูสกปรกในเชิงกายภาพก็ตาม ทุกสิ่งที่เป็นนะญิสย่อมเป็นสิ่งสกปรก แต่ไม่ใช่สิ่งสกปรกเป็นนะญิสเสมอไป

นะญิส มี 3 ระดับ:

หนึ่ง: นะญิสหนัก

เช่น: ความสกปรกของภาชนะที่สุนัขเลียเข้าไป วิธีการทำความสะอาดมันคือ: ให้ล้างเจ็ดครั้ง ครั้งแรกด้วยน้ำที่ผสมกับดิน

สอง: นะญิสชนิดเบา

เช่น ปัสสาวะของเด็กชายทารก หากกระเด็นถูกเสื้อผ้าหรือภาชนะใด   วิธีการทำความสะอาดมันคือ: ให้พรมน้ำลงบนมันจนชุ่มทั่ว และไม่จำเป็นต้องถูหรือบิด

สาม: นะญิสชนิดปานกลาง

เช่น ปัสสาวะและอุจจาระของมนุษย์ รวมถึงสิ่งสกปรกส่วนใหญ่ เมื่อตกถูกพื้นดิน เสื้อผ้า หรือสิ่งของอื่นๆ ที่คล้ายกัน วิธีชำระล้างนะญาซะฮ์ คือ การขจัดตัวสิ่งสกปรกออกไป หากสิ่งสกปรกนั้นมีลักษณะตัวตนให้เห็น และทำความสะอาดบริเวณที่เปื้อนด้วยน้ำ หรือด้วยวิธีการทำความสะอาดอื่น

และส่วนหนึ่งจากสิ่งที่มีหลักฐานยืนยันถึงความเป็นนะญิส ได้แก่:

1. ปัสสาวะและอุจจาระของมนุษย์

2. น้ำมะซีย์และน้ำวะดีย์5.

3. มูลของสัตว์ที่ห้ามบริโภคเนื้อ

4- เลือดประจำเดือนและเลือดนิฟาส

5. น้ำลายสุนัข

6. ซากสัตว์ ยกเว้น:

- มนุษย์เมื่อเสียชีวิต

- ซากของตั๊กแตนและปลา

- ซากของสัตว์ที่ไม่มีเลือดไหล เช่น แมลงวัน มด ผึ้ง และอื่นๆ

- กระดูกของสัตว์ที่ตายแล้ว เขา เล็บ ขน และขนปีก

วิธีการทำความสะอาดนะญิส มีดังนี้:

1- ด้วยน้ำ ซึ่งเป็นหลักเดิมในการทำความสะอาดนะญิส จึงไม่พึงหันไปใช้อย่างอื่นแทน

2- สิ่งที่ศาสนาได้บัญญัติไว้เกี่ยวกับวิธีการทำความสะอาดสิ่งของที่เป็นนะญิสหรือที่ถูกนะญิสเปื้อน

2.1- หนังสัตว์ซึ่งตายโดยไม่ถูกเชือดตามบทบัญญัติ (ซาก) จะชำระให้สะอาดได้โดยการฟอก

2.2- การทำความสะอาดภาชนะเมื่อสุนัขเลียไปในนั้น: ต้องล้างเจ็ดครั้ง โดยครั้งแรกด้วยดิน.

2.3- การทำความสะอาดเสื้อผ้าเมื่อมีเลือดประจำเดือนเปื้อน: ให้ถู แล้วขยี้ด้วยน้ำ จากนั้นราดด้วยน้ำ และหากหลังจากนั้นยังมีคราบหลงเหลือ ก็ไม่เป็นไร

2.4- การชำระชายผ้าของสตรีให้สะอาด ด้วยส่วนถัดไปของพื้นดินที่สะอาด

2.5- การทำความสะอาดเสื้อผ้าจากปัสสาวะของทารกชายที่ยังดูดนม: ด้วยการพรมน้ำ และจากปัสสาวะของทารกหญิง: ด้วยการล้าง

2.6- ชำระเสื้อผ้าให้สะอาดจากมะซีย์ โดยพรมน้ำลงบนบริเวณที่เปื้อน

2.7- การชำระด้านล่างของรองเท้า โดยการลูบกับพื้นดินที่สะอาด

2.8- การทำความสะอาดพื้นดินจากนะญิส โดยการเทน้ำหนึ่งถังลงบนบริเวณที่เปื้อน หรือปล่อยไว้จนแห้งด้วยแสงแดดหรือด้วยลม เมื่อคราบนะญิสหมดสิ้นไปแล้ว ก็ถือว่าสะอาดแล้ว

สาม: สิ่งที่ห้ามกระทำสำหรับผู้ที่มีหะดัษ:

ข้อห้ามสำหรับผู้ที่มีฮะดัษเล็กหรือฮะดัษใหญ่:

1- การละหมาด ไม่ว่าจะเป็นการละหมาดฟัรฎูหรือการละหมาดสุนนะฮ์ ดังที่มีรายงานจากท่านอิบนุอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ว่า : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า :

«لَا يَقْبَلُ اللَّهُ صَلَاةً بِغَيْرِ طُهُورٍ».

อัลลอฮ์จะไม่ทรงตอบรับการละหมาดใด โดยปราศจากความสะอาดบริสุทธิ์"6.

2. การสัมผัสอัลกุรอาน ตามที่มีปรากฏในจดหมายที่ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เขียนถึงท่านอัมร์ อิบนุ หัซม์ และในนั้นมีถ้อยคำของท่านว่า:

«لَا يَمَسُّ الْقُرْآنَ إِلَّا طَاهِرٌ».

ไม่มีผู้ใดจะแตะต้องอัลกุรอาน นอกจากผู้บริสุทธิ์เท่านั้น7.

3- การเฏาะวาฟ (รอบกะบะฮ์ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า:

«الطَّوَافُ بِالْبَيْتِ صَلَاةٌ، إِلَّا أَنَّ اللَّهَ أَبَاحَ فِيهِ الْكَلَامَ».

การเฏาะวาฟรอบกะอ์บะฮ์นั้นเป็นการละหมาด เว้นแต่ว่าอัลลอฮ์ทรงอนุญาตให้มีการพูดในระหว่างการเฏาะวาฟ8 และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้อาบน้ำละหมาด เพื่อการเฏาะวาฟรอบกะอฺบะฮฺ มีรายงานที่ถูกต้องจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่าท่านได้ห้ามผู้หญิงที่มีประจำเดือนทำการตอวาฟรอบบัยตุลลอฮ์ จนกว่าเธอจะสะอาดจากประจำเดือน

ส่วนสิ่งต่างๆ ที่ห้ามสำหรับผู้ที่มีหะดัษใหญ่โดยเฉพาะ มีดังต่อไปนี้:

1. อ่านอัลกุรอาน ตามหะดีษของท่านอะลีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า "ไม่มีสิ่งใดจะปิดกั้นท่านหมายถึงท่านนบี ﷺ —จากการอ่านอัลกุรอานได้ แม้กระทั้งในสภาพที่มีญะนาบะฮ์"9.

2- การพำนักอยู่ในมัสยิดโดยปราศจากน้ำละหมาด เนื่องจากอัลลอฮ์ได้ตรัสไว้ว่า:

﴿يَٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ لَا تَقۡرَبُواْ ٱلصَّلَوٰةَ وَأَنتُمۡ سُكَٰرَىٰ حَتَّىٰ تَعۡلَمُواْ مَا تَقُولُونَ وَلَا جُنُبًا إِلَّا عَابِرِي سَبِيلٍ حَتَّىٰ تَغۡتَسِلُواْ...﴾

"ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่าเข้าใกล้การละหมาด ขณะที่พวกเจ้ากำลังมึนเมาอยู่ จนกว่าพวกเจ้าจะรู้ สิ่งที่พวกเจ้าพูด และก็จงอย่าเข้าใกล้การละหมาด ขณะที่เป็นผู้มีญะนาบะฮฺ นอกจากผู้ที่ผ่านทางไปเท่านั้น จนกว่าพวกเจ้าจะอาบน้ำ..." (ซูเราะฮ์ อัน-นิซาอ์ : 43)

เมื่อผู้ที่มีหะดัษใหญ่อาบน้ำละหมาด ก็เป็นที่อนุญาตให้เขาหยุดอยู่ในมัสยิดได้ และเช่นเดียวกัน อนุญาตให้ผู้ที่มีหะดัษใหญ่เดินผ่านมัสยิดได้ เพียงเพื่อการผ่านทาง โดยไม่หยุดนิ่งหรือนั่งอยู่ในนั้น

สี่: มารยาทในการถ่ายทุกข์:

สิ่งที่ควรปฏิบัติขณะถ่ายทุกข์:

1- การอยู่ให้ห่างไกลและการปกปิดตนจากผู้คนในที่โล่งแจ้ง

2. กล่าวบทดุอาอ์ที่มีรายงานไว้เมื่อจะเข้าของน้ำ นั่นคือ:

«اللَّهُمَّ إِنِّي أَعُوذُ بِكَ مِنَ الْخُبْثِ وَالْخَبَائِثِ».

"โอ้อัลลอฮ์ แท้จริงฉันขอความคุ้มครองจากพระองค์ให้พ้นจากชัยฏอนมารร้ายทั้งเพศผู้และเพศเมีย"10

และจำเป็นต้องปฏิบัติขณะถ่ายทุกข์ ดังนี้ :

1. การรักษาความสะอาดจากปัสสาวะ

2. ปกปิดเอาเราะฮ์ (คือส่วนของร่างกายที่ศาสนบัญญัติให้ปกปิด)

ข้อห้ามขณะปลดทุกข์:

1- ผินหน้าทางกิบละฮ์ หรือหันหลังให้กิบละฮ์

2- การถ่ายทุกข์บนทางสัญจรของผู้คนและในสถานที่สาธารณะ

3-ปัสสาวะในแหล่งน้ำที่นิ่ง (ไม่ไหลถ่ายเท)

สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ (มักรูฮ) ขณะทำธุระส่วนตัว

1- การสัมผัสอวัยวะส่วนตัวด้วยมือขวาระหว่างถ่ายทุกข์

2- การชำระล้างด้วยน้ำและการเช็ดด้วยมือขวา

3- ไม่ควรพูด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวถึงอัลลอฮ์ ขณะถ่ายทุกข์

ห้า: บทบัญญัติของการชำระล้างด้วยน้ำและการเช็ด:

การอิสติญญาอฺ: คือการขจัดสิ่งสกปรกที่ออกมาจากทวารทั้งสอง (ทวารหนักและทวารเบา) ด้วยการใช้น้ำ

การอิสติจญ์มาร: คือการขจัดสิ่งสกปรกที่ออกมาจากทวารทั้งสอง (ทวารหนักและทวารเบา) โดยไม่ใช้น้ำ เช่น การใช้ก้อนหินหรือกระดาษชำระ

เงื่อนไขของสิ่งที่ใช้ชำระล้าง:

1- ต้องเป็นสิ่งที่ได้รับอนุมัติตามหลักศาสนา

2- ต้องเป็นสิ่งที่สะอาด

3- ต้องเป็นสิ่งที่สามารถทำความสะอาดได้

4- ต้องไม่ใช่กระดูกหรือมูลสัตว์

5- ต้องไม่ใช่สิ่งที่เป็นที่เคารพ เช่น กระดาษที่มีพระนามของอัลลอฮฺ ซุบหานะฮุ วะตะอาลา

เงื่อนไข 2 ประการในการชำระล้างด้วยการอิสติญมาร:

1- สิ่งขับถ่ายต้องไม่ล้นออกไปจากบริเวณปกติ

2- ต้องชำระล้างด้วยหินสามก้อนที่ทำให้สะอาดหรือมากกว่านั้น

หก: บทบัญญัติว่าด้วยการอาบน้ำละหมาด

การอิบาดะฮฺที่จำเป็น (วาญิบ) จะต้องอาบน้ำละหมาด มี 3 ประการ คือ

1. การละหมาด ไม่ว่าจะเป็นการละหมาดฟัรฎูหรือการละหมาดสุนนะฮ์

2. การสัมผัสอัลกุรอาน

3. การเฏาะวาฟ (การเดินเวียนรอบกะบะฮ์)

เงื่อนไขของการอาบน้ำละหมาด

1. อิสลาม

2. มีสติสัมปชัญญะ

3. รู้เดียงสา

4- การตั้งเจตนา: ตำแหน่งของเนียตนั้นอยู่ที่ใจ และการเปล่งเสียงกล่าวเนียตนั้นเป็นบิดอะฮ์ และผู้ใดที่ประสงค์จะอาบน้ำละหมาด แท้จริงเขาได้ตั้งเจตนาแล้ว ส่วนการล้างอวัยวะส่วนต่างๆ ในการอาบน้ำละหมาดด้วยเจตนาเพื่อคลายร้อนหรือเพื่อทำความสะอาดนั้น ไม่ถือว่าเป็นการอาบน้ำละหมาด

5- การรักษาความต่อเนื่องของข้อบัญญัติ: โดยที่เขาต้องไม่ตั้งใจที่จะยกเลิกมัน จนกว่าการชำระล้างของเขาจะสมบูรณ์

6. การสิ้นสุดของสิ่งที่ทำให้ต้องทำวุฎูอ์ (การที่สิ่งสกปรกนั้นได้หยุดการไหลออกมาอย่างสมบูรณ์) ได้รับการยกเว้นจากกรณีนี้คือ: ผู้ที่มีอาการปัสสาวะกะปริบกะปรอยอย่างต่อเนื่อง และหญิงที่มีเลือดอิสติหาเฎาะฮ์.

7- การชำระล้างด้วยน้ำหรือหินก่อนหน้านั้น สำหรับผู้ที่มีปัสสาวะหรืออุจจาระออกมา

8. ต้องเป็นน้ำที่สะอาดและเป็นที่อนุมัติ

9. ขจัดสิ่งที่กั้นมิให้น้ำเข้าถึงผิวหนัง

10- เข้าเวลาละหมาด (สำหรับคนที่มีหะดัษเป็นประจำต่อเนื่อง)

องค์ประกอบหลัก (รุก่น) ของการอาบน้ำละหมาด

1. การล้างใบหน้า การบ้วนปากและการสูดน้ำเข้าจมูกก็เป็นส่วนหนึ่งจากการล้างใบหน้า

2. ล้างมือทั้งสองจนถึงข้อศอก

3- การลูบศีรษะทั้งหมด และใบหูทั้งสองก็เป็นส่วนหนึ่งจากศีรษะ

4. ล้างเท้าทั้งสองจนถึงตาตุ่ม

5. ต้องชำระล้างอวัยวะแต่ละส่วนตามลำดับ

6. ความต่อเนื่อง คือห้ามเว้นช่วงระหว่างอวัยวะต่าง เป็นเวลานาน

วิธีการอาบน้ำละหมาด

1- กล่าวพระนามของอัลลอฮฺ (บิสมิลลาฮฺ)

2- ล้างมือทั้งสอง (ฝ่ามือและหลังมือ) 3 ครั้ง

3- ล้างหน้า 3 ครั้ง การบ้วนปากและการสูดน้ำเข้าจมูกก็เป็นส่วนหนึ่งจากการล้างใบหน้า

4- ล้างมือทั้งสองข้างจนถึงข้อศอก 3 ครั้ง โดยเริ่มจากมือขวาก่อน แล้วจึงมือซ้าย

5- ลูบศีรษะพร้อมหูทั้งสองข้าง

ล้างเท้าทั้งสองถึงข้อเท้าสามครั้ง เริ่มจากเท้าขวาก่อนแล้วจึงเท้าซ้าย

สิ่งที่ทำให้การอาบน้ำละหมาดเป็นโมฆะ:

1. สิ่งที่ออกมาจากทวารหนักและทวารเบา เช่น ปัสสาวะ การผายลม อุจจาระ

2- สิ่งสกปรก (นะญิส) ออกจากร่างกาย

3- การสูญเสียสติสัมปชัญญะด้วยการนอนหลับหรืออื่น

4- การสัมผัสอวัยวะเพศด้วยมือ ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าหรือด้านหลัง โดยไม่มีสิ่งใดกั้น

5- การกินเนื้ออูฐ

6- การละทิ้งศาสนาอิสลาม ขออัลลอฮ์ได้ปกป้องเราและมุสลิมทุกคนจากสิ่งนั้น

เจ็ด: กฎการเช็ดบนรองเท้าและถุงเท้า:

1- คุฟ: สิ่งที่ใช้สวมเท้าซึ่งทำมาจากหนังสัตว์หรือสิ่งทำนองเดียวกัน

2- ถุงเท้า คือสิ่งที่สวมใส่ที่เท้า ทำจากขนสัตว์หรือฝ้ายและสิ่งที่คล้ายกัน

เงื่อนไขของการลูบบนรองเท้าหนัง:

1- ต้องสวมใส่รองเท้าและถุงเท้าภายหลังจากทำความสะอาดอย่างสมบูรณ์แล้ว

2. ให้คลุมเท้าทั้งสองจนถึงตาตุ่ม

3- รองเท้าหรือถุงเท้าจะต้องสะอาด

4- การลูบรองเท้าหรือถุงเท้าอยู่ในเวลาที่กำหนด

5- การเช็ดจะต้องเป็นเฉพาะในการอาบน้ำละหมาดเท่านั้น ไม่ใช่ในการอาบน้ำยกหะดัษใหญ่

6- คุฟและสิ่งที่ทำนองเดียวกันจะต้องเป็นที่ได้รับอนุมัติตามหลักศาสนา หากเป็นของที่ยึดครองโดยไม่ชอบหรือเป็นผ้าไหมสำหรับผู้ชาย ก็ไม่อนุญาตให้ลูบบนสิ่งนั้น เพราะสิ่งที่ต้องห้ามไม่อาจใช้เป็นเหตุให้ถือเอาข้อผ่อนผันได้

ระยะเวลาสำหรับการลูบบนรองเท้า:

สำหรับผู้ที่พำนักอยู่กับที่: หนึ่งวันหนึ่งคืน และสำหรับผู้ที่เดินทาง: สามวันสามคืน

วิธีการลูบบนรองเท้า:

เอามือจุ่มน้ำ แล้วลูบบนถุงเท้าหรือรองเท้าคุฟฟ์ จากปลายเท้าจนถึงลำแข้ง เพียงครั้งเดียว

สิ่งที่ทำให้เป็นโมฆะ

1- สิ้นสุดระยะเวลาของการลูบบนรองเท้า

2- การถอดถุงเท้าออกทั้งสองข้างหรือข้างใดข้างหนึ่ง

3- การเกิดหะดัษใหญ่

หุกุม (บทบัญญัติ) การลูบบนรองเท้าหนัง:

มันคือการผ่อนผัน และการกระทำ (การเช็ดรองเท้า) นั้นดีกว่าการถอดรองเท้าและล้างเท้า เพราะเป็นการรับเอาการผ่อนผันจากอัลลอฮ์การปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านนบีและเป็นการกระทำที่แตกต่างจากกลุ่มชนที่คิดอุตริกรรมขึ้นมา

3- การลูบบนเฝือก ผ้าพันแผล และแผ่นยาพลาสเตอร์:

อัลญะบาอิร หมายถึง สิ่งที่ใช้รัดบริเวณกระดูกหัก เช่น เฝือกปูนหรือไม้ดาม และสิ่งที่คล้ายกัน

อัล-อัศออิบ: คือ สิ่งที่พันหรือรัดบนบาดแผล รอยฟกช้ำ หรือแผลไหม้ จากผ้าและสิ่งทำนองนั้น

อัล-ลุศูก: คือสิ่งที่นำมาติดลงบนบาดแผลหรือฝีเพื่อการรักษา

หุกุม (บทบัญญัติ) ของการลูบบนสิ่งนั้น:

อนุโลมให้คงไว้ได้เมื่อมีความจำเป็น โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องไม่เกินบริเวณที่จำเป็น

ไม่อนุญาต: หากความจำเป็นต่อสิ่งดังกล่าวได้สิ้นสุดลง หรือการถอดออกมิได้ก่อให้เกิดความลำบากหรืออันตราย

วิธีการลูบบนสิ่งดังกล่าว:

ล้างบริเวณโดยรอบของมัน และลูบมันจากทุกด้าน และไม่ให้ลูบส่วนที่เกินจากบริเวณของอาบน้ำละหมาด

 

แปด: ข้อกำหนดต่าง เกี่ยวกับการตะยัมมุม

ตะยัมมุม: คือ การเช็ดใบหน้าและฝ่ามือทั้งสองด้วยดิน โดยมีเจตนาเพื่อความสะอาด ตามรูปแบบที่ถูกกำหนด

ข้อชี้ขาดทางบทบัญญัติ

จำเป็นต้องทำตะยัมมุมแทนการอาบน้ำละหมาดและการอาบน้ำยกหะดัษ เมื่อไม่มีน้ำ หรือไม่สามารถใช้น้ำได้

เหตุผลของการบัญญัติในเรื่องนี้:

การทำตะยัมมุมเป็นหนึ่งในคุณลักษณะเฉพาะของประชาชาติท่านนบีมูฮัมมัดและมิได้เป็นที่รู้จักในหมู่ประชาชาติที่ล่วงมาแล้ว เป็นการผ่อนปรนจากอัลลอฮฺต่อประชาชาตินี้ และเป็นการแสดงบุญคุณจากพระองค์แก่ประชาชาตินี้

กรณีที่อนุญาตให้ทำตะยัมมุมได้

1- ในกรณีที่ไม่มีน้ำ ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะพำนักหรือระหว่างการเดินทาง และได้เสาะแสวงหาน้ำแล้วแต่ไม่พบ

2- หากมีน้ำอยู่กับตนซึ่งจำเป็นสำหรับการดื่มหรือการประกอบอาหาร แล้วถ้านำไปใช้ทำความสะอาดย่อมทำให้ความจำเป็นนั้นเสียหาย จนเกรงว่าจะเกิดความกระหายน้ำต่อตนเอง หรือทำให้ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์ที่ต้องคุ้มครอง เกิดความกระหายน้ำ

3. เมื่อเกรงว่าจะเกิดอันตรายจากการใช้น้ำต่อร่างกายเพราะความเจ็บป่วย หรือทำให้การหายป่วยล่าช้า

4- หากไม่สามารถใช้น้ำได้ เนื่องด้วยอาการป่วยจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ และไม่มีผู้ที่จะอาบน้ำละหมาดให้เขา และกลัวว่า จะไม่ทันละหมาด

5- เมื่อเกรงว่าจะเกิดอันตรายจากความหนาวในการใช้น้ำ และไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น ให้ตะยัมมุมและละหมาด

วิธีการทำตะยัมมุม

ให้ตบมือทั้งสองลงบนดินโดยกางนิ้วออก จากนั้นใช้ท้องนิ้วมือของทั้งสองมือลูบใบหน้า แล้วลูบฝ่ามือทั้งสองด้วยฝ่ามือทั้งสอง โดยให้ลูบให้ทั่วทั้งใบหน้าและฝ่ามือทั้งสอง

สิ่งที่ทำให้ตะยัมมุมเป็นโมฆะ

1. เมื่อมีน้ำ หากทำตะยัมมุมเพราะไม่มีน้ำ หรือไม่มีอุปสรรคในการใช้น้ำ หากการตะยัมมุมเนื่องจากมีอุปสรรคในการใช้น้ำ

2. จะเสียด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากสิ่งที่จะทำให้เสียน้ำละหมาด หรือด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากสิ่งที่วาญิบ (จำเป็น) ที่จะต้องอาบน้ำ (ยกหะดัษใหญ่) เช่น การมีเพศสัมพันธ์ มีประจำเดือน และเลือดหลังคลอดบุตร

บทบัญญัติสำหรับผู้ที่ไม่สามารถใช้น้ำและการทำตะยัมมุม:

ผู้ที่ไม่มีน้ำและดิน หรืออยู่ในสภาพที่ไม่สามารถให้ผิวหนังสัมผัสน้ำหรือดินได้ ก็ให้ละหมาดตามสภาพนั้น โดยไม่ต้องอาบน้ำละหมาดและไม่ต้องตะยัมมุม เพราะแท้จริง อัลลอฮ์ไม่ทรงบังคับแก่ชีวิตหนึ่งชีวิตใดเกินกว่าความสามารถของมัน และแม้ภายหลังจะพบน้ำและดิน หรือมีความสามารถในการใช้ทั้งสองอย่างนั้น ก็ไม่ต้องละหมาดใหม่ในสิ่งที่ได้ละหมาดไปแล้ว เพราะเขาได้ปฏิบัติตามสิ่งที่ถูกสั่งใช้แล้ว เนื่องจากอัลลอฮ์ได้ตรัสไว้ว่า:

﴿...فَٱتَّقُواْ ٱللَّهَ مَا ٱسۡتَطَعۡتُمۡ...﴾

"ดังนั้นจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด เท่าที่พวกเจ้ามีความสามารถ" [อัต-ตะฆอบุน : 16] และอันเนื่องด้วยคำกล่าวของท่านนบี ﷺ  ที่กล่าวไว้อีกว่า:

«إِذَا أَمَرْتُكُمْ بِأَمْرٍ فَأْتُوا مِنْهُ مَا اسْتَطَعْتُمْ».

เมื่อฉันสั่งใช้พวกท่านในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง พวกท่านก็จงปฏิบัติเท่าที่พวกท่านมีความสามารถ11.

ข้อพึงทราบ: หากมีการทำตะยัมมุมเนื่องจากมีญูนุบ แล้วพบน้ำหลังจากนั้น ก็จำเป็นที่เขาต้องอาบน้ำเนื่องจากญูนุบนั้น.

เก้า: หุกุ่มเกี่ยวกับเลือดประจำเดือนและเลือดนิฟาส (หลังคลอด):

หนึ่ง: เลือดประจำเดือน

เลือดประจำเดือน คือเลือดปกติที่เป็นไปโดยธรรมชาติ ซึ่งออกมาจากส่วนลึกของมดลูก ในช่วงเวลาที่รู้กัน โดยส่วนใหญ่แล้ว ในแต่ละเดือน ประจำเดือนจะอยู่ที่ 6 วันถึง 7 วัน และอาจเพิ่มหรือลดลงได้ ระยะเวลาของรอบเดือนของผู้หญิงอาจยาวขึ้นหรือสั้นลง ทั้งนี้เป็นไปตามที่อัลลอฮ์ทรงประกอบสร้างไว้ในธรรมชาติ

หุกุ่มของหญิงมีประจำเดือน:

1- สตรีที่มีประจำเดือน ไม่อนุญาตให้ทำการละหมาด และไม่อนุญาตให้ทำการถือศีลอดขณะมีประจำเดือน และการละหมาดและการถือศีลอดของนางไม่เศาะห์ (ใช้ไม่ได้)

2- สตรีที่มีประจำเดือนจะต้องชดเชยการถือศีลอดเท่านั้น โดยไม่ต้องชดละหมาด เมื่อเธอสะอาดจากประจำเดือน

3- ไม่อนุญาตให้นางทำการเฏาะวาฟรอบกะอ์บะฮ์ และไม่อนุญาตอ่านอัลกุรอาน, และไม่อนุญาตนั่งในมัสญิด 4-ไม่เป็นที่อนุญาตให้สามีมีเพศสัมพันธ์กับนางทางอวัยวะเพศ จนกว่าเลือดประจำเดือนจะหยุดไหล และเธอทำการอาบน้ำยกหะดัษแล้ว

5- อนุญาตให้สามีแสวงหาความสุขกับภรรยาที่มีประจำเดือนได้ โดยไม่ร่วมเพศทางอวัยวะเพศ เช่น การจูบ การกอด และสิ่งที่ทำนองเดียวกัน

6- ไม่เป็นที่อนุญาตให้สามีหย่าภรรยาขณะที่นางมีประจำเดือน

ความสะอาด คือ เลือดหยุดไหล ดังนั้นเมื่อเลือดหยุดไหล ก็ถือว่านางสะอาดแล้ว และระยะเวลาประจำเดือนของนางได้สิ้นสุดลง ดังนั้นจำเป็นที่นางต้องอาบน้ำยกหะดัษ จากนั้นให้นางปฏิบัติสิ่งทั้งหลายที่เคยถูกห้ามเพราะประจำเดือนได้

และหากเธอเห็นสีขุ่นหรือสีเหลืองหลังจากสะอาดจากประจำเดือนแล้ว ก็ไม่ต้องใส่ใจต่อมัน

สอง: เลือดนิฟาส (หลังคลอด)

คือเลือดที่มดลูกคลายตัวเพื่อการคลอดบุตรและหลังคลอด และเป็นเลือดส่วนที่เหลือที่ถูกกักเก็บไว้ตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์

เลือดหลังคลอดบุตร (นิฟาส) นั้นเหมือนกับเลือดประจำเดือน ในสิ่งที่อนุญาต เช่น การร่วมรักกับนางในลักษณะที่ไม่ใช่การสอดใส่ทางอวัยวะเพศ

และในสิ่งที่ต้องห้าม เช่น การร่วมประเวณี การถือศีลอด การละหมาด การหย่า การฎอวาฟรอบกะอ์บะฮ์ การอ่านอัลกุรอาน และการพำนักในมัสยิด และวาญิบให้อาบน้ำเมื่อเลือดนิฟาสนั้นหมด เช่นเดียวกับผู้หญิงที่มีประจำเดือน

และจำเป็นสำหรับนางที่จะต้องชดการถือศีลอด โดยไม่ต้องชดการละหมาด นางจึงไม่ต้องชดการละหมาด เช่นเดียวกับผู้หญิงที่มีประจำเดือน

และระยะเวลาที่มากที่สุดคือสี่สิบวัน หากผู้หญิงสะอาดจากเลือดนิฟาสก่อน 40 วัน ถือว่านิฟาสของเธอสิ้นสุดแล้ว เธอต้องอาบน้ำ ทำการละหมาด และทำทุกอย่างที่เคยถูกห้ามเนื่องจากนิฟาส

หัวข้อที่สอง: การละหมาด

หนึ่ง: ข้อกำหนดต่าง เกี่ยวกับการอาซานและการอิกอมะฮ์

การอะซานได้ถูกบัญญัติขึ้นในปีแรกแห่งการฮิจเราะฮ์ของท่านนบี และสาเหตุของการบัญญัติการอะซาน คือ เมื่อการรู้เวลาเป็นเรื่องยากสำหรับพวกเขา พวกเขาจึงปรึกษาหารือกันเพื่อกำหนดสัญลักษณ์ สำหรับสิ่งนั้น แล้วอะซานนี้ก็ได้ถูกให้ปรากฏแก่อับดุลลอฮ์ บิน เซด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ในความฝัน และวะห์ยูได้ให้การรับรองมัน

อะซานคือ การประกาศการมาถึงของเวลาละหมาด และอิกอมะฮ์: คือการประกาศเพื่อเริ่มทำการละหมาด

การอะซานและการอิกอมะฮ์เป็น ฟัรฎูกิฟายะฮ์ สำหรับกลุ่มผู้ชายในการละหมาดที่ถูกกำหนดไว้ (ฟัรฎู) เท่านั้น และทั้งสองเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่เด่นชัดของอิสลาม ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้ละทิ้งมัน

เงื่อนไขของการอะซาน:

1- ต้องเป็นผู้ชาย

2- การอะซานต้องเรียงตามลำดับ

3- อะซานต้องกล่าวต่อเนื่องกันโดยไม่ขาดตอน

4- การอะซานต้องกระทำหลังจากเข้าเวลาละหมาด ยกเว้น: อาซานแรกก่อนเวลาฟัจญ์รและก่อนวันศุกร์

สิ่งที่ส่งเสริม (สุนัต) ในการอะซาน:

1. เอานิ้วทั้งสองใส่ไว้ในหูทั้งสองข้าง

2- ให้อะซานต้นเวลา

3- การผินหน้าไปทางขวาและทางซ้ายขณะกล่าวหัยยะ อะลัศศอลาฮ์และหัยยะ อะลัลฟะลาฮ์

4. เป็นผู้ที่มีน้ำเสียงไพเราะ

5- ให้ค่อยๆ กล่าวถ้อยคำของอะซาน โดยไม่เอื้อนเสียงและไม่ยืดเสียงเกินควร

6- การพักวรรคในทุกประโยคของข้อความนั้น

7- ผินหน้าทางกิบละฮ์ ขณะอะซาน.

การอะซานมีจำนวนสิบห้าประโยค ดังที่ท่านบิลาล เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้ทำการอะซานด้วยถ้อยคำเหล่านั้นต่อหน้าท่านนบีอยู่เสมอ.

สำนวนที่ใช้ในการอะซาน:

(อัลลอฮุอักบัร): สี่ครั้ง

(อัชฮะดุ อัลลา อิลาฮา อิลลัลลอฮ์): กล่าวสองครั้ง.

(อัชฮะดุ อันนา มุฮัมมะดัร เราะซูลุลลอฮ์): สองครั้ง.

(หัยยา อะลัศเศาะลาฮ์): สองครั้ง,

(หัยยา อะลัลฟะลาฮ์): สองครั้ง.

จากนั้นให้กล่าวว่า (อัลลอฮุอักบัร) สองครั้ง.

จากนั้นให้ปิดท้ายด้วยการกล่าวว่า (ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์) หนึ่งครั้ง

และให้เพิ่มในการอะซานฟัจญ์ริหลังจาก คำว่า: หัยยะอะลัลฟะลาฮ์ ด้วยกับ คำว่า: (อัศเศาะลาตุ ค็อยรุม มินัลเนาม์) สองครั้ง; เพราะเป็นเวลาที่มนุษย์โดยมากจะนอนหลับกัน

อิกอมะฮ์นั้นมีทั้งหมดสิบเอ็ดประโยค ซึ่งควรกล่าวอย่างรวดเร็ว (โดยไม่เน้นลีลา) เพราะมีจุดประสงค์เพื่อแจ้งให้ผู้ที่อยู่ในสถานที่นั้นทราบ อยู่แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องกล่าวอย่างช้าๆ

และสำนวนมีดังนี้:

(อัลลอฮุอักบัร) สองครั้ง

(อัชฮะดุ อัลลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮ์) หนึ่งครั้ง.

(อัชฮะดุอันนะ มุฮัมมะดัร เราะซูลลุลลอฮ์): หนึ่งครั้ง.

(หัยยา อะลัศ เศาะลาฮ์): หนึ่งครั้ง

(หัยยา อะลัล ฟะลาห์): หนึ่งครั้ง

(กอด กอ มะติศ เศาะลาฮ์): สองครั้ง

(อัลลอฮุอักบัร): สองครั้ง

(ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์): หนึ่งครั้ง.

และส่งเสริม (สุนัต) สำหรับผู้ที่ได้ยินเสียงอะซาน ให้กล่าวตามที่มุอัซซินกล่าว ยกเว้นในประโยคที่ว่า (หัยยา อะลัศเศาะลาะฮ์) และ (หัยยา อะลัลฟะลาห์) ซึ่งเขาควรกล่าวว่า (ลา เหาละ วะลา กุววะตะ อิลลา บิลลาฮ์) จากนั้นให้เขากล่าวเศาะละวาตแก่ท่านนบีหลังจากนั้นให้กล่าว:

«اللهمَّ رَبَّ هَذِهِ الدَّعْوَةِ التَّامَّةِ، وَالصَّلَاةِ القَائِمَةِ، آتِ مُحَمَّدًا الوَسِيلَةَ وَالفَضِيلَةَ، وَابْعَثْهُ مَقَامًا مَحْمُودًا الَّذِي وَعَدْتَهُ، إِنَّكَ لَا تُخْلِفُ الْمِيعَادَ».

โอ้อัลลอฮฺ พระผู้อภิบาลแห่งเสียงการเรียกร้องอันสมบูรณ์นี้ และพระผู้อภิบาลแห่งการละหมาดที่ดำเนินขึ้น ขอทรงโปรดประทานอัลวะสีละฮฺและอัลฟะฎีละฮฺแก่ท่านนบีมุหัมมัดด้วยเถิด และขอทรงโปรดให้เขาฟื้นขึ้นในวันกิยามะฮฺในสภาพที่ได้รับการยกย่องสรรเสริญซึ่งพระองค์ทรงสัญญาไว้แก่เขาด้วยเถิด แท้จริงพระองค์จะไม่ทรงบิดพลิ้วในคำมั่นสัญญา12.

และอัลลอฮ์ ตรัสว่า:

«رَضِيتُ بِاللَّهِ رَبًّا، وَبِالْإِسْلَامِ دِينًا، وَبِمُحَمَّدٍ ﷺ نَبِيًّا».

"ฉันพอใจที่อัลลอฮ์ทรงเป็นพระผู้อภิบาล และพอใจที่อิสลามเป็นศาสนาของฉัน และพอใจที่ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ เป็นนบี"13

ห้ามออกจากมัสยิดหลังจากอะซาน โดยไม่มีเหตุจำเป็นที่ได้รับการอนุโลม หรือปราศจากเจตนาจะกลับมา

เมื่อมีการละหมาดรวม ให้ทำอะซานเพียงครั้งเดียว และทำการอิกอมะฮ์สำหรับละหมาดแต่ละเวลา

 

 

สอง: ความสำคัญและความประเสริฐของการละหมาด:

การละหมาดถือเป็นเสาหลักในศาสนาอิสลามที่ได้รับการเน้นย้ำมากที่สุดรองจากการกล่าวชะหาดะฮฺ และสำหรับการละหมาดนั้นมีความสำคัญที่พิเศษ ซึ่งอัลลอฮ์ทรงบัญญัติไว้แก่เราะซูลของพระองค์ ﷺ ในค่ำคืนเมียะอฺรอจ ในชั้นฟ้า สิ่งนั้นได้บ่งชี้ถึงความสำคัญอันยิ่งใหญ่ของมัน และยืนยันถึงข้อบังคับ (วาญิบ) รวมถึงสถานะของมัน ที่อัลลอฮฺ ﷻ 

มีหะดีษมากมายที่กล่าวถึงความประเสริฐและความเป็นข้อบังคับของมันที่มีเหนือทุกคน และความเป็นข้อบังคับของมันนั้น เป็นที่รู้กัน (ในหมู่มุสลิม)โดยปริยายในศาสนาอิสลาม

และจากสิ่งที่บ่งชี้ถึงการเป็นวาญิบและการเน้นย้ำ คือ ตัวบทหลักฐานทั้งจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านนบี ﷺ เช่น:

1- อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿...إِنَّ ٱلصَّلَوٰةَ كَانَتۡ عَلَى ٱلۡمُؤۡمِنِينَ كِتَٰبٗا مَّوۡقُوتٗا﴾

"แท้จริงการละหมาดนั้นเป็นบัญญัติที่ถูกกำหนดเวลาไว้แก่ผู้ศรัทธาทั้งหลาย" (อัลนิสาอ์ : 103) คือ: เป็นฟัรฎที่ถูกกำหนดไว้ในเวลาต่างๆ ที่ท่านนบีได้ชี้แจงไว้

2- และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿وَمَا أُمِرُوا إِلَّا لِيَعْبُدُوا اللَّهَ مُخْلِصِينَ لَهُ الدِّينَ حُنَفَاءَ وَيُقِيمُوا الصَّلَاةَ...﴾

"และพวกเขามิได้ถูกบัญชาให้กระทำอื่นใดนอกจากเพื่อเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ เป็นผู้มีเจตนาบริสุทธิ์ในการภักดีต่อพระองค์ เป็นผู้อยู่ในแนวทางที่เที่ยงตรงและดำรงการละหมาด..." (ซูเราะฮ์ อัลบัยยินะฮ์ : 5)

3- และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿فَإِنْ تَابُوا وَأَقَامُوا الصَّلَاةَ وَآتَوُا الزَّكَاةَ فَإِخْوَانُكُمْ فِي الدِّينِ...﴾

"แล้วหากพวกเขาสำนึกผิดกลับตัว และดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และชำระซะกาตแล้วไซร้ ดังนั้นก็เป็นพี่น้องของพวกเจ้าในศาสนา..." (อัตเตาบะฮ์ : 11)

4- จากญาบิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ﷺ กล่าวว่า:

«إِنَّ بَيْنَ الرَّجُلِ وَبَيْنَ الشِّرْكِ وَالْكُفْرِ تَرْكُ الصَّلَاةِ».

«แท้จริงแล้ว ระหว่างคนคนหนึ่งกับการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์และการปฏิเสธนั้น คือการละทิ้งการละหมาด»14

5- และจากท่านบุรัยดะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ﷺ กล่าวว่า:

«العَهْدُ الَّذِي بَيْنَنَا وَبَيْنَهُمُ الصَّلَاةُ، فَمَن تَرَكَهَا فَقَدْ كَفَرَ».

«พันธสัญญาระหว่างเรากับพวกเขาคือการละหมาด ดังนั้นผู้ใดที่ละทิ้งการละหมาด แน่นอนว่าเขาได้ปฏิเสธแล้ว»15.

และบรรดานักวิชาการมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า ผู้ใดปฏิเสธความเป็นข้อบังคับของมัน ย่อมเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา ส่วนผู้ใดละทิ้งละหมาดเพราะไม่เอาใจใส่ หรือเกียจคร้าน ทัศนะที่ถูกต้องกว่าคือเขาเป็นกาฟิรเช่นกัน เนื่องจากหะดีษเศาะฮีหฺที่ได้กล่าวมาก่อนหน้า และด้วยอิจมาอ์ของบรรดาเศาะหาบะฮฺในเรื่องนี้

สาม: เงื่อนไขของการละหมาด

1- เข้าเวลาละหมาด

เนื่องจากอัลลอฮ์ได้ตรัสไว้ว่า:

﴿...إِنَّ ٱلصَّلَوٰةَ كَانَتۡ عَلَى ٱلۡمُؤۡمِنِينَ كِتَٰبٗا مَّوۡقُوتٗا﴾

"แท้จริงการละหมาดนั้นเป็นบัญญัติที่ถูกกำหนดเวลาไว้แก่ผู้ศรัทธาทั้งหลาย" [อัน-นิสาอ์:103] คือ: เป็นฟัรฎที่ถูกกำหนดไว้ด้วยเวลาที่จำกัด

และเวลาต่างๆ ของการละหมาดฟัรฎูมีดังต่อไปนี้:

1- ฟัจญ์รฺ: ตั้งแต่แสงอรุณขึ้นจนถึงดวงอาทิตย์ขึ้น

2- ซุฮริ: เริ่มจากดวงอาทิตย์คล้อยจนกระทั่งเงาของสิ่งต่างๆ มีความยาวเท่ากับตัวมันเอง

3- อัศร์: เริ่มจากหมดเวลาซุฮริจนถึงเวลาที่ดวงอาทิตย์เริ่มเหลือง และเวลาจำเป็นจนถึงดวงอาทิตย์ตกดิน

4- มัฆริบ: เริ่มจากดวงอาทิตย์ตกดินจนถึงแสงสีแดงบนขอบฟ้าหายไป

5- อิชาอ์: เริ่มจากสิ้นสุดเวลาละหมาดมัฆริบจนถึงเที่ยงคืน

2- ปกปิดเอาเราะฮ์ (คือส่วนของร่างกายที่ศาสนบัญญัติให้ปกปิด):

คือสิ่งที่ต้องปกปิด เป็นสิ่งที่ไม่สมควรแก่การมองเห็นเมื่อได้ปรากฏออกมา และเป็นที่น่าอับอาย เอาเราะฮ์ (อวัยวะที่พึงปกปิด) ของผู้ชายคือตั้งแต่สะดือจนถึงหัวเข่า และเอาเราะฮ์ของผู้หญิงนั้น คือทั้งร่างกายของนางคือเอาเราะฮ์ในการละหมาด ยกเว้นใบหน้าของเธอ นางต้องปิดใบหน้าของนาง หากอยู่ต่อหน้าชายแปลกหน้า คือ ผู้ชายที่ไม่ใช่มะห์รอมของนาง

3. ปราศจากสิ่งสกปรก (นะญิส)

และนะญิส คือ สิ่งสกปรกเฉพาะชนิดที่เป็นอุปสรรคต่อการละหมาด เช่น ปัสสาวะ อุจจาระ เลือด และอื่น ที่อาจเกิดที่ร่างกาย สถานที่ และเสื้อผ้า

4- ผินหน้าทางกิบละฮ์:

กิบละฮ์ คือ วิหารกะอ์บะฮ์อันทรงเกียรติ ซึ่งถูกเรียกว่ากิบละฮ์ เนื่องจากผู้คนผินหน้าไปยังมัน

ดังนั้น การละหมาดจะไม่ถูกต้องโดยปราศจากการผินหน้าทางกิบละฮฺ เนื่องจากอัลลอฮ์ได้ตรัสไว้ว่า:

﴿...وَحَيۡثُ مَا كُنتُمۡ فَوَلُّواْ وُجُوهَكُمۡ شَطۡرَهُ...﴾

และที่ใดก็ตามที่พวกเจ้าปรากฏอยู่ ก็จงผินใบหน้าของพวกเจ้าไปทางทิศนั้น [อัลบะเกาะเราะฮ์ : 144].

5- การตั้งเจตนา:

เชิงภาษา คือ การตั้งเจตนา และเชิงบทบัญญัติ คือการตั้งใจที่จะกระทำอิบาดะฮ์เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับอัลลอฮ์ ตะอาลา ตำแหน่งของเนียตนั้นอยู่ที่ใจ จึงไม่จำเป็นต้องเปล่งเสียงออกมา หากแต่การเปล่งเสียงออกมาเช่นนั้นถือว่าเป็นบิดอะฮ์

สี่ : รุก่น (องค์ประกอบหลัก) ของการละหมาด

รุก่น (องค์ประกอบหลัก) มี 14 ประการ:

หนึ่ง : การยืนเมื่อมีความสามารถ

เนื่องจากอัลลอฮ์ได้ตรัสไว้ว่า:

﴿‌...وَقُومُواْ لِلَّهِ قَٰنِتِينَ﴾

"และจงยืนละหมาดเพื่ออัลลอฮฺโดยนอบน้อม" [อัลบะกอเราะฮฺ : 238] และหะดีษของท่านอิมรอน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ซึ่งเป็นหะดีษมะรฺฟูอ์ถึงท่านนบี ﷺ ว่า:

«صَلِّ قَائِمًا، فَإِن لَمْ تَسْتَطِعْ فَقَاعِدًا، فَإِن لَمْ تَسْتَطِعْ فَعَلَى جَنْبٍ».

เจ้าจงละหมาดในสภาพที่ยืน หากไม่สามารถยืนได้ก็ให้นั่ง หากไม่สามารถนั่งได้ก็ให้นอนตะแคง16

ถ้าหากว่าไม่สามารถยืนได้เนื่องจากความเจ็บป่วย ก็ให้เขาละหมาดตามสภาพของเขา โดยนั่งหรือบนสีข้างของเขา และเช่นเดียวกับผู้ป่วย ได้แก่ ผู้ที่เกรงว่าจะเกิดอันตราย ผู้ที่เปลือยกาย และผู้ที่มีความจำเป็นต้องนั่งหรือนอนตะแคงเพื่อการรักษาที่จำเป็นต้องงดการยืน และเช่นกัน ผู้ที่ละทิ้งการยืนละหมาดโดยมีเหตุผล คือผู้ที่ละหมาดตามอิหม่ามประจำ (อิหม่ามรอติบ) ที่ไม่สามารถยืนได้ เมื่ออิหม่ามละหมาดในท่านั่ง ผู้ที่ตามหลังเขาก็จะละหมาดในท่านั่งตามอิหม่ามของพวกเขาด้วย อนุญาตให้นั่งละหมาดสุนัตได้ แม้ว่าเขาจะสามารถยืนละหมาดได้ก็ตาม แต่ผลบุญจะไม่เท่ากับผลบุญของผู้ที่ยืนละหมาด

สอง: ตักบีเราะตุ้ลเอียะฮ์รอมในตอนต้นของละหมาด

ดังที่ท่านนบีได้กล่าวว่า:

«ثُمَّ اسْتَقْبِلِ الْقِبْلَةَ، وَكَبِّرْ».

"จากนั้นให้หันไปยังทิศกิบละฮฺ และกล่าวตักบีร"17.

และสำนวนของมันคือ ให้กล่าวว่าอัลลอฮุอักบัรฺและจะใช้สำนวนอื่นมิได้

สาม: อ่านสูเราะฮฺ อัลฟาติหะฮฺ:

ดังที่ท่านนบีได้กล่าวว่า:

«لَا صَلَاةَ لِمَنْ لَمْ يَقْرَأْ بِفَاتِحَةِ الْكِتَابِ».

"การละหมาดนั้นใช้ไม่ได้สำหรับผู้ที่ไม่อ่านอัลฟาติหะฮ์"18.

สี่ : การรุกูวอ์ในทุกร็อกอะฮ์ :

เนื่องจากอัลลอฮ์ได้ตรัสไว้ว่า:

﴿يَاأَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا ارْكَعُوا وَاسْجُدُوا...﴾

"โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย! พวกเจ้าจงรูกุวอ์ จงสุญูด..." (ซูเราะฮ์ อัล-หัจญ์ : 77)

รุกุ่นที่ห้าและหก:

เงยศีรษะจากการรุกูอ และยืนตรงในสภาพเช่นเดียวกับก่อนรุกูอ เพราะท่านเราะสูลได้ทำอย่างสม่ำเสมอ

และท่านเราะสูลุลลอฮ์ได้กล่าวแก่ผู้ที่ละหมาดอย่างบกพร่องว่า:

«ثُمَّ ارْفَعْ حَتَّى تَعْتَدِلَ قَائِمًا».

"หลังจากนั้นให้เจ้าเงยขึ้นจนกว่าจะยืนตรง"19.

เจ็ด: การสุญูดด้วยอวัยวะทั้งเจ็ด:

หน้าผากพร้อมกับจมูก ฝ่ามือทั้งสองข้าง หัวเข่าทั้งสองข้าง และปลายนิ้วเท้าทั้งสองข้าง ดังที่ท่านนบีได้กล่าวว่า:

«أُمِرْنَا أَنْ نَسْجُدَ عَلَى سَبْعَةِ أَعْظُمٍ: الجَبْهَةِ، وَأَشَارَ بِيدِهِ عَلَى أَنْفِهِ، وَالكَفَّيْنِ، وَالرُّكْبَتَيْنِ، وَأَطْرَافِ القَدَمَيْنِ».

เราได้รับบัญชาให้สุญูดบนอวัยวะทั้งเจ็ด คือ: หน้าผาก -แล้วท่านก็ชี้ด้วยมือของท่านไปที่จมูกของท่าน- และมือทั้งสอง เข่าทั้งสอง และปลายนิ้วเท้าทั้งสองข้าง20.

แปด: ยกศีรษะขึ้นจากการสุญูด และการนั่งระหว่างสองสุญูด:

เพราะหะดีษ ท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า:

«كَانَ النَّبِيُّ ﷺ إِذَا رَفَعَ رَأْسَهُ مِنَ السَّجْدَةِ، لَمْ يَسْجُدْ حَتَّى يَسْتَوِيَ جَالِسًا».

"ท่านนบีเมื่อท่านเงยหัวขึ้นจากสุญูด ท่านจะไม่กราบสุญูดอีกจนกว่าจะนั่งได้อย่างสงบนิ่ง"21.

เก้า: ความสงบนิ่งในบรรดารุก่นทั้งหมด :

นั่นคือความสงบนิ่ง แม้เพียงเล็กน้อย ดังที่ท่านนบีได้กล่าวแก่ผู้ที่ละหมาดอย่างบกพร่องว่า:

«حَتَّى تَطْمَئِنَّ».

"จนกว่าจะสงบนิ่ง"22.

รุกนที่สิบและสิบเอ็ด:

การอ่านตะชะฮุดครั้งสุดท้ายและการนั่งเพื่ออ่านตะชะฮุดครั้งสุดท้าย : ตามหะดีษอิบนุมัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ที่รายงานเป็นมะรฺฟูอ์ว่า :

«إِذَا صَلَّى أَحَدُكُمْ فَلْيَقُلْ: التَّحِيَّاتُ لِلَّهِ وَالصَّلَوَاتُ وَالطَّيِّبَاتُ، السَّلَامُ عَلَيْكَ أَيُّهَا النَّبِيُّ وَرَحْمَةُ اللَّهِ وَبَرَكَاتُهُ، السَّلاَمُ عَلَيْنَا وَعَلَى عِبَادِ اللَّهِ الصَّالِحِينَ، أَشْهَدُ أَنْ لَا إِلٰهَ إِلَّا اللَّهُ وَأَشْهَدُ أَنَّ مُحَمَّدًا عَبْدُهُ وَرَسُولُهُ».

เมื่อผู้ใดในหมู่พวกท่านได้ละหมาด ก็จงกล่าวว่า:

"ความเคารพ ความภักดี และคุณธรรมทั้งหลายเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ ขอความสันติสุขความเมตตาจากอัลลอฮ์และความจำเจริญแห่งพระองค์จงมีแด่ท่านโอ้ท่านนบี ขอความสันติสุขจงมีแด่พวกเราและแก่บรรดาบ่าวที่มีคุณธรรมแห่งอัลลอฮ์ ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และฉันขอปฏิญาณว่ามุฮัมมัดเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์23.

สิบสอง: การกล่าวเศาะละวาตต่อท่านนบี ﷺ ในตะชะฮฺฮุดสุดท้าย:

โดยกล่าวว่า:

«اللَّهُمَّ صَلِّ عَلَى مُحَمَّدٍ».

["โอ้อัลลอฮ จงอวยพรแก่มูฮัมหมัด"24, และสิ่งที่เกินจากนั้นถือเป็นซุนนะฮ์

สิบสาม: การเรียงตามลำดับระหว่างรุก่นต่างๆ :

เพราะว่าท่านนบีได้เคยปฏิบัติสิ่งนั้นอย่างเป็นลำดับ และท่านนบีกล่าวว่า:

«صَلُّوا كَمَا رَأَيْتُمُونِي أُصَلِّي».

"พวกท่านจงละหมาดเหมือนที่พวกท่านเห็นฉันละหมาด"25. และชายผู้ละหมาดอย่างบกพร่องนั้นได้รับการสอนให้จัดเรียงลำดับขั้นตอนของการละหมาดด้วยคำว่า "หลังจากนั้น"

สิบสี่: การให้สลาม:

ดังที่ท่านนบีได้กล่าวว่า:

««‌وَخِتَامُهَا ‌التَّسْلِيمُ».

"และบทลงท้ายของมันนั้นคือการให้สลาม และคำกล่าวของท่านที่ว่า :

«وَتَحْلِيلُهَا التَّسْلِيمُ».

และการคลายข้อห้ามของละหมาดคือการกล่าวตัสลีม” (26)26

ห้า: สิ่งที่เป็นวาญิบในการละหมาด:

มีแปดประการ:

1. การกล่าวคำตักบีรต่าง อื่นจากตักบีเราะตุลเอี๊ยะรอม (ตักบีรเข้าพิธีละหมาด)

2- การกล่าวคำว่าสุบหานะร็อบบิยัลอะซีมจำนวน 1 ครั้งในขณะรุกูอ์ และเป็นสุนนะฮ์ (สิ่งส่งเสริมให้ปฏิบัติ) ให้เพิ่มเป็นสามครั้ง ซึ่งเป็นขั้นต่ำของความสมบูรณ์ และถึงสิบ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของความสมบูรณ์

3- การกล่าวคำว่าสะมิอัลลอฮุ ลิมันหะมิดะฮ์ในขณะเงยขึ้นจากรุกูอ์ สำหรับผู้ที่เป็นอิมามและผู้ที่ละหมาดคนเดียว

4. การกล่าวคำว่าร็อบบะนา วะละกัลหัมดุในขณะยืนตัวตรงหลังจากลุกขึ้นจากการรุกูอ์

5. การกล่าวคำว่าสุบหานะร็อบบิยัลอะลาจำนวน 1 ครั้งในขณะสุญูด และสุนนะฮ์ให้กล่าวถึงสามครั้ง

6- การกล่าวคำว่าร็อบบิฆฟิรลีย์ระหว่างสองสุญูด หนึ่งครั้ง และสุนนะฮ์ให้กล่าวถึงสามครั้ง

7- การอ่านตะชะฮุดครั้งแรก โดยกล่าวว่า :

«التَّحِيَّاتُ لِلَّهِ، وَالصَّلَوَاتُ وَالطَّيِّبَاتُ، السَّلَامُ عَلَيْكَ أَيُّهَا النَّبِيُّ وَرَحْمَةُ اللَّهِ وَبَرَكَاتُهُ، السَّلَامُ عَلَيْنَا وَعَلَى عِبَادِ اللَّهِ الصَّالِحِينَ، أَشْهَدُ أَنْ لَا إِلٰهَ إِلَّا اللَّهُ وَأَشْهَدُ أَنَّ مُحَمَّدًا عَبْدُهُ وَرَسُولُهُ».

"ความเคารพความภักดี และคุณธรรมทั้งหลายเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ ขอความสันติสุขความเมตตาจากอัลลอฮฺ และความจำเจริญแห่งพระองค์จงมีแด่ท่านโอ้ท่านนบี ขอความสันติสุขจงมีแด่พวกเราและแก่บรรดาบ่าวที่มีคุณธรรมแห่งอัลลอฮฺ ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และฉันขอปฏิญาณว่ามุหัมมัดเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์"27

8- การนั่งเพื่ออ่านตะชะฮุดครั้งแรก

หก: สิ่งที่เป็นสุนนะฮ์ในการละหมาด

และสิ่งที่ส่งเสริมในการละหมาด การละทิ้งสิ่งดังกล่าวไม่ทำให้ละหมาดเป็นโมฆะ มี 2 ประเภท: สุนนะฮ์ทางการกล่าว และสุนนะฮ์การกระทำ

หนึ่ง: ซุนนะฮ์ทางการกล่าว:

1- การขอดุอาอ์อัลอิสติฟตาห์ และดุอาอ์นี้มีหลายบท ส่วนหนึ่งนั้น คือ:

«سُبْحَانَكَ اللَّهُمَّ وَبِحَمْدِكَ، وَتَبَارَكَ اسْمُكَ، وَتَعَالى جَدُّكَ، وَلا إِلٰهَ غَيْرُكَ» .

"มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่อัลลอฮฺและด้วยการสรรเสริญพระองค์ และพระนามของพระองค์จำเริญยิ่งแล้ว และบารมีของพระองค์สูงส่งยิ่งแล้ว และไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์"28

2- การกล่าว อิสติอาซะฮ์ (อะอูซุบิ้ลลาฮิมินัชชัยฏอนิรเราะญีม) ก่อนอ่านฟาติหะฮ์ คือการกล่าวว่า: «أَعُوذُ بِاللَّهِ مِنَ الشَّيْطَانِ الرَّجِيمِ» ความว่าฉันขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺจากชัยฏอนที่ถูกสาปแช่ง

3. การอ่านบัสมะละฮ์ (บิสมิลลาฮ์) ก่อนการอ่าน คือการกล่าวว่า (بِسْمِ اللَّهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيمِ) (บิสมิลลาฮิรเราะห์มานิรเราะหีม)

4. การอ่านตัสบีห์มากกว่าหนึ่งครั้งในขณะรุกูอและสุญูด

5- การกล่าวบทต่อไปนี้มากกว่าหนึ่งครั้ง:

«رَبِّ اغْفِرْ لِي».

"โอ้พระผู้อภิบาลได้โปรดอภัยให้ฉันด้วยเถิด" ระหว่างสองสุญูด.

6-กล่าว:

«مَلْءَ السَّمَاوَاتِ، وَمَلْءَ الْأَرْضِ، وَمَلْءَ مَا بَيْنَهُمَا، وَمَلْءَ مَا شِئْتَ مِنْ شَيْءٍ بَعْدُ».

"การสรรเสริญที่เต็มชั้นฟ้าทั้งหลาย และเต็มแผ่นดิน และเต็มสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งสองนั้น และเต็มทุกสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ภายหลังจากนั้น" หลังจากการกล่าว:

«رَبَّنَا ولَكَ الحَمْدُ».

(ร็อบบะนา วะละกัลหัมดุ)"โอ้พระผู้อภิบาลของเราและการสรรเสริญเป็นสิทธิของพระองค์"29.

7-การอ่านซูเราะฮ์หลังจากอัลฟาติหะฮ์

8- กล่าว:

«اللَّهُمَّ إِنِّي أَعُوذُ بِكَ مِنْ عَذَابِ جَهَنَّمَ، وَمِنْ عَذَابِ الْقَبْرِ، وَمِنْ فِتْنَةِ الْمَحْيَا وَالْمَمَاتِ، وَمِنْ فِتْنَةِ الْمَسِيحِ الدَّجَّالِ».

"โอ้อัลลอฮ์ ฉันขอความคุ้มครองจากพระองค์ให้พ้นจากการลงโทษในนรกญะฮันนัม และการลงโทษในหลุมศพ และจากความโกลาหลหรือบททดสอบขณะที่มีชีวิตและหลังความตาย และจากฟิตนะฮฺของดัจญาล"30. และบทดุอาอ์อื่นๆ จากนั้น ในการอ่านตะชะฮุดครั้งสุดท้าย

สอง: ซุนนะฮ์ทางการกระทำ

1- การยกมือทั้งสองให้อยู่ในแนวเดียวกับบ่าทั้งสองหรือใบหูทั้งสอง ในสี่ตำแหน่ง:

- ขณะตักบีรอตุลอิห์รอม

- ขณะรุกูวอ์

- ขณะยกศีรษะขึ้นจากการรุกูวอ์

- การยกมือทั้งสองขณะลุกขึ้นละหมาดต่อในร็อกอะฮ์ที่สาม

2- การวางมือขวาลงบนมือซ้ายบนหน้าอก ขณะยืน ทั้งก่อนและหลังรุกูวอ์

3- การมองที่สุญูด

4- แยกต้นแขนทั้งสองให้ห่างจากสีข้างทั้งสองขณะสุญูด

5- การแยกท้องออกจากต้นขาทั้งสองขณะสุญูดทั้งสอง

6- การนั่งอิฟติรอชในทุกการนั่งของการละหมาด ยกเว้นในการตะชะฮุดสุดท้ายของการละหมาดที่มี 3 และ 4 ร็อกอะฮ์

7- การนั่งแบบตะวัรรุกในตะชะฮุดครั้งที่สองของการละหมาด 3 หรือ 4 ร็อกอะฮ์

เจ็ด: รูปแบบการละหมาด

1- ท่านเราะสูลุลลอฮฺเมื่อท่านยืนขึ้นเพื่อทำละหมาด ท่านจะหันหน้าไปทางกิบละฮฺ ยกมือทั้งสองขึ้น โดยหันฝ่ามือไปทางกิบละฮฺ แล้วท่านกล่าวว่า:

«اللهُ أَكْبَرُ».

(อัลลอฮุ อักบัร)

2- หลังจากนั้นท่านจะเอามือขวาวางบนมือซ้าย แล้วเอามือทั้งสองทาบบนหน้าอก

3- จากนั้นท่านจะกล่าวดุอาอ์อิสติฟตะห์ ซึ่งท่านจะไม่ยึดติดกับบทใดบทหนึ่งเป็นประจำ ดังนั้น บทดุอาอ์อิสติฟตะห์ทุกบทที่ได้รับการยืนยันจากท่าน (นบีมูฮัมหมัด) สามารถใช้อ่านได้ และส่วนหนึ่งจากบทดุอาอ์นั้นคือ:

«سُبْحَانَكَ اللَّهُمَّ وَبِحَمْدِكَ، وَتَبَارَكَ اسْمُكَ، وَتَعَالى جَدُّكَ، وَلَا إِلٰهَ غَيْرُكَ».

"มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่อัลลอฮฺและด้วยการสรรเสริญพระองค์ และพระนามของพระองค์จำเริญยิ่งแล้ว และบารมีของพระองค์สูงส่งยิ่งแล้ว และไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์"

4- หลังจากนั้นท่านจะกล่าว:

«أَعُوذُ بِاللَّهِ مِنَ الشَّيْطَانِ الرَّجِيمِ، بِسْمِ اللَّهِ الرَّحْمَٰنِ الرَّحِيمِ».

"ฉันขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺจากชัยฏอนที่ถูกสาปแช่ง ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ"

5- จากนั้นท่านจะอ่านซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ เมื่ออ่านจบแล้วท่านจะกล่าวอามีน”.

6-จากนั้นท่านจะอ่าน (ซูเราะฮ์หรืออายะฮ์) ที่สะดวกจากอัลกุรอาน และท่านจะอ่านด้วยเสียงที่ดังในละหมาดซุบฮิ และในสองร็อกอะอัตแรกของละหมาดมักริบและอิชาอ์ และท่านจะอ่านด้วยเสียงไม่ดังอื่นจากเวลาดังกล่าวนั้น และท่านจะละหมาดร็อกอะฮฺแรกยาวกว่าร็อกอะฮ์ที่สองในทุกเวลาละหมาด

7- จากนั้นท่านจะยกมือทั้งสองเหมือนกับที่ยกขณะตักบีรอตุลอิห์รอม จากนั้นท่านจะกล่าว: «อัลลอฮุอักบัร» และทรุดกายลงสู่การรุกูวอ์ (ก้มศีรษะ) และท่านจะวางมือทั้งสองจับที่เข่าทั้งสอง แยกนิ้วมือออกจากกัน และกดให้มั่น แล้วเหยียดหลังให้ตรง และให้ศีรษะอยู่ในระดับแนวเดียวกับหลัง โดยไม่ยกให้สูงหรือกดให้ต่ำ และท่านจะกล่าวว่า:

«سُبْحَانَ رَبِّيَ الْعَظِيمِ» مرةً.

"มหาบริสุทธิ์พระผู้อภิบาลของข้าผู้ทรงเกรียงไกรยิ่ง" (หนึ่งครั้ง) และขั้นต่ำของความสมบูรณ์คือสามครั้ง ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

8-จากนั้นท่านจะเงยศีรษะขึ้น พร้อมกล่าวว่า :

«سَمِعَ اللَّهُ لِمَنْ حَمِدَهُ».

"อัลลอฮฺทรงได้ยินผู้ที่สรรเสริญพระองค์" และท่านจะยกมือทั้งสองของท่านเหมือนกับที่ยกในเวลารุกูอ์

9- แล้วเมื่อท่านยืนตัวตรงแล้ว ท่านจะกล่าวว่า :

«اللَّهُمَّ رَبَّنَا وَلَكَ الْحَمْدُ، حَمْدًا كَثِيرًا طَيِّبًا مُبَارَكًا فِيهِ، مَلْءَ السَّمَاءِ، وَمَلْءَ الْأَرْضِ، وَمَلْءَ مَا بَيْنَهُمَا، وَمَلْءَ مَا شِئْتَ مِنْ شَيْءٍ بَعْدُ، أَهْلَ الثَّنَاءِ وَالْمَجْدِ، أَحَقُّ مَا قَالَ الْعَبْدُ، وَكُلُّنَا لَكَ عَبْدٌ، لَا مَانِعَ لِمَا أَعْطَيْتَ، وَلَا مُعْطِيَ لِمَا مَنَعْتَ، وَلَا يَنْفَعُ ذَا الْجَدِّ مِنْكَ الْجَدُّ» .

"โอ้อัลลอฮฺ โอ้พระผู้อภิบาลของเรา และการสรรเสริญทั้งหลายนั้นแด่พระองค์ ด้วยการสรรเสริญที่มากมายดียิ่งและประเสริฐยิ่ง จนเต็มชั้นฟ้า และเต็มแผ่นดิน และเต็มสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งสอง และเต็มทุกสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ภายหลังจากนั้น ผู้ทรงสมควรแก่การสรรเสริญและความทรงเกียรติ เป็นถ้อยคำที่สัจจริงยิ่งที่สุดที่บ่าวกล่าว และเราทุกคนเป็นบ่าวของพระองค์ ไม่มีผู้ใดสามารถขัดขวางสิ่งที่พระองค์ทรงประทาน และไม่มีผู้ใดสามารถประทานสิ่งที่พระองค์ทรงหวงห้าม และความยิ่งใหญ่ของผู้ยิ่งใหญ่ย่อมไม่ให้เกิดประโยชน์อันใด พระองค์"31. และท่านมักจะยืนนานกับการอิอ์ติดาลนี้

10- จากนั้นท่านจะกล่าวตักบีร แล้วลงสู่การสุญูด แต่ท่านจะไม่ยกมือ ท่านจะสุญูดบนหน้าผาก จมูก ฝ่ามือทั้งสอง เข่าทั้งสอง และปลายนิ้วเท้าทั้งสอง ท่านจะให้ปลายนิ้วมือและปลายเท้าชี้ไปทางกิบละฮ์ และท่านจะคงความพอเหมาะในการสุญูด ท่านจะทำให้หน้าผากพร้อมกับจมูกของท่านจรดพื้น ค้ำยันด้วยฝ่ามือทั้งสอง และยกศอกทั้งสองขึ้น และกางต้นแขนทั้งสองออกจากสีข้างของท่าน และยกท้องขึ้นให้พ้นต้นขาทั้งสองข้าง และต้นขาทั้งสองของท่านให้แยกออกจากหน้าแข้งทั้งสองของท่าน และจะกล่าวขณะสุญูดว่า:

«سُبْحَانَ رَبِّيَ الأَعْلَى».

"มหาบริสุทธิ์แด่พระผู้อภิบาลของข้าผู้ทรงสูงส่งยิ่ง" หนึ่งครั้ง และขั้นต่ำของความสมบูรณ์คือสามครั้ง ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และวิงวอนขอด้วยบทดุอาอ์ที่มีรายงานไว้

11-จากนั้นท่านจะเงยศีรษะขึ้น พร้อมกล่าวว่า «อัลลอฮุ อักบัร» แล้วท่านจะตะแคงเท้าซ้ายแล้วนั่งทับบนมัน และใหชันเท้าขวาขึ้น ท่านจะวางมือบนต้นขา แล้วหลังจากนั้นท่านจะกล่าวว่า:

«اللَّهُمَّ اغْفِرْ لِي، وَارْحَمْنِي، وَاجْبُرْنِي، وَاهْدِنِي، وَارْزُقْنِي».

"โอ้อัลลอฮฺได้โปรดอภัยให้ฉัน เมตตาฉัน ดูแลแก้ไขฉัน ชี้นำฉัน ประทานปัจจัยยังชีพแก่ฉันด้วยเถิด"32

12- จากนั้นท่านจะกล่าวว่าอัลลอฮุ อักบัรแล้วสุญูด และให้ปฏิบัติในสุญูดครั้งที่สองเหมือนกับสุญูดครั้งแรก (ทั้งคำกล่าวและการปฏิบัติ)

13- จากนั้นท่านก็เงยศีรษะขึ้นพร้อมกล่าวตักบีร (อัลลอฮุ อักบัร) และลุกขึ้นยืนโดยใช้ปลายเท้า โดยอาศัยเข่าและต้นขาเป็นหลัก

14- เมื่อท่านได้ยืนตรงเรียบร้อยแล้ว ท่านจะอ่าน แล้วท่านจะทำการละหมาดร็อกอะฮ์ที่สองเหมือนกับร็อกอะฮ์แรก

15- จากนั้นให้นั่งตะชะฮุดครั้งแรกแบบอิฟติรอช เสมือนกับการนั่งระหว่างสองสุญูด ท่านจะวางมือขวาบนต้นขาขวา และวางมือซ้ายบนต้นขาซ้าย และทำให้นิ้วหัวแม่มือข้างขวาเป็นวงชนกับนิ้วกลาง และชี้ด้วยนิ้วชี้ แล้วมองไปที่นิ้วนั้น และท่านจะกล่าวว่า:

«التَّحِيَّاتُ لِلَّهِ وَالصَّلَوَاتُ وَالطَّيِّبَاتُ، السَّلَامُ عَلَيْكَ أَيُّهَا النَّبِيُّ وَرَحْمَةُ اللَّهِ وَبَرَكَاتُهُ، السَّلَامُ عَلَيْنَا وَعَلَى عِبَادِ اللَّهِ الصَّالِحِينَ، أَشْهَدُ أَنْ لَا إِلٰهَ إِلَّا اللَّهُ وَحْدَهُ لَا شَرِيكَ لَهُ، وَأَشْهَدُ أَنَّ مُحَمَّدًا عَبْدُهُ وَرَسُولُهُ».

"ความเคารพความภักดี และคุณธรรมทั้งหลายเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ ขอความสันติสุขความเมตตาจากอัลลอฮฺ และความจำเจริญแห่งพระองค์จงมีแด่ท่านโอ้ท่านนบี ขอความสันติสุขจงมีแด่พวกเราและแก่บรรดาบ่าวที่มีคุณธรรมแห่งอัลลอฮฺ ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ เพียงผู้เดียว ไม่มีผู้ใดเป็นภาคีสำหรับพระองค์ และฉันขอปฏิญาณว่ามุฮัมมัดเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์" และท่านมักจะทำให้การนั่งนี้สั้น

16-จากนั้นท่านจะลุกขึ้นพร้อมกับกล่าวตักบีร แล้วละหมาดในร็อกอะฮ์ที่สามและที่สี่ และท่านจะทำให้ทั้งสองร็อกอะฮ์นั้นสั้นกว่าสองร็อกอะฮ์แรก และท่านจะอ่านอัลฟาติหะฮ์ในทั้งสองร็อกอะฮ์นั้น

17- จากนั้นท่านจะนั่งแบบตะวัรรุก ในตะชะฮุดครั้งสุดท้าย และการนั่งแบบตะวารรุก คือการวางเท้าซ้ายให้พ้นออกมาทางด้านขวา ส่วนเท้าขวาตั้งขึ้น และวางก้นลงบนพื้น

18- จากนั้นให้อ่านตะชะฮุดครั้งสุดท้าย ซึ่งเหมือนกับการอ่านตะชะฮุดครั้งแรก และท่านจะเพิ่มจากเดิมด้วย:

«اللَّهُمَّ صَلِّ عَلَى مُحَمَّدٍ وَعَلَى آلِ مُحَمَّدٍ، كَمَا صَلَّيْتَ عَلَى آلِ إِبْرَاهِيمَ، إِنَّكَ حَمِيدٌ مَجِيدٌ، وَبَارِكْ عَلَى مُحَمَّدٍ وَعَلَى آلِ مُحَمَّدٍ، كَمَا بَارَكْتَ عَلَى آلِ إِبْرَاهِيمَ، إِنَّكَ حَمِيدٌ مَجِيدٌ».

"โอ้อัลลอฮฺ ขอทรงประทานการสดุดีแด่มุฮัมมัดและวงศาคณาญาติของมุฮัมมัดเช่นที่พระองค์ทรงประทานการสดุดีแด่วงศาคณาญาติของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์นั้นทรงยิ่งด้วยการสรรเสริญและบารมีอันสูงส่ง โอ้อัลลอฮฺ ขอทรงประทานความจำเริญแด่มุฮัมมัดและวงศาคณาญาติของมุฮัมมัดเช่นที่พระองค์ทรงประทานความจำเริญแด่วงศาคณาญาติของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์นั้นทรงยิ่งด้วยการสรรเสริญและบารมีอันสูงส่ง"

19- และขอความคุ้มครองจากอัลลอฮ์ให้พ้นจากการลงโทษในนรกญะฮันนัม และจากการลงโทษในหลุมศพ และจากฟิตนะฮ์ของการมีชีวิตและความตาย และจากฟิตนะฮ์ของอัล-มะซีห์ดัจญาล  และขอดุอาอ์ด้วยบทดุอาอ์ต่างๆ ที่มีระบุไว้ในอัลกุรอานและซุนนะฮ์

20- จากนั้นให้สลามโดยหันไปทางขวา พร้อมกล่าวว่า :

«السَّلاَمُ عَلَيْكُمْ وَرَحْمَةُ اللَّهِ».

"ความศานติสุขความเมตตาจากอัลลอฮ์จงเกิดขึ้นแก่พวกท่าน" และทางด้านซ้ายของเขาก็เช่นเดียวกัน การให้สลามเริ่มต้นขณะหันหน้าไปยังทิศกิบละฮ์ และสิ้นสุดเมื่อการหันเสร็จสิ้น

แปด: สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ (มักรูฮฺ) ในการละหมาด:

1. การเหลียวมองโดยไม่มีเหตุผลที่จำเป็น

2- การเงยสายตาขึ้นสู่ท้องฟ้า

3- การหลับตาโดยปราศจากความจำเป็น

4- การทาบท่อนแขนทั้งสองราบกับพื้นขณะสุญูด

5- การคลุมปากและจมูกโดยไม่มีความจำเป็น

6- การละหมาดขณะกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระ หรือขณะมีอาหารถูกเตรียมไว้อยู่ตรงหน้าที่ตนอยากรับประทาน

7- เช็ดหน้าผากและจมูกจากร่องรอยของการสุญูดที่ติดอยู่กับทั้งสอง และไม่เป็นไรในการเช็ดเช่นนั้นหลังเสร็จจากการละหมาด

8- การพิงกำแพงและสิ่งในทำนองเดียวกันขณะยืน โดยไม่มีความจำเป็น

เก้า : สิ่งที่ทำให้เสียละหมาด:

1- การกินและดื่ม

2- การกล่าวคำต่างๆ ที่ออกนอกเรื่องละหมาด

3- การหัวเราะและการส่งเสียงดังด้วยการหัวเราะ

4- การเจตนาละทิ้งรุก่นหรือสิ่งที่เป็นวาญิบของการละหมาด

5- การจงใจเพิ่มรุกนฺหรือเพิ่มร็อกอะฮ์

6- การจงใจกล่าวสลามก่อนอิหม่าม

7- การเคลื่อนไหวมาก และติดต่อกัน (คือการเคลื่อนไหวที่ไม่เกี่ยวกับการละหมาด) โดยไม่มีความจำเป็น

8- การกระทำสิ่งที่ขัดกับหนึ่งในเงื่อนไขของการละหมาด ได้แก่ การเสียน้ำละหมาด การเปิดเผยเอาเราะฮฺโดยเจตนา การหันเหร่างกายออกจากกิบละฮฺอย่างมากโดยไม่มีความจำเป็น และการตัดเจตนาละหมาด

สิบ: การสุญูดสะฮ์วีย์:

อัส-สะฮฺว์ คือการลืม และแท้จริงท่านเราะซูลได้ลืมในการละหมาด เนื่องจากการลืมนั้นเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทุกคน และการลืมของท่านนบีนั้น ถือเป็นส่วนหนึ่งจากความสมบูรณ์แห่งความโปรดปรานของอัลลอฮฺที่มีต่อประชาชาติของท่าน และเป็นการทำให้ศาสนาของพวกเขาสมบูรณ์ เพื่อที่พวกเขาจะได้ยึดถือท่านเป็นแบบอย่างในสิ่งที่ท่านได้บัญญัติให้แก่พวกเขาเมื่อเกิดการลืม

สาเหตุต่างๆ ที่ถูกบัญญัติให้มีการสุญูดสะฮฺวีย์:

1- กรณีที่หนึ่ง

มีการเพิ่มเติมในการละหมาด ซึ่งอาจเป็นการเพิ่มเติมที่เกิดจากการกระทำ หรือเกิดจากการกล่าว:

. การเพิ่มของการกระทำ: หากการเพิ่มนั้นเกิดจากประเภทเดียวกับการละหมาด เช่น การยืนในตำแหน่งของการนั่ง และการนั่งในตำแหน่งของการยืน หรือเพิ่มรุกูอ์หรือสุญูด หากได้กระทำเช่นนั้นด้วยความหลงลืม ก็ให้สุญูดสะฮฺวีย์

- การเพิ่มถ้อยคำ: เช่น การอ่าน (อัลกุรอาน) ในขณะรุกูอ์หรือสุญูด

เมื่อเขาได้ทำเช่นนั้นแล้ว ก็เป็นที่แนะนำให้เขาทำการสุญูดสะฮ์วีย์

2- กรณีที่สอง

เกิดความบกพร่องในการละหมาดเนื่องจากความหลงลืม และมันเกิดขึ้นด้วยสาเหตุหนึ่งในสองประการนี้:

- บกพร่องด้วยการละทิ้งรุก่น: ดังนั้น หากรุก่นที่ทิ้งนั้นคือตักบีเราะตุลอิห์รอม ถือว่าการละหมาดของเขายังไม่เกิดขึ้น และการสุญูดสะฮฺวีไม่อาจทดแทนได้ และหากว่ารุก่นที่ทิ้งนั้นเป็นสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตักบีเราะตุลอิห์รอม เช่น รุกูอ์หรือสุญูด และเขานึกได้ก่อนที่จะเริ่มการอ่านในร็อกอะฮ์ถัดไป ก็จำเป็นที่จะต้องกลับไปทำรุก่นนั้นและสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น

หากเขาระลึกได้หลังจากได้เริ่มการอ่านในร็อกอะฮ์ถัดไปแล้ว ร็อกอะฮ์ที่เขาได้ละทิ้งสิ่งนั้นไว้ถือว่าเป็นโมฆะ และร็อกอะฮ์ถัดไปจะถูกนับแทนร็อกอะฮ์นั้น

- การละทิ้งสิ่งที่เป็นวาญิบของการละหมาด: เช่น: การลืมตะชะฮุดครั้งแรก หรือการลืมตัสบีหในรุกูอ์ ดังนั้นในกรณีนี้: ให้ทำการสุญูดสะฮ์วีย์

3- กรณีที่สาม: เกิดความไม่แน่ใจ (สงสัย):

ตัวอย่าง: หากสงสัยว่าได้ละหมาดไปสามหรือสี่ร็อกอะฮ์ในละหมาดดุฮริ ดังนั้นในกรณีนี้:

- หากมีความรู้สึกมีน้ำหนักไปทางใดทางหนึ่งมากกว่าสำหรับเขา ก็ให้ทำตามนั้น แล้วจึงสญูดซะฮฺวีย์

- หากไม่มีความรู้สึกในการให้น้ำหนักเด่นชัด จำเป็นต้องยึดหลักบนความแน่นอน และทำสุญูดสะฮูว์

หากความสงสัยเกิดขึ้นหลังจากละหมาดแล้ว หรือเขาเป็นผู้ที่มีความสงสัยบ่อย ก็ไม่ต้องใส่ใจต่อความสงสัยนั้น

ข้อชี้แจง: ให้ทำการสุญูดสะฮฺวีย์ก่อนให้สลาม หากเป็นเพราะการบกพร่อง หรือเพราะความสงสัยและเขาไม่สามารถให้น้ำหนักสิ่งใดได้ และให้ทำหลังจากให้สลาม: หากเกิดจากการเพิ่ม หรือเนื่องจากความสงสัยที่ได้ปฏิบัติตามสิ่งที่มีน้ำหนักกว่า และในกรณีนี้เป็นเรื่องที่เปิดกว้าง อินชาอัลลอฮ์ ตะอาลา

สิบเอ็ด: เวลาต่างๆ ที่ห้ามละหมาด:

โดยหลักพื้นฐานแล้ว การละหมาดเป็นที่อนุญาตในทุกเวลา แต่ศาสนาได้กำหนดห้ามการละหมาดในบางช่วงเวลา ดังนี้:

1- หลังการละหมาดยามเช้าจนถึงดวงอาทิตย์ขึ้น และการขึ้นของดวงอาทิตย์เท่ากับหอกตามที่เห็นด้วยตาเปล่า

2- เมื่อดวงอาทิตย์อยู่ตรงกลางท้องฟ้าจนกระทั่งคล้อยต่ำลง ซึ่งเป็นช่วงเวลาต้องห้ามที่สั้นที่สุด

3- หลังจากละหมาดอัศร์ จนกระทั่งดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ห้ามละหมาดที่ยาวนานที่สุด

การละหมาดที่อนุญาตให้กระทำได้ในเวลาต้องห้าม:

1- การชดใช้ละหมาดฟัรฎูที่เลยเวลา

2- การละหมาดที่มีสาเหตุ เช่น: การละหมาดตะฮียะตุลมัสยิด การละหมาดสองร็อกอะห์ของตอวาฟ การละหมาดคุซูฟ และการละหมาดญะนาซะฮ์

3- การชดใช้ละหมาดซุนนะฮ์ฟัจรีย์หลังละหมาดฟัจรีย์

สิบสอง: การละหมาดญะมาอะฮฺ:

นับเป็นศาสนพิธีอันยิ่งใหญ่ประการหนึ่งจากบรรดาศาสนพิธีของอิสลาม นั่นคือการละหมาดญะมาอะฮฺตามมัสยิดทั้งหลาย บรรดามุสลิมเห็นพ้องกันว่า การละหมาดห้าเวลาในมัสยิดเป็นหนึ่งในการเคารพภักดีที่ถูกเน้นย้ำให้รักษาอย่างยิ่ง และเป็นการเข้าใกล้อัลลอฮ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งศาสนาอิสลามที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

1- บทบัญญัติเกี่ยวกับการละหมาดญะมาอะฮฺ:

การละหมาดญะมาอะฮฺที่มัสญิดสำหรับละหมาดห้าเวลาเป็นข้อบังคับ (วาญิบ) สำหรับผู้ชายที่มีความสามารถ ทั้งที่บ้านและเวลาเดินทาง เป็นข้อบังคับทั้งในยามปกติและปลอดภัย และในยามที่มีความหวาดกลัว

และหลักฐานที่บ่งบอกถึงความวาญิบของการละหมาดญะมาอะฮ์ ได้แก่ อัลกุรอานและซุนนะฮ์ ตลอดจนการปฏิบัติของบรรดามุสลิมที่สืบทอดกันมาศตวรรษแล้วศตวรรษเล่า รุ่นหลังสืบจากรุ่นก่อน

ส่วนหนึ่งจากคัมภีร์ คือ คำตรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า :

﴿وَإِذَا كُنتَ فِيهِمۡ فَأَقَمۡتَ لَهُمُ ٱلصَّلَوٰةَ فَلۡتَقُمۡ طَآئِفَةٞ مِّنۡهُم مَّعَكَ...﴾

"และเมื่อพวกเจ้าอยู่ในหมู่พวกเขา แล้วเจ้าได้ให้มีการปฏิบัติละหมาดขึ้นแก่พวกเขา ดังนั้น กลุ่มหนึ่งจากพวกเขาก็จงยืนละหมาดร่วมกับเจ้า..." (อัลนิสาอ์ : 102) ซึ่งอายะฮ์ได้บ่งชี้ถึงการยืนยันความเป็นวาญิบของการละหมาดญะมาอะฮ์ เนื่องจากไม่มีการอนุญาตให้มุสลิมละทิ้งการละหมาด แม้ในยามที่หวาดกลัว ดังนั้น หากการละหมาดไม่เป็นศาสนกิจที่ต้องปฏิบัติ (วาญิบ) เหตุผลอันดับแรกที่ทำให้การละหมาดไม่ต้องกระทำก็คือความหวาดกลัว การละทิ้งการละหมาดร่วมกับผู้คนที่มัสยิด และความเกียจคร้านต่อการละหมาดดังกล่าว ถือเป็นหนึ่งในคุณลักษณะที่เด่นชัดที่สุดของคนมุนาฟิก

หลักฐานจากซุนนะฮ์ของท่านนบีมีหะดีษจำนวนมาก ส่วนหนึ่งคือ:

สิ่งที่บันทึกไว้ในเศาะฮีห์ของมุสลิม

أَنَّ رَجُلًا أَعْمَى قَالَ: يَا رَسُولَ اللَّهِ، لَيْسَ لِي قَائِدٌ يَقُودُنِي إِلَى الْمَسْجِدِ، فَسَأَلَهُ أَنْ يُرَخِّصَ لَهُ أَنْ يُصَلِّيَ فِي بَيْتِهِ، فَرَخَّصَ لَهُ، فَلَمَّا وَلَّى دَعَاهُ فَقَالَ: «هَلْ تَسْمَعُ النِّدَاءَ؟» قَالَ: نَعَمْ، قَالَ: «فَأَجِبْ».

มีชายตาบอดคนหนึ่งกล่าวว่าโอ้ท่านเราะซูลุลลอฮฺ แท้จริงฉันไม่มีผู้ช่วยประคองฉันไปยังมัสยิดเขาจึงขอท่านนบีอนุโลมให้เขาละหมาดที่บ้าน แล้วท่านก็อนุโลมให้ แต่เมื่อเขาหันหลังจะกลับ ท่านเรียกเขาไว้และกล่าวว่าท่านได้ยินเสียงอะซานหรือไม่?” เขากล่าวว่า ได้ยิน ท่านจึงกล่าวว่าถ้าอย่างนั้นก็จงตอบรับ33.

ดังนั้นท่านนบีจึงสั่งให้เขาไปละหมาดญะมาอะฮฺที่มัสยิด และให้ตอบรับการเรียกร้อง ทั้งๆ ที่เขาเป็นคนตาบอด และแม้ต้องเผชิญกับความลำบากก็ตาม จากเหตุการณ์นั้นแสดงให้เห็นว่าการละหมาดญะมาอะฮฺนั้นเป็นวาญิบ

2- สิ่งที่ทำให้ถือว่าทันละหมาดญะมาอะฮฺ:

การละหมาดญะมาอะฮฺจะถือว่าทันด้วยการทันหนึ่งร็อกอะฮ์ของการละหมาดร่วมกับอีหม่าม ดังที่ท่านนบีได้กล่าวว่า:

«مَنْ أَدْرَكَ رَكْعَةً مِنَ الصَّلَاةِ فَقَدْ أَدْرَكَ الصَّلَاةَ».

"ผู้ใดที่ทันละหมาดเพียงหนึ่งรอกะอะฮ์ ถือว่าเขาทันละหมาด"34.

3- สิ่งที่ถือว่าทันร็อกอะฮ์:

ถือว่าทันร็อกอะฮ์ด้วยการทันรุกูอ์ เมื่อผู้ตามที่มาช้าทันขณะที่อีหม่ามกำลังรุกูอ์ จำเป็นต้องกล่าวตักบีเราะตุลอิห์รอมขณะยืน แล้วทำการรุกูอ์พร้อมกับกล่าวตักบีรอีกครั้งขณะรุกูวอ์ และหากในขณะยืน เขากล่าวเพียงตักบีเราะตุลเอี๊ยะรอม (ตักบีรเข้าพิธีละหมาด) เท่านั้น ก็ถือว่าเพียงพอแทนตักบีรของการรุกัวอ์

4- เหตุจำเป็นที่อนุโลมให้บุคคลละทิ้งละหมาดจญะมาอะฮ์:

1- การเจ็บป่วย หากทำให้การไปเข้าร่วมละหมาดวันศุกร์และละหมาดญะมาอะฮ์เป็นที่ยากลำบาก

2- การอดกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระ เพราะการอดกลั้นทั้งสองอย่างทำให้ความคุชูอฺในการละหมาดหมดไป และเป็นอันตรายต่อร่างกาย

3- เมื่อมีอาหารอยู่ตรงหน้าในขณะที่บุคคลนั้นกำลังหิว หรือหัวใจของเขาโหยหาอาหาร โดยไม่ให้สิ่งนี้กลายเป็นนิสัยหรือข้ออ้างเพื่อไม่เข้าร่วมละหมาดญะมาอะฮ์

4. ความกลัวที่มีเหตุอันควรต่อชีวิตหรือทรัพย์สินหรือสิ่งอื่น

สิบสาม: การละหมาดในยามหวาดกลัว

มีการบัญญัติให้ทำการละหมาดในยามหวาดกลัวในทุกการสู้รบที่อนุมัติตามบทบัญญัติ เช่น การสู้รบกับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา บรรดาผู้กบฏ และบรรดาผู้ร้ายปล้นสะดม ดังคำดำรัสของอัลลอฮ์ที่ว่า:

﴿...إِنۡ خِفۡتُمۡ أَن يَفۡتِنَكُمُ ٱلَّذِينَ كَفَرُوٓاْ...﴾

"หากพวกเจ้ากลัวว่าบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาจะข่มเหงรังแกพวกเจ้า" (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 101) และให้เทียบเคียงกับหลักดังกล่าวต่อไปยังส่วนที่เหลือในหมู่บรรดาผู้ที่อนุญาตให้ทำการสู้รบกับพวกเขา

และการละหมาดในยามหวาดกลัวถูกบัญญัติด้วยเงื่อนไขสองประการ คือ:

1) ต้องเป็นศัตรูที่ศาสนาอนุญาตทำสงครามได้

2- ต้องรู้สึกกลัวถึงการโจมตีของพวกเขาต่อมุสลิมในขณะละหมาด

คุณลักษณะการละหมาดในยามกลัว

การละหมาดเคาฟ์มีหลายรูปแบบ แต่ที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด ดังที่มีรายงานในหะดีษของท่านสะฮ์ล เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ:

أَنَّ طَائِفَةً صَفَّتْ مَعَ النَّبِي ﷺ، وَطَائِفَةً وِجَاهَ العَدُوِّ، فَصَلَّى بِالَّتِي مَعَهُ رَكْعَةً، ثُمَّ ثَبَتَ قَائِمًا، وَأَتَمُّوا لِأَنْفُسِهِمْ، ثُمَّ انْصَرَفُوا، وَصَفُّوا وِجَاهَ العَدُوِّ، وَجَاءَتِ الطَّائِفَةُ الأُخْرَى، فَصَلَّى بِهِمُ الرَّكْعَةَ الَّتِي بَقِيَتْ مِنْ صَلَاتِهِ، ثُمَّ ثَبَتَ جَالِسًا، وَأَتَمُّوا لِأَنْفُسِهِمْ، ثُمَّ سَلَّمَ بِهِمْ.

กลุ่มหนึ่งได้ยืนละหมาดพร้อมกับท่านนบีและอีกกลุ่มหนึ่งเผชิญหน้ากับศัตรู จากนั้นท่านนบีได้นำละหมาดหนึ่งร็อกอะฮ์แก่กลุ่มที่อยู่กับท่าน แล้วท่านก็ยืนนิ่งเพื่อให้พวกเขาละหมาดให้สมบูรณ์ด้วยตัวเอง จากนั้นพวกเขาก็หันไปเผชิญหน้ากับศัตรู แล้วกลุ่มอื่นๆ ก็เข้ามา ท่านนบีก็ละหมาดหนึ่งร็อกอะฮ์ที่เหลือให้กับพวกเขา จากนั้นท่านก็นั่งนิ่งเพื่อให้พวกเขาละหมาดให้สมบูรณ์ด้วยตัวเอง แล้วท่านก็ให้สลามกับพวกเขา35.

และสิ่งที่เราได้ประโยชน์จากการละหมาดในยามหวาดกลัว (ละหมาดเคาฟ์) คือ:

1. ความสำคัญของการละหมาดในศาสนาอิสลาม และความสำคัญของการละหมาดญะมาอะฮ์ เพราะแท้จริงมันไม่ถูกยกเว้นแม้ในสภาวะคับขันเหล่านี้

2- การขจัดความลำบากออกจากประชาชาตินี้ แสดงถึงความง่ายดายของบทบัญญัติของอิสลาม และแสดงถึงความเหมาะสมของศาสนานี้กับทุกยุคทุกสมัยและทุกสถานที่

3- แสดงถึงความสมบูรณ์แบบของบทบัญญัติแห่งศาสนาอิสลาม ว่าเป็นบทบัญญัติที่เหมาะสมกับทุกสภาพการณ์

สิบสี่: การละหมาดวันศุกร์:

หนึ่ง: ข้อชี้ขาดทางบทบัญญัติ:

การละหมาดวันศุกร์เป็นฟัรฎูอีนสำหรับมุสลิมทุกคนที่เป็นชาย บรรลุศาสนภาวะ มีสติสัมปชัญญะ พำนักอาศัยในพื้นที่นั้น และไม่มีข้ออ้างที่สมเหตุสมผล (เช่นเจ็บไข้)

เนื่องจากอัลลอฮ์ได้ตรัสไว้ว่า:

﴿يَٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُوٓاْ إِذَا نُودِيَ لِلصَّلَوٰةِ مِن يَوۡمِ ٱلۡجُمُعَةِ فَٱسۡعَوۡاْ إِلَىٰ ذِكۡرِ ٱللَّهِ وَذَرُواْ ٱلۡبَيۡعَۚ ذَٰلِكُمۡ خَيۡرٞ لَّكُمۡ إِن كُنتُمۡ تَعۡلَمُونَ 9﴾

โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เมื่อได้มีเสียงร้องเรียก (อะซาน) เพื่อทำละหมาดในวันศุกร์ ก็จงรีบเร่งไปสู่การรำลึกถึงอัลลอฮ์ และจงละทิ้งการค้าขายเสีย นั่นเป็นการดีสำหรับพวกเจ้าหากพวกเจ้ารู้ (อัลญุมุอะฮ์ : 9)

และอันเนื่องด้วยคำกล่าวของท่านนบีที่กล่าวไว้อีกว่า:

«لَيَنْتَهِيَنَّ أَقْوَامٌ عَنْ وَدْعِهِمُ الْجُمُعَاتِ، أَوْ لَيَخْتِمَنَّ اللَّهُ عَلَى قُلُوبِهِمْ، ثُمَّ لَيَكُونُنَّ مِنَ الْغَافِلِينَ».

"แน่นอน จะมีชนกลุ่มหนึ่งที่จะละเลยการละหมาดวันศุกร์ของพวกเขา หรืออัลลอฮ์จะทรงประทับตราบนหัวใจของพวกเขา แล้วพวกเขาก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่หลงลืม"36

สอง: เงื่อนไขการละหมาดวันศุกร์ที่ถูกต้อง

1- เวลา: เวลาสำหรับละหมาดนี้เช่นเดียวกับเวลาละหมาดซุฮรฺ ดังนั้น ถือว่าใช้ไม่ได้หากทำก่อนเวลาของมัน และหลังจากพ้นเวลาแล้ว

2- ให้มีผู้เข้าร่วมเป็นญะมาอะฮฺ และจำนวนขั้นต่ำของญะมาอะฮฺคือสามคน ตามทัศนะที่ถูกต้อง ดังนั้น การละหมาดนั้นจะไม่ถูกต้องหากทำคนเดียว หรือทำแค่สองคน

3- ผู้ละหมาดจะต้องเป็นผู้พำนักอาศัยในที่ที่มีสิ่งปลูกสร้างที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยตามปกติวิสัย ไม่ว่าจะทำจากคอนกรีตเสริมเหล็ก หรือจากหิน หรือจากดินเหนียว หรืออื่นๆ ดังนั้น การละหมาดวันศุกร์จึงไม่ถูกต้องสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในเต็นท์หรือกระโจม ซึ่งไม่ได้ตั้งเป็นถิ่นฐานอย่างถาวร แต่จะย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ เพื่อหาแหล่งอาหารสำหรับปศุสัตว์ของพวกเขา

4- เริ่มด้วยสองคุฏบะฮฺ เนื่องจากท่านนบีได้ปฏิบัติเช่นนั้นอย่างสม่ำเสมอ

สาม: องค์ประกอบ (รุกน) สำหรับสองคุบะฮ์วันศุกร์

1- การสรรเสริญต่ออัลลอฮ์ และการกล่าวปฏิญาณทั้งสอง

2- การกล่าวเศาะละวาตแก่ท่านนบี

3- การสั่งเสียให้ยำเกรงอัลลอฮ์

4- การอ่านบางส่วนจากอัลกุรอาน

5- เนื้อหาคำตักเตือน

สี่: สิ่งที่ส่งเสริมให้กระทำในคุฏบะฮ์ทั้งสองของวันศุกร์

1- กล่าวคุฏบะฮ์บนมิมบัร.

2- การคั่นระหว่างสองคุฏบะฮ์ด้วยการนั่งเล็กน้อย 3- การขอดุอาอ์ในทั้งสองนั้นให้แก่บรรดามุสลิมและผู้ปกครองกิจการของพวกเขา

4- ใช้เวลาให้สั้นในการอ่านคุตบะฮ์ทั้งสอง

5- คอตีบกล่าวสลามแก่ผู้คนขณะขึ้นมิมบัร

ห้า: สิ่งที่ควรปฏิบัติ (สุนนะฮ์) ในวันศุกร์:

1- แปรงฟัน

2- การใช้น้ำหอม

3- ออกไปละหมาดวันศุกร์ตั้งแต่เนิ่น

4- ไปมัสยิดด้วยการเดินเท้าและไม่โดยสารพาหนะ

5- อยู่ใกล้ผู้ที่เป็นอิม่าม

6- ขอดุอาอ์.

7- อ่านสูเราะฮ์อัลกะฮ์ฟิ

8- กล่าวเศาะละวาตแก่ท่านนบี

หก : สิ่งที่ห้ามกระทำสำหรับผู้ที่ต้องละหมาดวันศุกร์

1- ห้ามพูดขณะอิมามอ่านคุฏบะฮฺ เนื่องจากท่านนบี ﷺ กล่าวว่า:

«إِذَا قُلْتَ لِصَاحِبِكَ يَوْمَ الْجُمُعَةِ: أَنصِتْ، وَالْإِمَامُ يَخْطُبُ، فَقَدْ لَغُوتَ».

เมื่อท่านได้กล่าวแก่เพื่อนของท่านในวันศุกร์ว่า "จงเงียบ" ในขณะที่อิหม่ามกำลังคุฎบะฮ์ ดังนั้น แท้จริงท่านได้กระทำสิ่งที่เหลวไหลแล้ว37. กล่าวคือ: ฉันได้กล่าวว่าอัลลัฆว์”; และคำว่าอัลลัฆว์คือ บาป

2- เป็นที่น่ารังเกียจ (มักรูฮ์) ในการก้าวข้ามไหล่ของผู้คน ยกเว้นในกรณีที่เป็นอิหม่าม หรือก้าวข้ามเพื่อไปยังช่องว่างที่ว่างอยู่ซึ่งไม่สามารถไปถึงได้ด้วยวิธีอื่น

การถือว่าทันละหมาดวันศุกร์

ผู้ใดที่ทันรุกูอ์พร้อมกับอิหม่ามในรอกะอะฮ์ที่สองของละหมาดญุมุอะฮ์ ถือว่าเขาทันละหมาดญุมุอะฮ์ และให้เขาทำให้ครบสองรอกะอะฮ์ หากไม่ทันการรุกูอ์ของร็อกอะฮฺที่สอง ก็ถือว่าไม่ทันละหมาดวันศุกร์ และให้ทำให้ครบเป็นละหมาดซุฮรฺสี่ร็อกอะฮฺ เช่นเดียวกัน ใครก็ตามที่พลาดการละหมาดวันศุกร์เพราะหลับหรือด้วยเหตุอื่นใด ก็ให้ละหมาดซุฮรฺแทนการละหมาดวันศุกร์นั้น

สิบห้า: การละหมาดของกลุ่มคนที่มีอุปสรรค:

แรก: การละหมาดของผู้ป่วย

หนึ่ง: จำเป็นที่ผู้ป่วยจะต้องละหมาดเท่าที่มีความสามารถของตน และไม่อนุญาตสำหรับเขาที่จะเลื่อนการละหมาดจนล่วงเวลา ตราบใดที่สติสัมปชัญญะของเขายังครบถ้วน

สอง : ผู้ป่วยละหมาดอย่างไร?

1- จำเป็นที่ผู้ป่วยจะต้องละหมาดในสภาพที่ยืน หากเขาสามารถยืนได้โดยที่ไม่เกิดความยากลำบากหรืออันตราย และให้เขารุกูอและสุญูด

2- หากเขาได้รับความลำบากจากการรุกูอ (โค้งคำนับ) หรือการสุญูด แต่เขายังสามารถยืนได้ ให้เขาแสดงท่ารุกูอขณะยืน และแสดงท่าสุญูดขณะนั่ง

3- หากไม่สามารถละหมาดในสภาพที่ยืนได้ ก็ให้นั่งละหมาด และตามซุนนะฮ์ ให้เขานั่งขัดสมาธิในตำแหน่งการยืน และให้เขาแสดงท่ารุกูอ และให้เขาสุญูดกับพื้นหากทำได้ แต่ถ้าหากไม่สามารถ ก็ให้เขาแสดงท่าสุญูด และด้วยท่าที่ต่ำกว่าท่าของรูกูอ

4- แต่ถ้าหากว่าไม่สามารถละหมาดในสภาพนั่งได้ ก็ให้เขาละหมาดบนสีข้างของเขา โดยให้ใบหน้าหันไปทางกิบลัต และสีข้างด้านขวาจะประเสริฐกว่าถ้าหากว่าทำได้ และให้เขาทำท่ารุกูอและสุญูด

5- หากไม่สามารถละหมาดบนสีข้างของเขาได้ ก็ให้เขาละหมาดในท่านอนราบหงายบนหลัง โดยให้เท้าทั้งสองหันไปทางกิบลัต และให้เขาทำท่ารุกูอและสุญูด (ด้วยการโค้งตัวและศรีษะลงเท่าที่จะทำได้แต่ให้การโค้งสำหรับสุญูดต่ำกว่าสำหรับรุกูอ)

6- ถ้าหากว่าไม่สามารถผงกด้วยร่างกายของเขาในการรุกูอ์และสุญูดได้ ก็ให้เขาผงกศรีษะของเขา แต่ถ้าหากว่าเกิดความยากลำบากสำหรับเขา ก็ไม่จำเป็นต้องผงกศรีษะ และให้เขาละหมาดในใจ โดยตั้งเจตนาบรรดาการกระทำของละหมาด ได้แก่ รุกูอ์ สุญูด และการนั่ง ในสภาพที่เป็นอยู่ของเขานั้น และกล่าวบรรดาคำกล่าวของละหมาด

7- ผู้ป่วยให้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของการละหมาดเท่าที่เขาสามารถทำได้ เช่น ผินหน้าไปทางกิบละฮฺ (กะอฺบะฮฺ) อาบน้ำละหมาดด้วยน้ำ หรือทำตะยัมมุมเมื่อไม่สามารถใช้น้ำได้ และสะอาดจากสิ่งปฏิกูล (นะญิส) แต่ถ้าหากว่าเขาไม่สามารถทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากนั้นได้ สิ่งนั้นก็เป็นที่ยกเว้นสำหรับเขา และให้เขาละหมาดตามสภาพของเขา และไม่เลื่อนการละหมาดออกจากเวลาของมัน

8- ซุนนะฮ์ให้ผู้ป่วยนั่งขัดสมาธิแทนการยืนและการรุกูอ์ และนั่งอิฟติรอชในส่วนอื่น

สอง: การละหมาดของผู้เดินทาง

1- หนึ่งในกลุ่มคนที่มีข้อผ่อนผันคือ ผู้เดินทาง โดยอนุญาตให้พวกเขาสามารถย่อละหมาดที่มีสี่ร็อกอะฮ์ ให้เหลือเพียงสองรอกอะฮ์ได้ เนื่องจากอัลลอฮ์ได้ตรัสไว้ว่า:

﴿وَإِذَا ضَرَبۡتُمۡ فِي ٱلۡأَرۡضِ فَلَيۡسَ عَلَيۡكُمۡ جُنَاحٌ أَن تَقۡصُرُواْ مِنَ ٱلصَّلَوٰةِ...﴾

"และเมื่อพวกเจ้าเดินทางไปในผืนแผ่นดินก็ไม่มีบาปใดๆ แก่พวกเจ้าในการที่พวกเจ้าจะทำการย่อการละหมาด..." (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 101)

จากท่านอนัส บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า :

«خَرَجْنَا مَعَ النَّبِيِّ ﷺ مِنَ الْمَدِينَةِ إِلَى مَكَّةَ، فَكَانَ يُصَلِّي رَكْعَتَيْنِ رَكْعَتَيْنِ، حَتَّى رَجَعْنَا إِلَى الْمَدِينَةِ».

พวกเราได้ออกเดินทางจากมะดีนะฮ์ไปยังมักกะฮ์พร้อมกับท่านนบีแล้วท่านก็ละหมาดสองร็อกอะฮ์ สองร็อกอะฮ์ จนกระทั่งเราได้กลับไปยังมะดีนะฮ์38.

เริ่มละหมาดย่อได้เมื่อผู้เดินทางออกจากเขตอาคารบ้านเรือนในถิ่นที่เขาอยู่อาศัย เนื่องจากอัลลอฮฺได้อนุญาตให้ละหมาดย่อแก่ผู้ที่ท่องไปบนผืนแผ่นดิน และก่อนออกจากเขตอาคารบ้านเรือนของหมู่บ้านเขา ยังไม่ถือว่าเป็นผู้ท่องไปในแผ่นดิน และยังไม่ถือว่าเป็นผู้เดินทาง ทั้งนี้เพราะท่านนบีจะทำการย่อละหมาดก็ต่อเมื่อท่านได้ออกเดินทางแล้วเท่านั้น

2- ระยะทางที่ผู้เดินทางสามารถย่อละหมาดได้นั้นอยู่ที่ประมาณ 80 กิโลเมตร

3- ผู้เดินทางมีสิทธิละหมาดย่อในระหว่างการเดินทางกลับ จนกว่าจะเข้าสู่บ้านเมืองของตนที่ได้ออกเดินทางมาจากที่นั่น

4- เมื่อผู้เดินทางมาถึงเมืองใดเมืองหนึ่งและตั้งใจจะพำนักอยู่ในเมืองนั้น สำหรับเขามีสามกรณี:

1) หากตั้งเจตนาจะพำนักมากกว่า 4 วัน ก็จะต้องละหมาดแบบครบตั้งแต่วันแรกที่เขาเข้าพำนัก และไม่อาศัยข้อผ่อนผันของการเดินทาง

2) หากตั้งใจพำนักอยู่ 4 วันหรือน้อยกว่า ก็อนุญาตให้ละหมาดแบบย่อ และใช้ข้อผ่อนผันของการเดินทาง

3) ไม่มีเจตนาจะพำนักเป็นเวลาที่แน่นอน แต่อาจพักอยู่ 1 วันหรือ 10 วัน ตามความเหมาะสมของสถานที่สำหรับเขา หรือเพราะมีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาพยาบาลหรือการติดตามผล และเมื่อวัตถุประสงค์นั้นสิ้นสุดก็กลับไปยังเมืองของตน ดังนั้นในกรณีนี้ เขามีสิทธิที่จะทำการละหมาดย่อได้ และใช้ข้อผ่อนผันของการเดินทางจนกว่าเขาจะกลับ แม้ว่าระยะเวลาการพำนักของเขาจะมากกว่าสี่วันก็ตาม

5- ถ้าหากผู้เดินทางละหมาดตามหลังอิหม่ามประจำ จำเป็นต้องทำการละหมาดให้ครบตามจำนวนร็อกอะฮ์ แม้ว่าเขาจะทันกับอิหม่ามเพียงในตำแหน่งตะชะฮุดสุดท้ายก่อนให้สลามก็ตาม

6- หากผู้พำนักประจำละหมาดตามหลังผู้เดินทางที่ทำการละหมาดย่อ วาญิบสำหรับผู้พำนักประจำต้องทำการละหมาดของตนให้ครบจำนวนร็อกอะฮ์หลังจากที่อิหม่ามให้สลามแล้ว

สิบหก: การละหมาดอีดทั้งสอง

วันสำคัญของชาวมุสลิมเป็นวันสำคัญที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงบัญญัติขึ้นสำหรับพวกเขาเอง ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขากำหนดขึ้นมาด้วยตนเอง และไม่มีวันสำคัญสำหรับพวกเขานอกจากเพียงสองวันนี้เท่านั้น คือ: วันอีดิลฟิฏรีและอีดิลอัฏฮา ตรงกันข้ามกับวัสสำคัญของผู้ปฏิเสธศรัทธา หรือวันสำคัญที่ผิดหลักการ ซึ่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่ง มิได้ทรงบัญญัติไว้และมิได้ทรงสั่งใช้ แต่พวกเขากลับเป็นผู้บัญญัติขึ้นมาเอง

บทบัญญัติ (หุกุม) ของการละหมาดอีดทั้งสอง

เป็นฟัรฎูกิฟายะฮฺ ท่านนบีได้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ และบรรดาคอลีฟะฮฺผู้ทรงธรรม เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุม อัจญ์มาอีน ก็ได้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ เป็นส่วนหนึ่งจากสัญลักษณ์ของศาสนาอิสลาม และเป็นศาสนพิธีอันเด่นชัด

เวลาละหมาดอีดทั้งสอง: เริ่มเข้าเวลาละหมาดอีดเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นสูงประมาณเท่ากับความยาวของหอก คือ หลังจากดวงอาทิตย์ขึ้นประมาณสิบห้านาที และสิ้นสุดเมื่อดวงอาทิตย์คล้อยจากกึ่งกลางท้องฟ้า

วิธีการละหมาดอีดทั้งสอง:

1- ในร็อกอะฮฺแรก ให้กล่าวตักบีเราะตุลอิห์รอม แล้วอ่านดุอาอ์อัลอิสติฟตาห์ จากนั้นตักบีรฺหกครั้ง โดยยกมือทั้งสองข้างพร้อมกับทุกตักบีรฺ และสรรเสริญอัลลอฮฺและยกย่องพระองค์ พร้อมทั้งกล่าวเศาะละวาตต่อท่านนบีระหว่างตักบีรฺเหล่านั้น แล้วกล่าวอะอุซุบิลลาฮฺ และอ่านบิสมิลลาฮฺ แล้วเริ่มอ่านอัลกุรอาน

2- ในร็อกอะฮฺที่สอง ให้ตักบีรฺห้าครั้ง หลังจากตักบีรฺเปลี่ยนท่า (ตักบีเราะตุลอินติกอล) จากนั้นให้อ่านอะอุซุบิลลาฮฺและบิสมิลลาฮฺ แล้วเริ่มอ่าน และเป็นที่ส่งเสริมให้อ่านในร็อกอะฮฺแรกหลังจากฟาติหะฮฺซูเราะฮ์อัลอะอฺลา และในร็อกอะฮฺที่สองซูเราะฮ์อัลฆอชิยะฮ์

3- เมื่ออิหม่ามกล่าวสลามจบแล้ว ก็ขึ้นบนแท่นกล่าวสุนทรพจน์ แล้วกล่าวคุฏบะฮ์สองครั้ง และนั่งคั่นระหว่างสองคุฏบะฮ์เป็นการนั่งสั้นๆ เช่นเดียวกับที่ปฏิบัติในคุฏบะฮ์วันศุกร์

สิ่งควรปฏิบัติ (ซุนนะฮ์) เกี่ยวกับอีด

1. การอาบน้ำชำระร่างกาย

2- ทำความสะอาดและใช้น้ำหอม

3- ควรรับประทานอาหารก่อนออกไปละหมาดอีดฟิฏรฺ และให้รับประทานหลังจากละหมาดอีดอัฎฮา โดยเริ่มจากเนื้อกุรบ่านของตน หากมีกุรบ่าน

4- ออกด้วยการเดินเท้า

5- การไปโดยใช้ทางหนึ่ง และการกลับโดยใช้อีกทางหนึ่ง

6- ไปลานละหมาดตั้งแต่เนิ่น สำหรับผู้เป็นมะมูมเท่านั้น มิใช่อิหม่าม

การกล่าวคำตักบีรฺ:

ควรกล่าวตักบีรฺ ในคืนอีดทั้งสอง ในสิบวันแรกของเดือนซุลฮิจญะฮฺ และในวันตัชรีก และการตักบีรฺมี 2 ประเภท คือ

ประเภทแรก : ตักบีรฺ มุฏลัก : คือการกล่าวตักบีรฺที่มิได้ถูกจำกัดด้วยเวลาที่เฉพาะเจาะจง

1- ในอีดอัลฟิฏร์: ตั้งแต่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าในคืนวันอีด จนถึงเริ่มละหมาดอีด

2- ในอีดอัฎหา: ตั้งแต่ตะวันตกดินของคืนวันที่ 1 ซุลฮิจญะฮฺ จนถึงตะวันตกดินของวันสุดท้ายของวันตัชรีก

ประเภทที่สอง: การตักบีรฺ มุก็อยยัด (เฉพาะที่): คือหลังละหมาดฟัรฎู

1- ผู้ที่ไม่ได้ครองอิห์รอม: ตั้งแต่ฟัจญ์รของวันอะเราะฟะฮฺ (วันที่ 9 เดือนซุลหิจญะฮฺ) จนถึงอัศริของวันที่ 13 เดือนซุลหิจญะฮฺ

2- ผู้ครองอิห์รอม: ตั้งแต่ละหมาดซุฮ์ริของวันอีดอัฎหา จนถึงละหมาดอัศร์ของวันสุดท้ายของวันตัชรีก

สิบเจ็ด: ละหมาดสุริยะคราสและจันทรคราส:

ความหมายของจันทรคราสและสุริยะคราส:

คุสูฟ คือ การที่แสงของดวงจันทร์หรือบางส่วนของมันหายไปในยามค่ำคืน

และกุสูฟ คือ การที่แสงของดวงอาทิตย์หายไปทั้งหมดหรือบางส่วนในเวลากลางวัน

บทบัญญัติเกี่ยวกับการละหมาดสุริยะคราสและจันทรคราส

เป็นซุนนะฮ์มุอักกะดะฮ์ (ซุนนะฮ์ที่เน้นหนักให้ปฏิบัติ) ท่านเราะสูลเคยปฏิบัติไว้ โดยท่านได้ละหมาดดังกล่าวเมื่อเกิดสุริยคราสในสมัยของท่าน ดังที่ท่านได้ใช้ให้กระทำสิ่งนั้นกัน และบรรดานักวิชาการมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในความเป็นข้อกำหนดทางศาสนาของมัน

เวลาของมัน:

เริ่มจากเกิดสุริยะคราสหรือจันทรคราสจนถึงการเปลี่ยนกลับเป็นปกติ ซึ่งหมายถึงการสิ้นหายไปของจันทรคราสหรือสุริยะคราส

วิธีการละหมาดสุริยะคราสและจันทรคราส

จำนวนร็อกอะฮ์ของมันคือสองร็อกอะฮ์ โดยให้อ่านออกเสียงทั้งสองร็อกอะฮ์ และลักษณะการปฏิบัติเป็นดังนี้:

1- ตักบีร่อตุ้ลอิห์รอม (ตักบีรเริ่มเข้าสู่การละหมาด) และอ่านดุอาอ์อิสติฟตาห์ อ่านอะอุซุบิลลาฮฺ จากนั้นอ่านบัสมะละฮ์ แล้วก็อ่านสูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ จากนั้นให้อ่านซูเราะฮ์ยาว

2- จากนั้นให้ทำการรุกูอ์เป็นเวลานาน

3- จากนั้นให้เงยขึ้นยืนตรงพร้อมกล่าวว่า

"سَمِعَ اللهُ لمن حمده" จากนั้นให้อ่านซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ แล้วให้อ่านยาวๆ โดยให้สั้นกว่าครั้งแรก

4- จากนั้นให้ทำการรุกูอ์เป็นเวลานาน แต่สั้นกว่ารุกูอ์ครั้งแรก

5- จากนั้นเงยศีรษะขึ้นจากรุกูอ์ พร้อมกล่าวว่า: “สะมิอัลลอฮุ ลิมันหะมิดะฮ์

6- แล้วทำสุญูดสองครั้งเป็นเวลานาน

7- จากนั้นให้ลุกขึ้นเข้าสู่ร็อกอะฮ์ที่สอง ซึ่งเหมือนกับร็อกอะฮ์แรก แต่สั้นกว่าร็อกอะฮ์แรก

ข้อควรปฏิบัติ (ซุนนะฮ์ต่างๆ) ของการละหมาด

1) การประกาศเรียกเพื่อการละหมาด โดยกล่าวว่า: (الصلاة جامعة)

2) ให้ละหมาดในรูปแบบญะมาอะฮฺ

3) ให้ใช้เวลานานในการละหมาด ในการยืน รุกูอ์ และสุญูด

4) ให้ร็อกอะฮ์ที่สองสั้นกว่าร็อกอะฮ์แรก

5) การตักเตือนภายหลังจากละหมาดเสร็จ และส่งเสริมให้ทำการเชื่อฟังและการอิบาดะฮ์ และละเว้นจากสิ่งที่เป็นบาปและสิ่งชั่วร้าย

6) ให้ทำการขอดุอาอ์ ทำการอ้อนวอนอย่างนอบน้อม ขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์ และบริจาคทาน ให้มาก

สิบแปด: การละหมาดขอฝน:

1) อิสติสกออฺ (การขอฝน): คือการขอน้ำฝนจากอัลลอฮฺ โดยให้ฝนตกลงมาเมื่อเกิดความแห้งแล้ง

เวลาที่บทบัญญัติกำหนดให้ทำการละหมาดขอฝน

การละหมาดขอฝนถูกบัญญัติให้กระทำเมื่อแผ่นดินกันดารฝน ฝนขาดหาย และเกิดความเสียหายจากการไม่มีฝน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เหลือทางออกใดเว้นแต่ต้องอ้อนวอนต่ออัลลอฮฺ ขอฝนจากพระองค์ และวิงวอนขอความช่วยเหลือจากพระองค์ด้วยวิธีการอ้อนวอนหลากหลายประการ

1- บางครั้งโดยการละหมาดในรูปแบบญะมาอะฮ์ หรือการละหมาดเดี่ยว

2- และบางครั้งก็ด้วยการอ่านคำวิงวอนขอในคุฏบะฮ์วันศุกร์ โดยคอฏีบอ่านคำวิงวอนขอ และบรรดามุสลิมกล่าวอามีนต่อคำวิงวอนของเขา

3- และบางครั้งด้วยการขอดุอาอ์ในเวลาใดก็ได้ โดยไม่ต้องละหมาดและไม่ต้องคุตบะฮ์

บทบัญญัติของการละหมาดขอฝน

เป็นซุนนะฮ์มุอักกะดะฮ์ เมื่อมีเหตุให้ปฏิบัติ เนื่องจากท่านนบีเคยปฏิบัติ ดังเช่นในหะดีษของอับดุลลอฮฺ บิน ซัยด์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า:

«خَرَجَ النَّبِيُّ ﷺ إِلَى الْمُصَلَّى، فَاسْتَسْقَى، وَاسْتَقْبَلَ الْقِبْلَةَ، وَقَلَبَ رِدَاءَهُ، وَصَلَّى رَكْعَتَيْنِ».

ท่านนบีได้ออกไปยังลานละหมาด แล้ววิงวอนขอฝน หันไปยังทิศกิบละฮฺ พลิกผ้าคลุมของท่านกลับด้าน และละหมาดสองร็อกอะฮ์39.

คุณลักษณะของการละหมาดขอฝน

ลักษณะของการละหมาดขอฝนเมื่อทำ สถานที่ของมันนั้น เช่นเดียวกับการละหมาดอีด. จึงส่งเสริมให้ปฏิบัติในมุศ็อลลา (สนามที่เตรียมไว้เพื่อละหมาด) เช่นเดียวกับละหมาดอีด และบทบัญญัติของมันก็เหมือนกับบทบัญญัติของละหมาดอีด ทั้งในเรื่องจำนวนร็อกอะฮฺ การอ่านด้วยเสียงดัง การที่ละหมาดก่อนคุฏบะฮฺ และตักบีรที่เพิ่มในร็อกอะฮฺแรกและร็อกอะฮฺที่สองก่อนการอ่าน ดังที่ได้ชี้แจงไว้ก่อนแล้วในเรื่องการละหมาดอีดทั้งสอง และกล่าวคุฏบะฮฺครั้งเดียว

สิบเก้า: บทบัญญัติเกี่ยวกับศพ:

หนึ่ง: สำหรับผู้ที่อยู่เฝ้าผู้กำลังจะสิ้นใจ

1- เป็นซุนนะฮ์สำหรับผู้ที่อยู่กับผู้ใกล้เสียชีวิต ที่จะตักเตือนเขาให้กล่าวว่าลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์

2- ซุนนะฮ์ให้ผินหน้าไปทางกิบละฮ์ (กะบะฮ์)

3- และปิดตาทั้งสอง

4- ซุนนะฮ์ให้ทำการคลุมศพหลังจากเสียชีวิตด้วยผ้า

5- ควรเร่งรีบในการจัดการศพ

6- จำเป็นให้เร่งชำระหนี้สินของเขา

7- ทำการอาบน้ำศพและห่อศพด้วยผ้ากะฝั่น ทั้งสองอย่างนี้เป็นฟัรฎูกิฟายะฮ์

สอง: บทบัญญัติของการละหมาดศพ

ข้อชี้ขาดทางบทบัญญัติ เป็นฟัรฎูกิฟายะฮ์

เงื่อนไขของมัน:

1) ผินหน้าทางกิบละฮ์

2) ปกปิดเอาเราะฮ์ (คือส่วนของร่างกายที่ศาสนบัญญัติให้ปกปิด)

3) สะอาดจากสิ่งสกปรก (นะญิส)

4) ความสะอาดของผู้ละหมาดและผู้ที่ถูกละหมาดให้ (ผู้ตาย)

5) ความเป็นมุสลิมของผู้ละหมาดและผู้ที่ถูกละหมาดให้

6) การเข้าร่วมส่งศพ หากอยู่ในเมืองเดียวกัน

7) เป็นผู้ที่บรรลุศาสนภาวะ

องค์ประกอบหลักของการละหมาด มีดังนี้

1) การยืนในละหมาด

2) การกล่าวคำตักบีรทั้งสี่ครั้ง.

3) อ่านสูเราะฮ์ อัลฟาติหะฮ์

4) การกล่าวเศาะละวาตแก่ท่านนบี ﷺ (การกล่าวคำขอพรแก่ท่านเราะซูลและวงศาคณาญาติของท่าน)

5) ขอพร (ดุอาอ์) ให้แก่คนตาย

6) เรียงตามลำดับ

7) ให้สลาม.

ข้อควรปฏิบัติ (ซุนนะฮ์ต่างๆ)ของการละหมาด:

1) การยกมือทั้งสองขณะกล่าวตักบีรทุกครั้ง

2) อิสติอาซะฮ์ (การกล่าว "อะอูซุบิ้ลลาฮิมินัชชัยฏอนิรเราะญีม")

3) ขอพร (ดุอาอ์) ให้แก่ตนเองและบรรดามุสลิม.

4) การอ่านด้วยเสียงเบา

5) ให้หยุดครู่หนึ่งหลังจากตักบีรฺครั้งที่สี่และก่อนให้สลาม

6) การวางมือขวาบนมือซ้ายบนอก

7) การผินหน้าไปทางขวาขณะกล่าวสลามเสร็จสิ้นละหมาด

รูปแบบการละหมาด

ให้อิหม่ามและผู้ละหมาดคนเดี่ยวยืนตรงที่ส่วนอกของศพผู้ชาย และตรงส่วนกลางของศพหญิง แล้วกล่าวตักบีรฺอิหฺรอม อ่านอะอูซุบิลลาฮฺ โดยไม่ต้องอ่านดุอาอ์อิสติฟตาห์ อ่านบิสมิลลาฮฺ และอ่านซูเราะฮฺอัลฟาติหะฮฺ

จากนั้น ให้กล่าวคำตักบีรฺ แล้วอ่านศ็อละวาตต่อท่านนบีแล้วกล่าวคำตักบีรฺอีกครั้ง และวิงวอนต่ออัลลอฮ์ให้แก่ผู้ตายตามที่มีรายงานมา ดังเช่นคำกล่าวของท่านนบีที่กล่าวว่า:

«اللَّهُمَّ اغْفِرْ لِحَيِّنَا وَمَيِّتِنَا، وَصَغِيرِنَا وَكَبِيرِنَا، وَذَكَرِنَا وَأُنثَانَا، وَشَاهِدِنَا وَغَائِبِنَا، اللَّهُمَّ مَنْ أَحْيَيْتَهُ مِنَّا فَأَحْيِهِ عَلَى الإِيمَانِ، وَمَنْ تَوَفَّيْتَهُ مِنَّا فَتَوَفَّهُ عَلَى الإِسْلَامِ، اللَّهُمَّ لَا تَحْرِمْنَا أَجْرَهُ، وَلَا تُضِلَّنَا بَعْدَهُ».

โอ้ อัลลอฮฺ ขอพระองค์ได้ทรงอภัยโทษให้แก่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่และผู้ที่เสียชีวิตในหมู่พวกเรา ผู้เป็นเด็กของเรา และผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ของเรา ผู้ชายในหมู่ของเราและผู้หญิงในหมู่ของเรา ผู้ที่ร่วมอยู่ ที่นี้และผู้ที่มิได้อยู่ร่วมกันด้วย โอ้ อัลลอฮฺ ผู้ใดที่พระองค์ทรงให้มีชีวิตอยู่จากพวกเรา โปรดทรงให้เขามีชีวิตอยู่ในอีมาน และผู้ใดที่พระองค์ทรงให้เขาตายไปจากพวกเรา โปรดทรงให้เขาตายไปในอิสลาม โอ้ อัลลอฮฺ ขอพระองค์อย่าได้ยับยั้งรางวัลของเราที่ได้ละหมาดให้แก่เขาจากผลบุญของเขา และทรงโปรดอย่าให้เราหลงผิดหลังจากเขา40

และอัลลอฮ์ ทรงตรัสว่า :

«اللَّهُمَّ اغْفِرْ لَهُ وَارْحَمْهُ، وَعَافِهِ وَاعْفُ عَنْهُ، وَأَكْرِمْ نُزُلَهُ، وَوَسِّعْ مَدْخَلَهُ، وَاغْسِلْهُ بِالْمَاءِ وَالثلْجِ وَالْبَرَدِ، وَنَقِّهِ مِنَ الْخَطَايَا كَمَا نَقَّيْتَ الثَّوْبَ الْأَبْيَضَ مِنَ الدَّنَسِ، وَأَبْدِلْهُ دَارًا خَيْرًا مِنْ دَارِهِ، وَأَهْلًا خَيْرًا مِنْ أَهْلِهِ، وَزَوْجًا خَيْرًا مِنْ زَوْجِهِ، وَأَدْخِلْهُ الْجَنَّةَ، وَأَعِذْهُ مِنْ عَذَابِ الْقَبْرِ، وَمِنْ عَذَابِ النَّارِ».

"โอ้อัลลอฮฺขอพระองค์โปรดอภัยโทษแก่เขา โปรดเมตตาเขา ให้เขาปลอดภัย ปกป้องเขา ให้เกียรติแก่ที่พำนักของเขาและโปรดทำให้ทางเข้าของเขากว้าง และโปรดชำระล้างเขาด้วยน้ำหิมะและลูกเห็บ และชำระล้างความผิดของเขาเช่นเดียวกับที่ผ้าขาวถูกชำระให้สะอาดจากสิ่งเปรอะเปื้อน โปรดเปลี่ยนให้แก่เขาซึ่งที่อาศัยที่ดีกว่าบ้านของเขา และครอบครัวที่ดีกว่าครอบครัวของเขา และคู่ครองที่ดีกว่าคู่ครองของเขา และโปรดให้เขาได้เข้าสวนสวรรค์ และปกป้องเขาจากการลงโทษในหลุมฝังศพและการลงโทษแห่งไฟนรก"41 จากนั้นตักบีรฺ และหยุดครู่หนึ่ง จากนั้นก็ให้สลามเพียงครั้งเดียวทางด้านขวา

หัวข้อที่สาม: ซะกาต

1- นิยามซะกาตและสถานะของซะกาต:

ซะกาตในทางภาษา หมายถึง การงอกเงยและการเพิ่ม

ซะกาตตามบทบัญญัติศาสนา: เป็นสิทธิ์ที่วาญิบตามหลักการศาสนาเหนือทรัพย์สินที่กำหนดแน่นอน ให้แก่กลุ่มบุคคลที่แน่นอน

ซึ่งเป็นองค์ประกอบ (รุกุน) ข้อที่สามของศาสนาอิสลาม ซะกาตถูกระบุพร้อมกับการละหมาดในอัลกุรอานถึงแปดสิบสองครั้ง ซึ่งแสดงถึงความสำคัญของซะกาต

อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿وَأَقِيمُواْ ٱلصَّلَوٰةَ وَءَاتُواْ ٱلزَّكَوٰةَ...﴾

"และพวกเจ้าจงดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และจงชำระซะกาต..." [อัลบะเกาะเราะฮ์ : 43]

และท่านเราะสูลุลลอฮ์กล่าวว่า:

«بُنِيَ الإِسْلَامُ عَلَى خَمْسٍ: شَهَادَةِ أَنْ لَا إِلٰهَ إِلَّا اللَّـهُ، وَأَنَّ مُحَمَّدًا رَسُولُ اللَّـهِ، وَإِقَامِ الصَّلَاةِ، وَإِيتَاءِ الزَّكَاةِ، وَحَجِّ الْبَيْتِ، وَصَوْمِ رَمَضَانَ».

อิสลามนั้นถูกสร้างบนหลักการห้าประการนั่นคือ การปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮฺ และมุหัมมัดนั้นคือเราะสูลของอัลลอฮฺ การดำรงไว้ซึ่งการละหมาด การจ่ายซะกาต การประกอบพิธีหัจญ์ บัยติลลาฮฺ และการถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน42.

และบรรดามุสลิมต่างก็เห็นพ้องต้องกันถึงความเป็นฟัรฎูของมัน และตกศาสนาสำหรับใครก็ตามที่ปฏิเสธความเป็นฟัรฎูของมัน และเห็นพ้องต้องกันในการทำสงครามกับผู้ที่ปฏิเสธการจ่ายซะกาต

2- เงื่อนไขที่ต้องจ่ายซะกาต:

1) ต้องเป็นไท (ไม่ใช่ทาส): ดังนั้นจึงไม่วาญิบสำหรับทาส เพราะเขาไม่มีทรัพย์สิน และสิ่งที่อยู่ในความครอบครองของเขานั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของนายของเขา ฉะนั้นซะกาตของทรัพย์นั้นจึงเป็นหน้าที่ของนายของเขา

2) ต้องเป็นมุสลิม: ดังนั้นจึงไม่วาญิบสำหรับผู้ปฏิเสธศรัทธา เพราะมันเป็นการแสวงความใกล้ชิดและการเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา และผู้ปฏิเสธศรัทธานั้นมิใช่ผู้ที่อยู่ในหมู่ผู้แสวงความใกล้ชิดและผู้เชื่อฟัง

3) ต้องครอบครองพิกัด (นิศอบ): ดังนั้นไม่วาญิบต้องจ่ายซะกาตในทรัพย์สินที่ต่ำกว่าพิกัด และพิกัดนั้นเป็นจำนวนของทรัพย์สินที่กำหนดไว้

4) ต้องเป็นทรัพย์สินที่อยู่ในการครอบครองที่สมบูรณ์: คือทรัพย์สินนั้นต้องเป็นของบุคคลนั้นโดยการครอบครองกรรมสิทธิ์อย่างสมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้นจึงไม่คิดเป็นซะกาตในทรัพย์สินที่กรรมสิทธิ์ยังไม่มั่นคง เช่น หนี้มุกาตะบะฮ์ (หนี้สินที่คนเป็นทาสได้ทำสัญญากับนายของเขาเพื่อไถ่ตัวเองให้เป็นอิสระ)

5) ครบกำหนดหนึ่งปีจันทรคติ (ฮาวล์) ของทรัพย์สิน: เพราะหะดีษมะรฺฟูอ์ของท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า:

«لَا زَكَاةَ فِي مَالٍ حَتَّى يَحُولَ عَلَيْهِ الْحَوْلُ».

"ไม่มีซะกาตในทรัพย์สินจนกว่าจะครบรอบหนึ่งปีฮิจเราะฮ์จันทรคติ"43.

3- ทรัพย์สินที่ต้องจ่ายซะกาต

หนึ่ง: ปศุสัตว์

ได้แก่ อูฐ วัว และแพะ และวาญิบต้องจ่ายซะกาตในสัตว์เหล่านี้โดยมีสองเงื่อนไข:

1. ให้เลี้ยงไว้เพื่อการให้น้ำนมและการสืบพันธุ์ ไม่ใช่เพื่อใช้งาน

2- ต้องเป็นซาอิมะฮ์ (คือ สัตว์เลี้ยงที่ปล่อยให้แทะเล็มหากินเอง) ดังนั้น ไม่วาญิบต้องจ่ายซะกาตสำหรับสัตว์เลี้ยงที่เจ้าของให้อาหารเลี้ยงแก่พวกมัน ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่ซื้อมาให้ หรือที่เก็บรวบรวมมาจากหญ้าและสิ่งอื่น และไม่มีซะกาตในสัตว์ที่แทะเล็มหญ้าเพียงบางส่วนของปี มิใช่ตลอดทั้งปีหรือส่วนมากของปี

4- พิกัดของปศุสัตว์ (อูฐ วัว แพะหรือแกะ)

1- ซะกาตอูฐ:

เมื่อเงื่อนไขครบถ้วน วาญิบในทุกห้าตัวให้จ่ายซะกาตเป็นแพะหนึ่งตัว และในสิบตัวให้จ่ายซะกาตเป็นแพะสองตัว และในสิบห้าตัวให้จ่ายซะกาตเป็นแพะสามตัว และในยี่สิบตัวให้จ่ายซะกาตเป็นแพะสี่ตัว ดังที่มีหลักฐานจาก หะดีษ และมติเอกฉันท์ของปวงปราชญ์ เมื่ออูฐถึงยี่สิบห้าตัว ก็ให้จ่ายซะกาตเป็น บินตุมะคอฎ 1 ตัว (อูฐตัวเมียที่มีอายุครบหนึ่งปีและเข้าสู่ปีที่สอง) หากไม่มี ก็ใช้ อิบนุละบูน 1 ตัว (อูฐตัวผู้ที่มีอายุครบสองปี) แทนได้

และเมื่ออูฐมีจำนวนครบสามสิบหกตัว ให้จ่ายซะกาตเป็นอูฐตัวเมียที่มีอายุครบสองปี 1 ตัว

เมื่ออูฐครบสี่สิบหกตัว ก็มีข้อบังคับให้จ่ายหิกเกาะฮ์หนึ่งตัว ซึ่งหมายถึงอูฐที่มีอายุครบสามปี

เมื่อจำนวนอูฐครบหกสิบเอ็ดตัว ก็ให้จ่ายซะกาตเป็นญะซะอะฮ์หนึ่งตัว ซึ่งคืออูฐที่มีอายุครบสี่ปีบริบูรณ์

เมื่อจำนวนอูฐถึงเจ็ดสิบหกตัว วาญิบให้จ่ายซะกาตเป็นอูฐตัวเมียที่มีอายุครบสองปี 2 ตัว

เมื่อจำนวนอูฐถึงเก้าสิบเอ็ดตัว ให้จ่ายซะกาตเป็นอูฐตัวเมียที่มีอายุครบสามปี 2 ตัว

เมื่อจำนวนอูฐรวมเกินหนึ่งร้อยยี่สิบเป็น 121 ตัว วาญิบต้องจ่ายซะกาตเป็นอูฐตัวเมียที่มีอายุครบสองปี 3 ตัว จากนั้นในทุกสี่สิบตัวให้จ่ายซะกาตเป็นอูฐตัวเมียที่มีอายุครบสองปี 1 ตัว และในทุกห้าสิบตัวให้จ่ายซะกาตเป็นอูฐตัวเมียที่มีอายุครบสามปี 1 ตัว

2- ซะกาตวัว:

เมื่อครบเงื่อนไขและจำนวนถึงสามสิบตัว ให้จ่ายซะกาตเป็นตะบีอฺหรือตะบีอะฮ์หนึ่งตัว ซึ่งหมายถึงวัวที่มีอายุครบหนึ่งปีและเริ่มเข้าสู่ปีที่สอง

และไม่ต้องจ่ายอะไรในสิ่งที่ต่ำกว่าสามสิบ

เมื่อวัวมีจำนวนครบสี่สิบตัว ให้จ่ายซะกาตเป็นมุสินนะฮ์หนึ่งตัว คือวัวตัวเมียที่อายุครบสองปี

ดังนั้นหากจำนวนวัวรวมเกิน 40 ตัว ก็จำเป็นต้องออกซะกาตในทุก 30 ตัวจ่ายซะกาตเป็นตะบีอฺหรือตะบีอะฮ์หนึ่งตัว (วัวตัวผู้หรือตัวเมียที่มีอายุครบหนึ่งปี) และในทุก 40 ตัวให้จ่ายซะกาตเป็นมุสินนะฮ์หนึ่งตัว (วัวตัวเมียที่อายุครบสองปี)

3- ซะกาตแพะและแกะ:

เมื่อจำนวนรวมของแกะและแพะครบสี่สิบตัว ไม่ว่าจะเป็นแกะหรือแพะ ให้จ่ายซะกาตเป็นแกะหรือแพะ 1 ตัว โดยเป็นแกะอายุหกเดือน หรือแพะตัวเมีย

แพะหรือแกะไม่ต้องจ่ายซะกาตหากมีจำนวนน้อยกว่าสี่สิบตัว เมื่อจำนวนแกะรวมครบหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดตัว ให้จ่ายเป็นแกะสองตัว เมื่อครบ 201 ตัว ให้จ่ายเป็นแกะสามตัว

จากนั้นหลังจากจำนวนนี้แล้ว อัตราการจ่ายจะคงที่ โดยในทุกหนึ่งร้อยตัวให้จ่ายเป็นแกะหนึ่งตัว ดังนั้นในสี่ร้อยตัวให้จ่ายเป็นแกะสี่ตัว และเป็นเช่นนี้ต่อไป

ประการที่สอง: ซะกาตสิ่งที่ได้ออกมาจากแผ่นดิน

สิ่งที่ออกมาจากแผ่นดิน มี 2 ประเภท

1) ธัญพืชและพืชผล

2) แร่ธาตุ

ประเภทที่หนึ่ง: ธัญพืชและพืชผล:

ต้องจ่ายซะกาตในธัญพืช เช่น ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าว และในบรรดาผลไม้ เช่น อินทผลัมและลูกเกด, พืชชนิดอื่น เช่น พืชตระกูลถั่วและผักต่าง ไม่ต้องจ่ายซะกาต

เงื่อนไขที่ต้องจ่ายซะกาตในธัญพืชและผลไม้

1) ต้องเป็นสิ่งที่เก็บรักษาได้: ดังนั้น สิ่งที่ไม่สามารถเก็บรักษาไว้ได้ เช่น ผลไม้และผัก จึงไม่มีการจ่ายซะกาต

2) ต้องเป็นของที่ตวงได้: ดังนั้น สิ่งที่ซื้อขายโดยการนับเป็นลูกหรือชั่งน้ำหนัก เช่น แตงโม หัวหอม ทับทิม และอื่นๆ จึงไม่ต้องจ่ายซะกาต

3) ครบพิกัด (นิศอบ): คือ ห้าวะสัก (เท่ากับ 900 กิโลกรัม) ดังนั้นสิ่งที่ต่ำกว่าจำนวนดังกล่าวไม่ต้องจ่ายซะกาต

4) ต้องครอบครองพิกัดในเวลาที่ต้องจ่ายซะกาต

ดังนั้น ผู้ใดครอบครองมันภายหลังเวลาที่ซะกาตเป็นวายิบ ซะกาตก็ไม่วายิบสำหรับเขา เช่นเดียวกับกรณีที่เขาซื้อหรือได้รับมันเป็นของขวัญภายหลังการเก็บเกี่ยว

เวลาที่ต้องจ่ายซะกาตของมัน

วาญิบ(จำเป็น)ต้องจ่ายซะกาตในธัญพืชและผลไม้เมื่อเริ่มสุก และสัญลักษณ์ที่ชี้ถึงการเริ่มสุกมีดังต่อไปนี้:

1- สำหรับเมล็ดพืช จะจ่ายซะกาตเมื่อเมล็ดเริ่มแข็งและหนา หรือเมื่อมันเปลี่ยนเป็นของแข็ง

2) สำหรับผลอินทผลัมนั้น จะต้องจ่ายเมื่อผลเริ่ม เปลี่ยนเป็นสีแดงหรือสีเหลือง

คำ3) สำหรับองุ่นนั้นจะต้องจ่ายเมื่อผลเริ่มนิ่มและมีรสหวาน

พิกัดของมัน (นิศอบ)

พิกัดของธัญญพืชและพืชผล: ห้าวะสัก และหนึ่งวะสักเท่ากับ 60 ศออ์ พิกัด (นิศอบ) จึงเป็น 300 ทะนานนะบะวีย์ เท่ากับ 900 กิโลกรัมโดยประมาณ

อัตราซะกาตที่ต้องจ่าย

สำหรับพืชผลที่รดน้ำโดยไม่มีค่าใช้จ่ายและปราศจากภาระต้นทุนเช่นใช้น้ำฝนและน้ำจากตาน้ำให้จ่ายซะกาต 10%

พืชผลที่มีค่าใช้จ่ายในการให้น้ำ เช่น น้ำที่สูบขึ้นจากบ่อหรือจากแม่น้ำโดยใช้แรงสัตว์หรือเครื่องจักรสมัยใหม่ ให้จ่ายซะกาต 5%

ประเภทที่สอง: แร่ธาตุ:

ในบรรดาประเภทของสิ่งที่ได้มาจากดิน ได้แก่: แร่ธาตุ และนั่นคือสิ่งต่างๆ ที่ขุดขึ้นมาจากแผ่นดินแต่ไม่ใช่พืชผลทางการเกษตร เช่น ทองคำ เงิน เหล็ก และอัญมณีต่างๆ

เวลาที่ต้องจ่ายซะกาตในทรัพย์นั้น

เมื่อได้ครอบครองและเป็นเจ้าของทรัพย์นั้นแล้ว ก็ให้จ่ายซะกาตทันที เพราะไม่ถือเป็นเงื่อนไขว่าจะต้องให้เวลาครบรอบหนึ่งปีเสียก่อน และพิกัด (นิศอบ) ของมันคือพิกัดของทองคำและเงิน และให้จ่ายซะกาต 2.5% จากมูลค่าของมัน

ประการที่สาม: ซะกาตเงินตรา (ทองคำ เงิน และเงินสด)

เงินตราคือ ทองคำ เงินและธนบัตรต่างๆ และเงินตราเหล่านี้จำเป็นต้องจ่ายซะกาต ดังหลักฐานที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿...وَالَّذِينَ يَكْنِزُونَ الذَّهَبَ وَالْفِضَّةَ وَلَا يُنْفِقُونَهَا فِي سَبِيلِ اللَّهِ فَبَشِّرْهُمْ بِعَذَابٍ أَلِيمٍ 34﴾

"และบรรดาผู้ที่สะสมทองและเงิน และไม่จ่ายมันในทางของอัลลอฮฺนั้น จงแจ้งข่าวดีแก่พวกเขาเถิด ด้วยการลงโทษอันเจ็บปวด" (อัตเตาบะฮ์ : 34)

และในหะดีษ ที่ว่า:

«مَا مِنْ صَاحِبِ ذَهَبٍ وَلَا فِضَّةٍ لَا يُؤَدِّي فِيهَا حَقَّهَا؛ إِلَّا إِذَا كَانَ يَوْمَ الْقِيَامَةِ صُفِّحَتْ لَهُ صَفَائِحُ مِنْ نَارٍ».

ไม่มีเจ้าของทองและเจ้าของเงินคนใดที่ไม่ยอมจ่ายสิทธิของมัน(จ่ายซะกาต) เว้นแต่ในวันกิยามะฮ์จะมีแท่นหลายแท่นทำจากไฟนรก ถูกทำขึ้นสำหรับเขา44.

บรรดานักวิชาการมีมติเอกฉันท์ว่า ซะกาตเป็นวาญิบในทองคำและเงิน และธนบัตรมีหลักเกณฑ์เช่นเดียวกับทองคำและเงิน เพราะได้เข้ามาทำหน้าที่แทนทั้งสองในการทำธุรกรรมทางการเงิน

พิกัดที่ต้องจ่ายซะกาตสำหรับเงินตรา และอัตราที่ต้องจ่าย:

ปริมาณพิกัดของธนบัตรนั้นเทียบเอาจากปริมาณพิกัดของทองคำหรือเงิน เพราะธนบัตรได้ทำหน้าที่แทนทั้งสองในฐานะสื่อกลางการชำระราคา ดังนั้นเมื่อมันถึงปริมาณพิกัดของหนึ่งในทั้งสอง ก็จำเป็นต้องจ่ายซะกาต โดยมากในปัจจุบันจะประเมินปริมาณพิกัดของธนบัตรตามเงิน เพราะเงินมีราคาถูกกว่าทองคำ จึงถึงปริมาณพิกัดก่อน เมื่อมุสลิมครอบครองทรัพย์ที่มีราคาเทียบเท่าพิกัดโลหะเงิน 595 กรัม และครบรอบปี ให้จ่ายซะกาตจากทรัพย์นั้น มูลค่าของเงินหนึ่งกรัมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ดังนั้น ผู้ที่มีทรัพย์สินจำนวนน้อยและไม่ทราบว่าทรัพย์สินของตนได้ถึงพิกัด (นิศอบ) แล้วหรือไม่ ให้เขาสอบถามพ่อค้าเงินถึงมูลค่าของเงินหนึ่งกรัม แล้วนำมาคูณด้วย (595) ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือพิกัด (นิศอบ)

ข้อพึงทราบ: หากประสงค์จะจ่ายซะกาตทรัพย์สินของตน ให้นำทรัพย์สินที่ถึงพิกัด (นิศอบ) หารด้วย 40 แล้วผลลัพธ์ที่ได้คือจำนวนที่ต้องจ่าย

สี่: ซะกาตจากสินค้าเพื่อการค้า

คือสิ่งที่มีไว้เพื่อการค้าขายและหากำไร สินทรัพย์ในการค้าขายครอบคลุมทรัพย์สินทุกประเภทที่ไม่ใช่เงินตรา เช่น รถยนต์ เสื้อผ้า ผ้า เหล็ก ไม้ และอื่นๆ ที่มีไว้เพื่อการค้าขาย

เงื่อนไขที่ต้องจ่ายซะกาตของสินทรัพย์เพื่อการค้า:

1- การเป็นเจ้าของทรัพย์สินด้วยการกระทำของตนเอง เช่น การซื้อขาย การให้เช่า และวิธีการได้มาซึ่งทรัพย์สินอื่นๆ (ที่ถูกต้องตามหลักชะรีอะฮ์)

2- ทรัพย์สินนั้นจะต้องอยู่ในครอบครองด้วยเจตนาเพื่อการค้าขายและหวังผลกำไร เพราะว่าการงานทั้งหลายย่อมขึ้นอยู่กับเจตนา และการค้าก็คือการงาน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีเจตนาควบคู่ไปกับมันเช่นเดียวกับการงานอื่นๆ

3- มูลค่าของทรัพย์สินนั้นจะต้องถึงเกณฑ์นิศอบของหนึ่งในสองสกุลเงิน (ทองคำหรือเงิน)

4- ทรัพย์สินนั้นจะต้องอยู่ในครอบครองครบหนึ่งปี (การผ่านพ้นไปของหนึ่งปีจันทรคติ (ปฏิทินฮิจเราะฮ์) นับตั้งแต่ทรัพย์สินนั้นมีมูลค่าถึงเกณฑ์นิศอบ)

วิธีการจ่ายซะกาตของสินทรัพย์เพื่อการค้า:

สินทรัพย์ (สินค้า) เพื่อการค้าจะถูกประเมินมูลค่าเมื่อครบปีด้วยทองคำหรือเงิน ดังนั้น เมื่อสินค้าถูกประเมินมูลค่าแล้วและมีมูลค่าถึงเกณฑ์นิศอบด้วยทองคำหรือเงิน ก็ให้จ่ายซะกาตในอัตรา 'หนึ่งในสี่ของหนึ่งในสิบ' (2.5%) ของมูลค่าสินค้านั้น

ห้า: ซะกาตตุลฟิฏรฺ:

กล่าวคือ เป็นเศาะดะเกาะฮฺที่วาญิบต้องจ่ายเมื่อสิ้นสุดเดือนรอมฎอน ถูกบัญญัติในปีที่สองฮิจญ์เราะฮฺศักราช

ข้อชี้ขาด (หุกุม) ทางบทบัญญัติ:

ซะกาตตุลฟิฏริเป็นซะกาตที่วาญิบสำหรับมุสลิมทุกคนที่มีอาหารเกินกว่าที่พอเพียงสำหรับตนเองและผู้ที่อยู่ในความอุปการะของเขาในวันอีดิลฟิฏรฺและคืนของวันนั้น และวาญิบสำหรับมุสลิมทุกคน ทั้งชายหรือหญิง เด็กหรือผู้ใหญ่ เป็นอิสระหรือทาส ดังหะดีษ ที่ว่า:

«فَرَضَ رَسُولُ اللَّهِ ﷺ زَكَاةَ الْفِطْرِ عَلَى الْعَبْدِ وَالْحُرِّ، وَالذَّكَرِ وَالْأُنثَى، وَالصَّغِيرِ وَالْكَبِيرِ، مِنَ الْمُسْلِمِينَ».

"ท่านรอซูลได้กำหนดให้ซะกาตฟิฏริเป็นวาญิบเหนือผู้ที่เป็นทาสและเป็นไท ชายและหญิง เด็กและผู้ใหญ่ ที่เป็นมุสลิม"45. คำว่า "ฟัรฎู" มีความหมายว่าการบังคับให้ต้องปฏิบัติ การทำให้เป็นสิ่งจำเป็น

วิทยปัญญา (หิกมะฮ์) แห่งการบัญญัติเรื่องนี้:

ท่านอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า:

«فَرَضَ رَسُولُ اللَّهِ ﷺ زَكَاةَ الْفِطْرِ؛ طُهْرَةً لِلصَّائِمِ مِنَ اللَّغْوِ وَالرَّفَثِ، وَطُعْمَةً لِلْمَسَاكِينِ».

"ท่านนบีได้กำหนดให้ซะกาตฟิฏริเป็นฟัรฎู เพื่อทำให้ผู้ที่ถือศีลอดบริสุทธิ์จากสิ่งไร้สาระและจากการพูดจาหยาบคาย และเพื่อเป็นอาหารแก่คนยากจน"46.

เวลาที่วาญิบและที่ต้องจ่ายมัน:

ซะกาตตุลฟิฏริจำเป็นต้องจ่ายเมื่อดวงอาทิตย์ตกดินของคืนวันอีดิลฟิฏรฺ ส่งเสริมให้ออกซะกาตฟิฏริในวันอีดก่อนไปละหมาดอีด ไม่อนุญาตให้ชะลอการออกซะกาตฟิฏริไปหลังการละหมาดอีด หากเขาชะลอการจ่ายซะกาตฟิฏริจนเลยละหมาดอีดไป เขาจำเป็นต้องจ่ายมันเป็นการชดใช้ และเขาเป็นผู้ทำบาปจากการที่ชะลอมันจนเลยเวลาที่กำหนด

อนุญาตให้ทำหนึ่งหรือสองวันก่อนวันอีดได้

ปริมาณและชนิดอาหารที่ต้องจ่ายเป็นซะกาตุลฟิฏรฺ:

หนึ่งศออ์จากอาหารหลักของผู้คนในเมืองนั้นๆ เช่น ข้าว อินทผลัม ข้าวสาลี หรืออื่นๆที่ใกล้เคียงกัน ปริมาณของหนึ่งศออ์เท่ากับ 3 กิโลกรัมโดยประมาณ ไม่เป็นที่อนุญาตให้ออกเป็นมูลค่าโดยการจ่ายเงินแทน เพราะมันขัดกับคำสั่งของท่านนบี

การจ่ายซะกาตและผู้มีสิทธิรับซะกาต:

เวลาจ่ายซะกาต:

จำเป็นต้องจ่ายซะกาตโดยเร็วเมื่อถึงเวลาที่กำหนดให้ต้องจ่าย ไม่อนุญาตให้ชะลอในการจ่ายซะกาต ยกเว้นในกรณีที่มีเหตุจำเป็น เช่น การมีทรัพย์สินอยู่ในดินแดนที่ห่างไกลจากเขา และไม่มีผู้ใดที่เขาจะมอบหมายให้ดำเนินการแทนได้

สถานที่สำหรับการจ่ายซะกาต

สถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการจ่ายซะกาตคือสถานที่ที่ทรัพย์สินนั้นอยู่ และอนุญาตให้ส่งซะกาตออกจากพื้นที่ที่ทรัพย์สินนั้นอยู่ไปยังพื้นที่อื่นในกรณีต่อไปนี้:

1- หากในท้องถิ่นไม่มีผู้ขัดสนที่จะรับซะกาต

2- เมื่อมีญาติผู้ขัดสนอยู่ในบ้านเมืองอื่น

3- หากมีผลประโยชน์ตามบทบัญญัติที่เรียกร้องให้มีการจ่ายซะกาตออกนอกพื้นที่ ก็เป็นที่อนุญาต เช่น การจ่ายไปยังพื้นที่ของบรรดามุสลิมที่ประสบภัยจากความอดอยากและอุทกภัย

ซะกาตเป็นสิ่งจำเป็น (วาญิบ) สำหรับทรัพย์สินของเด็กและคนบ้า ด้วยหลักฐานที่ครอบคลุม และผู้ปกครองทรัพย์สินของทั้งสองมีหน้าที่ต้องจ่ายซะกาตแทนพวกเขา และไม่อนุญาตจ่ายซะกาต ยกเว้นด้วยการตั้งเจตนา ดังที่ท่านนบีได้กล่าวว่า:

«إِنَّمَا الْأَعْمَالُ بِالنِّيَّاتِ».

"การงานทั้งหลายขึ้นอยู่กับการตั้งเจตนา"47.

ผู้มีสิทธิรับซะกาต:

ผู้มีสิทธิรับซะกาตมี 8 จำพวก:

หนึ่ง: บรรดาผู้ที่ยากจน (ฟะกีรฺ):

พวกเขาคือบรรดาผู้ที่ไม่สามารถจัดหาความจำเป็นขั้นพื้นฐานของตนในด้านที่อยู่อาศัย อาหาร และเครื่องนุ่งห่มได้ และจำนวนที่ให้แก่พวกเขาจากซะกาตนั้น คือจำนวนที่พอเพียงสำหรับพวกเขาและผู้ที่อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของพวกเขาเป็นเวลาหนึ่งปี

สอง : บรรดาผู้ที่ขัดสน (มิสกีน)

พวกเขาคือบรรดาผู้ที่มีรายได้มากกว่าความจำเป็น แต่ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ เช่น ผู้ที่มีเงินเดือน แต่ไม่เพียงพอสำหรับหนึ่งปี

จำนวนที่พึงมอบให้แก่ผู้มีสิทธิ์ได้รับจากซะกาต : ให้เพียงพออย่างครบถ้วนต่อความต้องการดำรงชีพของพวกเขาและของผู้ที่อยู่ในความอุปการะของพวกเขา ตลอดหนึ่งปี

หมวดที่ 3: เจ้าหน้าที่ผู้จัดเก็บ:

พวกเขาคือบรรดาผู้ที่ผู้ปกครองได้มอบหมายให้ทำหน้าที่จัดเก็บซะกาต หรือรับผิดชอบในการเก็บรักษาซะกาต หรือส่งมอบซะกาตให้แก่ผู้ขัดสน

จำนวนที่พึงให้แก่พวกเขาจากซะกาต: เท่ากับค่าจ้างตามงานที่พวกเขาปฏิบัติ ตราบเท่าที่พวกเขาไม่มีค่าจ้างหรือเงินเดือนจากรัฐ

สี่: บรรดาผู้ที่หัวใจถูกทำให้โน้มเอียง:

พวกเขาคือบรรดาผู้ที่คาดหวังว่า ด้วยการให้แก่เขา เขาจะรับอิสลาม หรือการศรัทธาของเขาจะมั่นคง หรือยับยั้งความชั่วร้ายของเขามิให้เกิดแก่ชาวมุสลิม

ปริมาณที่ให้แก่พวกเขาจากซะกาต: เท่าที่จะบรรลุการผูกใจพวกเขาให้โน้มเข้าหาอิสลาม

ห้า: การไถ่ทาส

หมายถึง: การไถ่ทาส และการไถ่ทาสที่ทำสัญญากับนายว่าจะไถ่ตัวให้เป็นอิสระ

มุกาตับ คือทาสที่ทำสัญญากับนายว่าจะไถ่ตัวให้เป็นอิสระ คือทาสที่ซื้ออิสรภาพของตนเองจากเจ้านายของเขา และรวมถึงการไถ่ตัวเชลยมุสลิมในสงคราม

หก: ผู้มีหนี้สินมี 2 ประเภท:

ประเภทที่หนึ่ง: ผู้ที่มีหนี้สินเพราะความจำเป็นของตนเอง และไม่มีทรัพย์ที่จะนำมาชำระหนี้ของตน และให้แก่เขาในจำนวนที่เพียงพอสำหรับชำระหนี้ของเขา

ประเภทที่สอง: ผู้ที่มีหนี้สินเนื่องจากการที่เขาได้สร้างความปรองดองระหว่างผู้คน และให้แก่เขาเท่าที่เพียงพอต่อการชำระหนี้ของเขา แม้ว่าเขาจะเป็นผู้มั่งมีอยู่ก็ตาม

เจ็ด: ในหนทางของอัลลอฮ์

และพวกเขาคือบรรดาผู้ที่ต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮฺ

จำนวนที่มอบให้จากซะกาต: เท่าที่พอเพียงสำหรับการญิฮาดในหนทางของอัลลอฮ์ ทั้งพาหนะ อาวุธ อาหาร และสิ่งอื่น

แปด: คนเดินทาง:

คือผู้เดินทางที่ปัจจัยของเขาหมดสิ้นไป หรือทรัพย์ของเขาถูกขโมยไป จนไม่เหลือปัจจัยที่จะพาเขากลับสู่ภูมิลำเนาของเขา

จำนวนที่พึงให้แก่พวกเขาจากซะกาต: เท่าที่เพียงพอให้เขาเดินทางกลับถึงบ้านเมืองของตน แม้ว่าเขาจะเป็นผู้มั่งมีในบ้านเมืองของตนก็ตาม

หัวข้อที่สี่: การถือศีลอด

การถือศีลอดคือ:

การแสดงความจงรักภักดีต่ออัลลอฮ์ผู้ทรงสูงส่ง ด้วยการงดเว้นจากสิ่งที่ทำให้การถือศีลอดเสีย ตั้งแต่แสงอรุณขึ้นจนกระทั่งดวงอาทิตย์ตก

และมันคือหนึ่งในบรรดารุกุนของศาสนาอิสลาม และเป็นฟัรฎูหนึ่ง (ข้อสั่งใช้) จากบรรดาข้อสั่งใช้ของอัลลอฮฺ ซุบหานะฮุ วะตะอาลา เป็นที่ทราบกันโดยข้อจำเป็นในศาสนาอิสลาม และหลักฐานที่แสดงถึงความเป็นฟัรฎูของมัน คืออัลกุรอาน หะดีษ และมติเอกฉันท์ของบรรดามุสลิม

อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿‌شَهۡرُ رَمَضَانَ ٱلَّذِيٓ أُنزِلَ فِيهِ ٱلۡقُرۡءَانُ هُدٗى لِّلنَّاسِ وَبَيِّنَٰتٖ مِّنَ ٱلۡهُدَىٰ وَٱلۡفُرۡقَانِۚ فَمَن شَهِدَ مِنكُمُ ٱلشَّهۡرَ فَلۡيَصُمۡهُ...﴾

"เดือนรอมฏอนนั้น เป็นเดือนที่อัล-กุรอาน ได้ถูกประทานลงมาในฐานะเป็นข้อแนะนำสำหรับมนุษย์ และเป็นหลักฐานอันชัดเจนเกี่ยวกับข้อแนะนำนั้นและเกี่ยวกับสิ่งที่จำแนกระหว่างความจริงกับความเท็จ ดังนั้นผู้ใดในหมู่พวกเจ้าเข้าอยู่ในเดือนนั้นแล้ว ก็จงถือศีลอดในเดือนนั้น..." (อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 185)

เงื่อนไขที่วาญิบต้องถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน:

1. เป็นมุสลิมเท่านั้น จึงใช้ไม่ได้จากคนต่างศาสนิก

2. บรรลุศาสนภาวะตามศาสนบัญญัติ ดังนั้นจึงไม่เป็นข้อบังคับสำหรับเด็ก การถือศีลอดของเด็กที่ยังไม่บรรลุศาสนภาวะแต่รู้เดียงสานั้นถือว่าใช้ได้ และการถือศีลอดของเด็กนั้นเป็นซุนนะฮ์

3- มีสติสัมปชัญญะ ดังนั้นการถือศีลอดไม่เป็นวาญิบสำหรับคนวิกลจริต และการถือศีลอดของเขาก็ใช้ไม่ได้ เนื่องจากไม่มีเจตนา (เนียต)

4- ความสามารถ ดังนั้น ไม่วาญิบสำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีสามารถ  และไม่วาญิบสำหรับผู้เดินทาง, และทั้งสองจำเป็นต้องชดใช้เมื่อข้อยกเว้นตามหลักศาสนาได้สิ้นสุดลง คือ การเจ็บป่วยและการเดินทาง ส่วนสตรีนั้น เงื่อนไขในความถูกต้องในการถือศีลอดของนาง คือต้องไม่มีรอบเดือนและเลือดนิฟาส

การกำหนดเดือนเราะมะฎอนมีสองวิธี คือ:

1- การเห็นจันทร์เสี้ยวของเดือนเราะมะฎอน ดังที่ท่านนบีได้กล่าวว่า:

«صُومُوا لِرُؤْيَتِهِ، وَأفْطِرُوا لِرُؤْيَتِهِ».

"เมื่อพวกท่านได้เห็นมัน(จันทร์เสี้ยว) พวกท่านก็จงถือศีลอด และเมื่อพวกท่านได้เห็นมัน(จันทร์เสี้ยว) พวกท่านก็จงละถือศีลอด(ออกอีด)"48.

2- การครบสามสิบวันของเดือนชะอฺบาน คือเมื่อไม่เห็นฮิลาล (จันทร์เสี้ยว) ของเดือนรอมฎอน หรือมีเมฆ ฝุ่น หรือสิ่งอื่นทำนองนั้นขวางกั้นการเห็นมัน ทั้งนี้ตามคำกล่าวของท่านนบีว่า:

«فَإِنْ غُمَّ عَلَيْكُمْ؛ فَأَكْمِلُوا عِدَّةَ شَعْبَانَ ثَلَاثِينَ يَوْمًا».

หากมีเมฆปกคลุม (เป็นเหตุให้พวกท่านไม่สามารถมองเห็น) พวกท่านก็จงทำให้เดือนชะอฺบานครบสามสิบวันเต็ม49.

เจตนาในการถือศีลอด

การถือศีลอด เช่นเดียวกับการอิบาดะฮ์อื่น จะไม่ถูกต้อง นอกจากต้องมีการตั้งเจตนา เวลาที่วาญิบต้องตั้งเจตนา (นิยะฮ์) ในการถือศีลอดที่วาญิบ แตกต่างจากการถือศีลอดอื่น และการชี้แจงในเรื่องนี้มีดังต่อไปนี้:

หนึ่ง: การถือศีลอดที่วาญิบ เช่น การถือศีลอดเดือนรอมฎอน หรือการถือศีลอดชดใช้ หรือการถือศีลอดจากการบนบาน ซึ่งจำเป็นต้องตั้งเจตนาในเวลากลางคืนก่อนรุ่งอรุณ ดังที่ท่านนบีได้กล่าวว่า:

«مَن لَمْ يُبَيِّتْ الصِّيَامَ مِنَ اللَّيْلِ فَلَا صِيَامَ لَهُ».

ผู้ใดที่ไม่ได้ตั้งเจตนาถือศีลอดในเวลากลางคืน ก็ไม่มีการถือศีลอดสำหรับเขา50.

สอง: การถือศีลอดซุนนะฮ์ ผู้คนสามารถตั้งเจตนาในเวลากลางวันได้ โดยมีเงื่อนไขว่า เขายังไม่ได้บริโภคสิ่งใดๆ ที่ทำให้เสียศีลอดหลังจากแสงอรุณขึ้น

สิ่งที่ทำให้การถือศีลอดเสีย:

หนึ่ง: การมีเพศสัมพันธ์: เมื่อใดที่มีเพศสัมพันธ์ การถือศีลอดนั้นย่อมเป็นโมฆะ และจำเป็นต้องถือศีลอดชดของวันนั้นที่ได้มีเพศสัมพันธ์ และเขาจะต้องทำการกอฎออ์พร้อมกับทำการกัฟฟาเราะฮ์ คือ การปล่อยทาสหนึ่งคนให้เป็นอิสระ หากไม่สามารถหาได้ ก็ให้ถือศีลอดสองเดือนติดต่อกัน หากไม่สามารถ คือไม่มีกำลังด้วยเหตุอันชอบด้วยบทบัญญัติศาสนา ก็ให้อาหารแก่คนยากจนจำนวนหกสิบคน สำหรับคนยากจนแต่ละคน ครึ่งศออ์จากอาหารหลักที่ผู้คนในประเทศนั้นบริโภค

สอง: มีอสุจิเคลื่อนออก โดยเกิดจากการจูบ การสัมผัส การช่วยตัวเอง หรือการตั้งใจเพ่งมอง จำเป็นต้องชดใช้ศีลอดภายหลังเท่านั้น ไม่ต้องจ่ายกัฟฟาเราะฮฺ เพราะกัฟฟาเราะฮฺใช้เฉพาะกรณีที่มีเพศสัมพันธ์ ส่วนผู้ที่หลับอยู่ หากเกิดการฝันเปียกและมีการหลั่งน้ำอสุจิออกมา ก็ถือว่าไม่มีอะไร เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่เขาเลือกไว้ ดังนั้นจึงให้อาบน้ำชำระร่างกายจากภาวะญูนุบ

สาม- การกินและดื่มโดยเจตนา เนื่องจากอัลลอฮ์ได้ตรัสไว้ว่า:

﴿...وَكُلُواْ وَٱشۡرَبُواْ حَتَّىٰ يَتَبَيَّنَ لَكُمُ ٱلۡخَيۡطُ ٱلۡأَبۡيَضُ مِنَ ٱلۡخَيۡطِ ٱلۡأَسۡوَدِ مِنَ ٱلۡفَجۡرِۖ ثُمَّ أَتِمُّواْ ٱلصِّيَامَ إِلَى ٱلَّيۡلِ...﴾

"และจงกิน และดื่ม จนกระทั่งเส้นขาว จะประจักษ์แก่พวกเจ้าจากเส้นดำ เนื่องจากแสงรุ่งอรุณ แล้วพวกเจ้าจงให้การถือศีลอดครบเต็มจนถึงพลบค่ำ..." [อัลบะกอเราะฮฺ : 187]

ส่วนผู้ที่กินหรือดื่มอย่างลืมตัว ก็ถือว่าไม่มีอะไร ดังหะดีษ ที่ว่า:

«مَن نَسِيَ وَهُوَ صَائِمٌ، فَأَكَلَ أَوْ شَرِبَ، فَلْيُتِمَّ صَوْمَهُ، فَإِنَّمَا أَطْعَمَهُ اللَّهُ وَسَقَاهُ».

"ผู้ใดที่ลืมขณะถือศีลอด แล้วกินหรือดื่ม ก็ให้เขาถือศีลอดต่อไปให้ครบถ้วน เพราะแท้จริงอัลลอฮ์ได้ประทานอาหารและเครื่องดื่มแก่เขา"51.

สี่: การทำให้อาเจียนโดยเจตนา ส่วนผู้ที่เกิดอาเจียนขึ้นโดยไม่สมัครใจและมิใช่ด้วยการเลือกของตน การถือศีลอดของเขาถือว่าใช้ได้ ดังที่ท่านนบีได้กล่าวว่า:

«مَنْ ذَرَعَهُ الْقَيءُ فَلَيْسَ عَلَيْهِ قَضَاءٌ، وَمَن اسْتَقَاءَ عَمْدًا فَلْيَقْضِ».

"ผู้ใดที่อาเจียนโดยไม่ตั้งใจ ก็ไม่จำเป็นต้องชดใช้ (วันถือศีลอด) และผู้ใดที่จงใจทำให้อาเจียน ก็ให้เขาชดใช้ (วันถือศีลอด)"52

ห้า: การเอาเลือดออกจากร่างกาย ไม่ว่าจะด้วยการทำหิญามะฮ์ การฟัศด์ (การเปิดเส้นเลือด) หรือการเจาะเลือดเพื่อบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย ทั้งหมดนี้ล้วนทำให้เสียศีลอด ส่วนการนำเลือดออกเพียงเล็กน้อยเพื่อการตรวจวิเคราะห์นั้น ก็ไม่มีผลกระทบต่อการถือศีลอด และเช่นเดียวกัน การมีเลือดออกโดยไม่ใช่ความตั้งใจ เช่น เลือดกำเดา หรือบาดแผล หรือการถอนฟัน ก็ไม่มีผลต่อการถือศีลอด

บุคคลที่สามารถละศีลอดในเดือนเราะมะฎอน:

กลุ่มที่ 1: บุคคลที่สามารถละศีลอดได้ และวาญิบต้องชดใช้ (กอฎออ์) มีดังต่อไปนี้:

หนึ่ง: ผู้ป่วยที่คาดว่าจะหายจากอาการเจ็บป่วย และการถือศีลอดก่อให้เกิดอันตรายหรือสร้างความยากลำบากแก่เขา

สอง: ผู้เดินทาง ไม่ว่าจะประสบความลำบากในการเดินทางหรือไม่ก็ตาม

หลักฐานของทั้งสองนั้นคือ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿...وَمَن كَانَ مَرِيضًا أَوۡ عَلَىٰ سَفَرٖ فَعِدَّةٞ مِّنۡ أَيَّامٍ أُخَرَ...﴾

"และผู้ใดป่วย หรืออยู่ในการเดินทาง ก็จงถือใช้ในวันอื่นแทน" (อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 185)

สาม: สตรีที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร หากการถือศีลอดสร้างความยากลำบากสำหรับนางทั้งสอง หรือก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวนางทั้งสองหรือบุตรของพวกนาง และนางทั้งสองถือว่าอยู่ในสถานะเดียวกับผู้ป่วย ดังนั้นอนุญาตให้นางทั้งสองละศีลอดได้ แต่วาญิบสำหรับทั้งสองต้องชดเชยการถือศีลอดในเวลาอื่น

สี่: ผู้หญิงที่มีรอบเดือนและนิฟาสจำเป็นต้องละศีลอด การถือศีลอดของทั้งสองไม่เศาะห์ (ใช้ไม่ได้) และทั้งสองต้องถือศีลอดชดเชยในวันอื่น

กลุ่มที่ 2: ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ละศีลอด และจำเป็นต้องจ่ายกัฟฟาเราะฮฺโดยไม่ต้องถือศีลออชด ได้แก่:

หนึ่ง: ผู้ป่วยด้วยโรคที่ไม่คาดว่าจะหาย

สอง: ผู้สูงอายุที่ไม่สามารถถือศีลอดได้

ดังนั้นบุคคลเหล่านี้ละเว้นการถือศีลอด และพวกเขาต้องให้อาหารแก่คนยากจนหนึ่งคนสำหรับทุกวันของเดือนเราะมาฎอน ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะสมองเสื่อมจนหมดสติสัมปชัญญะ (ขาดสติ) แท้จริงเขาเป็นผู้ที่พ้นจากข้อบังคับทางศาสนา ดังนั้น ให้เขางดการถือศีลอดและไม่ต้องจ่ายอะไร

เวลาในการชดใช้และบทบัญญัติว่าด้วยการผัดผ่อนการชดใช้

การถือศีลอดชดรอมฎอนเป็นวาญิบให้กระทำภายในช่วงระหว่างรอมฎอนนั้นกับรอมฎอนถัดไป และที่ดีที่สุดคือ การรีบเร่งสู่การกอฎออ์ (ชด) ไม่อนุญาตเลื่อนการถือศีลอดชดไปจนพ้นรอมาฏอนถัดไป จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า :

«كَانَ يَكُونُ عَلَيَّ الصَّوْمُ مِنْ رَمَضَانَ، فَمَا أَسْتَطِيعُ أَنْ أَقْضِيَ إِلَّا فِي شَعْبَانَ لِمَكَانِ رَسُولِ اللهِ ﷺ».

"ครั้งหนึ่งฉันมีหน้าที่ต้องถือศีลอดชดจากเดือนรอมฎอน แต่ฉันไม่สามารถทำได้นอกจากในเดือนชะอ์บาน เนื่องจากภารกิจในการรับใช้ท่านนบี"บางครั้งฉันมีศีลอด (ที่ต้องชดใช้) ในเดือนรอมฎอน และฉันไม่สามารถชดใช้ได้เลยจนกระทั่งถึงเดือนชะอ์บาน เนื่องจากภารกิจในการรับใช้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ﷺ"53.

ดังนั้น ใครก็ตามที่เลื่อนการถือศีลอดชดจนเลยเดือนเราะมะฏอนถัดไป ก็มีอยู่สองกรณี:

1- เลื่อนออกไปได้ด้วยเหตุผลทางหลักบทบัญญัติที่ถูกต้อง เช่น อาการเจ็บป่วยยังคงต่อเนื่องจนเข้ารอมาฏอนที่ 2 ดังนั้นกรณีนี้ มีเพียงหน้าที่ถือศีลอดชดเท่านั้น

2- หากเลื่อนการถือศีลอดชดโดยไม่มีข้อผ่อนผันตามบทบัญญัติศาสนา ก็ย่อมทำบาปเพราะการประวิงเวลา และจำเป็นต้องเตาบะฮ์กลับใจต่ออัลลอฮ์ ทำการถือศีลอดชด และให้อาหารแก่คนยากจนต่อหนึ่งวันที่ขาดศีลอด

การถือศีลอดสุนนนะฮ์ (ภาคสมัครใจ) สำหรับผู้ที่มีศีลอดที่ต้องชดใช้ (กอฎออ):

ผู้ใดที่มีการถือศีลอดที่ต้องชดใช้ (กอฎออ์) ของเดือนรอมะฎอนแท้จริงสิ่งที่ประเสริฐที่สุดสำหรับเขาคือ การรีบชดใช้ก่อนการถือศีลอดภาคสมัครใจ แต่หากการถือศีลอดซุนนะฮฺประเภทที่มีเวลาจำกัด เช่น การถือศีลอดวันอารอฟะฮฺและวันอาชูรออฺ ก็ให้ถือศีลอดเหล่านั้นก่อนการชดใช้การถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน เนื่องจากการชดใช้มีเวลาที่กว้างขวาง ส่วนวันอาชูรออฺและวันอารอฟะฮฺนั้น หากปล่อยให้พ้นเวลาก็ย่อมพลาดไป แต่อย่าถือศีลอดหกวันในเดือนเชาวาล เว้นเสียแต่หลังจากการชดใช้การถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอนแล้ว

การถือศีลอดที่ต้องห้าม:

1- ถือศีลอดในวันอีดิลฟิตริ และวันอีดิลอัฎฮา เนื่องจากมีข้อห้าม

2- การถือศีลอดในวันตัชรีกของเดือนซุลฮิจญะฮฺ ยกเว้นสำหรับผู้ที่ประกอบพิธีหัจญ์แบบตะมัตตุอฺและกิรอนในหัจญ์ หากเขาไม่มีความสามารถที่จะเชือดสัตว์พลี วันตัชรีกคือ: วันที่สิบเอ็ด วันที่สิบสอง และวันที่สิบสาม ของเดือนซุลหิจญะฮฺ

3- วันสงสัยด้วยเหตุแห่งความสงสัย ซึ่งก็คือวันที่ 30 ของเดือนชะอฺบาน หากคืนนั้นเป็นคืนที่มีเมฆหรือฝุ่นที่ขัดขวางการเห็นฮิลาล (จันทร์เสี้ยว).

การถือศีลอดที่มักรูฮฺ (น่ารังเกียจ):

1- การเจาะจงเดือนเราะญับด้วยการถือศีลอด 2- การถือศีลอดเฉพาะวันศุกร์วันเดียวเป็นเอกเทศ เนื่องจากมีการห้ามในเรื่องดังกล่าว ดังนั้น หากถือศีลอดวันหนึ่งก่อนหน้าหรือหลังจากนั้น ความน่ารังเกียจก็หมดไป

การถือศีลอดที่เป็นซุนนะฮฺ (สิ่งที่ควรถือศีลอด)

1- หกวันในเดือนเชาวาล 2- การถือศีลอดในเก้าวันแรกของเดือนซุลหิจญะฮฺ โดยที่เน้นยิ่งคือวันอะเราะฟะฮฺ (วันที่ 9 ซุลหิจญะฮฺ) เว้นแต่สำหรับผู้ประกอบพิธีหัจญ์ ไม่เป็นซุนนะฮ์สำหรับเขาที่จะถือศีลอด และการถือศีลอดในวันดังกล่าวเป็นการลบล้างบาปสองปี 3- การถือศีลอดสามวันของทุกเดือน และดีที่สุดคือบรรดาวันสีขาว ได้แก่วันที่สิบสาม สิบสี่ และสิบห้าของทุกเดือนตามจันทรคติ 4- การถือศีลอดวันจันทร์และวันพฤหัสบดีของทุกสัปดาห์ เพราะท่านนบีได้ถือศีลอดในวันดังกล่าว เนื่องจากการงานของปวงบ่าวจะถูกนำเสนอในสองวันนั้น

การถือศีลอดภาคสมัครใจ:

1- การถือศีลอดของนบีดาวูด อะลัยฮิสสลาม ซึ่งท่านจะถือศีลอดวันหนึ่งและละศีลอดอีกวันหนึ่ง

2- การถือศีลอดในเดือนของอัลลอฮ์คือเดือนมุหัรร็อม ซึ่งเป็นเดือนที่ดีที่สุดที่ส่งเสริมให้ถือศีลอด และที่เน้นย้ำที่สุดคือการถือศีลอดในวันอาชูรอ ซึ่งเป็นวันที่ 10 ของเดือนมุหัรร็อม และให้ถือศีลอดวันที่ 9 ควบคู่กับมันด้วย ตามคำกล่าวของท่านเราะสูลุลลอฮศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมว่า:

«لَئِنْ بَقِيتُ إِلَى قَابِلٍ لَأَصُومَنَّ التَّاسِعَ».

หากฉันยังมีชีวิตอยู่จนถึงปีหน้า แน่นอนฉันจะถือศีลอดในวันที่เก้า54. และจะลบล้างบาปของหนึ่งปีก่อนหน้านั้น

หัวข้อที่ห้า: การประกอบพิธีฮัจญ์และอุมเราะฮ์

ในทางภาษา คำว่า หัจญ์ หมายถึง การมุ่งหมาย ตามหลักวิชาการ คือ การมุ่งสู่มัสยิดอัลหะรอมและบรรดาสถานที่ประกอบพิธี ในเวลาที่ถูกกำหนด เพื่อประกอบพิธีกรรมเฉพาะ

และ "อุมเราะฮฺ" ตามหลักภาษา คือ การเยี่ยมเยียน การเยือน

ตามหลักวิชาการ คือ การเยี่ยมเยียนมัสยิดหะรอม ในเวลาใดก็ได้ เพื่อประกอบพิธีกรรมเฉพาะ

การประกอบพิธีหัจญ์นั้น เป็นหนึ่งในหลักการอิสลาม และเป็นหนึ่งในองค์ประกอบหรือโครงสร้างหลักอันยิ่งใหญ่ของอิสลาม และได้ถูกบัญญัติในปีที่เก้าฮิจญ์เราะฮฺศักราช ท่านนบีได้ประกอบพิธีหัจญ์เพียงครั้งเดียว และนั่นคือหัจญ์อำลา

การประกอบพิธีหัจญ์เป็นข้อบังคับให้ปฏิบัติครั้งหนึ่งในชีวิตสำหรับผู้ที่มีความสามารถ และสิ่งที่ทำมากกว่านั้น ก็ถือว่าเป็นการสมัครใจ ส่วนการประกอบพิธีอุมเราะฮฺนั้น ถือเป็นวาญิบ ตามทรรศนะของบรรดานักวิชาการศาสนาจำนวนมาก ด้วยหลักฐานจากคำกล่าวของท่านนบีเมื่อมีผู้ถามว่า: “สำหรับผู้หญิงมีการญิหาดที่จำเป็นหรือไม่?” ท่านตอบว่า:

«نَعَمْ، عَلَيْهِنَّ جِهَادٌ لَا قِتَالَ فِيهِ: الْحَجُّ وَالْعُمْرَةُ».

ใช่ สำหรับพวกนางนั้นมีการญิฮาด (การต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์) ที่ไม่มีการสู้รบอยู่ในนั้น คือ ฮัจญ์และอุมเราะฮ์"55.

เงื่อนไขที่จำเป็นในการประกอบพิธีหัจญ์และอุมเราะฮฺ

1- อิสลาม

2. มีสติสัมปชัญญะ

3- บรรลุศาสนภาวะ

4. ความเป็นไท(อิสระ)

5- มีความสามารถ

สำหรับผู้หญิงนั้นต้องมีข้อที่หกเพิ่มมา คือนางต้องมีมะห์รอม(บรรดาญาติที่แต่งงานกันมิได้)ร่วมเดินทางกับนางด้วยเพื่อประกอบพิธีหัจญ์ เพราะไม่อนุญาตให้นางเดินทางโดยไม่มีมะห์รอม ไม่ว่าจะไปประกอบพิธีฮัจญ์หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นใดก็ตาม ดังที่ท่านนบีได้กล่าวว่า:

«لَا تُسَافِرُ الْمَرْأَةُ إِلَّا مَعَ ذِي مَحْرَمٍ، وَلَا يَدْخُلُ عَلَيْهَا رَجُلٌ إِلَّا وَمَعَهَا مَحْرَمٌ».

"ผู้หญิงอย่าได้เดินทาง เว้นแต่จะมีมะห์ร็อมร่วมไปกับนางด้วย และอย่าให้ชายคนใดเข้าไปหานาง เว้นแต่จะมีมะห์ร็อมอยู่กับนาง"56.

มะห์ร็อมของผู้หญิง คือ สามีของเธอ หรือผู้ที่ห้ามแต่งงานกับเธออย่างถาวร ทางสายเลือด เช่น พี่ชายหรือน้องชายของนาง บิดาของนาง ลุงของนาง หลานชายของพี่ชายน้องชายของนาง และน้าชายของนาง หรือด้วยเหตุอันอนุญาต เช่น พี่ชายร่วมดื่มนม หรือด้วยการเกี่ยวดอง เช่น สามีของมารดาของนาง และลูกชายของสามีของนาง

มีความสามารถ คือ ความสามารถทางทรัพย์สินและทางร่างกาย กล่าวคือ สามารถขึ้นพาหนะและแบกรับการเดินทางได้ และมีทรัพย์สินเป็นค่าใช้จ่ายที่เพียงพอสำหรับการไปและกลับ และยังมีค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูที่เพียงพอสำหรับบรรดาบุตรของเขาและผู้ที่เขามีหน้าที่ต้องออกค่าใช้จ่ายเลี้ยงดู จนกว่าเขาจะกลับไปหาพวกเขา

และเส้นทางไปประกอบพิธีหัจญ์ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของเขา

และผู้ใดที่มีความสามารถทางการเงินแต่ไม่มีความสามารถทางร่างกาย เช่น เป็นผู้สูงอายุชราภาพมาก หรือป่วยด้วยโรคเรื้อรังที่ไม่คาดว่าจะหาย เขาจำเป็นต้องมอบหมายให้ผู้อื่นประกอบพิธีหัจญ์และอุมเราะฮฺแทนเขา

เงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับผู้ที่สามารถประกอบพิธีหัจญ์และอุมเราะฮฺแทนผู้อื่นได้ มีสองประการ:

1- เป็นผู้ที่สามารถประกอบพิธีหัจญ์อันเป็นบัญญัติบังคับได้อย่างถูกต้อง คือมุสลิมที่บรรลุนิติภาวะและมีสติสัมปชัญญะ

2- ได้ประกอบพิธีฮัจญ์สำหรับตนเองแล้ว คือฮัจญ์อิสลาม

เวลาและสถานที่ (มีกอต) สำหรับการอิห์รอม

มีกอต (เขตกำหนด): เป็นรูปพหูพจน์ของคำว่ามีกอตในทางภาษา หมายถึง: ขอบเขต ส่วนตามบทบัญญัติศาสนา หมายถึง: สถานที่ประกอบอิบาดะฮ์หรือช่วงเวลาของการอิบาดะฮ์นั้น

สำหรับการประกอบพิธีหัจญ์ มีมีกอตเชิงเวลาและเชิงสถานที่:

1- มีกอตที่เกี่ยวกับเวลา: อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า:

﴿ٱلۡحَجُّ أَشۡهُرٞ مَّعۡلُومَٰتٞۚ فَمَن فَرَضَ فِيهِنَّ ٱلۡحَجَّ...﴾

"(เวลา) การทำฮัจญ์นั้นมีหลายเดือนอัน เป็นที่ทราบกันอยู่แล้ว ดังนั้นผู้ใดที่ได้ให้การทำฮัจญ์จำเป็นแก่เขาในเดือนเหล่านั้น..." (อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 197)

และบรรดาเดือนเหล่านี้ คือ: เดือนเชาวาล เดือนซุลเกาะอฺดะฮฺ และสิบวันแรกของเดือนซุลหิจญะฮฺ

2- มีกอตเกี่ยวกับสถานที่: คือเขตแดนที่ผู้ประกอบพิธีฮัจญ์ไม่สามารถผ่านเข้าไปในนครมักกะฮ์ได้ หากยังไม่ได้เข้าสู่สถานะการครองอิหรอมม ซึ่งเขตเหล่านั้นมีดังต่อไปนี้:

1- ซุลหุลัยฟะฮฺ เป็นมีกอต (สถานที่ครองอิหฺรอม) ของชาวมะดีนะฮฺ

2- อัลญุห์ฟะฮฺ: เป็นมีกอต (สถานที่ครองอิหฺรอม) ของชาวชาม ชาวอียิปต์ และชาวมัฆริบ(กลุ่มประเทศฝั่งโมร็อคโค)

3- ก็อรนุลมะนาซิล: ปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ อัซซัยลฺ เป็นมีกอตของชาวนัจญ์

4- ซาตุ อิรกฺ: เป็นมีกอต (สถานที่ครองอิหฺรอม) ของชาวอิรัก

5- ยะลัมลัม เป็นมีกอต (สถานที่ครองอิหฺรอม) ของชาวเยเมน

และผู้ใดก็ตามที่สถานที่พำนักของเขาอยู่ใกล้กับมักกะฮ์มากกว่ามีกอตเหล่านี้ แท้จริงเขาก็ตั้งเจตนาเข้าสู่การครองอิห์รอมจากสถานที่พำนักของเขาเพื่อการประกอบพิธีฮัจญ์และอุมเราะฮ์ สำหรับชาวมักกะฮ์ ก็ให้พวกเขาครองอิห์รอมจากมักกะฮ์ และไม่จำเป็นต้องออกไปยังมีกอตเพื่อการครองอิห์รอม ส่วนการทำอุมเราะฮ์: ให้พวกเขาออกไปยังอัลหิลที่ใกล้ที่สุด (นอกเขตหะรอม) และทำการครองอิห์รอมจากที่นั่น และผู้ใดก็ตามที่มีความประสงค์จะประกอบพิธีฮัจญ์หรืออุมเราะฮ์ ก็จำเป็นต้องครองอิห์รอมสำหรับการประกอบพิธีทั้งสองนั้น จากสถานที่ที่ท่านนบีกำหนดไว้ ซึ่งก็คือมีกอตที่ได้อธิบายมาก่อนแล้ว ดังนั้น ไม่อนุญาตให้ผู้ใดที่ต้องการประกอบพิธีฮัจญ์หรืออุมเราะฮ์ ผ่านมีกอตเหล่านั้นไปโดยไม่ทำการครองอิห์รอม

- ผู้ใดก็ตามที่ผ่านมาทางมีกอตที่ได้กล่าวถึง ซึ่งมิใช่ชาวเมืองนั้น ก็ให้ครองอิห์รอมจากที่นั่น

- ผู้ใดก็ตามที่เส้นทางไปยังมักกะฮ์ของเขาไม่ผ่านมีกอตใด ที่ได้กล่าวถึง ไม่ว่าจะทางบก ทางทะเล หรือทางอากาศ ก็ให้ครองอิห์รอมเมื่อเขาผ่าน จุดที่คู่ขนานกับมีกอตที่ใกล้ที่สุด ตามคำกล่าวของอุมัร อิบนุลค็อฏฏ็อบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ: "จงมองดูสิ่งที่อยู่ตรงกับมันตามทางของพวกเจ้า"57.

- ผู้ใดที่เดินทางเพื่อประกอบพิธีฮัจญ์หรืออุมเราะห์โดยเครื่องบิน ผู้นั้นจำเป็นต้องเข้าสู่การอิห์รอมเมื่อเครื่องบินผ่านตรงกับเขตมีกอตที่อยู่บนเส้นทางการบิน ไม่อนุญาตให้เขาเลื่อนการเข้าสู่การอิห์รอมไปจนถึงตอนที่เครื่องบินลงจอดที่สนามบิน

อิห์รอม:

คือการตั้งเจตนาเพื่อเข้าสู่การประกอบพิธีอุมเราะฮ์หรือฮัจญ์ ดังนั้น การอิหรอมเพื่อทำหัจญ์นั้น คือ: การตั้งเจตนา (เนียะฮ์) เข้าสู่พิธีหัจญ์ และในการอิหรอมเพื่อทำอุมเราะฮ์นั้น คือ การตั้งเจตนาเพื่อเข้าสู่การประกอบพิธีอุมเราะฮ์ และไม่ถือว่าเป็นผู้ทำการอิห์รอม นอกจากเมื่อได้ตั้งเจตนา (เนียะฮ์) เพื่อเข้าสู่พิธีกรรม (ฮัจญ์หรืออุมเราะฮ์) แล้วเท่านั้น ส่วนการเพียงแค่สวมใส่ชุดอิห์รอมโดยไม่มีการตั้งเจตนา (เนียะฮ์) นั้น ย่อมไม่ถือว่าเป็นการอิห์รอม

สิ่งที่เป็นมุสตะฮับ(ควรปฏิบัติ)ในการอิห์รอม:

1- อาบน้ำก่อนทำการอิห์รอมเพื่อการทำหัจญ์หรืออุมเราะฮฺให้ทั่วทั้งร่างกาย

2- ผู้ชายฉีดน้ำหอมบนร่างกาย แต่ไม่ใช่บนชุดอิห์รอม

3- สวมชุดอิห์รอมซึ่งเป็นผ้าผืนบนและผืนล่างสีขาว และรองเท้าแตะหนึ่งคู่

4- ให้ทำการอิห์รอมขณะโดยสารพาหนะ โดยหันหน้าไปทางกิบละฮ์

ประเภทของการประกอบพิธีฮัจญ์:

มุห์ริม (ผู้ทำการอิห์รอม) มีสิทธิ์เลือกตามที่ประสงค์จากการประกอบฮัจญ์ทั้งสามแบบ ได้แก่:

1- ตะมัตตุอฺ คือ การอิห์รอมเพื่ออุมเราะฮฺในเดือนแห่งการทำหัจญ์ ทำให้อุมเราะฮฺเสร็จสิ้นและออกจากอิห์รอม แล้วจึงเข้าสู่การอิห์รอมเพื่อหัจญ์ในปีเดียวกันนั้น

2- อัล-อิฟรอด: คือ ทำการอิห์รอมเพื่อประกอบพิธีฮัจญ์โดยอย่างเดียวจากมีกอต และคงอยู่ในอิห์รอมของเขาจนกว่าจะปฏิบัติพิธีกรรมต่างๆ ของการทำฮัจญ์

3. อัล-กิรอน: คือ การอิหฺรอมสำหรับหัจญ์และอุมเราะฮฺพร้อมกัน หรือครองอิหฺรอมด้วยอุมเราะฮฺก่อน แล้วจึงผนวกหัจญ์เข้ากับมันก่อนเริ่มเฏาะวาฟของอุมเราะฮฺ โดยตั้งเจตนาอุมเราะฮฺและหัจญ์จากมีคอต หรือก่อนเริ่มเฏาะวาฟของอุมเราะฮฺ และทำการเฏาะวาฟและสะแอสำหรับทั้งสอง

ผู้ที่ประกอบพิธีหัจญ์แบบตะมัตตุอฺและกิรอน (ยกเว้นชาวมักกะฮฺ) ต้องจ่ายค่าไถ่

และที่ดีที่สุดในบรรดาฮัจญ์ทั้งสามประเภทนี้คือ อัตตะมัตตุอ์ เพราะท่านนบีได้สั่งให้บรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านปฏิบัติตามนั้น58 รองลงมาคือ กิรอน เพราะเป็นทั้งหัจญ์และอุมเราะฮฺ แล้วจึงเป็น อิฟรอด

) เมื่อเขาครองอิห์รอมด้วยหนึ่งในรูปแบบการประกอบพิธีเหล่านี้ ก็ให้กล่าวตัลบียะฮ์ทันทีภายหลังการอิห์รอม โดยกล่าวว่า:

«لَبَّيْكَ اللَّهُمَّ لَبَّيْكَ، لَبَّيْكَ لَا شَرِيكَ لَكَ لَبَّيْكَ، إِنَّ الْحَمْدَ وَالنِّعْمَةَ لَكَ وَالْمُلْكَ لَا شَرِيكَ لَكَ».

"โอ้อัลลอฮฺฉันตอบสนองคำเรียกร้องของพระองค์ฉันตอบสนองพระองค์ ฉันตอบสนองพระองค์ ไม่มีสิ่งใดมาเป็นภาคีกับพระองค์ แท้จริงการสรรเสริญทั้งหลายความโปรดปรานและอำนาจเป็นสิทธิของพระองค์ ไม่มีสิ่งใดมาเป็นภาคีกับพระองค์"59.

สิ่งดังกล่าวเป็นซุนนะฮ์ และเป็นที่ส่งเสริมให้กระทำให้มาก โดยผู้ชายให้กล่าวออกเสียงดัง ส่วนสตรีให้กล่าวเฉพาะตัวได้ยิน

เวลา: ให้เริ่มกล่าวหลังจากเข้าสู่การอิหฺรอม และเวลาสิ้นสุดมีดังต่อไปนี้:

หนึ่ง: ผู้ประกอบพิธีอุมเราะฮ์ให้ยุติการกล่าวตัลบิยะฮ์ก่อนเริ่มเฏาะวาฟ

สอง: ผู้ประกอบพิธีหัจญ์ให้ยุติการตัลบียะฮ์เมื่อเริ่มขว้างเสาหินญัมเราะตุลอะเกาะบะฮ์ในวันอีด

สิ่งต้องห้ามของการครองอิห์รอม:

หนึ่ง: การโกน ตัด หรือถอนไม่ว่าจะเป็นผมหรือขนจากส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย

สอง: ห้ามตัดหรือเล็มเล็บจากเท้าหรือมือโดยไม่มีข้อจำเป็น หากเล็บหักแล้วเอาออก ก็ไม่ต้องชำระฟิดยะฮฺ

สาม: การคลุมศีรษะของผู้ชายด้วยการติดกับศีรษะโดยตรง เช่น หมวก และผ้าคลุมหัว

สี่: การที่ผู้ชายสวมเสื้อผ้าที่ตัดเย็บดีทั้งร่างกาย หรือบางส่วนของร่างกาย เช่น เสื้อ ผ้าโพกศีรษะ หรือกางเกง สิ่งที่เย็บ: หมายถึง สิ่งที่ตัดเย็บขึ้นให้พอดีกับอวัยวะ เช่น รองเท้าคุฟ ถุงมือ และถุงเท้า สำหรับผู้หญิงนั้น อนุญาตให้นางสวมใส่เสื้อผ้าตามต้องการขณะอิห์รอม เนื่องจากนางจำเป็นต้องปกปิด เว้นแต่ว่าไม่อนุญาตให้นางสวมบุรกุอ์ และให้นางปกปิดใบหน้าของนางด้วยผ้าคลุมหัวหรือญิลบาบ มิใช่ด้วยบุรกุอ์ เมื่อมีชายแปลกหน้าเดินผ่านมา และไม่สวมถุงมือที่มือทั้งสองของเธอ

ห้า : เครื่องหอม (น้ำหอม); เนื่องจากผู้ครองเอี๊ยะหฺรอมพึงต้องหลีกห่างจากความฟุ้งเฟ้อและความสวยงามของดุนยาและความเพลิดเพลินของมัน และหันหน้าไปสู่โลกหน้า

หก: การฆ่าและการล่าสัตว์ป่า ดังนั้นผู้ที่ครองอิหฺรอมไม่อนุญาตล่าสัตว์ป่า ไม่ช่วยในการล่ามัน และไม่เชือดมัน

ห้ามผู้ครองอิห์รอมรับประทานจากสิ่งที่เขาล่าเอง หรือสิ่งที่ถูกล่าเพื่อเขา หรือสิ่งที่เขามีส่วนช่วยในการล่ามัน เพราะสำหรับเขาแล้วสิ่งนั้นเสมือนซากสัตว์ที่ตายเองโดยไม่เชือด

ส่วนการล่าสัตว์ทะเลนั้น ไม่เป็นที่ห้ามแก่ผู้ที่ครองอิหฺรอมในการล่ามัน และไม่เป็นที่ห้ามแก่เขาในการเชือดสัตว์บ้าน เช่น ไก่ และสัตว์เลี้ยงเช่น อูฐ วัว แกะ เพราะมันไม่ถือว่าเป็นการล่าสัตว์

7: จัดการแต่งงาน ไม่ว่าจะจัดให้แก่ตัวเองหรือให้ผู้อื่น หรือเป็นพยานในการแต่งงาน

แปด:การมีเพศสัมพันธ์ : ผู้ใดมีเพศสัมพันธ์ก่อนการตะฮัลลุลครั้งแรก หัจญ์ของเขาจะถือเป็นโมฆะ และเขาจะต้องดำเนินต่อและทำพิธีกรรมหัจญ์ของตนให้ครบถ้วน และเขาจะต้องประกอบหัจญ์ใหม่ชดใช้ในปีถัดไป และเขาจะต้องเชือดอูฐหนึ่งตัว แต่หากมีเพศสัมพันธ์หลังจากตะหัลลุลเอาวัล(การปลดอิหฺรอมครั้งแรก) การประกอบพิธีหัจญ์ของเขาไม่เป็นโมฆะ และต้องเชือดสัตว์หนึ่งตัว

และผู้หญิงในเรื่องนั้นเหมือนกับผู้ชายหากนางยินยอมโดยสมัครใจ

สิ่งต้องเก้า: การสัมผัสกันที่ไม่ถึงขั้นร่วมเพศ ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้ผู้ครองอิห์รอมสัมผัสสตรี เพราะเป็นหนทางไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ที่ต้องห้าม และความหมายของคำว่าการสัมผัสในที่นี้คือ การสัมผัสสตรีด้วยความใคร่

การประกอบพิธีอุมเราะฮฺ:

- รุก่น(องค์ประกอบหลัก) ของการประกอบพิธีอุมเราะฮฺ

1- การอิห์รอม.

2. การฏอวาฟ (การเดินเวียนรอบกะบะฮ์)

3- การสะแอ.

- สิ่งที่เป็นวาญิบในการประกอบพิธีอุมเราะฮ์

1- อิห์รอมจากมีกอต (เขตที่ถูกกำหนดไว้) ที่ชอบด้วยบทบัญญัติ

2- การโกนศรีษะหรือตัดผมให้สั้น

: วิธีการทำอุมเราะห์:

สิ่งแรกที่ผู้ประกอบอุมเราะฮฺเริ่มทำคือ การเฏาะวาฟเจ็ดรอบ โดยเริ่มจากหินดำและสิ้นสุดที่หินดำนั้น และในระหว่างการเฏาะวาฟต้องอยู่ในสภาพมีน้ำละหมาด และปกปิดเอาเราะฮฺจากสะดือถึงหัวเข่า ส่งเสริมให้เขาทำการอิฏฏิบาอ์ตลอดช่วงการตอวาฟทั้งหมด คือให้เปิดไหล่ขวา โดยวางส่วนกลางของผ้าอิห์รอมไว้ใต้รักแร้ขวา และให้ปลายทั้งสองของผ้านั้นคลุมบนไหล่ซ้าย และเมื่อเขาวนครบรอบที่เจ็ดแล้ว ก็ให้เลิกอิฏติบาอ์ และคลุมไหล่ทั้งสองของเขาด้วยริดาอ์ของเขา

ให้เขาหันหน้าไปที่หินดำ และหากเขาสามารถจูบมันได้ ก็ให้จูบมัน แต่หากเขาไม่สามารถจูบมันได้ ก็ให้สัมผัสมันด้วยมือขวา หากเป็นไปได้ แล้วจูบมือของเขา และหากเขาไม่สามารถสัมผัสหินดำได้ ก็ให้เขายกมือขวาขึ้นทำการแบมือเป็นสัญลักษณ์ไปทางหินดำ พร้อมกับกล่าวว่า "อัลลอฮุอักบัร" (อัลลอฮ์ทรงยิ่งใหญ่ที่สุด) เพียงครั้งเดียว โดยไม่จูบมือ และไม่หยุดยืน จากนั้นให้ดำเนินการเฏาะวาฟต่อไป โดยให้กะอฺบะฮฺอยู่ทางซ้ายของตน และตามซุนนะฮ์ให้เดินเร็ว (รัมล์) ในช่วงสามรอบแรก คำว่า "รัมล์" คือการเดินเร็วด้วยการก้าวสั้นๆ

และเมื่อเดินผ่านมุมยะมานีย์ (ซึ่งเป็นมุมที่สี่ของกะอ์บะฮ์) หากสามารถทำได้ ก็ให้สัมผัสมันด้วยมือขวา โดยไม่ต้องกล่าวตักบีรและไม่ต้องจูบมัน แต่หากไม่สามารถสัมผัสมันได้ ก็ให้เดินต่อไป โดยไม่ต้องแบมือเป็นสัญลักษณ์ไปยังมุมยะมานีย์ และไม่ต้องกล่าวตักบีร และเมื่ออยู่ระหว่างมุมยะมานีย์กับหินดำ ให้กล่าวว่า:

﴿...رَبَّنَآ ءَاتِنَا فِي ٱلدُّنۡيَا حَسَنَةٗ وَفِي ٱلۡأٓخِرَةِ حَسَنَةٗ وَقِنَا عَذَابَ ٱلنَّارِ﴾

"โอ้พระเจ้าของเรา โปรดประทานให้แก่พวกเรา ซึ่งสิ่งดีงามในโลกนี้ และสิ่งดีงามในปรโลก และโปรดคุ้มครองพวกเราให้พ้นจากการลงโทษแห่งไฟนรกด้วยเถิด" (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 201)

และเมื่อเสร็จจากการเฏาะวาฟ ก็ทำการละหมาดสองร็อกอะฮ์หลังมะกอมอิบรอฮีม หากมีความสะดวก แต่ถ้าไม่มีความสะดวก ก็จงละหมาด ที่ใดก็ได้ในมัสยิดิลฮะรอม และเป็นซุนนะฮ์ให้อ่านในร็อกอะฮ์แรกหลังจากซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ ซูเราะฮ์ (อัลกาฟิรูน) และในร็อกอะฮ์ที่สองหลังจากซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ ให้อ่านซูเราะฮฺอัลอิคลาศ จากนั้นให้มุ่งหน้าไปยังทางเดินสะแอ และให้ทำการสะแอระหว่างศอฟาและมัรวะฮ์จำนวน 7 เที่ยว โดยนับการเดินจากศอฟาไปยังมัรวะฮ์เป็น 1 เที่ยว และการเดินกลับจากมัรวะฮ์ไปยังศอฟาเป็น 1 เที่ยว

การสะแอเริ่มต้นที่เนินเขาศอฟา แล้วขึ้นไปบนนั้น หรือยืนอยู่ ที่นั้น และการขึ้นไปบนเนินเขาศอฟานั้นประเสริฐกว่า หากทำได้โดยสะดวก และในขณะนั้นให้อ่านคำดำรัสของอัลลอฮฺตะอาลาที่ว่า:

﴿‌إِنَّ ٱلصَّفَا وَٱلۡمَرۡوَةَ مِن شَعَآئِرِ ٱللَّهِ...﴾

"แท้จริงภูเขาเศาะฟา และภูเขามัรวะฮฺนั้น เป็นส่วนหนึ่งจากบรรดาเครื่องหมายของอัลลอฮฺ..." (อัลบะเกาะเราะฮ์ : 158)

เป็นซุนนะฮ์ให้หันหน้าไปยังทิศกิบละฮ์ แล้วสรรเสริญอัลลอฮ์ และกล่าวตักบีร โดยกล่าวว่า:

«لَا إِلٰهَ إِلَّا اللَّهُ، وَاللَّهُ أَكْبَرُ، لَا إِلٰهَ إِلَّا اللَّهُ وَحْدَهُ لَا شَرِيكَ لَهُ، لَهُ الْمُلْكُ وَلَهُ الْحَمْدُ، يُحْيِي وَيُمِيتُ، وَهُوَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ، لَا إِلٰهَ إِلَّا اللَّهُ وَحْدَهُ، أَنْجَزَ وَعْدَهُ، وَنَصَرَ عَبْدَهُ، وَهَزَمَ الْأَحْزَابَ وَحْدَهُ».

ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ และอัลลอฮ์ทรงยิ่งใหญ่กว่าทุกสิ่ง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ เพียงผู้เดียว ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ อำนาจทั้งหมดเป็นของพระองค์ และการสรรเสริญทั้งมวลเป็นของพระองค์ พระองค์ทรงให้มีชีวิตและให้ตาย และพระองค์คือผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่ง ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ เพียงผู้เดียว พระองค์ทรงทำให้สัญญาของพระองค์สำเร็จ ทรงช่วยเหลือบ่าวของพระองค์ และทรงปราบปรามฝ่ายทั้งหลายแต่เพียงผู้เดียว"60 จากนั้น ให้เขาวิงวอนตามที่สะดวก โดยยกมือขึ้น และให้ทำการรำลึกถึงอัลลอฮ์และวิงวอนนี้ซ้ำสามครั้ง จากนั้นจึงลง แล้วเดินสู่มัรวะฮ์ด้วยการเดินปกติ เมื่อถึงจุดไฟสีเขียวแรก ก็ให้ผู้ชายวิ่งเหยาะๆ อย่างรวดเร็ว จนกว่าจะถึงจุดไฟสีเขียวที่สอง ส่วนสตรีนั้น ไม่ถูกบัญญัติให้นางวิ่งระหว่างสัญลักษณ์ให้วิ่งทั้งสอง เพราะนางเป็นเอาเราะฮ์ แต่สิ่งที่ถูกบัญญัติสำหรับนางคือการเดินตลอดการสะแอทั้งหมด จากนั้นก็เดิน แล้วขึ้นไปยังภูเขามัรวะฮ์หรือยืนอยู่ที่นั่น โดยการขึ้นไปบนนั้นย่อมประเสริฐกว่า หากสะดวก ให้กล่าวและกระทำที่มัรวะฮ์เช่นเดียวกับที่เขาได้กล่าวและกระทำไว้ที่เศาะฟา เว้นแต่การอ่านอายะฮ์ ซึ่งคือพระดำรัสของอัลลอฮ์ตะอาลาว่า:

﴿‌إِنَّ ٱلصَّفَا وَٱلۡمَرۡوَةَ مِن شَعَآئِرِ ٱللَّهِ...﴾

แท้จริงภูเขาเศาะฟา และภูเขามัรวะฮฺนั้น เป็นส่วนหนึ่งจากบรรดาเครื่องหมายของอัลลอฮฺ... เพราะสิ่งนี้แท้จริงแล้วถูกกำหนดไว้ให้กระทำเฉพาะเมื่อขึ้นไปยังศอฟา ในรอบแรกเท่านั้น จากนั้นก็ลงไป แล้วให้เดินปกติในบริเวณที่ให้เดิน และให้วิ่งเหยาะๆ อย่างรวดเร็วในบริเวณที่ให้เร่งฝีเท้า จนถึงเศาะฟา ให้ทำเช่นนั้น 7 ครั้ง โดยนับการไปเป็น 1 เที่ยว และการกลับเป็น 1 เที่ยว และส่งเสริมให้รำลึกถึงอัลลอฮ์และกล่าวดุอาอ์ให้มากในระหว่างสะแอ ตามที่สะดวก และให้เป็นผู้สะอาดจากหะดัษเล็กและหะดัษใหญ่ แม้จะทำสะอีโดยไม่ได้สะอาดจากหะดัษเล็กหรือหะดัษใหญ่ ก็ถือว่าใช้ได้ และเช่นเดียวกัน หากผู้หญิงมีประจำเดือนหรืออยู่ในภาวะนิฟาสหลังจากการตอวาฟ ให้เธอทำการสะแอ และสิ่งนั้นก็เพียงพอสำหรับเธอ เพราะความสะอาดไม่ใช่เงื่อนไขในการสะแอ แต่เป็นสิ่งที่พึงกระทำ

เมื่อเขาเสร็จสิ้นการสะแอแล้ว ให้เขาโกนศีรษะหรือตัดผมให้สั้นลง และสำหรับผู้ชาย การโกนนั้นดีกว่า

ดังนั้น ด้วยกับการปฏิบัติมาทั้งหมด ผู้ทำอุมเราะฮ์จึงได้เสร็จสิ้นจากอุมเราะฮ์ของเขาแล้ว

การประกอบพิธีหัจญ์:

ก- รุก่น (องค์ประกอบหลัก) ของการประกอบพิธีฮัจญ์:

1- การอิห์รอม

2- การวุกูฟที่อะรอฟะฮ์

3. การฏอวาฟอิฟาเฎาะฮ์ (การเดินเวียนรอบกะบะฮ์)

4- การสะแอ

ข- สิ่งที่เป็นวาญิบในการประกอบพิธีหัจญ์:

1- ตั้งเจตนาเข้าพิธีหัจญ์ ที่มีกอต (เขตที่ถูกกำหนดไว้)

2- วุกูฟ ที่ทุ่งอะเราะฟะฮฺในวันที่ 9 ของเดือนซุลหิจญะฮฺจนตะวันตกดิน (สำหรับผู้ที่วุกูฟกลางวัน)

3- การพักค้างคืนที่มุซดะลิฟะฮ์ ในคืนวันที่สิบของเดือนซุลฮิจญะฮ์ จนถึงเที่ยงคืน

4- ค้างคืน ทุ่งมินาในค่ำคืนของวันตัชรีก (ในวันที่11, 12 และ 13 ของเดือนซุลหิจญะฮฺ)

5- การขว้างเสาหิน

6- การโกนศรีษะหรือตัดผมให้สั้น

7- การเฏาะวาฟวะดาอฺ (เฏาะวาฟอำลา)

ค- วิธีการประกอบพิธีฮัจญ์

ให้มุสลิมตั้งใจครองอิห์รอมเพื่อประกอบพิธีฮัจญ์และกล่าวตัลบียะฮ์เมื่อถึงมีกอต โดยทำอัล-อิฟรอดหากเวลาคับขัน ครั้นเมื่อเขามาถึงมักกะฮ์ก็ให้ทำการเฏาะวาฟและสะแอ และยังคงอยู่ในอิห์รอมของเขาจนกว่าจะมุ่งหน้าไปยังอาเราะฟะฮ์ในวันอาเราะฟะฮ์ วันที่ 9 และอยู่ที่นั้นจนดวงอาทิตย์ตกดิน

จากนั้นเขาก็ออกจากที่นั่นไปยังมุซดะลิฟะฮ์ พร้อมกับกล่าวคำตัลบียะฮ์ และพำนักอยู่ที่นั่นจนกระทั่งเขาละหมาดศุบฮ์ จากนั้นเขาก็อยู่ที่นั่นต่อไป ทำการรำลึกถึงอัลลอฮ์ กล่าวตัลบียะฮ์ และวิงวอน จนกว่าแสงจะเริ่มสว่าง

เมื่อเริ่มสว่าง ให้เขาไปยังมีนา ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น แล้วขว้างเสาหินญะมะรอต อัล-อะเกาะบะฮ์ ด้วยก้อนกรวดเจ็ดก้อน จากนั้นให้เขาโกนศีรษะหรือตัดผมให้สั้นลง และการโกนนั้นดีกว่า

จากนั้นเขาทำการเฏาะวาฟ อัล-อิฟาเฎาะฮ์ และสะแอครั้งแรกก็เพียงพอสำหรับเขา และด้วยกับสิ่งดังกล่าว เขาจึงได้เสร็จสิ้นจากหัจญ์ของเขาแล้ว และเขาก็ได้รับการตะหัลลุลโดยสมบูรณ์

จากนั้นก็ยังเหลือการขว้างเสาหิน ในวันที่ 11 และ 12 (ซุลฮิจญะห์) หากเขาต้องการกลับก่อนกำหนด (มุตะอัจญิล) เขาจะต้องขว้างเสาทั้งสามต้น โดยขว้างแต่ละเสาด้วยก้อนกรวดเจ็ดก้อน พร้อมกับกล่าว 'อัลลอฮุ อักบัร' ทุกครั้งที่ขว้าง เริ่มจากเสาต้นเล็กที่อยู่ใกล้กับมัสยิดอัล-คอยฟ์ ตามด้วยเสาต้นกลาง และสุดท้ายคือเสาต้นใหญ่อะกอบะฮ์ (ญัมเราะตุล อะกอบะฮ์) ซึ่งเป็นเสาสุดท้าย แต่ละเสาจะขว้างด้วยก้อนหินเจ็ดก้อน หากประสงค์จะล่าช้าหลังจากวันที่สิบสอง ก็ให้ขว้างเสาหินทั้งสามในวันที่สิบสาม ตามลักษณะเดียวกับวันที่สิบสองและวันที่สิบเอ็ด

เวลาของการขว้างก้อนหิน: หลังเที่ยงตลอดทั้งสามวัน

และหากเขาออกจากมีนาในวันที่ 12 ก่อนที่ดวงอาทิตย์จะตก ก็ไม่เป็นไร และหากเขาอยู่ต่อไปจนได้ทำการขว้างเสาหินหลังเที่ยงของวันที่ 13 ก็จะดีกว่า เนื่องจากอัลลอฮ์ ตรัสว่า:

﴿‌...فَمَن تَعَجَّلَ فِي يَوۡمَيۡنِ فَلَآ إِثۡمَ عَلَيۡهِ وَمَن تَأَخَّرَ فَلَآ إِثۡمَ عَلَيۡهِۖ لِمَنِ ٱتَّقَىٰ...﴾

"แล้วผู้ใดรีบกลับในสองวัน ก็ไม่มีโทษใด แก่เขา และผู้ใดรั้งรอไปอีก ก็ไม่มีโทษใด แก่เขา (ทั้งนี้) สำหรับผู้ที่มีความยำเกรง"

(อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 203)

หากเขาต้องการจะออกเดินทาง ให้เขาทำการเฏาะวาฟอำลาเจ็ดรอบ โดยไม่มีการสะแอ

และที่ดีที่สุด หากเขาไม่มีสัตว์อัดย์มาด้วย คือ ทำการครองอิห์รอมเพื่ออุมเราะฮ์แบบตะมัตตุอ์ จากนั้นทำการอิห์รอมเพื่อฮัจญ์ในวันที่แปดของเดือนซุลหิจญะฮ์ และปฏิบัติขั้นตอนของการทำฮัจญ์ดังที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้ และหากเขาทำการครองอิห์รอมเพื่อฮัจญ์และอุมเราะฮ์พร้อมกันก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ซึ่งเรียกว่า กิรอน คือ การครองอิห์รอมเพื่ออุมเราะฮ์และฮัจญ์พร้อมกัน โดยมีเฏาะวาฟและสะแอเพียงครั้งเดียว

บทที่สาม:

สิ่งที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรม

บรรดานักวิชาการ ขออัลลอฮ์ผู้ทรงสูงส่งทรงเมตตาท่านเหล่านั้น ได้อธิบายความรู้ที่จำเป็นต้องเรียนรู้ในฐานะข้อบังคับเหนือทุกคน และพวกเขาได้กล่าวถึงขอบเขตที่เป็นฟัรฎูอัยน์ (วาญิบเหนือทุกคน) สำหรับมุสลิมทุกคนในการเรียนรู้สิ่งนั้น และในบรรดาสิ่งที่พวกเขากล่าวถึงคือ: การศึกษาคำวินิจฉัยทางกฎหมายว่าด้วยการซื้อขาย สำหรับผู้ที่ประกอบการค้า เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในสิ่งต้องห้ามหรือดอกเบี้ยโดยที่เขาไม่รู้ และมีรายงานจากเศาะฮาบะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม อันเป็นหลักฐานสนับสนุนข้อดังกล่าว

อุมัร อิบนุลค็อฏฏ็อบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: อย่าให้ผู้ใดขายในตลาดของเรา นอกจากผู้ที่ได้เข้าใจศาสนาแล้ว"61.

และอาลี บิน อบีฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: "ผู้ใดประกอบการค้าก่อนที่จะศึกษาให้เข้าใจในฟิกฮ์ (บทบัญญัติศาสนา) ย่อมตกลงไปในริบา แล้วก็ตกลงไป แล้วก็ตกลงไป (คือ: เขาตกลงไปในริบา)62

และท่านอิบนุอาบิดีน ได้กล่าวโดยอ้างจากอัลอัลลามีย์ว่า: "ได้ถูกกำหนดให้เป็นวาญิบแก่ผู้ที่เป็นมุกัลลัฟทุกคนทั้งชายและหญิง ภายหลังจากได้เรียนรู้หลักศาสนาและทางนำแล้ว ให้ศึกษาความรู้เกี่ยวกับการอาบน้ำละหมาด การอาบน้ำยกหะดัษใหญ่ การละหมาด การถือศีลอด และความรู้เรื่องซะกาตสำหรับผู้ที่มีทรัพย์ถึงเงื่อนไขของจำนวนที่กำหนด ตลอดจนหัจญ์สำหรับผู้ที่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติ และหลักเกณฑ์การซื้อขายสำหรับบรรดาพ่อค้า เพื่อให้พวกเขาระแวดระวังให้พ้นจากสิ่งที่น่าสงสัยและสิ่งที่เป็นมักรูฮ์ในกิจการเกี่ยวกับการทำธุรกรรมทั้งมวล และเช่นเดียวกันสำหรับผู้ประกอบอาชีพช่าง ตลอดจนผู้ใดก็ตามที่ประกอบการงานใด ก็เป็นวาญิบแก่เขาที่จะต้องรู้ถึงความรู้และบทบัญญัติของสิ่งนั้น เพื่อจะได้ละเว้นจากสิ่งต้องห้ามในเรื่องนั้น"63.

อัล-นะวาวีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ์ กล่าวว่า: "ส่วนในเรื่องของการค้าขาย การนิกาหฺ (การแต่งงาน) และสิ่งที่คล้ายคลึงกับทั้งสองนั้น ซึ่งโดยสภาพเดิมมิได้เป็นสิ่งจำเป็นบังคับ จึงห้ามการเข้าดำเนินการในสิ่งนั้น ยกเว้นเมื่อได้รู้เงื่อนไขของมันเสียก่อน"64.

และนี่คือกฎเกณฑ์บางประการที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งบทบัญญัติของศาสนาอิสลามได้กำหนดไว้:

1- ศาสนาได้อนุญาตทุกสิ่งที่มีผลประโยชน์บริสุทธิ์แท้ หรือมีน้ำหนักเหนือกว่า เช่น การซื้อขายสิ่งที่ศาสนาอนุมัติ การเช่าจ้าง และสิทธิชุฟอะฮ์65

2- ศาสนาได้บัญญัติทุกสิ่งที่เป็นหลักประกันสิทธิของผู้คนและการรักษาสิทธินั้นไว้ เช่น การจำนำและการตั้งพยาน

3- ศาสนาได้บัญญัติให้ทุกสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่คู่สัญญา เช่น การเลิกสัญญาโดยความยินยอมร่วมกัน สิทธิเลือก และเงื่อนไขในการซื้อขาย

4- ห้ามทุกสิ่งที่มีความไม่ยุติธรรมต่อผู้คน และห้ามกินทรัพย์สมบัติของผู้อื่นโดยมิชอบ เช่น ดอกเบี้ย การยึดเอาทรัพย์สินโดยไม่ชอบ และการกักตุน

5- ศาสนาบัญญัติให้การร่วมมือกันในสิ่งที่เป็นความดีทุกประการ เช่น การให้กู้ยืม การให้ยืมใช้ และการฝากทรัพย์สิน

6- ห้ามทุกสิ่งที่มีลักษณะเป็นการได้ทรัพย์สินโดยไม่ต้องทำงาน ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ และไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย เช่น การพนันและดอกเบี้ย

7- ห้ามการทำธุรกรรมทุกประเภทที่มีความคลุมเครือและความเสี่ยงเกินควรเป็นส่วนใหญ่ เช่น การขายสิ่งที่ผู้ขายมิได้เป็นเจ้าของ และการขายสิ่งที่ไม่ทราบชัด

8- ห้ามทุกสิ่งที่เป็นกลอุบายเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งต้องห้าม เช่น การซื้อขายแบบอีนะฮ์66

9- ห้ามสิ่งที่ทำให้หันเหจากการเชื่อฟังอัลลอฮ์ เช่น การซื้อขายหลังจากอะซานครั้งที่สองในละหมาดวันศุกร์

10- ห้ามทุกสิ่งที่มีอันตราย หรือก่อให้เกิดความเป็นศัตรูระหว่างมุสลิม เช่น การขายสิ่งต้องห้าม และการขายสินค้าตัดราคาทับการขายของพี่น้องของตน

และเมื่อใดก็ตามที่มุสลิมรู้สึกข้องใจในข้อตัดสินชี้ขาดในประเด็นหนึ่งๆ เขาก็จะถามบรรดานักวิชาการเกี่ยวกับเรื่องนั้น และจะไม่ดำเนินการในเรื่องนั้น เว้นแต่หลังจากได้ทราบข้อตัดสินชี้ขาดทางศาสนาในเรื่องนั้นแล้ว ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿‌...فَاسْأَلُوا ‌أَهْلَ ‌الذِّكْرِ إِنْ كُنْتُمْ لَا تَعْلَمُونَ﴾

"ดังนั้น พวกเจ้าจงถามบรรดาผู้รู้ หากพวกเจ้าไม่รู้" [อัน-นะห์ลุ : 43].

นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้าสามารถรวบรวมได้ เราขอให้อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงโปรดประทานความรู้ที่เป็นประโยชน์และการงานที่ดีงามแก่เรา แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ทรงเมตตาที่ดีเลิศ ขออัลลอฮ์ทรงโปรดประทานพรและประทานความสันติแด่ท่านนบีมุฮัมมัดของพวกเรา แด่วงศ์วานของท่าน และอัครสาวกของท่าน และโปรดประทานความสันติอย่างมากมาย

***

สารบัญ

 

คำนำ 2

บทที่หนึ่ง: 4

สิ่งที่เกี่ยวข้องกับหลักการเชื่อมั่น 4

ข้อที่หนึ่ง: ความหมายของอิสลามและหลักการอิสลามห้าประการ 4

ความสำคัญของเตาฮีด: 4

ความหมายของคำปฏิญาณ"ไม่มีพระเจ้าอื่นใดทีควรแก่การเคารพบูชานอกจากอัลลอฮ์": 6

ส่วนเงื่อนไขของ (ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮ์) นั้นมีดังนี้: 7

ความหมายของคำปฏิญาณ "มูฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์": 9

บทที่สอง ความหมายของการศรัทธาและหลักการของมัน: 11

1) การศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และประกอบด้วยสามประการ: 13

1. การศรัทธาต่อการเป็นพระผู้ทรงอภิบาลของพระองค์ 13

2- ศรัทธาต่ออุลูฮิยะฮ์ของพระองค์: 15

3. การศรัทธาต่อพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮ์: 19

2) การศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮ์ 28

3. การศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ 29

4) การศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูตของพระองค์ อะลัยฮิมุสสลาม: 30

5) การศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์: 32

. การศรัทธาต่อการฟื้นคืนชีพ 32

. การศรัทธาต่อการคิดบัญชีและการตอบแทน 33

คำตอบ : การศรัทธาต่อสวรรค์และนรก: 33

6) ศรัทธาต่อกฎกำหนดสภาวการณ์ทั้งดีและชั่ว: 34

หัวข้อที่สาม : อัลอิห์ซาน 36

หัวข้อที่สี่ : สาระสังเขปว่าด้วยหลักการมูลฐานของอะฮ์ลุซซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์ 37

บทที่สอง: สิ่งที่เกี่ยวกับอิบาดะฮฺ 39

หัวข้อที่หนึ่ง: ความสะอาด 39

หนึ่ง: ประเภทของน้ำ 39

สอง: นะญิส (สิ่งสกปรก) 40

สาม: สิ่งที่ห้ามกระทำสำหรับผู้ที่มีหะดัษ: 43

สี่: มารยาทในการถ่ายทุกข์: 45

ห้า: บทบัญญัติของการชำระล้างด้วยน้ำและการเช็ด: 46

หก: บทบัญญัติว่าด้วยการอาบน้ำละหมาด 47

เจ็ด: กฎการเช็ดบนรองเท้าและถุงเท้า: 49

แปด: ข้อกำหนดต่าง เกี่ยวกับการตะยัมมุม 51

เก้า: หุกุ่มเกี่ยวกับเลือดประจำเดือนและเลือดนิฟาส (หลังคลอด): 54

หัวข้อที่สอง: การละหมาด 57

หนึ่ง: ข้อกำหนดต่าง เกี่ยวกับการอาซานและการอิกอมะฮ์ 57

สอง: ความสำคัญและความประเสริฐของการละหมาด: 60

สาม: เงื่อนไขของการละหมาด 63

สี่ : รุก่น (องค์ประกอบหลัก) ของการละหมาด 65

ห้า: สิ่งที่เป็นวาญิบในการละหมาด: 70

หก: สิ่งที่เป็นสุนนะฮ์ในการละหมาด 72

เจ็ด: รูปแบบการละหมาด 75

แปด: สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ (มักรูฮฺ) ในการละหมาด: 81

เก้า : สิ่งที่ทำให้เสียละหมาด: 82

สิบ: การสุญูดสะฮ์วีย์: 82

สิบเอ็ด: เวลาต่างๆ ที่ห้ามละหมาด: 85

สิบสอง: การละหมาดญะมาอะฮฺ: 85

สิบสาม: การละหมาดในยามหวาดกลัว 89

คุณลักษณะการละหมาดในยามกลัว 90

สิบสี่: การละหมาดวันศุกร์: 91

ห้า: สิ่งที่ควรปฏิบัติ (สุนนะฮ์) ในวันศุกร์: 93

การถือว่าทันละหมาดวันศุกร์ 94

สิบห้า: การละหมาดของกลุ่มคนที่มีอุปสรรค: 94

สิบหก: การละหมาดอีดทั้งสอง 99

สิบเจ็ด: ละหมาดสุริยะคราสและจันทรคราส: 101

สิบแปด: การละหมาดขอฝน: 103

สิบเก้า: บทบัญญัติเกี่ยวกับศพ: 105

หัวข้อที่สาม: ซะกาต 109

1- นิยามซะกาตและสถานะของซะกาต: 109

2- เงื่อนไขที่ต้องจ่ายซะกาต: 110

3- ทรัพย์สินที่ต้องจ่ายซะกาต 111

หัวข้อที่สี่: การถือศีลอด 124

เงื่อนไขที่วาญิบต้องถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน: 125

หัวข้อที่ห้า: การประกอบพิธีฮัจญ์และอุมเราะฮ์ 134

เงื่อนไขที่จำเป็นในการประกอบพิธีหัจญ์และอุมเราะฮฺ 135

เวลาและสถานที่ (มีกอต) สำหรับการอิห์รอม 137

อิห์รอม: 140

การประกอบพิธีอุมเราะฮฺ: 145

การประกอบพิธีหัจญ์: 150

บทที่สาม: 153

สิ่งที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรม 153

***

 


บันทึกโดย อะห์มัดในหนังสือมุสนัด (6072) และอัตติรมีซีย์ (1535) และอัตติรมีซีย์กล่าวว่า เป็นหะดีษ หะซัน

บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ในหนังสืออัลอะดับ อัลมุฟร็อด (716), อะห์มัดในหนังสืออัลมุสนัด (19606) และอัดดิยาอ์ อัลมักดะซีย์ในหนังสืออัลอะหะดีษ อัลมุคตอเราะฮ์ (1/150) และอัลอัลบานีย์ได้ให้สถานะหะดีษนี้ในหนังสือเศาะฮีฮุลญามิอ์ อัศศอฆีร (3731) ว่าเป็นหะดีษเศาะหีห์

บันทึกโดยมุสลิม (121) และอะห์มัด ในอัลมุสนัด (10434)

น้ำมะซีย์ : คือของเหลวใส ไม่มีสี ที่ไหลออกมาขณะหยอกล้อทางเพศ หรือขณะนึกถึงการร่วมเพศ หรือมีเจตนาจะร่วมเพศ หรือขณะมองดูสิ่งยั่วยุ ฯลฯ มักออกมาเป็นหยดเล็กๆ และบางครั้งอาจไม่รู้สึกตัวว่ามันไหลออกมาแล้วส่วนน้ำวะดีย์: คือของเหลวข้น สีขาว ที่ไหลออกมาหลังการปัสสาวะ หรือขณะยกของหนัก

บันทึกโดยมุสลิม (224)

บันทึกโดยมาลิก ในหนังสืออัลมุวัฏเฏาะอ์ เลขที่ (680 และ 219) และอัดดาริมีย์ เลขที่ (312) และอับดุรร็อซซ๊าก ในหนังสืออัลมุศ็อนนัฟ เลขที่ (1328) และอัลบานีย์ได้ให้สถานะว่าเป็นหะดีษเศาะฮีห์ ในหนังสืออิรวาอ์อัลฆะลีล เลขที่ (122)

บันทึกโดยอันนะซาอีย์ (12808) อะฮ์หมัด (15423) และอัลบานีย์ได้ให้สถานะว่าเป็นหะดีษเศาะฮีห์ ในหนังสืออิรวาอุลเฆาะลีล (121)

บันทึกโดยอิบนุมาญะฮ์ (594) อิบนุหิบบาน (799) และอัลบานีย์ได้ให้สถานะว่าเป็นหะดีษเฎาะอีฟ ในหนังสือ เฎาะอีฟสุนันอัตติรมีซีย์ (146)

รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (142) และมุสลิม (122)

บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ (7288) และมุสลิม (6066)

ท่านชัยค์ อับดุ้ลอะซีซ บินบาซ ขออัลลอฮฺทรงเมตตาต่อท่าน ได้กล่าวไว้ในมัจญ์มูอ์ ฟะตาวาของท่าน (29/141) ว่า: (อัล-บัยฮะกีย์ได้รายงานเพิ่มเติมด้วยสายรายงานที่ดี จากท่านญาบิร หลังจากคำกล่าวที่ว่า: (อัลละซีย์ วะอัดตะฮุ) ให้เพิ่มด้วยประโยคต่อไปนี้ (อินนะกา ลาตุคลิฟุลมีอาด)

บันทึกโดย อัตติรมีซีย์ (2635)

บันทึกโดยมุสลิม (82)

บันทึกโดยอัตติรมีซีย์ (265) และอัตติรมีซีย์กล่าวว่า เป็นหะดีษ หะซัน เศาะฮีห์ เฆาะรีบ และอัลบานีย์ได้ให้สถานะว่าเป็นหะดีษเศาะฮีห์ในหนังสือเศาะฮีหุตตัรฆีบวัตตัรฮีบ

รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1117)

บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ (6251) และมุสลิม (884)

รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (756) และมุสลิม (872)

บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ (793) และมุสลิม (398)

รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (812) และมุสลิม (490)

บันทึกโดยมุสลิม (498)

บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ (724) และมุสลิม (398)

บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ (797) และมุสลิม (402)

บันทึกโดย อัตติรมีซีย์ (839)

รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (6008)

รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1110)

รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (835)

บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ (743) และมุสลิม (399)

บันทึกโดยอัตติรมิซีย์ (266)

บันทึกโดย มุสลิม (588)

บันทึกโดย อบูดาวูด (5168)

บันทึกโดย อัตติรมีซีย์ (284)

บันทึกโดยมุสลิม (1484)

บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ (609) และมุสลิม (602)

รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (4130) และมุสลิม (842)

บันทึกโดยมุสลิม (865)

บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ (934) และมุสลิม (851)

บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ (1081) และมุสลิม (693)

รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1012) และมุสลิม (894)

บันทึกโดย อบูดาวูด (3201) อัตติรมีซีย์ (1024) และอัตติรมีซีย์กล่าวว่า เป็นหะดีษ หะซันเศาะฮีห์

บันทึกโดย มุสลิม (962)

รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (8) และมุสลิม (111)

บันทึกโดยอิบนุมาญะฮ์ (1792) และอัตติรมีซีย์ (63)(631)

บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ (1402) และมุสลิม (2287)

รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1432) และมุสลิม (984)

บันทึกโดยอบูดาวูด (1609) อิบนุมาญะฮ์ (1827) และอัลบานีย์ได้ให้สถานะว่าเป็นหะดีษเศาะฮีห์ในหนังสือเศาะฮีหุอบีดาวูด (1609)

บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ (1) และมุสลิม (1907)

บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ (1810) และมุสลิม (1086)

รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1909)

บันทึกโดยอะห์มัด (26457) อบูดาวูด (2454) และอันนะซาอีย์ (2331) และเป็นสำนวนของท่าน

บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ (6669) และมุสลิม (2709)

บันทึกโดยอบูดาวูด (2380) อัตติรมีซีย์ (719) และอิบนุมาญะฮ์ (676)

รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1849) และมุสลิม (1846)

บันทึกโดยมุสลิม (1134)

บันทึกโดยอะห์มัด (25198), อันนะซาอีย์ (2627), และอิบนุมาญะฮ์ (2901)

รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1862) และมุสลิม (1341)

รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1531)

บันทึกโดยมุสลิม (1211)

รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (1549)

บันทึกโดย มุสลิม (1218)

บันทึกโดยอัตติรมิซีย์ (487) และท่านกล่าวว่า เป็นหะดีษ หะสัน เฆาะรีบ และอัลอัลบานีย์ได้ให้สถานะว่า เป็นหะดีษ หะสัน

ดู: หนังสือมุฆนี อัลมุหตาจ (2/22)

หาชิยะฮ์อิบนุอาบิดีน (1/42)

ดู : อัล-มัจญ์มูอฺ (1/ 50).

ชุฟอะฮ์ คือ สิทธิของหุ้นส่วนในการเรียกคืนส่วนแบ่งของหุ้นส่วนของตน จากผู้ที่ได้รับโอนส่วนแบ่งนั้นไปโดยมีค่าตอบแทนทางการเงิน.

บัยอุลอีนะฮฺ: คือ บุคคลขายสิ่งหนึ่งแก่ผู้อื่นด้วยราคาผ่อน (หรือเครดิต) แล้วส่งมอบให้แก่เขา จากนั้นผู้ขายเดิมซื้อสิ่งนั้นคืนมาก่อนที่จะได้รับชำระราคา ด้วยราคาสด ในราคาที่น้อยกว่านั้น

รายงานโดย อัลบุคอรีย์ (8)