บทสรุปเกี่ยวกับหลักการเชื่อมั่นในศาสนาอิสลาม (ไทย)

บทสรุปเกี่ยวกับหลักการเชื่อมั่นในศาสนาอิสลาม

  • earth Language
    (ไทย)
  • earth Author:
    الشيخ محمد بن صالح العثيمين
PHPWord

 

نُبْذَةٌ فِي العَقِيدَةِ الإِسْلَامِيَّة (شَرْحُ أُصُولِ الإِيمَانِ)

 

บทสรุปเกี่ยวกับหลักการเชื่อมั่นในศาสนาอิสลาม

 

بِقَلَم فَضِيلَة الشَّيخ العَلَّامَة

مُحَمَّدِ بْنِ صَالِحٍ العُثَيمِين

غَفَرَ اللَّهُ لَهُ وَلِوَالِدَيْهِ وَلِلْمُسْلِمِين

 

เขียนโดยชัยค์

มุฮัมมัด บิน ศอลิห์ อัลอุษัยมีน

ขออัลลอฮ์ทรงอภัยโทษท่าน บิดามารดาของท่าน และบรรดามุสลิมทั้งปวง

 


بِسْمِ اللَّهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيمِ

ทสรุปเกี่ยวกับหลักการเชื่อมั่นในศาสนาอิสลาม

ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ

คำนำ

มวลการสรรเสริญเป็นเอกสิทธิแห่งอัลลอฮฺ เราขอสรรเสริญพระองค์ ขอความช่วยเหลือ ขอลุแก่โทษ และขอกลับเนื้อกลับตัวไปยังพระองค์เพียงผู้เดียว และเราขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้รอดพ้นจากความชั่วร้ายของตนเอง และจากความผิดพลาดที่เกิดจากการงานที่เราได้กระทำ ผู้ใดก็ตามที่พระองค์ทรงให้ทางนำแก่เขา ก็ไม่มีผู้ใดที่ทำให้เขาหลงทางได้ และผู้ใดก็ตามที่พระองค์ทรงให้เขาหลงทาง ก็ไม่มีใครสามารถทำให้เขาได้รับทางนำ ฉันขอปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพอิบาดะฮ์นอกจากอัลลอฮ์พระองค์เดียวโดยไม่มีภาคีใดๆ กับพระองค์ และฉันขอปฏิญาณว่าแท้จริงมุฮัมมัดนั้นเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์ ขออัลลอฮฺทรงประทานพรและความสันติสุขอย่างมากมายแด่ท่าน ตลอดจนวงศ์วานของท่าน บรรดาสาวกของท่าน และบรรดาผู้ที่เจริญรอยตามพวกเขาด้วยคุณงามความดี

ส่วนต่อจากนี้ แท้จริง 'วิชาเตาฮีด' เป็นศาสตร์ที่ประเสริฐที่สุด ทรงคุณค่าที่สุด และจำเป็นที่สุดที่ต้องแสวงหา เพราะเป็นความรู้ที่เกี่ยวกับอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่ง เกี่ยวกับพระนามของพระองค์ คุณลักษณะของพระองค์ และสิทธิของพระองค์ที่มีต่อปวงบ่าวของพระองค์ และเป็นกุญแจสู่แนวทางที่นำไปสู่อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่ง และเป็นรากฐานแห่งบทบัญญัติต่างๆ ของพระองค์

ด้วยเหตุนี้ บรรดาเราะซูลจึงเห็นพ้องต้องกันในการเรียกร้องเชิญชวนไปสู่สิ่งนั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿وَمَآ أَرۡسَلۡنَا مِن قَبۡلِكَ مِن رَّسُولٍ إِلَّا نُوحِيٓ إِلَيۡهِ أَنَّهُۥ لَآ إِلَٰهَ إِلَّآ أَنَا۠ فَٱعۡبُدُونِ25﴾

"และเรามิได้ส่งเราะซูลคนใดก่อนหน้าเจ้านอกจากเราได้วะฮ์ยูแก่เขาว่า แท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่เที่ยงแท้ นอกจากข้า ดังนั้นพวกเจ้าจงเคารพภักดีต่อข้าเถิด" (ซูเราะฮ์ อัน-อันบิยาอ์ : 25)

และพระองค์ทรงเป็นพยานยืนยันต่อตัวของพระองค์เองถึงความเป็นเอกะ (ความเป็นหนึ่งเดียว/ไม่มีภาคีใดๆ) และมลาอิกะฮฺของพระองค์ก็เป็นพยานยืนยันต่อพระองค์ถึงความเป็นเอกะนี้ และบรรดาผู้ทรงความรู้ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า

﴿شَهِدَ ٱللَّهُ أَنَّهُۥ لَآ إِلَٰهَ إِلَّا هُوَ وَٱلۡمَلَٰٓئِكَةُ وَأُوْلُواْ ٱلۡعِلۡمِ قَآئِمَۢا بِٱلۡقِسۡطِۚ لَآ إِلَٰهَ إِلَّا هُوَ ٱلۡعَزِيزُ ٱلۡحَكِيمُ 18﴾

"อัลลอฮ์ทรงยืนยันว่า แท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากพระองค์เท่านั้น เช่นเดียวกับบรรดามลาอิกะฮ์และบรรดาผู้รู้ที่ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ต่างก็ยืนยันว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากพระองค์ ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ" (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 18)

และเมื่อเตาฮีดมีความสำคัญเช่นนี้ จึงจำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคนที่จะต้องเอาใจใส่ต่อสิ่งนี้ ด้วยการเรียนรู้ การสอน การใคร่ครวญ และการยึดมั่นเป็นหลักศรัทธา เพื่อสร้างศาสนาของเขาบนรากฐานที่ถูกต้องมั่นคง เปี่ยมด้วยความสงบมั่นและการยอมจำนน กระทั่งเขาจะได้รับความสุขจากผลบุญและผลตอบแทนของมัน

และอัลลอฮ์คือผู้ประทานความสำเร็จ

ผู้แต่งหนังสือ

***

 


ศาสนาอิสลาม

ศาสนาอิสลาม คือศาสนาที่อัลลอฮ์ทรงส่งท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มาพร้อมกับศาสนานี้ และทรงให้ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาสุดท้าย ปิดท้ายศาสนาทั้งปวง อีกทั้งทรงทำให้ศาสนานี้สมบูรณ์ครบถ้วนสำหรับบ่าวของพระองค์ และทรงทำให้ความโปรดปรานของพระองค์สมบูรณ์แก่พวกเขา ด้วยศาสนานี้ และทรงพอพระทัยศาสนาอิสลามให้เป็นศาสนาของพวกเขา ดังนั้น จะไม่ทรงรับศาสนาใดจากผู้ใด นอกเหนือจากศาสนาอิสลามเท่านั้น

﴿مَّا كَانَ مُحَمَّدٌ أَبَآ أَحَدٖ مِّن رِّجَالِكُمۡ وَلَٰكِن رَّسُولَ ٱللَّهِ وَخَاتَمَ ٱلنَّبِيِّـۧنَۗ وَكَانَ ٱللَّهُ بِكُلِّ شَيۡءٍ عَلِيمٗا 40﴾

"มุฮัมหมัดมิได้เป็นบิดาผู้ใดในหมู่บุรุษของพวกเจ้า แต่เป็นเราะซูลของอัลลอฮ์และคนสุดท้ายแห่งบรรดานบี และอัลลอฮ์นั้นทรงรอบรู้ทุกสิ่ง" (ซูเราะฮ์ อัล-อะห์ซาบ : 40)

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า

﴿...ٱلۡيَوۡمَ أَكۡمَلۡتُ لَكُمۡ دِينَكُمۡ وَأَتۡمَمۡتُ عَلَيۡكُمۡ نِعۡمَتِي وَرَضِيتُ لَكُمُ ٱلۡإِسۡلَٰمَ دِينٗاۚ...﴾

"...วันนี้ข้าได้ทำให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์เพื่อพวกเจ้า และข้าได้ทำให้ความโปรดปรานของข้าที่มีต่อพวกเจ้านั้นบริบูรณ์ และข้าได้เลือกให้อิสลามเป็นศาสนาสำหรับพวกเจ้า..." (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 3)

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า

﴿إِنَّ ٱلدِّينَ عِندَ ٱللَّهِ ٱلۡإِسۡلَٰمُ...﴾

"แท้จริงศาสนา (ที่เป็นที่ยอมรับ) ที่อัลลอฮ์นั้น คือศาสนาอิสลาม..." (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 19)

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า

﴿وَمَن يَبۡتَغِ غَيۡرَ ٱلۡإِسۡلَٰمِ دِينٗا فَلَن يُقۡبَلَ مِنۡهُ وَهُوَ فِي ٱلۡأٓخِرَةِ مِنَ ٱلۡخَٰسِرِينَ85﴾

"และผู้ใดแสวงหาศาสนาอื่นจากอิสลาม ดังนั้น มันจะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด และในปรโลกนั้นเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน" (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 85)

และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงกำหนดเป็นศาสนบัญญัติแก่มนุษย์ทั้งปวงให้ยึดมั่นในศาสนาของพระองค์ แล้วพระองค์ก็ทรงตรัสแก่เราะซูลของอัลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า:

﴿قُلۡ يَٰٓأَيُّهَا ٱلنَّاسُ إِنِّي رَسُولُ ٱللَّهِ إِلَيۡكُمۡ جَمِيعًا ٱلَّذِي لَهُۥ مُلۡكُ ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلۡأَرۡضِۖ لَآ إِلَٰهَ إِلَّا هُوَ يُحۡيِۦ وَيُمِيتُۖ فَـَٔامِنُواْ بِٱللَّهِ وَرَسُولِهِ ٱلنَّبِيِّ ٱلۡأُمِّيِّ ٱلَّذِي يُؤۡمِنُ بِٱللَّهِ وَكَلِمَٰتِهِۦ وَٱتَّبِعُوهُ لَعَلَّكُمۡ تَهۡتَدُونَ 158﴾

"จงกล่าวเถิด (มุฮัมหมัด) "โอ้ มนุษย์ทั้งหลาย แท้จริงฉันคือเราะซูลของอัลลอฮ์มายังพวกท่านทั้งมวล ซึ่งพระองค์นั้นทรงครอบครองบรรดาชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรได้รับการเคารพสักการะนอกจากพระองค์เท่านั้น ผู้ทรงให้เป็นและทรงให้ตาย ดังนั้นพวกเจ้าจงศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์เถิด ผู้เป็นนบีที่เขียนไม่ได้อ่านไม่ออก ซึ่งเขาได้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และบรรดาถ้อยคำของพระองค์ และพวกเจ้าจงปฏิบัติตามเขาเถิด เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับทางนำ" (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ :158)

และในเศาะฮีห์มุสลิม: จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้รายงานจากท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งท่านกล่าวว่า:

«وَالَّذِي ‌نَفْسُ ‌مُحَمَّدٍ ‌بِيَدِهِ ‌لَا ‌يَسْمَعُ بِي أَحَدٌ مِنْ هَذِهِ الْأُمَّةِ يَهُودِيٌّ وَلَا نَصْرَانِيٌّ، ثُمَّ يَمُوتُ وَلَمْ يُؤْمِنْ بِالَّذِي أُرْسِلْتُ بِهِ إِلَّا كَانَ مِنْ أَصْحَابِ النَّارِ».

"ขอสาบานด้วยพระองค์ผู้ซึ่งชีวิตของมุฮัมหมัดอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ จะไม่มีผู้ใดที่ได้ยินเกี่ยวกับฉันจากประชาชาตินี้ ไม่ว่าจะเป็นยิวหรือคริสเตียน แล้วเสียชีวิตไปโดยไม่ได้ศรัทธาต่อสิ่งที่ถูกประทานมาให้แก่ฉัน เว้นแต่เขาจะเป็นคนหนึ่งจากชาวนรก"1

และการศรัทธาต่อท่าน คือการเชื่อมั่นในสิ่งที่ท่านนำมาพร้อมกับการยอมรับและการนอบน้อม ไม่ใช่เป็นเพียงแค่การเชื่อมั่นเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ อบูฏอลิบจึงไม่เป็นผู้ศรัทธาต่อท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ทั้งๆ ที่เขาเชื่อมั่นในสิ่งที่ท่านนำมา และปฏิญาณว่าศาสนาของท่านนั้นเป็นศาสนาที่ดีที่สุด

และศาสนาอิสลามนั้นครอบคลุมคุณประโยชน์ทั้งมวลที่มีอยู่ในศาสนาต่าง ก่อนหน้านี้ และมีความโดดเด่นเหนือกว่าด้วยการเป็นศาสนาที่เหมาะกับทุกยุคทุกสมัยและทุกประชาชาติ อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสกับศาสนทูตของพระองค์ว่า:

﴿وَأَنزَلۡنَآ إِلَيۡكَ ٱلۡكِتَٰبَ بِٱلۡحَقِّ مُصَدِّقٗا لِّمَا بَيۡنَ يَدَيۡهِ مِنَ ٱلۡكِتَٰبِ وَمُهَيۡمِنًا عَلَيۡهِ...﴾

"และเราได้ประทานคัมภีร์ (อัลกุรอาน) ลงมาแก่เจ้าด้วยความจริงเพื่อเป็นการยืนยันถึงความจริงของคัมภีร์ที่อยู่เบื้องหน้ามันและปกป้องคัมภีร์นั้น..." (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 48)

ความหมายของการที่ศาสนาอิสลามเหมาะสมสำหรับทุกยุคทุกสมัย ทุกสถานที่ และทุกประชาชาติ คือ การยึดมั่นปฏิบัติตามศาสนาอิสลามนั้น ไม่ขัดแย้งกับผลประโยชน์และความผาสุกของประชาชาติในยุคใดหรือสถานที่ใด หากแต่กลับเป็นปัจจัยแห่งความเจริญและความถูกต้องของพวกเขาเอง และความหมายดังกล่าว มิได้หมายความว่า ศาสนาอิสลามจะต้องยอมจำนนหรือปรับเปลี่ยนตามทุกยุค ทุกสถานที่ และทุกประชาชาติ ตามที่บางคนพยายามจะทำความเข้าใจเช่นนั้น

และศาสนาอิสลามคือศาสนาที่แท้จริง ที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงรับประกันแก่ผู้ที่ยึดมั่นต่อมันอย่างแท้จริงว่า พระองค์จะทรงช่วยเหลือเขา และทรงทำให้เขามีชัยเหนือผู้อื่น อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿هُوَ ٱلَّذِيٓ أَرۡسَلَ رَسُولَهُۥ بِٱلۡهُدَىٰ وَدِينِ ٱلۡحَقِّ لِيُظۡهِرَهُۥ عَلَى ٱلدِّينِ كُلِّهِۦ وَلَوۡ كَرِهَ ٱلۡمُشۡرِكُونَ 9﴾

"พระองค์คือผู้ที่ได้ส่งเราะซูล (มุฮัมหมัด) พร้อมด้วยทางนำ (อัลกุรอาน) และศาสนาที่แท้จริง เพื่อพระองค์จะทรงให้ศาสนาของพระองค์เป็นที่ประจักษ์เหนือศาสนาใดๆ แม้ว่าบรรดาผู้ตั้งภาคีจะเกลียดก็ตาม" [ซูเราะฮ์ อัศศ็อฟ: 9].

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า

﴿وَعَدَ ٱللَّهُ ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ مِنكُمۡ وَعَمِلُواْ ٱلصَّٰلِحَٰتِ لَيَسۡتَخۡلِفَنَّهُمۡ فِي ٱلۡأَرۡضِ كَمَا ٱسۡتَخۡلَفَ ٱلَّذِينَ مِن قَبۡلِهِمۡ وَلَيُمَكِّنَنَّ لَهُمۡ دِينَهُمُ ٱلَّذِي ٱرۡتَضَىٰ لَهُمۡ وَلَيُبَدِّلَنَّهُم مِّنۢ بَعۡدِ خَوۡفِهِمۡ أَمۡنٗاۚ يَعۡبُدُونَنِي لَا يُشۡرِكُونَ بِي شَيۡـٔٗاۚ وَمَن كَفَرَ بَعۡدَ ذَٰلِكَ فَأُوْلَٰٓئِكَ هُمُ ٱلۡفَٰسِقُونَ 55﴾

"อัลลอฮ์ทรงสัญญากับบรรดาผู้คนในหมู่พวกเจ้าที่ศรัทธา และประกอบคุณงามความดีว่า แน่นอนพระองค์จะทรงให้พวกเขาเป็นผู้สืบช่วงปกครองแผ่นดิน ดังที่พระองค์เคยทรงให้บรรดาชนก่อนพวกเขาเป็นผู้สืบช่วงมาก่อนแล้ว และพระองค์จะทรงทำให้ศาสนาของพวกเขาที่พระองค์ทรงโปรดปรานเป็นที่มั่นคงเป็นเกียรติแก่พวกเขา และแน่นอนพระองค์จะทรงเปลี่ยนแปลงพวกเขาจากการใช้ชีวิตที่อยู่ในความหวาดกลัวสู่ความสงบสุข โดยที่พวกเขาเคารพภักดีต่อข้า ไม่ตั้งภาคีอื่นใดต่อข้า และผู้ใดปฏิเสธศรัทธาหลังจากนั้น ดังนั้น ชนเหล่านั้นแหละ พวกเขาคือผู้ฝ่าฝืน" [อันนูร : 55]

ศาสนาอิสลาม คือการศรัทธาและบทบัญญัติ จึงเป็นศาสนาที่สมบูรณ์แบบทั้งในด้านการศรัทธาและบทบัญญัติ:

1. กำชับให้ยึดมั่นในเอกภาพของอัลลอฮฺ และห้ามจากการตั้งภาคี

2- สั่งใช้ให้มีความสัตย์จริง และห้ามไม่ให้โกหก

3- ศาสนาอิสลามสั่งใช้ให้ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม และห้ามปรามความอยุติธรรม โดยที่ความยุติธรรมหมายถึง การปฏิบัติต่อสิ่งที่เหมือนกันอย่างเท่าเทียม และการปฏิบัติต่อสิ่งที่แตกต่างกันอย่างแตกต่างกัน ไม่ใช่ความเสมอภาคแบบเหมารวมอย่างสิ้นเชิง ตามที่บางคนกล่าวอย่างกว้าง ว่าศาสนาอิสลามคือศาสนาแห่งความเสมอภาคเพราะการทำให้สิ่งที่แตกต่างกันเท่าเทียมกันนั้นเป็นความอยุติธรรม ซึ่งศาสนาอิสลามไม่ได้นำมาใช้ และผู้ที่กระทำเช่นนั้นก็ไม่เป็นที่สรรเสริญ

4- สั่งใช้ให้มีความซื่อสัตย์สุจริต และห้ามปรามการคดโกงทรยศ

5- สั่งใช้ให้ซื่อตรงต่อพันธะสัญญา และห้ามปรามการผิดสัญญาทรยศ

6. สั่งใช้ให้ทำความดีต่อบิดามารดา และห้ามปรามการเนรคุณ

7. สั่งใช้ให้เชื่อมสัมพันธ์ทางเครือญาติซึ่งก็คือบรรดาญาติพี่น้อง และห้ามมิให้มีการตัดความสัมพันธ์

8. สั่งใช้ให้ประพฤติดีต่อเพื่อนบ้าน และห้ามปรามการประพฤติเลวต่อเพื่อนบ้าน

กล่าวโดยสรุปคือ ศาสนาอิสลามนั้นสั่งใช้ในทุกศีลธรรมอันประเสริฐ และห้ามจากทุกศีลธรรมอันต่ำช้า และสั่งใช้ในทุกการงานที่ดี และห้ามจากทุกการงานที่เลวร้าย

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า:

﴿إِنَّ ٱللَّهَ يَأۡمُرُ بِٱلۡعَدۡلِ وَٱلۡإِحۡسَٰنِ وَإِيتَآيِٕ ذِي ٱلۡقُرۡبَىٰ وَيَنۡهَىٰ عَنِ ٱلۡفَحۡشَآءِ وَٱلۡمُنكَرِ وَٱلۡبَغۡيِۚ يَعِظُكُمۡ لَعَلَّكُمۡ تَذَكَّرُونَ 90﴾

"แท้จริงอัลลอฮ์ทรงใช้ให้รักษาความยุติธรรมและทำการดี และการบริจาคแก่ญาติใกล้ชิด และทรงห้ามปรามการอนาจารและการชั่วช้า และการอธรรม พระองค์ทรงตักเตือนพวกเจ้าเพื่อพวกเจ้าจักได้รำลึก" (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลุ : 90)

หลักการอิสลาม

หลักการอิสลาม: คือรากฐานซึ่งเป็นที่ตั้งของศาสนา มี 5 ประการ ดังนี้: ดังที่อิบนุอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา ได้รายงานจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ซึ่งท่านนบีได้กล่าวว่า:

«بُنِيَ الْإِسْلَامُ عَلَى خَمْسَةٍ: عَلَى أَنْ يُوَحِّدَ اللَّه - وَفِي رِوَايَةٍ عَلَى خَمْسٍ -: شَهَادَةِ أَنْ لَا إِلَهَ إِلَّا اللَّهُ، وَأَنَّ مُحَمَّدًا عَبْدُهُ وَرَسُولُهُ، وَإِقَامِ الصَّلَاةِ، وَإِيتَاءِ الزَّكَاةِ، وَصِيَامِ رَمَضَانَ، وَالْحَجِّ».

อิสลามถูกสร้างขึ้นบนหลักห้าประการ: คือการให้เอกภาพแด่อัลลอฮฺ - และในอีกสายรายงานหนึ่งระบุว่า บนหลักห้าประการ -: คือการปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมหมัดคือบ่าวและศาสนทูตของพระองค์, การดำรงการละหมาด, การจ่ายซะกาต, การถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน และการบำเพ็ญหัจญ์ ชายคนหนึ่งจึงถามว่า: “การทำฮัจญ์ และการถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอนหรือ?” ท่านกล่าวว่า:

«لَا، صِيَامُ رَمَضَانَ، وَالْحَجُّ».

ไม่ การถือศีลอดรอมฎอน และฮัจญ์ ฉันได้ยินมาเช่นนี้จากท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม2

1- สำหรับการปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดเป็นบ่าวและเราะสูลของพระองค์นั้น คือ การยึดมั่นอันแน่วแน่ที่ถูกกล่าวออกมาเป็นคำปฏิญาณนี้ ประหนึ่งว่าด้วยความแน่วแน่ในเรื่องนั้น เขาจึงเป็นผู้ที่ประจักษ์แจ้งต่อสิ่งนั้น และที่การปฏิญาณนี้ถูกนับเป็นเพียงประการเดียว ทั้งๆ ที่สิ่งที่ถูกปฏิญาณนั้นมีหลายส่วน:

ทั้งนี้ก็เพราะท่านเราะซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เป็นผู้เผยแผ่จากอัลลอฮฺ ตะอาลา ดังนั้น การปฏิญาณในความเป็นบ่าวและการเป็นศาสนทูตของท่าน จึงเป็นส่วนเติมเต็มของคำปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ

หรืออีกประการหนึ่ง ก็เพราะว่าชะฮาดะฮ์ทั้งสองนี้เป็นรากฐานของความถูกต้องและการตอบรับการงาน เนื่องจากการงานใดๆ จะไม่ถูกต้องและไม่ถูกตอบรับ นอกจากด้วยความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา และการปฏิบัติตามเราะซูลของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

ด้วยความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮฺ จึงเป็นการยืนยันถึงการปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าที่ควรเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮฺและด้วยการปฏิบัติตามแบบอย่างท่านเราะซูลุลลอฮฺ จึงเป็นการยืนยันถึงการปฏิญาณตนว่าแท้จริงมุหัมมัดคือบ่าวของพระองค์และศาสนทูตของพระองค์

และผลพวงหนึ่งของคำปฏิญาณอันยิ่งใหญ่นี้คือ การปลดปล่อยหัวใจและจิตใจออกจากการเป็นบ่าวของสิ่งถูกสร้าง และออกจากการปฏิบัติตามผู้ที่ไม่ใช่บรรดาศาสนทูต

2- ส่วนการดำรงไว้ซึ่งการละหมาดนั้น : คือการอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ ผู้สูงทรง ด้วยการปฏิบัติให้ถูกต้องและสมบูรณ์ครบถ้วนตามเวลาและรูปแบบของมัน

ส่วนหนึ่งจากผลของมันคือ ความผ่องใสและเบิกบานของจิตใจ ความชื่นใจและความสงบของสายตา และการยับยั้งห้ามปรามจากความลามกชั่วช้าและสิ่งที่ผิดศีลธรรม

3- ส่วนการจ่ายซะกาตนั้น คือการอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ตะอาลา ด้วยการจ่ายส่วนที่วาญิบในทรัพย์สินที่ต้องจ่ายซะกาตให้แก่บรรดาผู้มีสิทธิ์

และผลประโยชน์ของมันคือ การชำระจิตใจให้บริสุทธิ์จากนิสัยที่ต่ำทราม (ความตระหนี่ถี่เหนี่ยว) และการตอบสนองความต้องการของอิสลามและบรรดามุสลิม

4- การถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน คือการอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ตะอาลา ด้วยการอดกลั้นจากสิ่งที่ทำให้เสียศีลอดในช่วงเวลากลางวันของเดือนเราะมะฎอน

และในบรรดาผลลัพธ์ของมัน คือ การฝึกฝนขัดเกลาจิตใจให้ละเว้นจากสิ่งที่ตนรักใคร่ เพื่อแสวงหาความพอพระทัยของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเกรียงไกรและสูงส่ง

5- ส่วนการทำฮัจญ์ คือการอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา โดยการมุ่งสู่บัยตุลลอฮ์อัลหะรอม เพื่อประกอบพิธีกรรมฮัจญ์

และผลของมันคือ การฝึกฝนจิตใจให้สละทั้งกำลังทรัพย์และกำลังกายในการภักดีต่ออัลลอฮ์ ด้วยเหตุนี้ การทำหัจญ์จึงเป็นการญิฮาดประเภทหนึ่งในหนทางของอัลลอฮ์

และผลลัพธ์เหล่านี้ที่เราได้กล่าวถึง ซึ่งเกิดจากหลักการพื้นฐานดังกล่าว รวมถึงผลลัพธ์อื่น ที่ยังมิได้กล่าวถึง ล้วนมีส่วนทำให้ประชาชาตินี้กลายเป็นประชาชาติอิสลามที่บริสุทธิ์และผุดผ่อง ยึดมั่นศาสนาแห่งสัจธรรมของอัลลอฮ์ และปฏิบัติต่อผู้คนทั้งหลายด้วยความยุติธรรมและความจริงใจ เนื่องจากบทบัญญัติอื่น ของศาสนาอิสลามทั้งหมด ย่อมดำรงความถูกต้องได้ด้วยความถูกต้องของหลักการพื้นฐานเหล่านี้ และสภาพความเป็นอยู่ของประชาชาติก็จะดีงามขึ้นด้วยความถูกต้องมั่นคงของกิจการทางศาสนาของพวกเขา และความดีงามในสภาพของประชาชาติจะสูญหายไปมากน้อยเพียงใด ก็ย่อมเป็นไปตามระดับที่พวกเขาขาดความถูกต้องมั่นคงในกิจการทางศาสนาของตน

และผู้ใดประสงค์ที่จะประจักษ์แจ้งในสิ่งนั้น ก็ให้อ่านคำดำรัสของอัลลอฮฺตะอาลาที่ว่า:

﴿وَلَوۡ أَنَّ أَهۡلَ ٱلۡقُرَىٰٓ ءَامَنُواْ وَٱتَّقَوۡاْ لَفَتَحۡنَا عَلَيۡهِم بَرَكَٰتٖ مِّنَ ٱلسَّمَآءِ وَٱلۡأَرۡضِ وَلَٰكِن كَذَّبُواْ فَأَخَذۡنَٰهُم بِمَا كَانُواْ يَكۡسِبُونَ 96 أَفَأَمِنَ أَهۡلُ ٱلۡقُرَىٰٓ أَن يَأۡتِيَهُم بَأۡسُنَا بَيَٰتٗا وَهُمۡ نَآئِمُونَ 97 أَوَأَمِنَ أَهۡلُ ٱلۡقُرَىٰٓ أَن يَأۡتِيَهُم بَأۡسُنَا ضُحٗى وَهُمۡ يَلۡعَبُونَ98 أَفَأَمِنُواْ مَكۡرَ ٱللَّهِۚ فَلَا يَأۡمَنُ مَكۡرَ ٱللَّهِ إِلَّا ٱلۡقَوۡمُ ٱلۡخَٰسِرُونَ 99﴾

"และหากชาวเมืองนั้นศรัทธาและยำเกรง (ต่ออัลลอฮ์) แน่นอนเราก็จะเปิดประตูแห่งความจำเริญจากชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินแก่พวกเขา แต่ทว่าพวกเขาปฏิเสธ (บรรดาเราะซูลของเรา) ดังนั้นเราได้ลงโทษพวกเขาตามสิ่งที่พวกเขาได้ขวนขวายไว้ 96

แล้วชาวเมืองนั้นจะปลอดภัยจากการลงโทษของเราที่มายังพวกเขาในเวลากลางคืน ขณะที่พวกเขากำลังหลับใหลอยู่กระนั้นหรือ? 97

หรือชาวเมืองนั้นจะปลอดภัยจากการลงโทษของเราที่มายังพวกเขาในตอนสาย ขณะที่พวกเขากำลังเล่นสนุกสนานกันอยู่กระนั้นหรือ? 98

แล้วพวกเขารู้สึกปลอดภัยจากแผนการของอัลลอฮ์กระนั้นหรือ? ไม่มีผู้ใดปลอดภัยจากแผนการของอัลลอฮ์ นอกจากกลุ่มชนที่ขาดทุนเท่านั้น 99" (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 96-99)

จงใคร่ครวญถึงประวัติศาสตร์ของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วเถิด เพราะแท้จริงประวัติศาสตร์นั้นเป็นบทเรียนสำหรับผู้มีสติปัญญา และเป็นแสงสว่างแก่ผู้ที่จิตใจของเขามิได้มีสิ่งใดมาปิดกั้น และอัลลอฮ์คือผู้ทรงช่วยเหลือ

รากฐานแห่งหลักการศรัทธาอิสลาม

ศาสนาอิสลามดังที่เราได้อธิบายไว้แล้วก่อนหน้านี้ประกอบด้วยทั้งหลักความเชื่อ (อะกีดะฮฺ) และบทบัญญัติ (ชะรีอะฮฺ) และเราได้กล่าวถึงบางส่วนของบทบัญญัติเหล่านั้น พร้อมทั้งได้กล่าวถึงเสาหลักของศาสนา ซึ่งถือเป็นรากฐานของบทบัญญัติต่าง ของศาสนา

สำหรับหลักการเชื่อมั่นในศาสนาอิสลามนั้น รากฐานของมันคือ: การศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ต่อบรรดามะลาอิกะฮ์ของพระองค์ ต่อบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ ต่อบรรดาเราะซูลของพระองค์ ต่อวันปรโลก และต่อกฎสภาวะการณ์ทั้งดีและชั่ว

คัมภีร์ของอัลลอฮ์ และซุนนะฮ์ของเราะซูลของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ชี้ชัดถึงหลักมูลฐานเหล่านี้

และในคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า:

﴿لَّيۡسَ ٱلۡبِرَّ أَن تُوَلُّواْ وُجُوهَكُمۡ قِبَلَ ٱلۡمَشۡرِقِ وَٱلۡمَغۡرِبِ وَلَٰكِنَّ ٱلۡبِرَّ مَنۡ ءَامَنَ بِٱللَّهِ وَٱلۡيَوۡمِ ٱلۡأٓخِرِ وَٱلۡمَلَٰٓئِكَةِ وَٱلۡكِتَٰبِ وَٱلنَّبِيِّـۧنَ...﴾

"หาใช่ความดีนั้นอยู่ที่การผินหน้าไปทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเลย แต่ความดี คือการศรัทธาของบุคคลที่มีต่ออัลลอฮ์ วันปรโลก มลาอิกะฮ์ คัมภีร์ และบรรดานบี..." (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 177) และในเรื่องอัล-เกาะดัร ได้กล่าวว่า :

﴿إِنَّا كُلَّ شَيۡءٍ خَلَقۡنَٰهُ بِقَدَرٖ 49 وَمَآ أَمۡرُنَآ إِلَّا وَٰحِدَةٞ كَلَمۡحِۭ بِٱلۡبَصَرِ 50﴾

"แท้จริงทุกๆ สิ่งนั้น เราสร้างมันตามการกำหนด (ที่ถูกบันทึกไว้ล่วงหน้าแล้ว)

และกิจการของเรา (ในการสร้าง) นั้นเพียง (บัญชา) ครั้งเดียว คล้ายกับชั่วพริบตาเดียว 50" [อัลเกาะมัร : 49-50]

ในซุนนะฮ์ของท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวตอบมลาอิกะฮ์ญิบรออีล อะลัยฮิสสลาม เมื่อเขาได้ถามท่านเกี่ยวกับการศรัทธาว่า:

«الْإِيمَانُ: أَنْ تُؤْمِنَ بِاللَّهِ، وَمَلَائِكَتِهِ، وَكُتُبِهِ، وَرُسُلِهِ، وَالْيَوْمِ الْآخِرِ، وَتُؤْمِنَ بِالْقَدَرِ: خَيْرِهِ وَشَرِّهِ».

การศรัทธา คือการที่ท่านศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ต่อบรรดามะลาอิกะฮ์ของพระองค์ ต่อบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ ต่อบรรดาเราะสูลของพระองค์ ต่อวันปรโลก และท่านศรัทธาต่อการกฎสภาวะการณ์ของพระองค์ทั้งดีและชั่ว3

การศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา

และการศรัทธาต่ออัลลอฮ์ประกอบด้วยสี่ประการ คือ

ประการที่หนึ่ง: การศรัทธาต่อการมีอยู่จริงของอัลลอฮ์

และสัญชาตญาณ สติปัญญา บทบัญญัติศาสนา และประสาทสัมผัส ได้บ่งบอกถึงการมีอยู่จริงของพระองค์ ผู้ทรงสูงส่ง

สำหรับหลักฐานทางสัญชาตญาณที่บ่งชี้ถึงการมีอยู่จริงของพระองค์ ผู้ทรงบริสุทธิ์และสูงส่งนั้น คือ แท้จริงทุกสรรพสิ่งที่ถูกสร้างได้ถูกสร้างมาให้ศรัทธาต่อผู้สร้างของมัน โดยมิต้องผ่านการไตร่ตรองหรือการเรียนรู้ใดๆ มาก่อน และจะไม่มีผู้ใดหันเหออกจากข้อกำหนดแห่งสัญชาตญาณนี้ เว้นแต่ผู้ที่มีบางสิ่งเกิดขึ้นกับหัวใจของเขาซึ่งทำให้เขาหันเหออกไป ตามหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า:

«‌مَا ‌مِنْ ‌مَوْلُودٍ إِلَّا يُولَدُ عَلَى الْفِطْرَةِ، فَأَبَوَاهُ يُهَوِّدَانِهِ أَوْ يُنَصِّرَانِهِ أَوْ يُمَجِّسَانِهِ».

«เด็กทุกคนเกิดมาด้วยธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ดังนั้นพ่อและแม่ของเด็กนั้นทำให้เด็กเป็นยิว หรือคริสต์ หรือมะยูซ»4

2- สำหรับหลักฐานทางสติปัญญาต่อการดำรงอยู่ของอัลลอฮ์ ตะอาลา ก็เพราะว่าสิ่งที่ถูกสร้างเหล่านี้ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน จำเป็นต้องมีผู้สร้างที่ทำให้มันเกิดขึ้นมา เพราะเป็นไปไม่ได้ที่มันจะสร้างตัวเองขึ้นมา และก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญ

มันไม่อาจทำให้ตนเองมีอยู่ขึ้นมาได้ด้วยตัวของมันเอง เพราะสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่สามารถสร้างตัวของมันเองขึ้นมาได้ เพราะก่อนที่มันจะมีอยู่ มันคือความว่างเปล่า แล้วมันจะเป็นผู้สร้างได้อย่างไร?

และไม่อาจเกิดขึ้นโดยบังเอิญ เพราะว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นใหม่จำเป็นต้องมีผู้ทำให้เกิด และเพราะการดำรงอยู่ของสรรพสิ่งทั้งหลายบนระเบียบอันงดงาม ความสอดประสานที่กลมกลืน และความเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นระหว่างเหตุและผลของมัน รวมทั้งความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันของสิ่งมีอยู่ทั้งหลาย ย่อมปฏิเสธอย่างเด็ดขาดว่าการดำรงอยู่นี้จะเกิดขึ้นโดยบังเอิญ เนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญนั้น ย่อมไม่มีระเบียบตั้งแต่ต้นกำเนิดของการมีอยู่ แล้วจะเป็นไปได้อย่างไรที่มันจะดำรงอยู่อย่างเป็นระบบในขณะดำรงอยู่และพัฒนาไปต่อเนื่องเช่นนี้?

และเมื่อเป็นไปไม่ได้ที่สิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะเกิดขึ้นมาได้ด้วยตัวของมันเอง และไม่ได้เกิดขึ้นมาโดยบังเอิญ ก็เป็นที่แน่ชัดว่าจำเป็นต้องมีผู้สร้างสำหรับมัน ซึ่งก็คืออัลลอฮ์ พระเจ้าแห่งสากลโลก

และแท้จริงอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้กล่าวถึงหลักฐานทางปัญญานี้และข้อพิสูจน์ที่ชัดแจ้งในซูเราะฮ์อัฏฏูร โดยที่พระองค์ได้ตรัสว่า:

﴿أَمۡ خُلِقُواْ مِنۡ غَيۡرِ شَيۡءٍ أَمۡ هُمُ ٱلۡخَٰلِقُونَ 35﴾

"หรือว่าพวกเขาถูกบังเกิดมาโดยปราศจากผู้ทรงสร้างหรือว่าพวกเขาเป็นผู้สร้างตัวของพวกเขาเอง" [ซูเราะฮ์ อัฏฏูร : 35]. กล่าวคือ แท้จริงพวกเขาไม่ได้ถูกบังเกิดมาโดยปราศจากผู้สร้าง และพวกเขาก็มิใช่ผู้ที่สร้างตัวของพวกเขาเอง ดังนั้นจึงเป็นที่ยืนยันได้ว่า ผู้สร้างของพวกเขานั้นคืออัลลอฮ์ ผู้ทรงจำเริญยิ่ง ผู้ทรงสูงส่ง ด้วยเหตุนี้ เมื่อญุเบร บิน มุฏอิม เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้ฟังท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อ่านซูเราะฮฺ อัฏฏูร จนกระทั่งท่านได้อ่านมาถึงอายะฮฺเหล่านี้:

﴿أَمۡ خُلِقُواْ مِنۡ غَيۡرِ شَيۡءٍ أَمۡ هُمُ ٱلۡخَٰلِقُونَ 35 أَمۡ خَلَقُواْ ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلۡأَرۡضَۚ بَل لَّا يُوقِنُونَ 36 أَمۡ عِندَهُمۡ خَزَآئِنُ رَبِّكَ أَمۡ هُمُ ٱلۡمُصَۜيۡطِرُونَ 37﴾

"หรือว่าพวกเขาถูกบังเกิดมาโดยปราศจากผู้ทรงสร้างหรือว่าพวกเขาเป็นผู้สร้างตัวของพวกเขาเอง

หรือว่าพวกเขาเป็นผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนี้ เปล่าเลย เพราะพวกเขาไม่เชื่อมั่นต่างหาก

หรือว่าพวกเขามีขุมทรัพย์แห่งพระผู้อภิบาลของเจ้า หรือว่าพวกเขาเป็นผู้มีอำนาจจัดการ" [ซูเราะฮ์ อัฏฏูร : 35-37].

และในขณะนั้นท่านญุเบรยังเป็นมุชริกอยู่ ท่านได้กล่าวว่า: "หัวใจของฉันแทบจะโบยบิน และนั่นคือครั้งแรกที่การศรัทธาได้เข้ามาสถิตมั่นในหัวใจของฉัน"5

และเราจะขอยกตัวอย่างเพื่ออธิบายเรื่องดังกล่าวว่า หากมีคนหนึ่งได้เล่าให้ท่านฟังถึงเรื่องของวังที่ถูกสร้างอย่างใหญ่โตหลังหนึ่ง ซึ่งมีสวนมากมายล้อมรอบ และมีลำน้ำหลายสายไหลผ่านระหว่างสวนเหล่านั้น ภายในวังก็เต็มไปด้วยเครื่องปูลาดและเตียงนอน ทั้งยังถูกประดับประดาด้วยเครื่องตกแต่งนานาชนิด ทั้งที่เป็นส่วนประกอบหลักและส่วนประกอบเสริม และเขากล่าวแก่เจ้าว่า "แท้จริงปราสาทหลังนี้และความสมบูรณ์พร้อมที่อยู่ในนั้นได้บังเกิดขึ้นมาเอง หรือเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญโดยปราศจากผู้สร้าง" เจ้าก็ต้องรีบปฏิเสธและกล่าวว่ามันเป็นความเท็จ และนับว่าคำพูดของเขานั้นเป็นคำพูดที่โง่เขลา แล้วจะเป็นไปได้หรือที่จักรวาลอันกว้างใหญ่นี้ ทั้งผืนดิน ฟากฟ้า ดวงดาว สภาวการณ์ต่างๆ และระบบอันงดงามน่าอัศจรรย์ของมัน จะสร้างตัวของมันเองขึ้นมา หรือเกิดขึ้นโดยบังเอิญโดยปราศจากผู้สร้าง?!

3- และสำหรับหลักฐานทางศาสนาที่บ่งชี้ถึงการมีอยู่ของอัลลอฮ์ ตะอาลา: ก็เพราะว่าบรรดาคัมภีร์ของพระเจ้าทั้งหมดต่างก็ได้กล่าวถึงเรื่องดังกล่าว และบทบัญญัติต่างๆ ที่ยุติธรรมที่มาพร้อมกับคัมภีร์เหล่านั้นซึ่งครอบคลุมถึงผลประโยชน์ของปวงบ่าว ก็เป็นหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามันมาจากพระผู้อภิบาลผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงรอบรู้ในผลประโยชน์ของปวงบ่าวของพระองค์ และข่าวสารเกี่ยวกับสรรพสิ่งต่างๆ ที่บทบัญญัติได้นำมา ซึ่งความเป็นจริงได้ยืนยันถึงความสัตย์จริงของมันนั้น ถือเป็นหลักฐานว่าสิ่งเหล่านั้นมาจากพระผู้อภิบาลผู้ทรงอานุภาพในการบันดาลให้เกิดสิ่งที่พระองค์ได้ทรงแจ้งข่าวไว้

4 - สำหรับหลักฐานทางประสาทสัมผัสที่บ่งชี้ถึงการมีอยู่ของอัลลอฮ์นั้น มีสองประการ คือ:

ประการที่หนึ่งคือ: การที่เราได้ยินและได้เห็นการตอบรับคำวิงวอนของบรรดาผู้วิงวอน และการช่วยเหลือบรรดาผู้ที่ประสบความทุกข์ยากนั้น เป็นหลักฐานอันเด็ดขาดที่บ่งชี้ถึงการดำรงอยู่ของพระองค์ผู้ทรงสูงส่ง อัลลอฮ์ สุบฮานะฮุ ทรงตรัสว่า:

﴿وَنُوحًا إِذۡ نَادَىٰ مِن قَبۡلُ فَٱسۡتَجَبۡنَا لَهُۥ...﴾

"และจงรำลึกถึงเรื่องราวของนูห์ เมื่อเขาได้ร้องขอ (ต่ออัลลอฮ์) ก่อนหน้านั้น แล้วเราก็ได้ตอบสนองเขา..." (ซูเราะฮ์ อัล-อันบิยาอ์ : 76) และพระองค์ตรัสว่า :

﴿إِذۡ تَسۡتَغِيثُونَ رَبَّكُمۡ فَٱسۡتَجَابَ لَكُمۡ...﴾

"จงรำลึก (โอ้ ผู้ศรัทธาทั้งหลาย) ขณะที่พวกเจ้าขอความช่วยเหลือต่อพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า แล้วพระองค์ก็ได้ทรงตอบรับแก่พวกเจ้า..." (ซูเราะฮ์ อัลอันฟาล : 9)

ในเศาะฮีหฺ อัล-บุคอรีย์ จากท่านอนัส บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า :

«إنَّ أعرابيًّا دَخَلَ يَوْمَ الجُمُعَةِ -والنَّبِيُّ صَلَّى اللَّهُ عَلَيهِ وَسَلَّمَ يَخْطُبُ- فقالَ: يا رسُولَ اللَّهِ، هَلَكَ المَالُ، وجَاعَ العِيَالُ، فَادْعُ اللَّهَ لنَا؛ فَرَفَعَ يَدَيْهِ ودَعَا، فَثَارَ السَّحَابُ أمثَالَ الجِبَالِ، فَلَمْ يَنْزِلْ عَنْ مِنْبَرِهِ حتَّى رَأَيْتُ المَطَرَ يَتَحَادَرُ عَنْ لِحْيَتِهِ».

«แท้จริงมีชาวอาหรับชนบทคนหนึ่งเข้ามาในวันศุกร์ ขณะที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม กำลังกล่าวคุฏบะฮ์อยู่ เขากล่าวว่า:โอ้ ท่านร่อซูลของอัลลอฮ์ ทรัพย์สินพินาศแล้ว และครอบครัวก็อดอยาก ขอท่านวิงวอนขอต่ออัลลอฮ์เพื่อพวกเราด้วยเถิดท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม จึงยกมือทั้งสองขึ้นและขอดุอา แล้วเมฆฝนก็ลอยขึ้นมาอย่างหนาทึบราวกับภูเขาและท่านยังไม่ทันลงจากมิมบัร(ธรรมาสน์) จนกระทั่งฉันเห็นน้ำฝนไหลลงมาจากเคราของท่าน»6

และในวันศุกร์ที่สอง ชาวอาหรับชนบทคนนั้น หรือคนอื่น ได้ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า: โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ สิ่งปลูกสร้างได้พังทลาย และทรัพย์สมบัติได้จมน้ำ ดังนั้น จงวิงวอนต่ออัลลอฮ์เพื่อพวกเราเถิด ท่านจึงยกมือขึ้น และท่าน ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า:

«اللَّهُمَّ حَوَالَيْنَا وَلَا عَلَيْنَا».

"โอ้อัลลอฮฺได้โปรดให้ฝนตกบริเวณรอบๆพวกเราและอย่าให้มันตก (สร้างความเสียหาย) ลงบนพวกเราเลย" และท่านมิได้ชี้ไปยังทิศทางใด นอกจากมันจะเปิดโล่ง7.

การตอบรับคำวิงวอนยังคงเป็นสิ่งที่ประจักษ์ชัดจนถึงทุกวันนี้ สำหรับผู้ที่มีความสัตย์จริงในการขอความช่วยเหลือต่ออัลลอฮ์ และได้ปฏิบัติครบถ้วนตามเงื่อนไขของการตอบรับ

ประการที่สอง: สัญญาณต่างๆ ของบรรดานบีที่ถูกเรียกว่าปาฏิหาริย์ ซึ่งผู้คนได้เห็นหรือได้ยินเกี่ยวกับมันนั้น เป็นข้อพิสูจน์อันเด็ดขาดถึงการมีอยู่ของผู้ที่ส่งพวกเขามา ซึ่งก็คืออัลลอฮ์ ตะอาลา เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของมนุษย์ ซึ่งอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงทำให้เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนบรรดาเราะซูลของพระองค์ และเพื่อช่วยเหลือพวกเขา

ตัวอย่างของสิ่งนั้นคือ สัญญาณของท่านนบีมูซา อะลัยฮิสลาม เมื่ออัลลอฮฺตะอาลาได้ทรงบัญชาให้เขาฟาดทะเลด้วยไม้เท้าของเขา แล้วเขาก็ได้ฟาดมันลงไป ทะเลก็ได้แยกออกเป็นสิบสองช่องทางที่แห้ง โดยที่น้ำซึ่งอยู่ระหว่างทางเหล่านั้นเป็นประหนึ่งภูเขา อัลลอฮฺตะอาลาได้ตรัสว่า:

﴿فَأَوۡحَيۡنَآ إِلَىٰ مُوسَىٰٓ أَنِ ٱضۡرِب بِّعَصَاكَ ٱلۡبَحۡرَۖ فَٱنفَلَقَ فَكَانَ كُلُّ فِرۡقٖ كَٱلطَّوۡدِ ٱلۡعَظِيمِ 63﴾

"แล้วเราได้วะฮ์ยูแก่มูซาว่า "จงฟาดทะเลด้วยไม้เท้าของเจ้า" ทันใดนั้น มันก็แยกออก (เป็นหลายๆ ช่องทาง) แต่ละช่องทางได้ถูกยกขึ้นเช่นภูเขาใหญ่" (ซูเราะฮ์ อัช-ชุอะรออ์ : 63)

และอีกตัวอย่างหนึ่งคือ ข้อพิสูจน์ของนบีอีซา อะลัยฮิสลาม ซึ่งท่านได้ชุบชีวิตคนตาย และนำพวกเขาออกมาจากหลุมฝังศพของพวกเขาด้วยอนุมัติจากอัลลอฮฺ อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสถึงท่านว่า:

﴿...وَأُحۡيِ ٱلۡمَوۡتَىٰ بِإِذۡنِ ٱللَّهِۖ...﴾

"...และฉันให้ชีวิตแก่คนที่ตายด้วยการอนุมัติของอัลลอฮ์..." (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 49) และพระองค์ ทรงตรัสว่า:

﴿...وَإِذۡ تُخۡرِجُ ٱلۡمَوۡتَىٰ بِإِذۡنِيۖ...﴾

"...และขณะที่เจ้าทำให้บรรดาคนตายออกมาด้วยอนุมัติของข้า..." (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 110)

และตัวอย่างที่สาม คือ เมื่อชาวกุเรชได้ขอให้ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แสดงปาฏิหาริย์ ท่านจึงชี้ไปยังดวงจันทร์ แล้วมันก็ได้แตกออกเป็นสองส่วน และผู้คนก็ได้เห็นมัน และในเรื่องดังกล่าว อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿ٱقۡتَرَبَتِ ٱلسَّاعَةُ وَٱنشَقَّ ٱلۡقَمَرُ 1 وَإِن يَرَوۡاْ ءَايَةٗ يُعۡرِضُواْ وَيَقُولُواْ سِحۡرٞ مُّسۡتَمِرّٞ2﴾

"วันกิยามะฮ์ได้ใกล้เข้ามาแล้ว และดวงจันทร์ได้แยกออก และหากพวกเขาเห็นสัญญาณใด พวกเขาก็จะหันเหและกล่าวว่า 'นี่คือเวทมนตร์ที่ต่อเนื่อง'" (อัล-เกาะมัร: 1-2)

ดังนั้น สัญญาณที่สัมผัสได้เหล่านี้ที่อัลลอฮ์ทรงให้เกิดขึ้นเพื่อเป็นการสนับสนุนบรรดาเราะซูลของพระองค์และช่วยเหลือพวกเขา จึงเป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดแจ้งถึงการมีอยู่จริงของพระองค์

ประการที่สองอันเป็นส่วนหนึ่งของการศรัทธาต่ออัลลอฮ์ คือ การศรัทธาต่อการเป็นพระผู้ทรงอภิบาลของพระองค์ กล่าวคือ การศรัทธาว่าพระองค์คือพระผู้อภิบาลแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีภาคีใดๆ และไม่มีผู้ช่วยเหลือสำหรับพระองค์

อัรร็อบ คือผู้ทรงสิทธิ์ในการสร้าง การครอบครอง และการบัญชา ดังนั้น ไม่มีผู้สร้างอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ ไม่มีผู้ทรงเป็นเจ้าของอื่นใดนอกจากพระองค์ และไม่มีการบัญชาใดๆ เว้นแต่เป็นของพระองค์ พระองค์ทรงตรัสว่า:

﴿...أَلَا لَهُ ٱلۡخَلۡقُ وَٱلۡأَمۡرُۗ...﴾

"...พึงรู้เถิดว่า การสร้างและการบัญชานั้นเป็นสิทธิของพระองค์..." [ซูเราะฮ์ อัลอะอ์รอฟ : 54] และพระองค์ ทรงตรัสว่า:

﴿...ذَٰلِكُمُ ٱللَّهُ رَبُّكُمۡ لَهُ ٱلۡمُلۡكُۚ وَٱلَّذِينَ تَدۡعُونَ مِن دُونِهِۦ مَا يَمۡلِكُونَ مِن قِطۡمِيرٍ﴾

"...นั่นคือ อัลลอฮ์พระผู้อภิบาลของพวกเจ้า อำนาจการปกครองทั้งมวลเป็นสิทธิ์ของพระองค์ และสิ่งที่พวกเจ้าวิงวอนขออื่นจากพระองค์นั้น พวกมันมิได้ครอบครองสิ่งใดแม้แต่เยื่อบางหุ้มเมล็ดอินทผลัม" (ซูเราะฮ์ ฟาฏิร : 13)

และไม่เป็นที่ทราบว่ามีผู้ใดจากบรรดามวลสิ่งถูกสร้างปฏิเสธความเป็นพระผู้ทรงอภิบาลของอัลลอฮ์ ตะอาลา ยกเว้นว่าเขาจะเป็นผู้ดื้อรั้น มิได้เชื่อในสิ่งที่ตนกล่าว ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับฟิรเอาน์ เมื่อเขาได้กล่าวแก่กลุ่มชนของเขาว่า:

﴿فَقَالَ أَنَا۠ رَبُّكُمُ ٱلۡأَعۡلَىٰ 24﴾

"แล้วกล่าวว่า ฉันคือพระผู้อภิบาลสูงสุดของพวกเจ้า" (ซูเราะฮ์ อัน-นาซิอาต : 24) อัลลอฮ์ตรัสว่า :

﴿...يَٰٓأَيُّهَا ٱلۡمَلَأُ مَا عَلِمۡتُ لَكُم مِّنۡ إِلَٰهٍ غَيۡرِي...﴾

"...โอ้ปวงบริพารเอ๋ย ฉันไม่เคยรู้จักพระเจ้าองค์ใดของพวกเจ้านอกจากฉัน..." [ซูเราะฮ์ อัลเกาะศ็อศ: 38]، แต่สิ่งนั้นมิได้เกิดจากหลักความเชื่อศรัทธา. อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า:

﴿وَجَحَدُواْ بِهَا وَٱسۡتَيۡقَنَتۡهَآ أَنفُسُهُمۡ ظُلۡمٗا وَعُلُوّٗاۚ...﴾

"และพวกเขาได้ปฏิเสธมันอย่างอยุติธรรมและเย่อหยิ่ง ทั้งๆ ที่จิตใจของพวกเขาเชื่อมั่นต่อมัน..." (ซูเราะฮ์ อัน-นัมล์ : 14) และมูซาได้กล่าวแก่ฟิรเอาน์ ดังที่อัลลอฮ์ได้ตรัสถึงเขาว่า:

﴿...لَقَدۡ عَلِمۡتَ مَآ أَنزَلَ هَٰٓؤُلَآءِ إِلَّا رَبُّ ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلۡأَرۡضِ بَصَآئِرَ وَإِنِّي لَأَظُنُّكَ يَٰفِرۡعَوۡنُ مَثۡبُورٗا﴾

"...แน่นอนเจ้า (โอ้ ฟิรเอาน์) ย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าไม่มีผู้ใดประทานสิ่งเหล่านี้ นอกจากพระผู้อภิบาลแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเพื่อเป็นข้อยืนยัน (ถึงเอกภาพของอัลลอฮ์และความสัตย์จริงของฉัน) และแท้จริงฉันคิดว่าเจ้า โอ้ ฟิรเอาน์เอ๋ย เป็นผู้หายนะแล้ว" [อัลอิสรออ์ : 102] และด้วยเหตุนี้ บรรดาผู้ที่ตั้งภาคีได้ยอมรับต่อรุบูบียะฮ์ (การเป็นพระผู้ทรงอภิบาล) ของอัลลอฮ์ พร้อมกับการตั้งภาคีต่อพระองค์ในอุลูฮียะฮ์ (การเป็นพระเจ้าที่ควรเคารพภักดี) อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿قُل لِّمَنِ ٱلۡأَرۡضُ وَمَن فِيهَآ إِن كُنتُمۡ تَعۡلَمُونَ 84 سَيَقُولُونَ لِلَّهِۚ قُلۡ أَفَلَا تَذَكَّرُونَ85 قُلۡ مَن رَّبُّ ٱلسَّمَٰوَٰتِ ٱلسَّبۡعِ وَرَبُّ ٱلۡعَرۡشِ ٱلۡعَظِيمِ 86 سَيَقُولُونَ لِلَّهِۚ قُلۡ أَفَلَا تَتَّقُونَ 87 قُلۡ مَنۢ بِيَدِهِۦمَلَكُوتُ كُلِّ شَيۡءٖ وَهُوَ يُجِيرُ وَلَا يُجَارُ عَلَيۡهِ إِن كُنتُمۡ تَعۡلَمُونَ 88 سَيَقُولُونَ لِلَّهِۚ قُلۡ فَأَنَّىٰ تُسۡحَرُونَ 89﴾

"จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) แผ่นดินนี้และผู้ที่อยู่ในนั้นเป็นของใคร หากพวกเจ้ารู้ พวกเขาจะกล่าวว่า เป็นของอัลลอฮ์ จงกล่าวเถิด แล้วทำไมพวกเจ้าจึงไม่ใคร่ครวญ จงกล่าวเถิด ใครคือพระเจ้าแห่งชั้นฟ้าทั้งเจ็ดและพระเจ้าแห่งบัลลังก์อันยิ่งใหญ่ พวกเขาจะกล่าวว่า เป็นของอัลลอฮ์ จงกล่าวเถิด แล้วทำไมพวกเจ้าจึงไม่ยำเกรง จงกล่าวเถิด ใครคือผู้ที่มีอำนาจเหนือทุกสิ่ง และพระองค์ทรงคุ้มครองและไม่มีใครคุ้มครองพระองค์ได้ หากพวกเจ้ารู้ พวกเขาจะกล่าวว่า เป็นของอัลลอฮ์ จงกล่าวเถิด แล้วทำไมพวกเจ้าจึงถูกล่อลวง" [ซูเราะฮ์ อัล-มุอ์มินูน: 84-89]

และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า:

﴿وَلَئِن سَأَلۡتَهُم مَّنۡ خَلَقَ ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلۡأَرۡضَ لَيَقُولُنَّ خَلَقَهُنَّ ٱلۡعَزِيزُ ٱلۡعَلِيمُ 9﴾

"และหากเจ้าถามพวกเขา ใครเล่าเป็นผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนี้ แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่า พระผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงรอบรู้ทรงสร้างสิ่งเหล่านั้น" (อัซ-ซุครุฟ : 9)

และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿وَلَئِن سَأَلۡتَهُم مَّنۡ خَلَقَهُمۡ لَيَقُولُنَّ ٱللَّهُۖ فَأَنَّىٰ يُؤۡفَكُونَ 87﴾

"และถ้าเจ้าถามพวกเขาว่า ผู้ใดเป็นผู้สร้างพวกเขา แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่า อัลลอฮ์ แล้วพวกเขาหันเหออก(จากการอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์)ได้อย่างไร?" (อัช-ซุครุฟ : 87)

พระบัญชาของอัลลอฮ์ซุบฮานะฮูครอบคลุมทั้งพระบัญชาด้านจักรวาล (กฎแห่งการสร้างและการดำเนินของสรรพสิ่ง) และพระบัญชาด้านบทบัญญัติศาสนา

เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงเป็นผู้บริหารจัดการจักรวาล ทรงกำหนดและดำเนินทุกสิ่งตามที่พระองค์ทรงประสงค์ โดยสอดคล้องกับพระปรีชาญาณของพระองค์ พระองค์ก็ทรงเป็นผู้ปกครองและผู้บัญญัติกฎหมายศาสนาเช่นเดียวกัน ทั้งในเรื่องการอิบาดะฮ์ และบทบัญญัติว่าด้วยการดำเนินชีวิตและการทำธุรกรรมของมนุษย์ ทั้งหมดล้วนเป็นไปตามพระปรีชาญาณของพระองค์ ดังนั้นผู้ใดที่ยึดถือสิ่งอื่นใดเป็นผู้ออกบัญญัติในเรื่องการเคารพภักดี หรือเป็นผู้ชี้ขาดในเรื่องธุรกรรม เทียบเคียงอัลลอฮ์ ตะอาลา แท้จริงเขาได้ตั้งภาคีต่อพระองค์แล้ว และมิได้บรรลุซึ่งอีหม่าน

ประการที่สาม จากสิ่งที่การศรัทธาต่ออัลลอฮ์ได้ครอบคลุมไว้ คือ การศรัทธาต่ออุลูฮิยะฮ์ของพระองค์ หมายถึงว่า พระองค์เพียงผู้เดียวคือพระเจ้าที่แท้จริง ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ และคำว่า (อัล-อิลาฮ์) มีความหมายว่า (อัล-มะอ์ลูฮ์) กล่าวคือ ผู้ที่ถูกเคารพสักการะด้วยความรักและการเทิดทูน

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า:

﴿وَإِلَٰهُكُمۡ إِلَٰهٞ وَٰحِدٞۖ لَّآ إِلَٰهَ إِلَّا هُوَ ٱلرَّحۡمَٰنُ ٱلرَّحِيمُ 163﴾

"และพระเจ้าของพวกเจ้าที่ควรแก่การเคารพสักการะคือพระเจ้าองค์เดียว ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากพระองค์ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ" (ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ : 163) และพระองค์ตรัสว่า :

﴿شَهِدَ ٱللَّهُ أَنَّهُۥ لَآ إِلَٰهَ إِلَّا هُوَ وَٱلۡمَلَٰٓئِكَةُ وَأُوْلُواْ ٱلۡعِلۡمِ قَآئِمَۢا بِٱلۡقِسۡطِۚ لَآ إِلَٰهَ إِلَّا هُوَ ٱلۡعَزِيزُ ٱلۡحَكِيمُ 18﴾

"อัลลอฮ์ทรงยืนยันว่า แท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากพระองค์เท่านั้น เช่นเดียวกับบรรดามลาอิกะฮ์และบรรดาผู้รู้ที่ดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ต่างก็ยืนยันว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากพระองค์ ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ" (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 18) และผู้ใดก็ตามที่ยึดถือสิ่งอื่นใดเป็นพระเจ้าเทียบเคียงอัลลอฮ์ แล้วสักการะมันนอกเหนือจากพระองค์ แท้จริงความเป็นพระเจ้าของมันนั้นเป็นสิ่งเท็จ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿ذَٰلِكَ بِأَنَّ ٱللَّهَ هُوَ ٱلۡحَقُّ وَأَنَّ مَا يَدۡعُونَ مِن دُونِهِۦ هُوَ ٱلۡبَٰطِلُ وَأَنَّ ٱللَّهَ هُوَ ٱلۡعَلِيُّ ٱلۡكَبِيرُ 62﴾

"เช่นนั้นแหละ เพราะแท้จริงอัลลอฮ์ทรงเป็นพระเจ้าที่แท้จริงเพียงองค์เดียว และแท้จริงสิ่งที่พวกเขาวิงวอนขออื่นจากพระองค์นั้นเป็นเท็จ และแท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิ่งใหญ่" (อัล-ฮัจญ์: 62) และการตั้งชื่อพวกมันว่าเป็นพระเจ้า ก็ไม่ได้ทำให้พวกมันมีสิทธิ์ในความเป็นพระเจ้าแต่อย่างใด อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสเกี่ยวกับ (อัลลาต, อัลอุซซา และมะนาต) ว่า:

﴿إِنۡ هِيَ إِلَّآ أَسۡمَآءٞ سَمَّيۡتُمُوهَآ أَنتُمۡ وَءَابَآؤُكُم مَّآ أَنزَلَ ٱللَّهُ بِهَا مِن سُلۡطَٰنٍۚ...﴾

"เหล่านี้มิใช่อื่นใด นอกจากเป็นชื่อที่พวกเจ้าและบรรพบุรุษของพวกเจ้าตั้งมันขึ้นมาเอง อัลลอฮ์มิได้ทรงประทานหลักฐานอันใดลงมาเกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย..." [ซูเราะฮ์ อัน-นัจญ์มิ: 23].

อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัส เป็นการเล่าเรื่องเกี่ยวกับนบีฮูด อะลัยฮิสสลาม โดยท่านได้กล่าวแก่ประชาชาติของท่านว่า :

﴿...أَتُجَٰدِلُونَنِي فِيٓ أَسۡمَآءٖ سَمَّيۡتُمُوهَآ أَنتُمۡ وَءَابَآؤُكُم مَّا نَزَّلَ ٱللَّهُ بِهَا مِن سُلۡطَٰنٖۚ...﴾

"พวกเจ้าจะโต้เถียงฉันเกี่ยวกับบรรดาชื่อ (ของรูปเคารพ) ที่พวกเจ้าและบรรพบุรุษของพวกเจ้าได้ตั้งมันขึ้นมาเอง โดยที่อัลลอฮ์ไม่ได้ทรงประทานหลักฐานใด ลงมาสำหรับชื่อเหล่านั้น กระนั้นหรือ?..." (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 71)

และได้มีกล่าวถึงยูซุฟ อลัยฮิสสลาม ว่าท่านได้กล่าวแก่เพื่อนร่วมคุกทั้งสองของท่านว่า:

﴿يَٰصَٰحِبَيِ ٱلسِّجۡنِ ءَأَرۡبَابٞ مُّتَفَرِّقُونَ خَيۡرٌ أَمِ ٱللَّهُ ٱلۡوَٰحِدُ ٱلۡقَهَّارُ 39 مَا تَعۡبُدُونَ مِن دُونِهِۦٓ إِلَّآ أَسۡمَآءٗ سَمَّيۡتُمُوهَآ أَنتُمۡ وَءَابَآؤُكُم مَّآ أَنزَلَ ٱللَّهُ بِهَا مِن سُلۡطَٰنٍۚ...﴾

"โอ้เพื่อนร่วมคุกทั้งสองของฉันเอ๋ย พระเจ้าหลายองค์ที่แตกต่างกันนั้นดีกว่า หรืออัลลอฮ์ พระองค์เดียว ผู้ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง สิ่งที่พวกเจ้าบูชานอกเหนือจากพระองค์นั้น มิใช่อะไรอื่นเลย นอกจากเพียงชื่อเรียกที่พวกเจ้าและบรรพบุรุษของพวกเจ้าได้ตั้งขึ้นมา โดยที่อัลลอฮ์มิได้ทรงประทานหลักฐานอำนาจใด รองรับสิ่งเหล่านั้นเลย..." (ซูเราะฮ์ ยูซุฟ : 39-40)

ด้วยเหตุนี้เอง บรรดาเราะซูล อะลัยฮิมุศศอลาตุวัสสลาม ได้กล่าวแก่ประชาชาติของพวกเขาว่า :

﴿...ٱعۡبُدُواْ ٱللَّهَ مَا لَكُم مِّنۡ إِلَٰهٍ غَيۡرُهُ...﴾

"...จงเคารพสักการะอัลลอฮ์เถิด ไม่มีพระเจ้าอื่นใดสำหรับพวกเจ้านอกจากพระองค์เท่านั้น..." (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 59) แต่บรรดาผู้ตั้งภาคีได้ปฏิเสธสิ่งนั้น และได้ยึดเอาพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮ์มาเคารพบูชาร่วมกับพระองค์ ทั้งยังขอความช่วยเหลือและร้องขอการคุ้มครองจากสิ่งเหล่านั้น

และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงทำให้การยึดเอาพระเจ้าเหล่านี้ของบรรดาผู้ตั้งภาคีเป็นการโมฆะ ด้วยหลักฐานทางสติปัญญาสองประการ:

หนึ่ง: ไม่มีคุณลักษณะเฉพาะที่แสดงถึงความเป็นพระเจ้าในบรรดาพระเจ้าที่พวกเขาบูชา เพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา ที่ไม่ใช่ผู้สร้าง และไม่สามารถให้ประโยชน์ใด แก่ผู้ที่บูชาพวกเขา และไม่สามารถปัดเป่าอันตรายใดๆ จากพวกเขา และไม่ครอบครองความเป็นและความตายสำหรับพวกเขา และไม่ได้ครอบครองสิ่งใดๆ ในฟากฟ้า และไม่ได้มีส่วนร่วมใดๆ ในนั้น

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า:

﴿وَٱتَّخَذُواْ مِن دُونِهِۦٓ ءَالِهَةٗ لَّا يَخۡلُقُونَ شَيۡـٔٗا وَهُمۡ يُخۡلَقُونَ وَلَا يَمۡلِكُونَ لِأَنفُسِهِمۡ ضَرّٗا وَلَا نَفۡعٗا وَلَا يَمۡلِكُونَ مَوۡتٗا وَلَا حَيَوٰةٗ وَلَا نُشُورٗا 3﴾

"พวกเขาได้เคารพบูชาต่อบรรดาพระเจ้าอื่น จากพระองค์ ทั้งที่พระเจ้าเหล่านั้นมิได้สร้างสิ่งใดๆ เลย และพวกเขาเป็นสิ่งที่ถูกสร้าง และพวกเขาไม่มีอำนาจที่จะให้โทษและให้คุณแก่ตัวเองได้ และพวกเขาไม่มีอำนาจควบคุมความตายและความเป็นและการฟื้นคืนชีพ" [ซูเราะฮ์ อัล-ฟุรกอน: 3].

และพระองค์ตรัสว่า :

﴿قُلِ ٱدۡعُواْ ٱلَّذِينَ زَعَمۡتُم مِّن دُونِ ٱللَّهِ لَا يَمۡلِكُونَ مِثۡقَالَ ذَرَّةٖ فِي ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَلَا فِي ٱلۡأَرۡضِ وَمَا لَهُمۡ فِيهِمَا مِن شِرۡكٖ وَمَا لَهُۥ مِنۡهُم مِّن ظَهِيرٖ 22 وَلَا تَنفَعُ ٱلشَّفَٰعَةُ عِندَهُۥٓ إِلَّا لِمَنۡ أَذِنَ لَهُۥ...﴾

"จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) พวกเจ้าจงวิงวอนต่อบรรดาผู้ที่พวกเจ้ายืนยันว่าเป็นพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮ์ พวกมันมิได้ครอบครองแม้แต่เพียงน้ำหนักเท่าธุลีในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และพวกมันมิได้มีหุ้นส่วนในทั้งสองนั้น และสำหรับพระองค์นั้นมิได้มีผู้ช่วยเหลือมาจากพวกมัน และการขอความช่วยเหลือจะไม่เป็นประโยชน์ ที่พระองค์ ยกเว้นแก่ผู้ที่พระองค์ทรงอนุญาต..." (ซูเราะฮ์ สะบะอ์ : 22-23)

وقال تعالى: ﴿أَيُشۡرِكُونَ مَا لَا يَخۡلُقُ شَيۡـٔٗا وَهُمۡ يُخۡلَقُونَ 191 وَلَا يَسۡتَطِيعُونَ لَهُمۡ نَصۡرٗا وَلَآ أَنفُسَهُمۡ يَنصُرُونَ 192﴾

และพระองค์ตรัสว่า: "พวกเขาจะให้สิ่งที่ไม่ได้สร้างสิ่งใดๆ เป็นภาคี (กับพระองค์) ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ถูกสร้างกระนั้นหรือ?! และพวกมันไม่สามารถช่วยเหลือพวกเขาได้ และไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้" (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 191-192)

และหากนี่คือสถานะของพระเจ้าเหล่านี้ ดังนั้นการยึดสิ่งเหล่านี้เป็นพระเจ้าถือว่าเป็นความโง่เขลาเบาปัญญาที่สุด และเป็นสิ่งที่เท็จที่สุด

ประการที่สอง: บรรดาผู้ตั้งภาคีเหล่านี้ได้ยอมรับว่าแท้จริงอัลลอฮ์ ตะอาลา แต่เพียงพระองค์เดียว คือพระผู้อภิบาล ผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงครอบครองอำนาจเหนือทุกสรรพสิ่ง และพระองค์คือผู้ทรงให้ความคุ้มครอง และไม่มีผู้ใดสามารถถูกคุ้มครองให้พ้นจากพระองค์ได้ และสิ่งนี้ย่อมทำให้จำเป็นที่พวกเขาต้องให้เอกภาพต่อพระองค์ในด้านเตาหีดอัลอุลูฮียะฮ์ เช่นเดียวกับที่พวกเขาได้ให้เอกภาพต่อพระองค์ในด้านเตาหีดอัรรุบูบียะฮ์ ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿يَٰٓأَيُّهَا ٱلنَّاسُ ٱعۡبُدُواْ رَبَّكُمُ ٱلَّذِي خَلَقَكُمۡ وَٱلَّذِينَ مِن قَبۡلِكُمۡ لَعَلَّكُمۡ تَتَّقُونَ 21 ٱلَّذِي جَعَلَ لَكُمُ ٱلۡأَرۡضَ فِرَٰشٗا وَٱلسَّمَآءَ بِنَآءٗ وَأَنزَلَ مِنَ ٱلسَّمَآءِ مَآءٗ فَأَخۡرَجَ بِهِۦ مِنَ ٱلثَّمَرَٰتِ رِزۡقٗا لَّكُمۡۖ فَلَا تَجۡعَلُواْ لِلَّهِ أَندَادٗا وَأَنتُمۡ تَعۡلَمُونَ 22﴾

"โอ้มนุษย์เอ๋ย จงเคารพภัคดีต่อพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าที่ทรงบังเกิดพวกเจ้าและบรรดาผู้ที่มาก่อนหน้าพวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง พระองค์ผู้ทรงทำให้แผ่นดินเป็นที่พักพิงสำหรับพวกเจ้า และท้องฟ้าเป็นหลังคา และทรงหลั่งน้ำจากฟากฟ้าลงมา แล้วทรงให้เกิดผลไม้เป็นปัจจัยยังชีพสำหรับพวกเจ้า ดังนั้นอย่าได้ตั้งสิ่งเทียบเคียงใดๆ กับอัลลอฮ์ ทั้งๆ ที่พวกเจ้ารู้" (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 21-22)

และพระองค์ตรัสว่า :

﴿وَلَئِن سَأَلۡتَهُم مَّنۡ خَلَقَهُمۡ لَيَقُولُنَّ ٱللَّهُۖ فَأَنَّىٰ يُؤۡفَكُونَ 87﴾

"และถ้าเจ้าถามพวกเขาว่า ผู้ใดเป็นผู้สร้างพวกเขา แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่า อัลลอฮ์ แล้วพวกเขาหันเหออก(จากการอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์)ได้อย่างไร?" (อัช-ซุครุฟ : 87)

และพระองค์ตรัสว่า :

﴿قُلۡ مَن يَرۡزُقُكُم مِّنَ ٱلسَّمَآءِ وَٱلۡأَرۡضِ أَمَّن يَمۡلِكُ ٱلسَّمۡعَ وَٱلۡأَبۡصَٰرَ وَمَن يُخۡرِجُ ٱلۡحَيَّ مِنَ ٱلۡمَيِّتِ وَيُخۡرِجُ ٱلۡمَيِّتَ مِنَ ٱلۡحَيِّ وَمَن يُدَبِّرُ ٱلۡأَمۡرَۚ فَسَيَقُولُونَ ٱللَّهُۚ فَقُلۡ أَفَلَا تَتَّقُونَ 31 فَذَٰلِكُمُ ٱللَّهُ رَبُّكُمُ ٱلۡحَقُّۖ فَمَاذَا بَعۡدَ ٱلۡحَقِّ إِلَّا ٱلضَّلَٰلُۖ فَأَنَّىٰ تُصۡرَفُونَ32﴾

"จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "ใครเป็นผู้ประทานปัจจัยยังชีพที่มาจากฟากฟ้าและแผ่นดินแก่พวกเจ้า หรือใครเป็นเจ้าของการได้ยินและการมองเห็น และใครเป็นผู้ให้มีชีวิตหลังจากการตาย และเป็นผู้ให้ตายหลังจากมีชีวิต และใครเป็นผู้บริหารกิจการ" แล้วพวกเขาจะกล่าวกันว่า "อัลลอฮ์" ดังนั้นจงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "พวกเจ้าไม่ยำเกรงอีกหรือ?" นั่นแหละคืออัลลอฮ์ พระเจ้าของพวกเจ้าผู้ทรงความจริง แล้วมีอะไรหลังจากความจริงนอกจากความหลงผิด ดังนั้นพวกเจ้าจะถูกหันเหไปทางไหน?" (ยูนุส : 31-32)

ประการที่สี่ในองค์ประกอบของการศรัทธาต่ออัลลอฮ์: การศรัทธาต่อพระนามและคุณลักษณะของพระองค์:

คือ: การยืนยันบรรดาพระนามและคุณลักษณะที่อัลลอฮฺทรงยืนยันไว้สำหรับพระองค์เองในคัมภีร์ของพระองค์ หรือในซุนนะฮฺของศาสนทูตของพระองค์ -ศ็อลลอลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม- ในลักษณะที่คู่ควรต่อพระองค์ โดยปราศจากการบิดเบือน การปฏิเสธ การจินตนาการถึงรูปแบบ และการเปรียบเทียบ อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ตรัสว่า:

﴿وَلِلَّهِ ٱلۡأَسۡمَآءُ ٱلۡحُسۡنَىٰ فَٱدۡعُوهُ بِهَاۖ وَذَرُواْ ٱلَّذِينَ يُلۡحِدُونَ فِيٓ أَسۡمَٰٓئِهِۦۚ سَيُجۡزَوۡنَ مَا كَانُواْ يَعۡمَلُونَ 180﴾

"และอัลลอฮ์ทรงมีบรรดาพระนามอันประเสริฐยิ่ง ดังนั้นจงวิงวอนต่อพระองค์ด้วยพระนามเหล่านั้น และจงละทิ้งบรรดาผู้ที่เบี่ยงเบนในเรื่องพระนามของพระองค์ พวกเขาจะได้รับการตอบแทนตามสิ่งที่พวกเขาได้กระทำ" [ซูเราะฮ์ อัลอะอ์รอฟ : 180] และพระองค์ตรัสว่า :

﴿...وَلَهُ ٱلۡمَثَلُ ٱلۡأَعۡلَىٰ فِي ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلۡأَرۡضِۚ وَهُوَ ٱلۡعَزِيزُ ٱلۡحَكِيمُ﴾

"...และคุณลักษณะอันเลิศสุด ทั้งในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินเป็นของพระองค์ และพระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณยิ่ง" (ซูเราะฮ์ อัร-รูม : 27) และพระองค์ตรัสว่า :

﴿...لَيۡسَ كَمِثۡلِهِۦ شَيۡءٞۖ وَهُوَ ٱلسَّمِيعُ ٱلۡبَصِيرُ﴾

"...ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ และพระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น" (ซูเราะฮ์ อัช-ชูรอ : 11)

ผู้ที่หลงผิดในประเด็นนี้มี 2 กลุ่ม:

กลุ่มแรกคือ (อัลมุอัฏฏิละฮ์) คือบรรดาผู้ที่ปฏิเสธพระนามและคุณลักษณะ หรือบางส่วนของมัน โดยอ้างว่าการยืนยันสิ่งเหล่านั้นแก่อัลลอฮ์จะนำไปสู่การเปรียบเทียบ กล่าวคือ เปรียบเทียบอัลลอฮ์ ตะอาลา กับสิ่งถูกสร้างของพระองค์ ซึ่งการกล่าวอ้างนี้เป็นโมฆะ ด้วยเหตุผลหลายประการ ซึ่งส่วนหนึ่งคือ:

ประการแรก: มันจะนำมาซึ่งผลพวงที่เป็นโมฆะ เช่น การทำให้เกิดความขัดแย้งในพระดำรัสของอัลลอฮ์ ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์ ทั้งนี้เพราะอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงยืนยันให้พระองค์เองมีพระนามและคุณลักษณะต่าง และในขณะเดียวกันก็ทรงปฏิเสธว่า จะไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์เลย และหากการยืนยันมันย่อมนำไปสู่การเปรียบเทียบ ก็ย่อมทำให้ดำรัสของอัลลอฮ์เกิดความขัดแย้ง และปฏิเสธซึ่งกันและกัน

ประการที่สอง: การที่สองสิ่งมีชื่อหรือคุณลักษณะเดียวกัน ไม่ได้หมายความว่าทั้งสองจะต้องเหมือนกันทุกประการ ท่านจะเห็นได้ว่าบุคคลสองคนนั้นเหมือนกันในแง่ที่ว่าต่างก็เป็นมนุษย์ เป็นผู้ได้ยิน เป็นผู้มองเห็น และเป็นผู้พูด และไม่จำเป็นว่าจะต้องเหมือนกันในคุณลักษณะแบบมนุษย์ การได้ยิน การเห็น และการพูด

และท่านจะเห็นว่าบรรดาสัตว์นั้นมีมือ มีขา และมีดวงตา แต่การมีอวัยวะเหล่านี้ร่วมกัน ก็ไม่ได้หมายความว่ามือ ขา และดวงตาของพวกมันจะมีลักษณะเดียวกัน

ดังนั้น เมื่อความแตกต่างได้ปรากฏขึ้นระหว่างบรรดาสิ่งถูกสร้างในสิ่งที่พวกมันมีชื่อหรือคุณลักษณะเหมือนกัน ความแตกต่างระหว่างพระองค์ผู้ทรงสร้างและสิ่งที่ถูกสร้างนั้นย่อมประจักษ์ชัดและยิ่งใหญ่กว่า

ฝ่ายที่สอง: (อัลมุชับบิฮะฮ์) คือบรรดาผู้ที่ยืนยันในพระนามและคุณลักษณะ พร้อมกับเปรียบเทียบอัลลอฮ์ ตะอาลา กับสิ่งที่พระองค์สร้าง โดยอ้างว่าสิ่งนี้เป็นไปตามความหมายที่ปรากฏในตัวบทหลักฐาน เนื่องจากอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสกับปวงบ่าวด้วยสิ่งที่พวกเขาเข้าใจ และการอ้างนี้เป็นโมฆะ ด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้:

ประการแรก: แท้จริงการที่อัลลอฮ์ ตะอาลา จะมีความคล้ายคลึงกับสิ่งที่พระองค์สร้างนั้นเป็นสิ่งที่ทั้งสติปัญญาและบทบัญญัติศาสนาต่างชี้ว่าเป็นไปไม่ได้ และเป็นไปไม่ได้ที่ข้อบ่งชี้จากตัวบทของคัมภีร์อัลกุรอานและอัซซุนนะฮฺจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

ประการที่สอง: แท้จริงอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสกับปวงบ่าวด้วยสิ่งที่พวกเขาเข้าใจในด้านความหมายพื้นฐาน ส่วนสัจธรรมและแก่นแท้ของความหมายนั้น เป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงสงวนความรู้ไว้แต่เพียงผู้เดียวในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับซาตและคุณลักษณะของพระองค์

เมื่ออัลลอฮ์ทรงยืนยันถึงพระองค์เองว่าทรงเป็นผู้ทรงได้ยินดังนั้นความหมายของการได้ยินนั้นเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ในระดับความหมายพื้นฐาน (คือ การรับรู้เสียง) แต่ในส่วนของข้อเท็จจริงของการได้ยินของอัลลอฮ์นั้นไม่อาจล่วงรู้ได้ เพราะแท้จริงแล้วสภาพความเป็นจริงของการได้ยินยังแตกต่างกันแม้แต่ในหมู่สิ่งถูกสร้างด้วยกัน ดังนั้น ความแตกต่างระหว่างผู้ทรงสร้าง (อัลลอฮ์) กับสิ่งถูกสร้างจึงยิ่งชัดเจนและยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก

และเมื่ออัลลอฮ์ผู้ทรงสูงส่งได้ทรงแจ้งเกี่ยวกับพระองค์เองว่าพระองค์ทรงสถิตอยู่บนบัลลังก์ของพระองค์ ดังนั้น ความหมายดั้งเดิมของการสถิตนั้นเป็นที่ทราบกันดี แต่สำหรับข้อเท็จจริงของการสถิตของอัลลอฮ์บนบัลลังก์ของพระองค์ในรูปแบบที่พระองค์ทรงเป็นอยู่นั้น เรามิอาจทราบได้ เพราะข้อเท็จจริงของการสถิตนั้นมีความแตกต่างกันในกรณีของสิ่งที่ถูกสร้าง การอยู่บนเก้าอี้ที่มั่นคงย่อมไม่เหมือนกับการอยู่บนอานของอูฐที่พยศและตื่นกลัว ดังนั้น เมื่อสิ่งนี้ยังมีความแตกต่างกันในหมู่สิ่งที่ถูกสร้างด้วยกันเอง ความแตกต่างระหว่างพระผู้สร้างกับสิ่งที่ถูกสร้างก็ย่อมชัดเจนและยิ่งใหญ่กว่าเป็นอย่างมาก

และการศรัทธาต่ออัลลอฮ์ตะอาลาตามที่ได้กล่าวมา นำมาซึ่งผลอันประเสริฐแก่บรรดาผู้ศรัทธา ได้แก่:

ประการแรก: การให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา อย่างแท้จริง โดยที่ความหวังและความกลัวจะไม่ผูกพันอยู่กับสิ่งอื่นใดนอกจากพระองค์ และจะไม่เคารพภักดีต่อสิ่งอื่นใดนอกจากพระองค์

ประการที่สอง: ความสมบูรณ์แห่งความรักและการเทิดทูนความยิ่งใหญ่ต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา ตามนัยยะแห่งพระนามของพระองค์ที่งดงาม และคุณลักษณะของพระองค์อันสูงส่ง

ประการที่สาม: การยืนยันในการอิบาดะฮ์ต่อพระองค์ คือการปฏิบัติในสิ่งที่พระองค์ทรงสั่ง และออกห่างจากสิ่งที่พระองค์ทรงห้าม

 

การศรัทธาต่อบรรดามะลาอีกะฮ์

มลาอิกะฮ์ คือสิ่งมีชีวิตในโลกเร้นลับ เป็นสิ่งถูกสร้าง เป็นผู้เคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา พวกเขาไม่มีคุณลักษณะใด ของความเป็นพระผู้อภิบาล (รุบูบิยะฮ์) หรือความเป็นพระเจ้า (อุลูฮิยะฮ์) เลย อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงสร้างพวกเขาจากรัศมี (นูร) และทรงประทานให้พวกเขามีความนอบน้อมเชื่อฟังต่อคำสั่งของพระองค์อย่างสมบูรณ์พร้อมทั้งมีพลังความสามารถในการปฏิบัติตามคำสั่งนั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿...وَمَنۡ عِندَهُۥ لَا يَسۡتَكۡبِرُونَ عَنۡ عِبَادَتِهِۦ وَلَا يَسۡتَحۡسِرُونَ 19 يُسَبِّحُونَ ٱلَّيۡلَ وَٱلنَّهَارَ لَا يَفۡتُرُونَ 20

"...และผู้ที่อยู่ ที่พระองค์ (มลาอิกะฮ์) พวกเขาจะไม่ลำพองตนในการเคารพภักดีพระองค์ และพวกเขาจะไม่เหนื่อยหน่าย พวกเขาสรรเสริญพระองค์ทั้งกลางคืนและกลางวัน โดยไม่หยุดหย่อน" (อัล-อันบิยาอ์ : 19-20)

และพวกเขามีจำนวนมากมาย ไม่มีผู้ใดสามารถนับจำนวนของพวกเขาได้ นอกจากอัลลอฮ์ ตะอาลา เท่านั้น และได้มีหลักฐานยืนยันในเศาะฮีห์ทั้งสอง (อัลบุคอรีย์และมุสลิม) จากหะดีษของท่านอะนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮู ในเรื่องราวของการอิสรออ์และมิอ์รอจ ว่า แท้จริงท่านนบีได้ถูกทำให้เห็น อัลบัยตุลมะอ์มูร ในชั้นฟ้าซึ่งในนั้น มีมลาอิกะฮ์เจ็ดหมื่นท่านทำละหมาดทุกวันและเมื่อพวกเขาออกไปแล้ว ก็จะไม่กลับมาอีกเลยตลอดกาลที่ถูกกำหนดไว้สำหรับพวกเขา

และการศรัทธาต่อบรรดามลาอิกะฮฺประกอบด้วย 4 ประการ คือ

ประการแรก: การศรัทธาต่อการมีอยู่จริงของพวกเขา

ประการที่สอง: การศรัทธาต่อผู้ที่เรารู้ชื่อของพวกเขาโดยเจาะจงชื่อ (เช่น ญิบรีล) ส่วนผู้ที่เรามิได้ทราบนามของพวกเขา เราศรัทธาต่อพวกเขาโดยภาพรวม

ประการที่สาม: การศรัทธาต่อบรรดาคุณลักษณะของพวกเขาตามที่เราได้ทราบ เช่น ลักษณะของญิบรีล ซึ่งท่านนบีได้แจ้งว่า ท่านได้เห็นเขาในรูปลักษณ์ที่เขาถูกสร้างขึ้นมา และเขามีปีกหกร้อยปีก จนบังขอบฟ้า

และมลาอิกะฮ์นั้นอาจจะจำแลงกายมาในรูปร่างของผู้ชาย ด้วยพระบัญชาของอัลลอฮฺ ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับญิบรีล เมื่ออัลลอฮฺตะอาลาได้ส่งเขาไปยังท่านหญิงมัรยัม แล้วเขาได้จำแลงกายเป็นบุรุษที่มีรูปร่างสมส่วนต่อหน้านาง และเมื่อเขาได้มาหาท่านนบีขณะที่ท่านกำลังนั่งอยู่กับบรรดาสาวกของท่าน เขาได้มาในลักษณะของชายที่สวมเสื้อผ้าสีขาวโพลน มีผมดำสนิท ไม่เห็นร่องรอยของการเดินทาง และไม่มีผู้ใดจากบรรดาสาวกของท่านที่รู้จักเขา แล้วเขาก็ได้นั่งลงใกล้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม โดยเอาเข่าทั้งสองข้างของเขาชิดกับเข่าทั้งสองข้างของท่าน และได้วางฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาลงบนขาอ่อนทั้งสองข้างของท่าน และได้ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เกี่ยวกับอิสลาม อีหม่าน อิห์ซาน วันสิ้นโลก และบรรดาสัญญาณของมัน ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ได้ตอบเขา แล้วเขาก็จากไป หลังจากนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ก็ได้กล่าวว่า:

«هَذَا جِبْرِيلُ؛ أَتَاكُمْ يُعَلِّمُكُمْ دِينَكُمْ».

«นี่คือญิบรีล ได้มาหาพวกท่านเพื่อที่จะสอนศาสนาแก่พวกท่าน»8

และเช่นเดียวกัน บรรดามะลาอิกะฮ์ที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงส่งไปยังอิบรอฮีมและลูฏ ก็อยู่ในรูปของผู้ชาย

ประการที่สี่ ซึ่งรวมอยู่ในการศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮฺ คือ การศรัทธาต่อสิ่งที่เราทราบเกี่ยวกับหน้าที่และการงานของพวกเขา ซึ่งพวกเขาปฏิบัติตามคำสั่งของอัลลอฮ์ ตะอาลา เช่น การสดุดีสรรเสริญพระองค์ และการอิบาดะฮฺต่อพระองค์ทั้งกลางคืนและกลางวัน โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่ายและไม่เกิดความอ่อนล้า

และสำหรับบางคนในหมู่พวกเขา อาจมีการงานเฉพาะ

เช่น: ญิบรีล อะลัยฮิสสลาม ผู้ที่ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลวะฮ์ยูของอัลลอฮ์ตะอาลา ซึ่งอัลลอฮ์ทรงส่งท่านให้นำมายังบรรดานบีและเราะซูล

และเช่น: มีกาอีล อะลัยฮิสสลาม: ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องฝนและพืชพรรณ

และตัวอย่างเช่น อิสรอฟีล: ผู้ได้รับมอบหมายให้เป่าสังข์ วันสิ้นโลกและการฟื้นคืนชีพของสรรพสิ่งที่ถูกสร้าง

และเช่น: มะลักผู้ปลิดชีวิต: ผู้ได้รับมอบหมายให้ปลิดวิญญาณเมื่อความตายมาถึง

และเช่น: มาลิก: ผู้ที่ถูกมอบหมายเกี่ยวกับนรก และเขาคือมลาอิกะฮ์ผู้ดูแลนรก

และเช่นเดียวกันกับบรรดามลาอิกะฮ์ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลทารกในครรภ์ เมื่อมนุษย์มีอายุครบสี่เดือนในครรภ์มารดา อัลลอฮ์จะทรงส่งมลาอิกะฮ์มายังเขา และทรงบัญชาให้ทำการบันทึกริสกีของเขา อายุขัยของเขา การงานของเขา และเขาจะเป็นผู้มีความทุกข์หรือความสุข

และตัวอย่างเช่น: บรรดามลาอิกะฮ์ที่ได้รับมอบหมายให้ปกปักษ์รักษาการงานของลูกหลานอาดัมและบันทึกมัน สำหรับมนุษย์ทุกคนจะมีมลาอิกะฮ์สององค์ องค์หนึ่งอยู่ทางด้านขวาและอีกองค์หนึ่งอยู่ทางด้านซ้าย

เช่น มลาอิกะฮ์ที่ได้รับมอบหมายให้ถามผู้เสียชีวิตเมื่อเขาถูกฝังในหลุมศพของเขา โดยจะมีมลาอิกะฮ์สองท่านมาหาเขาและถามเขาเกี่ยวกับพระผู้อภิบาลของเขา ศาสนาของเขา และนบีของเขา

และการศรัทธาต่อบรรดามลาอิกะฮ์ย่อมก่อให้เกิดผลบุญอันยิ่งใหญ่หลายประการ ในจำนวนนั้นคือ

หนึ่ง: ความรู้ในความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์ ตะอาลา พลานุภาพ และสิทธิอำนาจของพระองค์ เพราะความยิ่งใหญ่ของสรรพสิ่งที่ถูกสร้าง ย่อมบ่งชี้ถึงความยิ่งใหญ่ของผู้ทรงสร้าง

ประการที่สอง: การขอบคุณอัลลอฮฺตะอาลาต่อการใส่ใจดูแลของพระองค์ที่มีต่อลูกหลานอาดัม โดยที่พระองค์ได้ทรงมอบหมายให้บรรดามลาอิกะฮฺทำหน้าที่ดูแลรักษาพวกเขา บันทึกการงานของพวกเขา และอื่นๆ ที่เป็นผลประโยชน์แก่พวกเขา

ประการที่สาม: การรักบรรดามลาอิกะฮ์ในการที่พวกเขาปฏิบัติอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ตะอาลา

และแท้จริงมีกลุ่มชนผู้หลงผิดได้ปฏิเสธการที่บรรดามลาอิกะฮ์เป็นเรือนร่าง และพวกเขากล่าวว่า แท้จริงพวกเขาเป็นเพียงพลังแห่งความดีที่ซ่อนเร้นอยู่ในบรรดาสิ่งถูกสร้าง และนี่คือการปฏิเสธต่อคัมภีร์ของอัลลอฮ์ ตะอาลา, สุนนะฮฺของท่านเราะสูลของพระองค์ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และอิจมาอฺของบรรดามุสลิม

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า:

﴿ٱلۡحَمۡدُ لِلَّهِ فَاطِرِ ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلۡأَرۡضِ جَاعِلِ ٱلۡمَلَٰٓئِكَةِ رُسُلًا أُوْلِيٓ أَجۡنِحَةٖ مَّثۡنَىٰ وَثُلَٰثَ وَرُبَٰعَۚ...﴾

"มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน ผู้ทรงแต่งตั้งมลาอิกะฮ์ให้เป็นผู้นำข่าว ผู้มีปีกสอง สาม และสี่..." (ฟาฏิร: 1)

และพระองค์ตรัสว่า :

﴿وَلَوۡ تَرَىٰٓ إِذۡ يَتَوَفَّى ٱلَّذِينَ كَفَرُواْ ٱلۡمَلَٰٓئِكَةُ يَضۡرِبُونَ وُجُوهَهُمۡ وَأَدۡبَٰرَهُم...﴾

"และหากเจ้าได้เห็นขณะที่มลาอิกะฮ์เอาชีวิตบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาซึ่งพวกเขาจะตบหน้าและหลังของพวกเขา..." [อัลอันฟาล : 50]

และพระองค์ตรัสว่า :

﴿...وَلَوۡ تَرَىٰٓ إِذِ ٱلظَّٰلِمُونَ فِي غَمَرَٰتِ ٱلۡمَوۡتِ وَٱلۡمَلَٰٓئِكَةُ بَاسِطُوٓاْ أَيۡدِيهِمۡ أَخۡرِجُوٓاْ أَنفُسَكُمُۖ...﴾

"...และ (เป็นสิ่งที่น่ากลัว) หากเจ้าได้เห็นขณะที่บรรดาผู้อธรรมตกอยู่ในความทุกข์ทรมานแห่งซะกะรอตุลมาวต์” (ความทุกข์ทรมานขณะที่จะตาย) และบรรดามลาอิกะฮ์ก็ยื่นมือของพวกเขาออกมา (ด้วยการทุบตีและทรมาน) (พร้อมกับกล่าวว่า): “จงนำวิญญาณของพวกเจ้าออกมา..." (ซูเราะฮ์ อัล-อันอาม : 93)

และพระองค์ตรัสว่า :

﴿...حَتَّىٰٓ إِذَا فُزِّعَ عَن قُلُوبِهِمۡ قَالُواْ مَاذَا قَالَ رَبُّكُمۡۖ قَالُواْ ٱلۡحَقَّۖ وَهُوَ ٱلۡعَلِيُّ ٱلۡكَبِيرُ﴾

"...จนกระทั่งเมื่อความเกรงกลัวได้คลายจากจิตใจของพวกเขา พวกเขากล่าวว่า "พระผู้อภิบาลของพวกเจ้าได้ตรัสอะไรบ้าง พวกเขากล่าวว่า "ความจริง" และพระองค์เป็นผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิ่งใหญ่" (ซูเราะฮ์ สะบะอ์ : 23)

และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสเกี่ยวกับชาวสวรรค์ว่า:

﴿...وَٱلۡمَلَٰٓئِكَةُ يَدۡخُلُونَ عَلَيۡهِم مِّن كُلِّ بَابٖ 23 سَلَٰمٌ عَلَيۡكُم بِمَا صَبَرۡتُمۡۚ فَنِعۡمَ عُقۡبَى ٱلدَّارِ 24

"...และบรรดามะลาอิกะฮ์จะเข้ามาหาพวกเขาจากทุกประตู พร้อมกล่าวว่า สลาม (ความศานติ) จงมีแด่พวกท่าน เนื่องด้วยความอดทนที่พวกท่านได้ยึดมั่นไว้ ดังนั้น ปลายทางอันประเสริฐแห่งสถานพำนัก (ปรโลก) นี้ ช่างงดงามยิ่งนัก" [ซูเราะฮ์ อัรเราะอ์ดุ: 23-24]

และในเศาะฮีห์อัลบุคอรีย์ จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า ท่านนบี ซ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัมกล่าวว่า:

«إِذَا أَحَبَّ اللَّهُ الْعَبْدَ نَادَى جِبْرِيلَ: إِنَّ اللَّهَ يُحِبُّ فُلَانًا فَأَحْبِبْهُ، فَيُحِبُّهُ جِبْرِيلُ، فَيُنَادِي جِبْرِيلُ فِي أَهْلِ السَّمَاءِ: إِنَّ اللَّهَ يُحِبُّ فُلَانًا فَأَحِبُّوهُ، فَيُحِبُّهُ أَهْلُ السَّمَاءِ، ثُمَّ يُوضَعُ لَهُ الْقَبُولُ فِي الْأَرْضِ».

"เมื่ออัลลอฮ์ทรงรักบ่าวคนหนึ่ง พระองค์จะทรงเรียกญิบรีล: แท้จริงอัลลอฮทรงรักคนๆ นี้ ดังนั้นเจ้าจงรักเขา แล้วญิบรีลก็รักเขา แล้วญิบรีลก็เรียกชาวฟากฟ้าว่า: แท้จริงอัลลอฮทรงรักคนๆ นี้ ดังนั้นท่านทั้งหลายจงรักเขา แล้วชาวฟากฟ้าก็รักเขา หลังจากนั้นเขาก็ได้รับการยอมรับในแผ่นดิน"9

และในเล่มเดียวกันนี้ จากท่านอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านนบี ซ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม กล่าวว่า:

«إِذَا كَانَ يَوْمُ الْجُمُعَةِ كَانَ عَلَى كُلِّ بَابٍ مِنْ أَبْوَابِ الْمَسْجِدِ الْمَلَائِكَةُ يَكْتُبُونَ الْأَوَّلَ فَالْأَوَّلَ، فَإِذَا جَلَسَ الْإِمَامُ طَوَوْا الصُّحُفَ وَجَاءُوا يَسْتَمِعُونَ الذِّكْرَ».

"เมื่อถึงวันศุกร์ ที่ประตูแต่ละบานของมัสยิดจะมีมลาอีกะฮ์คอยบันทึกผู้ที่มาถึงก่อนตามลำดับ และเมื่ออิหม่ามนั่งลง พวกเขาก็จะพับสมุดบันทึกและมาฟังการรำลึกถึงอัลลอฮ์"10

และบรรดาตัวบทเหล่านี้ได้ระบุอย่างชัดเจนว่า แท้จริงบรรดามลาอิกะฮ์นั้นมีเรือนร่าง ไม่ใช่พลังนามธรรม ดังที่บรรดาผู้หลงผิดได้กล่าวอ้าง และบนพื้นฐานของตัวบทเหล่านี้ บรรดามุสลิมจึงมีมติเป็นเอกฉันท์

 

การศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์

อัล-กุตุบ เป็นคำพหูพจน์ของคำ กิตาบ ซึ่งหมายถึง สิ่งที่ถูกเขียน

และความหมายของบรรดาคัมภีร์ในที่นี้คือ บรรดาคัมภีร์ที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงประทานลงมาแก่บรรดาศาสนทูตของพระองค์ เพื่อเป็นความเมตตาและเป็นทางนำแก่ปวงบ่าว เพื่อให้พวกเขาได้ไปถึงความสุขของตนทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

และการศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ประกอบด้วยสี่ประการ คือ

ประการแรก: ศรัทธาว่าคัมภีร์นั้นถูกประทานลงมาจากอัลลอฮ์อย่างแท้จริง

ประการที่สอง: ศรัทธาต่อสิ่งที่เราทราบชื่อจากบรรดาคัมภีร์เหล่านั้นด้วยชื่อของมัน: เช่น อัลกุรอานที่ถูกประทานลงมาแก่มุฮัมมัด ซ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม และอัต-เตารอตที่ถูกประทานลงมาแก่มูซา อะลัยฮิสสลาม และคัมภีร์อัลอินญีลที่ถูกประทานลงมาแก่นบีอีซา อะลัยฮิสสลาม และคัมภีร์อัซซาบูรที่อัลลอฮ์ประทานให้แก่ท่านนบีดาวูด อะลัยฮิสสลาม ส่วนสิ่งที่เราไม่รู้ชื่อ เราศรัทธาต่อสิ่งนั้นโดยภาพรวม

ประการที่สาม: เชื่อในสิ่งที่ถูกต้องจากเรื่องราวของบรรดาคัมภีร์ เช่น เรื่องราวของอัลกุรอาน และเรื่องราวของบรรดาคัมภีร์ก่อนหน้าในส่วนที่ยังไม่ถูกเปลี่ยนแปลงหรือบิดเบือน

ประการที่สี่: ปฏิบัติตามบรรดาบทบัญญัติที่ยังมิได้ถูกยกเลิก และพึงพอใจพร้อมทั้งยอมจำนนต่อบทบัญญัตินั้น ไม่ว่าเราจะเข้าใจถึงเหตุผลของบทบัญญัตินั้นหรือไม่ก็ตาม และบรรดาคัมภีร์ก่อนหน้านี้ทั้งหมดได้ถูกยกเลิกด้วยอัลกุรอานอันยิ่งใหญ่ อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า:

﴿وَأَنزَلۡنَآ إِلَيۡكَ ٱلۡكِتَٰبَ بِٱلۡحَقِّ مُصَدِّقٗا لِّمَا بَيۡنَ يَدَيۡهِ مِنَ ٱلۡكِتَٰبِ وَمُهَيۡمِنًا عَلَيۡهِۖ...﴾

"และเราได้ประทานคัมภีร์(อัลกุรอาน)ลงมาแก่เจ้าด้วยความจริงเพื่อเป็นการยืนยันถึงความจริงของคัมภีร์ที่อยู่เบื้องหน้ามันและปกป้องคัมภีร์นั้น..." (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 48) หมายถึง: เป็นผู้ชี้ขาดเหนือเขา

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่อนุญาตให้ปฏิบัติตามบทบัญญัติใด จากบรรดาคัมภีร์ก่อนหน้า เว้นแต่สิ่งที่ได้รับการยืนยันว่าถูกต้องจากมันเท่านั้น และได้รับการรับรองจากอัลกุรอาน

และการศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ย่อมก่อให้เกิดผลอันยิ่งใหญ่หลายประการ คือ

ประการแรก: ได้รู้ถึงความเอาใจใส่ของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่มีต่อปวงบ่าวของพระองค์ กล่าวคือ พระองค์ได้ทรงประทานคัมภีร์ลงมาแก่ทุกประชาชาติเพื่อชี้นำพวกเขาด้วยคัมภีร์นั้น

ประการที่สอง: ได้รู้เกี่ยวกับวิทยปัญญาของอัลลอฮ์ ตะอาลา ในบทบัญญัติของพระองค์ ที่ว่าพระองค์ทรงบัญญัติแก่ทุกประชาชาติในสิ่งที่เหมาะสมกับสภาพการณ์ของพวกเขา ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿...لِكُلّٖ جَعَلۡنَا مِنكُمۡ شِرۡعَةٗ وَمِنۡهَاجٗاۚ...﴾

"...สำหรับแต่ละประชาชาติในหมู่พวกเจ้านั้นเราได้ให้มีบทบัญญัติและแนวทางไว้..." (ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 48)

ประการที่สาม: การขอบคุณต่อความโปรดปรานของอัลลอฮ์ในสิ่งนั้น

 

การศรัทธาต่อบรรดาเราะซูล

บรรดาเราะซูล: รูปพหูพจน์ของเราะซูลคือผู้ที่ถูกส่งมาเพื่อเผยแผ่บางสิ่ง

หมายถึง ผู้ที่มาจากหมู่มนุษย์ ซึ่งอัลลอฮ์ทรงประทานบทบัญญัติของพระองค์แก่เขา และทรงบัญชาให้เขาเผยแผ่มันแก่ผู้คน

และคนแรกของบรรดาเราะซูลคือ นูห์ อะลัยฮิสสลาม และคนสุดท้ายของพวกเขาคือ มูฮัมหมัด ซ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า:

﴿ إِنَّآ أَوۡحَيۡنَآ إِلَيۡكَ كَمَآ أَوۡحَيۡنَآ إِلَىٰ نُوحٖ وَٱلنَّبِيِّـۧنَ مِنۢ بَعۡدِهِ...﴾

"แท้จริงเราได้ประทานวะฮีย์แก่เจ้า ดังที่เราได้ประทานวะฮีย์แก่นูห์ และบรรดานบีหลังจากเขา..." (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 163)

และมีบันทึกในเศาะเฮี๊ยะฮ์อัลบุคอรีย์ จากอนัส บิน มาลิก เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ในหะดีษเรื่องอัชชะฟาอะฮ์ ว่าท่านนบี ซ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม :

«ذُكِرَ أَنَّ النَّاسَ يَأْتُونَ إِلَى آدَمَ؛ لِيَشْفَعَ لَهُمْ، فَيَعْتَذِرُ إِلَيْهِمْ وَيَقُولُ: ائْتُوا نُوحًا أَوَّلَ رَسُولٍ بَعَثَهُ اللَّهُ» وذكر تمام الحديث.

"มีรายงานว่า บรรดาผู้คนจะมาหาอาดัม เพื่อให้ท่านวิงวอน (ชะฟาอะฮ์) ให้กับพวกเขา แต่ท่านก็ปฏิเสธและกล่าวว่า : จงไปหานูหฺเถิด ศาสนทูตคนแรกที่อัลลอฮ์ทรงส่งมา" และได้กล่าวหะดีษต่อไปจนจบ11

และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสถึงท่านนบีมุฮัมหมัด ซ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ว่า:

﴿مَّا كَانَ مُحَمَّدٌ أَبَآ أَحَدٖ مِّن رِّجَالِكُمۡ وَلَٰكِن رَّسُولَ ٱللَّهِ وَخَاتَمَ ٱلنَّبِيِّـۧنَۗ...﴾

"มุฮัมหมัดมิได้เป็นบิดาผู้ใดในหมู่บุรุษของพวกเจ้า แต่เป็นเราะซูลของอัลลอฮ์และคนสุดท้ายแห่งบรรดานบี..." (ซูเราะฮ์ อัล-อะห์ซาบ)

และไม่มีประชาชาติใดที่ว่างเว้นจากเราะซูลที่อัลลอฮ์ตะอาลาทรงส่งมาพร้อมกับบัญญัติที่เป็นเอกเทศไปยังกลุ่มชนของเขา หรือนบีที่ถูกประทานวะฮีย์ให้แก่เขาด้วยบัญญัติของผู้ที่มาก่อนหน้าเขาเพื่อที่จะฟื้นฟูมันขึ้นมาใหม่ อัลลอฮ์ตะอาลาได้ตรัสว่า:

﴿وَلَقَدۡ بَعَثۡنَا فِي كُلِّ أُمَّةٖ رَّسُولًا أَنِ ٱعۡبُدُواْ ٱللَّهَ وَٱجۡتَنِبُواْ ٱلطَّٰغُوتَۖ...﴾

"และแท้จริง เราได้ส่งเราะซูลมาในทุกประชาชาติ (โดยใช้ให้พวกเขาบัญชาว่า) "พวกเจ้าจงเคารพสักการะอัลลอฮ์ และจงออกห่างจากพวกกอฆูต" (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลุ : 36)

และพระองค์ตรัสว่า :

﴿...وَإِن مِّنۡ أُمَّةٍ إِلَّا خَلَا فِيهَا نَذِيرٞ﴾

"...และไม่มีประชาชาติใด (ในอดีต) เว้นแต่จะต้องมีผู้ตักเตือน (ถูกส่งมา) ยังพวกเขา" (ซูเราะฮ์ ฟาฏิร : 24)

และพระองค์ตรัสว่า :

﴿إِنَّآ أَنزَلۡنَا ٱلتَّوۡرَىٰةَ فِيهَا هُدٗى وَنُورٞۚ يَحۡكُمُ بِهَا ٱلنَّبِيُّونَ ٱلَّذِينَ أَسۡلَمُواْ لِلَّذِينَ هَادُواْ...﴾

"แท้จริงเราได้ประทานคัมภีร์อัตเตารอตลงมา โดยที่ในนั้นมีข้อชี้นำ และแสงสว่าง ซึ่งบรรดานบีที่สวามิภักดิ์ได้ใช้มันตัดสินบรรดาผู้ที่เป็นยิว..." [ซูเราะฮ์ อัลมาอิดะฮ์ : 44]

บรรดาเราะซูลนั้นเป็นมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นมา สำหรับพวกเขาไม่มีสิ่งใดเลยจากคุณลักษณะแห่งการเป็นพระผู้ทรงอภิบาลและการเป็นพระเจ้าที่ควรแก่การเคารพสักการะ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสเกี่ยวกับนบีของพระองค์ มุฮัมมัด ซึ่งท่านคือหัวหน้าของบรรดาเราะซูล และผู้ทรงมีสถานะอันยิ่งใหญ่ที่สุดในหมู่พวกเขา ที่อัลลอฮ์ ว่า:

﴿قُل لَّآ أَمۡلِكُ لِنَفۡسِي نَفۡعٗا وَلَا ضَرًّا إِلَّا مَا شَآءَ ٱللَّهُۚ وَلَوۡ كُنتُ أَعۡلَمُ ٱلۡغَيۡبَ لَٱسۡتَكۡثَرۡتُ مِنَ ٱلۡخَيۡرِ وَمَا مَسَّنِيَ ٱلسُّوٓءُۚ إِنۡ أَنَا۠ إِلَّا نَذِيرٞ وَبَشِيرٞ لِّقَوۡمٖ يُؤۡمِنُونَ 188﴾

"จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า "ฉันไม่มีอำนาจที่จะครอบครองประโยชน์ใดๆ แก่ตัวเอง หรือยับยั้งโทษใดๆ ได้ นอกจากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์เท่านั้น และหากฉันเป็นผู้ที่รู้สิ่งเร้นลับแล้ว แน่นอนฉันก็ย่อมกอบโกยสิ่งที่ดีไว้แล้ว และความชั่วร้ายก็ย่อมไม่แตะต้องฉันได้ ฉันมิใช่ใครอื่น นอกจากผู้ตักเตือน และผู้แจ้งข่าวดีแก่กลุ่มชนที่ศรัทธาเท่านั้น" (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 188) .

และพระองค์ตรัสว่า :

﴿قُلۡ إِنِّي لَآ أَمۡلِكُ لَكُمۡ ضَرّٗا وَلَا رَشَدٗا 21 قُلۡ إِنِّي لَن يُجِيرَنِي مِنَ ٱللَّهِ أَحَدٞ وَلَنۡ أَجِدَ مِن دُونِهِۦ مُلۡتَحَدًا 22﴾

"จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า แท้จริงฉันไม่มีอำนาจที่จะให้โทษและให้คุณแก่พวกท่าน จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) ว่า แท้จริงจะไม่มีผู้ใดปกป้องฉันจากอัลลอฮ์ได้ และฉันจะไม่พบที่หลบภัยอื่นใดนอกจากพระองค์" (ซูเราะฮ์ อัล-ญิน : 21-22)

และพวกเขาเหล่านั้นมีคุณลักษณะของความเป็นมนุษย์ เช่น การเจ็บป่วย การตาย ความต้องการอาหารและเครื่องดื่ม และอื่นๆ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสเกี่ยวกับอิบรอฮีม อะลัยฮิซซอลาตุ วัสสลาม ในการที่ท่านได้พรรณนาถึงพระผู้อภิบาลของท่าน ว่า:

﴿وَٱلَّذِي هُوَ يُطۡعِمُنِي وَيَسۡقِينِ 79 وَإِذَا مَرِضۡتُ فَهُوَ يَشۡفِينِ 80 وَٱلَّذِي يُمِيتُنِي ثُمَّ يُحۡيِينِ 81﴾

"และพระองค์ทรงประทานอาหารให้แก่ฉันและทรงให้น้ำดื่มแก่ฉัน และเมื่อฉันเจ็บป่วย พระองค์ทรงรักษาฉันให้หาย และพระองค์ทรงให้ฉันตายแล้วทรงให้ฉันฟื้นคืนชีพ" (ซูเราะฮ์ อัช-ชุอะรออ์ : 79-81)

และท่านนบีซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า:

«إِنَّمَا أَنَا بَشَرٌ مِثْلُكُمْ، أَنْسَى كَمَا تَنْسَوْنَ، فَإِذَا نَسِيتُ فَذَكِّرُونِي».

"แท้จริง ฉันเป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่งเยี่ยงพวกท่าน, ฉัน(ก็)ลืมเช่นเดียวกับที่พวกท่านลืม ดังนั้นเมื่อฉันลืม ก็จงเตือนฉันด้วย"12.

และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงพรรณนาถึงพวกเขาด้วยการเป็นบ่าวต่อพระองค์ ในสถานะต่างๆ อันสูงส่งที่สุดของพวกเขา และในบริบทของการยกย่องสรรเสริญพวกเขา และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสถึงนูห์ อะลัยฮิสสลาม ว่า :

﴿...إِنَّهُۥ كَانَ عَبۡدٗا شَكُورٗا﴾

"...แท้จริงเขาเป็นบ่าวที่กตัญญูอย่างแท้จริง" [อัลอิสรออ์ : 3], และได้กล่าวถึงท่านนบีมุฮัมหมัด ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ว่า:

﴿تَبَارَكَ ٱلَّذِي نَزَّلَ ٱلۡفُرۡقَانَ عَلَىٰ عَبۡدِهِۦ لِيَكُونَ لِلۡعَٰلَمِينَ نَذِيرًا 1﴾

"ความจำเริญยิ่งแด่พระองค์ ผู้ได้ทรงประทานอัลฟุรกอน (อัลกุรอาน) แก่บ่าวของพระองค์ (มุฮัมหมัด) เพื่อเขาจะได้เป็นผู้ตักเตือนแก่ปวงบ่าวทั้งมวล" (ซูเราะฮ์ อัลฟุรกอน : 1)

และพระองค์ได้ตรัสเกี่ยวกับอิบรอฮีม อิสหาก และยะอ์กูบ อะลัยฮิมุสสลาม ว่า :

﴿وَٱذۡكُرۡ عِبَٰدَنَآ إِبۡرَٰهِيمَ وَإِسۡحَٰقَ وَيَعۡقُوبَ أُوْلِي ٱلۡأَيۡدِي وَٱلۡأَبۡصَٰرِ 45 إِنَّآ أَخۡلَصۡنَٰهُم بِخَالِصَةٖ ذِكۡرَى ٱلدَّارِ 46 وَإِنَّهُمۡ عِندَنَا لَمِنَ ٱلۡمُصۡطَفَيۡنَ ٱلۡأَخۡيَارِ 47﴾

"และจงรำลึกถึงปวงบ่าวของเรา อิบรอฮีม อิสหาก และยะอ์กูบ ผู้ที่มีความเข้มแข็งและมีสายตาที่กว้างไกล (วิสัยทัศน์ในเรื่องศาสนา) แท้จริงเราได้ทำให้พวกเขาบริสุทธิ์ด้วยการรำลึกถึงบ้านอันเป็นนิรันดร์ และแท้จริงพวกเขา ที่เรานั้นเป็นผู้ที่ได้รับการคัดเลือกในหมู่ผู้ประเสริฐ" (ศ็อด : 45-47)

และพระองค์ได้ตรัสเกี่ยวกับอีซาบุตรของมัรยัมว่า :

﴿إِنۡ هُوَ إِلَّا عَبۡدٌ أَنۡعَمۡنَا عَلَيۡهِ وَجَعَلۡنَٰهُ مَثَلٗا لِّبَنِيٓ إِسۡرَٰٓءِيلَ 59﴾

"เขา (อีซา) มิใช่ใครอื่นนอกจากเป็นบ่าวคนหนึ่ง ที่เรา (อัลลอฮ์) ได้ให้ความโปรดปรานแก่เขา และเราได้ทำให้เขาเป็นแบบอย่างที่ดีแก่วงศ์วานของอิสรออีล" (ซูเราะฮ์ อัซ-ซุครุฟ : 59)

และการศรัทธาต่อบรรดาเราะซูลประกอบด้วยสี่ประการ คือ

ประการแรก: การศรัทธาว่าการเป็นเราะซูลของพวกเขานั้นเป็นสัจธรรมจากอัลลอฮ์ ตะอาลา ดังนั้นผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่อความเป็นเราะซูลของคนหนึ่งคนใดแล้ว แน่นอนเขาผู้นั้นเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อบรรดาเราะซูลเหล่านั้นทั้งหมด ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿كَذَّبَتۡ قَوۡمُ نُوحٍ ٱلۡمُرۡسَلِينَ 105﴾

"(เช่นเดียวกัน) หมู่ชนของนูห์ ได้ปฏิเสธบรรดาเราะซูล" [อัชชุอะรออ์:105] ดังนั้น อัลลอฮ์จึงทรงทำให้พวกเขาเป็นผู้ปฏิเสธต่อบรรดาเราะซูลทั้งหมด ทั้งที่ในขณะที่พวกเขาปฏิเสธเขานั้น ไม่มีเราะซูลท่านอื่นใดนอกจากเขา และด้วยเหตุนี้ บรรดาชาวคริสเตียนที่ปฏิเสธท่านนบีมุฮัมมัดซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมและไม่ปฏิบัติตามท่าน พวกเขาก็คือผู้ที่ปฏิเสธท่านมะซีห์ บุตรของมัรยัม และไม่ใช่ผู้ที่ปฏิบัติตามท่านด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ท่านได้แจ้งข่าวดีแก่พวกเขาถึงท่านนบีมุฮัมมัด ซ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม และการแจ้งข่าวดีของท่านแก่พวกเขานั้นไม่มีความหมายอื่นใด นอกเสียจากว่าท่านคือศาสนทูตที่มายังพวกเขา ที่อัลลอฮ์จะทรงช่วยพวกเขาให้พ้นจากความหลงผิดด้วยกับท่าน และจะทรงนำทางพวกเขาไปสู่แนวทางอันเที่ยงตรง

ประการที่สอง: การศรัทธาต่อผู้ที่เรารู้จักชื่อของเขาในบรรดาพวกเขาด้วยชื่อของเขา เช่น: มุฮัมหมัด อิบรอฮีม มูซา อีซา และนูห์ อะลัยฮิมุศศอลาตุวัสสลาม และทั้งห้าท่านนี้คือผู้ที่มีเกียรติยิ่งจากบรรดาเราะซูลทั้งหลาย และแน่นอนอัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงกล่าวถึงพวกเขาในสองแห่งจากอัลกุรอาน ในดำรัสของพระองค์ที่ว่า:

﴿وَإِذۡ أَخَذۡنَا مِنَ ٱلنَّبِيِّـۧنَ مِيثَٰقَهُمۡ وَمِنكَ وَمِن نُّوحٖ وَإِبۡرَٰهِيمَ وَمُوسَىٰ وَعِيسَى ٱبۡنِ مَرۡيَمَۖ وَأَخَذۡنَا مِنۡهُم مِّيثَٰقًا غَلِيظٗا 7﴾

"และจงรำลึกถึงขณะที่เราได้เอาจากบรรดานบีซึ่งคำมั่นสัญญาของพวกเขา และจากเจ้า จากนูห์ อิบรอฮีม มูซา และอีซา บุตรของมัรยัม และเราได้เอาคำมั่นสัญญาอย่างหนักแน่นจากพวกเขา" (ซูเราะฮ์ อัล-อะห์ซาบ : 7) และอัลลอฮ์ ทรงตรัสว่า :

﴿شَرَعَ لَكُم مِّنَ ٱلدِّينِ مَا وَصَّىٰ بِهِۦ نُوحٗا وَٱلَّذِيٓ أَوۡحَيۡنَآ إِلَيۡكَ وَمَا وَصَّيۡنَا بِهِۦٓ إِبۡرَٰهِيمَ وَمُوسَىٰ وَعِيسَىٰٓۖ أَنۡ أَقِيمُواْ ٱلدِّينَ وَلَا تَتَفَرَّقُواْ فِيهِۚ كَبُرَ عَلَى ٱلۡمُشۡرِكِينَ مَا تَدۡعُوهُمۡ إِلَيۡهِۚ ٱللَّهُ يَجۡتَبِيٓ إِلَيۡهِ مَن يَشَآءُ وَيَهۡدِيٓ إِلَيۡهِ مَن يُنِيبُ 13﴾

"พระองค์ได้ทรงบัญญัติแก่พวกเจ้าซึ่งศาสนาเดียวกับที่พระองค์ได้ทรงกำชับนบีนูห์ และสิ่งที่เราได้วะฮ์ยูแก่เจ้า (มุฮัมหมัด) และสิ่งที่เราได้ทรงกำชับแก่อิบรอฮีม มูซา และอีซา (คือ) จงดำรงมั่นในศาสนา และอย่าแตกแยกกันในเรื่องศาสนานั้น เป็นเรื่องหนักยิ่งสำหรับบรรดาผู้ตั้งภาคีต่อสิ่งที่เจ้ากำลังเชิญชวนพวกเขาไปหา(ศาสนา) อัลลอฮ์ทรงเลือกผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ให้เข้าสู่ศาสนานั้น และทรงชี้นำผู้ที่หันกลับมาหาพระองค์ให้ไปสู่ทางของพระองค์" (ซูเราะฮ์ อัช-ชูรอ : 13)

ส่วนผู้ใดก็ตามในหมู่พวกเขาที่เรามิได้ทราบนาม เราศรัทธาต่อเขาโดยภาพรวม อัลลอฮ์ตะอาลาได้ตรัสว่า:

﴿وَلَقَدۡ أَرۡسَلۡنَا رُسُلٗا مِّن قَبۡلِكَ مِنۡهُم مَّن قَصَصۡنَا عَلَيۡكَ وَمِنۡهُم مَّن لَّمۡ نَقۡصُصۡ عَلَيۡكَۗ...﴾

"และโดยแน่นอน เราได้ส่งบรรดาเราะซูลมาก่อนหน้าเจ้า บางคนในหมู่พวกเขามีผู้ที่เราบอกเล่าแก่เจ้า และบางคนในหมู่พวกเขามีผู้ที่เรามิได้บอกเล่าแก่เจ้า..." (ซูเราะฮ์ ฆอฟิร : 78)

ประการที่ห้า: เชื่อในสิ่งที่ถูกต้องที่เกี่ยวกับเรื่องราวของพวกเขา

ประการที่สี่: การปฏิบัติตามบทบัญญัติศาสนาของผู้หนึ่งจากหมู่พวกเขาที่ถูกส่งมายังพวกเรา ซึ่งก็คือเราะซูลท่านสุดท้าย มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ผู้ถูกส่งมายังมวลมนุษยชาติ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿فَلَا وَرَبِّكَ لَا يُؤۡمِنُونَ حَتَّىٰ يُحَكِّمُوكَ فِيمَا شَجَرَ بَيۡنَهُمۡ ثُمَّ لَا يَجِدُواْ فِيٓ أَنفُسِهِمۡ حَرَجٗا مِّمَّا قَضَيۡتَ وَيُسَلِّمُواْ تَسۡلِيمٗا 65﴾

"ดังนั้นขอสาบานต่อพระผู้อภิบาลของเจ้า พวกเขาจะไม่ถือว่าเป็นผู้ศรัทธาจนกว่าพวกเขาจะให้เจ้าเป็นผู้ตัดสินในข้อพิพาทต่าง ที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขา จากนั้นพวกเขาจะไม่รู้สึกถึงความคับอกคับใจใด ในใจของพวกเขาต่อการตัดสินของเจ้า และพวกเขายอมรับการตัดสินนั้นอย่างสมบูรณ์" (ซูเราะฮ์ อัน-นิซาอ์ : 65)

และการศรัทธาต่อบรรดาเราะซูลนั้นมีคุณค่าอันยิ่งใหญ่ ซึ่งในจำนวนนั้นคือ:

ประการแรก: การตระหนักรู้ถึงความเมตตาของอัลลอฮฺ ตะอาลา และความเอาใจใส่ของพระองค์ที่มีต่อปวงบ่าวของพระองค์ โดยที่พระองค์ได้ทรงส่งบรรดาเราะซูลมายังพวกเขา เพื่อชี้นำพวกเขาไปสู่แนวทางของอัลลอฮฺ ตะอาลา และเพื่อชี้แจงแก่พวกเขาถึงวิธีการเคารพสักการะอัลลอฮฺ เพราะสติปัญญาของมนุษย์เพียงลำพังไม่สามารถล่วงรู้ถึงสิ่งดังกล่าวได้

ประการที่สอง: การขอบคุณต่อพระองค์ในความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่นี้

ประการที่สาม: ความรักต่อบรรดาเราะซูล อะลัยฮิมุสลาม และการให้เกียรติพวกเขา และการสรรเสริญพวกเขาด้วยสิ่งที่คู่ควรกับพวกเขา เพราะพวกเขาคือบรรดาเราะซูลของอัลลอฮ์ตะอาลา และเพราะพวกเขาได้ดำรงไว้ซึ่งการเคารพภักดีต่อพระองค์ การเผยแผ่สาส์นของพระองค์ และการตักเตือนบ่าวของพระองค์

และแน่นอน บรรดาผู้ดื้อรั้นได้ปฏิเสธบรรดาเราะสูลของพวกเขา โดยกล่าวอ้างว่าบรรดาเราะสูลของอัลลอฮฺตะอาลานั้นมิได้มาจากมนุษย์! และอัลลอฮฺตะอาลาได้ทรงกล่าวถึงการกล่าวอ้างนี้ และได้ทรงหักล้างมันด้วยดำรัสของพระองค์ ดังนี้:

﴿وَمَا مَنَعَ ٱلنَّاسَ أَن يُؤۡمِنُوٓاْ إِذۡ جَآءَهُمُ ٱلۡهُدَىٰٓ إِلَّآ أَن قَالُوٓاْ أَبَعَثَ ٱللَّهُ بَشَرٗا رَّسُولٗا 94 قُل لَّوۡ كَانَ فِي ٱلۡأَرۡضِ مَلَٰٓئِكَةٞ يَمۡشُونَ مُطۡمَئِنِّينَ لَنَزَّلۡنَا عَلَيۡهِم مِّنَ ٱلسَّمَآءِ مَلَكٗا رَّسُولٗا 95﴾

"และไม่มีสิ่งใดห้ามมนุษย์ที่จะศรัทธา เมื่อมีทางนำที่ถูกต้องมายังพวกเขา นอกจากพวกเขาจะกล่าวว่า "อัลลอฮ์ทรงแต่งตั้งมนุษย์ธรรมดาเป็นเราะซูลกระนั้นหรือ?!" จงกล่าวเถิด หากในแผ่นดินมีมลาอิกะฮ์เดินอย่างสงบ เราก็จะส่งมลาอิกะฮ์จากฟากฟ้าลงมาเป็นเราะซูลแก่พวกเขา" (ซูเราะฮ์ อัล-อิสรออ์ : 94-95)

ดังนั้นอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่งจึงได้ทำให้การกล่าวอ้างนี้เป็นโมฆะ โดยชี้แจงว่าเราะสูลนั้นจำเป็นต้องเป็นมนุษย์ เนื่องจากเขาถูกส่งมายังชาวโลกซึ่งพวกเขาเป็นมนุษย์ และหากว่าชาวโลกเป็นมลาอิกะฮ์ แน่นอนอัลลอฮฺก็จะทรงส่งมลาอิกะฮ์จากฟากฟ้าลงมาเป็นเราะสูลแก่พวกเขา เพื่อที่จะได้เป็นเช่นเดียวกับพวกเขา และเช่นเดียวกันนี้ อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงเล่าถึงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อบรรดาเราะซูล ว่าพวกเขาได้กล่าวว่า:

﴿...إِنۡ أَنتُمۡ إِلَّا بَشَرٞ مِّثۡلُنَا تُرِيدُونَ أَن تَصُدُّونَا عَمَّا كَانَ يَعۡبُدُ ءَابَآؤُنَا فَأۡتُونَا بِسُلۡطَٰنٖ مُّبِينٖ 10 قَالَتۡ لَهُمۡ رُسُلُهُمۡ إِن نَّحۡنُ إِلَّا بَشَرٞ مِّثۡلُكُمۡ وَلَٰكِنَّ ٱللَّهَ يَمُنُّ عَلَىٰ مَن يَشَآءُ مِنۡ عِبَادِهِۦۖ وَمَا كَانَ لَنَآ أَن نَّأۡتِيَكُم بِسُلۡطَٰنٍ إِلَّا بِإِذۡنِ ٱللَّهِۚ...﴾

"...พวกเจ้ามิใช่อื่นใดนอกจากเป็นปุถุชนเยี่ยงเรา พวกเจ้าประสงค์ที่จะกีดกันพวกเราจากสิ่งที่บรรพบุรุษของพวกเราเคยเคารพบูชา ดังนั้นพวกเจ้าจงนำหลักฐานอันชัดแจ้งมาแสดงให้พวกเราซิ" บรรดาเราะซูลของพวกเขาได้กล่าวแก่พวกเขาว่า "พวกเรามิใช่อื่นใดนอกจากเป็นปุถุชนเยี่ยงพวกเจ้า แต่ทว่าอัลลอฮ์ทรงประทานความโปรดปรานแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จากปวงบ่าวของพระองค์ และพวกเรามิอาจนำหลักฐานมาให้พวกเจ้าได้ นอกจากโดยอนุมัติของอัลลอฮ์..." (ซูเราะฮ์ อิบรอฮีม : 10-11)

 

 


การศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์

วันสุดท้าย หมายถึง วันกิยามะฮ์ ซึ่งเป็นวันที่มนุษย์จะถูกให้ฟื้นคืนชีพเพื่อสอบสวนบัญชีและรับผลการตอบแทน

และจึงถูกเรียกเช่นนั้น เพราะว่าไม่มีวันใดถัดจากวันนั้นอีก โดยที่ชาวสวรรค์จะได้พำนักในสถานที่สำหรับพวกเขา และชาวนรกนั้นก็จะพำนักอยู่ในสถานที่สำหรับพวกเขา

และการศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์นั้นประกอบด้วยสามประการ:

ประการแรก: การศรัทธาต่อการฟื้นคืนชีพ คือการทำให้ผู้ตายกลับมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งเมื่อมีการเป่าสังข์ครั้งที่สอง แล้วมนุษย์ก็จะลุกขึ้นยืนต่อหน้าพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ในสภาพเท้าเปล่า ไม่สวมรองเท้า เปลือยกาย ไม่มีสิ่งปกปิด และไม่ได้ขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า :

﴿...كَمَا بَدَأۡنَآ أَوَّلَ خَلۡقٖ نُّعِيدُهُۥۚ وَعۡدًا عَلَيۡنَآۚ إِنَّا كُنَّا فَٰعِلِينَ﴾

"...ดังที่เราได้เริ่มให้มีการบังเกิดครั้งแรก เราจะให้มันกลับขึ้นมาอีก มันเป็นสัญญาของเรา แท้จริงเราเป็นผู้กระทำอย่างแน่นอน" (ซูเราะฮ์ อัล-อันบิยาอ์ : 104)

และการฟื้นคืนชีพ (หลังความตาย) นั้นคือความจริงที่เที่ยงแท้ ซึ่งมีหลักฐานยืนยันปรากฏอยู่ในคัมภีร์ (อัลกุรอาน) ซุนนะฮ์ของท่านนบี และมติเอกฉันท์ของเหล่านักวิชาการมุสลิม

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า:

﴿ثُمَّ إِنَّكُم بَعۡدَ ذَٰلِكَ لَمَيِّتُونَ 15 ثُمَّ إِنَّكُمۡ يَوۡمَ ٱلۡقِيَٰمَةِ تُبۡعَثُونَ 16﴾

"หลังจากนั้น แท้จริงพวกเจ้าต้องตายอย่างแน่นอน แล้วในวันกิยามะฮ์พวกเจ้าจะถูกฟื้นคืนชีพ" [ซูเราะฮ์ อัลมุอ์มินูน : 15-16]

และท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ได้กล่าวว่า:

«يُحْشَرُ النَّاسُ يَوْمَ الْقِيَامَةِ حُفَاةً عُرَاةً غُرْلًا».

ในวันกิยามะฮฺ มนุษย์จะมารวมตัวกันในสภาพเปลือยเท้าเปลือยกาย มีหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ13 (บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และมุสลิม)

และบรรดามุสลิมต่างก็เห็นพ้องต้องกันถึงการมีอยู่จริงของมัน และมันเป็นไปตามหลักแห่งวิทยปัญญา ซึ่งกำหนดว่าอัลลอฮ์ ตะอาลา จะทรงให้มีวันแห่งการกลับคืนสำหรับบ่าวของพระองค์เหล่านี้ เพื่อที่พระองค์จะทรงตอบแทนพวกเขาในวันนั้นตามที่พระองค์ได้ทรงบัญญัติแก่พวกเขาผ่านทางบรรดาเราะซูลของพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿أَفَحَسِبۡتُمۡ أَنَّمَا خَلَقۡنَٰكُمۡ عَبَثٗا وَأَنَّكُمۡ إِلَيۡنَا لَا تُرۡجَعُونَ 115﴾

"พวกเจ้าคิดหรือว่า แท้จริงเราได้บังเกิดพวกเจ้ามาโดยไร้ประโยชน์ และแท้จริงพวกเจ้าจะไม่กลับไปหาเรากระนั้นหรือ" (ซูเราะฮ์ อัล-มุอ์มินูน : 115) และพระองค์ได้ตรัสแก่นบีของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ว่า:

﴿إِنَّ ٱلَّذِي فَرَضَ عَلَيۡكَ ٱلۡقُرۡءَانَ لَرَآدُّكَ إِلَىٰ مَعَادٖۚ...﴾

"แท้จริง พระองค์ผู้ทรงบัญญัติอัลกุรอานให้แก่พวกเจ้านั้น แน่นอนพระองค์จะนำพวกเจ้ากลับไปยังถิ่นเดิมของเจ้า (การพิชิตมักกะฮ์)..." (ซูเราะฮ์ อัลเกาะศ็อศ : 85)

ประการที่สอง: การศรัทธาต่อการสอบสวนและการตอบแทน คือบ่าวจะถูกสอบสวนถึงการกระทำของตน และจะได้รับการตอบแทนตามการกระทำนั้น ซึ่งสิ่งนี้มีหลักฐานยืนยันจากคัมภีร์อัลกุรอาน จากซุนนะฮ์ และจากมติเอกฉันท์ของบรรดามุสลิม

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า:

﴿إِنَّ إِلَيۡنَآ إِيَابَهُمۡ 25 ثُمَّ إِنَّ عَلَيۡنَا حِسَابَهُم 26﴾

"แท้จริง ยังเราเท่านั้นคือการกลับมาของพวกเขา แล้วแท้จริง ยังเราเท่านั้นคือการคำนวณของพวกเขา" (ซูเราะฮ์ อัลฆอชิยะฮ์ : 25-26) และพระองค์ตรัสว่า :

﴿مَن جَآءَ بِٱلۡحَسَنَةِ فَلَهُۥ عَشۡرُ أَمۡثَالِهَاۖ وَمَن جَآءَ بِٱلسَّيِّئَةِ فَلَا يُجۡزَىٰٓ إِلَّا مِثۡلَهَا وَهُمۡ لَا يُظۡلَمُونَ 160﴾

"ผู้ใดที่นำหนึ่งความดีมา ดังนั้น สำหรับเขาจะได้สิบเท่าเยี่ยงนั้น และผู้ใดที่นำหนึ่งความชั่วมา ดังนั้น เขาจะไม่ถูกตอบแทน เว้นแต่เพียงเยี่ยงนั้น โดยที่พวกเขาจะไม่ถูกอธรรมแต่อย่างใด" (ซูเราะฮ์ อัล-อันอาม : 160) และพระองค์ตรัสว่า :

﴿وَنَضَعُ ٱلۡمَوَٰزِينَ ٱلۡقِسۡطَ لِيَوۡمِ ٱلۡقِيَٰمَةِ فَلَا تُظۡلَمُ نَفۡسٞ شَيۡـٔٗاۖ وَإِن كَانَ مِثۡقَالَ حَبَّةٖ مِّنۡ خَرۡدَلٍ أَتَيۡنَا بِهَاۗ وَكَفَىٰ بِنَا حَٰسِبِينَ 47﴾

"และเราตั้งตราชูที่เที่ยงธรรมสำหรับวันกิยามะฮ์ ดังนั้นจะไม่มีชีวิตใดถูกอธรรมแต่อย่างใดเลย และแม้ว่ามันเป็นเพียงน้ำหนักเท่าเมล็ดพืชเล็ก เราก็จะนำมันมาแสดง และเป็นการเพียงพอแล้วสำหรับเราที่เป็นผู้ชำระ" (ซูเราะฮ์ อัล-อันบิยาอ์ : 47)

จากท่านอิบนุอุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา แท้จริงท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า:

«إِنَّ اللَّهَ يُدْنِي الْمُؤْمِنَ، فَيَضَعُ عَلَيْهِ كَنَفَهُ - أَيْ سَتْرَهُ - وَيَسْتُرُهُ: فَيَقُولُ: أَتَعْرِفُ ذَنْبَ كَذَا؟ أَتَعْرِفُ ذَنْبَ كَذَا؟ فَيَقُولُ: نَعَمْ أَيْ رَبِّ، حَتَّى إِذَا قَرَّرَهُ بِذُنُوبِهِ، وَرَأَى فِي نَفْسِهِ أَنَّهُ هَلَكَ قَالَ: سَتَرْتُهَا عَلَيْكَ فِي الدُّنْيَا وَأَنَا أَغْفِرُهَا لَكَ الْيَوْمَ، فَيُعْطَى كِتَابَ حَسَنَاتِهِ، وَأَمَّا الْكُفَّارُ وَالْمُنَافِقُونَ فَيُنَادَى بِهِمْ عَلَى رُؤُوسِ الْخَلَائِقِ: هَؤُلَاءِ الَّذِينَ كَذَبُوا عَلَى رَبِّهِمْ، أَلَا لَعْنَةُ اللَّهِ عَلَى الظَّالِمِينَ».

อัลลอฮ์ทรงให้ผู้ศรัทธาเข้าใกล้พระองค์ แล้วทรงปกปิดเขาไว้ด้วยความคุ้มครองของพระองค์ กล่าวคือทรงปกปิดและป้องกันเขาไว้ แล้วพระองค์ตรัสถามว่าเจ้ารู้จักบาปนี้หรือไม่ เจ้ารู้จักบาปนั้นหรือไม่เขากล่าวตอบว่าใช่แล้ว โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์จนกระทั่งเมื่อพระองค์ทรงให้เขายอมรับบาปทั้งหลายของตน และเขาเห็นแก่ตนเองว่าตนได้พินาศแล้ว พระองค์จึงตรัสว่าเราได้ปกปิดบาปเหล่านี้ให้แก่เจ้าในโลกนี้ และวันนี้เราได้อภัยโทษให้แก่เจ้าแล้วจากนั้นเขาก็จะได้รับสมุดบันทึกความดีของเขา ส่วนบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและบรรดาผู้กลับกลอกนั้น จะถูกประกาศต่อหน้าสรรพสิ่งทั้งหลายว่าชนเหล่านี้แหละคือผู้ที่กล่าวเท็จต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขา พึงรู้เถิดว่า ความสาปแช่งของอัลลอฮ์ย่อมประสบแก่บรรดาผู้อธรรม14 (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์ และมุสลิม)

มีหะดีษที่ถูกต้อง จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ว่า:

«أَنَّ مَنْ هَمَّ بِحَسَنَةٍ فَعَمِلَهَا؛ كَتَبَهَا اللَّهُ عِنْدَهُ عَشْرَ حَسَنَاتٍ إِلَى سَبْعِ مِئَةِ ضِعْفٍ إِلَى أَضْعَافٍ كَثِيرَةٍ، وَأَنَّ مَنْ هَمَّ بِسَيِّئَةٍ فَعَمِلَهَا؛ كَتَبَهَا اللَّهُ سَيِّئَةً وَاحِدَةً».

"แท้จริงผู้ใดที่ปรารถนาจะทำความดี แล้วเขาก็ได้ลงมือทำ อัลลอฮฺจะทรงบันทึก พระองค์ซึ่งสิบความดี และพระองค์จะทรงเพิ่มพูนอีกถึงเจ็ดร้อยเท่า และอาจจะเพิ่มทวีคูณอีกอย่างมากมาย และแท้จริงผู้ใดที่ปรารถนาจะทำความชั่ว แล้วเขาก็ได้ลงมือทำ พระองค์จะทรงบันทึกซึ่งหนึ่งความผิดเท่านั้น"15

และแน่นอน บรรดามุสลิมได้มีมติเอกฉันท์ในการยืนยันถึงการสอบสวนและการตอบแทนการงานต่างๆ และสิ่งนั้นคือข้อกำหนดแห่งวิทยปัญญา แท้จริงอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงประทานบรรดาคัมภีร์ลงมา และทรงส่งบรรดาศาสนทูต และทรงบัญญัติเป็นข้อบังคับเหนือบรรดาบ่าวของพระองค์ให้ยอมรับในสิ่งที่พวกเขาได้นำมา และให้ปฏิบัติตามสิ่งที่จำเป็นต้องปฏิบัติจากสิ่งนั้น และทรงกำหนดเป็นวาญิบให้ต่อสู้กับบรรดาผู้ที่ต่อต้านคัดค้าน และทรงอนุมัติซึ่งเลือดเนื้อของพวกเขา วงศ์วานของพวกเขา สตรีของพวกเขา และทรัพย์สินของพวกเขา ฉะนั้น หากไม่มีการสอบสวนและไม่มีการตอบแทนแล้วไซร้ สิ่งนี้ก็ย่อมเป็นความไร้สาระ ซึ่งพระผู้อภิบาลผู้ทรงปรีชาญาณทรงบริสุทธิ์จากมัน และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงชี้ถึงสิ่งนั้นด้วยดำรัสของพระองค์ที่ว่า:

﴿فَلَنَسۡـَٔلَنَّ ٱلَّذِينَ أُرۡسِلَ إِلَيۡهِمۡ وَلَنَسۡـَٔلَنَّ ٱلۡمُرۡسَلِينَ 6 فَلَنَقُصَّنَّ عَلَيۡهِم بِعِلۡمٖۖ وَمَا كُنَّا غَآئِبِينَ 7﴾

"ดังนั้น แน่นอนเราจะถามบรรดาประชาชาติที่ (บรรดาเราะซูล) ถูกส่ง ไปยังพวกเขา และแน่นอนเราจะถามบรรดาเราะซูลด้วย ดังนั้น แล้วเราจะเล่าแจ้งแก่พวกเขาด้วยความรู้อย่างสมบูรณ์ และเรามิได้เป็นผู้ที่ขาดหายหรือไม่รับรู้อะไรเลย" (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 6-7)

ประการที่สาม: การศรัทธาต่อสวรรค์และนรก และการศรัทธาว่าทั้งสองนั้นคือบั้นปลายอันเป็นนิรันดร์สำหรับมัคลูก

สวรรค์ คือ สถานที่แห่งความผาสุขซึ่งอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับบรรดาผู้ศรัทธาผู้ยำเกรง คือบรรดาผู้ที่ศรัทธาในสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงบัญญัติให้พวกเขาศรัทธา และเชื่อฟังอัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮ์ และปฏิบัติตามเราะซูลของพระองค์ ซึ่งในนั้นมีความผาสุขหลากหลายประเภท

«مَا لَا عَيْنٌ رَأَتْ، وَلَا أُذُنٌ سَمِعَتْ، وَلَا خَطَرَ عَلَى قَلْبِ بَشَرٍ».

สิ่งที่ตาไม่เคยเห็น หูไม่เคยได้ยิน และไม่มีใครเคยนึกถึง16, อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า:

﴿إِنَّ ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ وَعَمِلُواْ ٱلصَّٰلِحَٰتِ أُوْلَٰٓئِكَ هُمۡ خَيۡرُ ٱلۡبَرِيَّةِ 7 جَزَآؤُهُمۡ عِندَ رَبِّهِمۡ جَنَّٰتُ عَدۡنٖ تَجۡرِي مِن تَحۡتِهَا ٱلۡأَنۡهَٰرُ خَٰلِدِينَ فِيهَآ أَبَدٗاۖ رَّضِيَ ٱللَّهُ عَنۡهُمۡ وَرَضُواْ عَنۡهُۚ ذَٰلِكَ لِمَنۡ خَشِيَ رَبَّهُۥ 8﴾

"แท้จริง บรรดาผู้ศรัทธาและประกอบการดีทั้งหลาย ชนเหล่านั้น พวกเขาเป็นมนุษย์ที่ดียิ่ง รางวัลของพวกเขา ที่พระผู้อภิบาลของพวกเขาคือสวนสวรรค์อันสถิตนิรันดร์ ซึ่งมีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านเบื้องล่าง พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล อัลลอฮ์ทรงพอพระทัยต่อพวกเขา และพวกเขาก็พอใจในพระองค์ นั่นคือสำหรับผู้ที่ยำเกรงพระเจ้าของเขา" (ซูเราะฮ์ อัล-บัยยินะฮ์ : 7-8) และพระองค์ตรัสว่า :

﴿فَلَا تَعۡلَمُ نَفۡسٞ مَّآ أُخۡفِيَ لَهُم مِّن قُرَّةِ أَعۡيُنٖ جَزَآءَۢ بِمَا كَانُواْ يَعۡمَلُونَ 17﴾

"ดังนั้น จึงไม่มีชีวิตใดรู้สิ่งที่ถูกซ่อนไว้สำหรับพวกเขา ให้เป็นที่รื่นรมย์แก่สายตา เป็นการตอบแทนในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้" (ซูเราะฮ์ อัซ-ซัจญดะฮ์ : 17)

ส่วนนรกนั้น คือสถานที่แห่งการทรมานที่อัลลอฮ์ ตะอาลาได้ทรงเตรียมไว้สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาที่เป็นผู้อธรรม ที่ปฏิเสธศรัทธาต่อพระองค์และฝ่าฝืนบรรดาเราะซูลของพระองค์ ในนั้นมีการทรมานและบทลงโทษหลากหลายประเภทซึ่งเกินกว่าที่สติปัญญาจะคาดคิดได้ อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า:

﴿وَٱتَّقُواْ ٱلنَّارَ ٱلَّتِيٓ أُعِدَّتۡ لِلۡكَٰفِرِينَ 131﴾

"และพวกเจ้าจงเกรงกลัวไฟนรกที่ถูกเตรียมไว้สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเถิด" (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 131) และพระองค์ตรัสว่า :

﴿وَقُلِ ٱلۡحَقُّ مِن رَّبِّكُمۡۖ فَمَن شَآءَ فَلۡيُؤۡمِن وَمَن شَآءَ فَلۡيَكۡفُرۡۚ إِنَّآ أَعۡتَدۡنَا لِلظَّٰلِمِينَ نَارًا أَحَاطَ بِهِمۡ سُرَادِقُهَاۚ وَإِن يَسۡتَغِيثُواْ يُغَاثُواْ بِمَآءٖ كَٱلۡمُهۡلِ يَشۡوِي ٱلۡوُجُوهَۚ بِئۡسَ ٱلشَّرَابُ وَسَآءَتۡ مُرۡتَفَقًا 29﴾

"และจงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) สัจธรรมนั้นมาจากพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า ดังนั้น ผู้ใดประสงค์ก็จงศรัทธา และผู้ใดประสงค์ก็จงปฏิเสธ แท้จริง เราได้เตรียมไฟนรกไว้สำหรับบรรดาผู้ที่อธรรมซึ่งกำแพงของมันล้อมรอบพวกเขา และถ้าพวกเขาร้องขอความช่วยเหลือ ก็จะถูกช่วยเหลือด้วยน้ำเสมือนน้ำทองแดงเดือดลวกใบหน้า มันเป็นน้ำดื่มที่ชั่วช้าและเป็นที่พำนักที่เลวร้าย" [ซูเราะฮ์ อัลกะฮ์ฟิ : 29] และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า :

﴿إِنَّ ٱللَّهَ لَعَنَ ٱلۡكَٰفِرِينَ وَأَعَدَّ لَهُمۡ سَعِيرًا 64 خَٰلِدِينَ فِيهَآ أَبَدٗاۖ لَّا يَجِدُونَ وَلِيّٗا وَلَا نَصِيرٗا 65 يَوۡمَ تُقَلَّبُ وُجُوهُهُمۡ فِي ٱلنَّارِ يَقُولُونَ يَٰلَيۡتَنَآ أَطَعۡنَا ٱللَّهَ وَأَطَعۡنَا ٱلرَّسُولَا۠66﴾

"แท้จริง อัลลอฮ์ได้ทรงสาปแช่งบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา และได้ทรงเตรียมไฟนรกอันลุกโชนไว้สำหรับพวกเขา เพื่อให้พวกเขาพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล โดยที่พวกเขาจะไม่มีผู้คุ้มครองและไม่มีผู้ช่วยเหลือใด ในวันที่ใบหน้าของพวกเขาจะถูกพลิกไปมาในไฟนรก พวกเขาจะกล่าวว่า "อนิจจา แก่เราเหลือเกิน! หากเพียงแต่เราได้เชื่อฟังอัลลอฮ์ และเชื่อฟังเราะซูล ก็คงจะดี"" (ซูเราะฮ์ อัล-อะห์ซาบ : 64-66)

และสำหรับการศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮฺนั้นมีคุณประโยชน์อันใหญ่หลวง ในจำนวนนั้นคือ:

ประการแรก: เกิดความต้องการในการกระทำที่เป็นการภักดี และความมุ่งมั่นต่อสิ่งนั้น เพื่อหวังการตอบแทนสำหรับวันนั้น

ประการที่สอง: ต้องการหลีกห่างจากการกระทำที่เป็นการเนรคุณ และจากการพอใจกับมัน เพราะกลัวการลงโทษในวันนั้น

ประการที่สาม: เป็นการปลอบใจผู้ศรัทธาต่อสิ่งที่เขาพลาดไปจากโลกนี้ ด้วยสิ่งที่เขามุ่งหวังจากความสุขและผลตอบแทนแห่งโลกหน้า

และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาได้ปฏิเสธการฟื้นคืนชีพหลังความตาย โดยกล่าวอ้างว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

การกล่าวอ้างนี้เป็นโมฆะ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วจากบทบัญญัติศาสนา ประสาทสัมผัส และสติปัญญา

ส่วนศาสนบัญญัตินั้น ดังที่อัลลอฮฺตะอาลาได้ดำรัสว่า:

﴿زَعَمَ ٱلَّذِينَ كَفَرُوٓاْ أَن لَّن يُبۡعَثُواْۚ قُلۡ بَلَىٰ وَرَبِّي لَتُبۡعَثُنَّ ثُمَّ لَتُنَبَّؤُنَّ بِمَا عَمِلۡتُمۡۚ وَذَٰلِكَ عَلَى ٱللَّهِ يَسِيرٞ 7﴾

"บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธากล่าวอ้างว่า พวกเขาจะไม่ถูกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีก จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) หาเป็นเช่นนั้นไม่ ขอสาบานต่อพระผู้อภิบาลของข้า พวกเจ้าจะถูกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกอย่างแน่นอน แล้วพวกเจ้าจะได้รับแจ้งตามที่พวกเจ้าได้ประกอบกรรมไว้ และนั่นเป็นการง่ายดายสำหรับอัลลอฮ์" [อัต-ตะฆอบุน : 7] และบรรดาคัมภีร์ที่มาจากฟากฟ้าทั้งหมดก็ได้มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในเรื่องนั้น

ส่วนหลักฐานที่สามารถสัมผัสได้นั้น อัลลอฮ์ได้ทรงแสดงให้ปวงบ่าวของพระองค์ได้เห็นถึงการทำให้คนตายฟื้นคืนชีพขึ้นมาในโลกดุนยาแห่งนี้แล้ว ซึ่งในสูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ มีตัวอย่างอยู่ห้าประการสำหรับเรื่องนี้ คือ:

ตัวอย่างที่หนึ่ง: กลุ่มชนของนบีมูซา เมื่อพวกเขาได้กล่าวแก่ท่านว่า:

﴿...لَن نُّؤۡمِنَ لَكَ حَتَّىٰ نَرَى ٱللَّهَ جَهۡرَةٗ ...﴾

"...เราจะไม่ศรัทธาต่อเจ้า จนกว่าเราจะได้เห็นอัลลอฮ์อย่างเปิดเผย..." [ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์: 55] ดังนั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา จึงทำให้พวกเขาตาย แล้วทรงทำให้พวกเขามีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง และในเรื่องดังกล่าว อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ตรัสแก่วงศ์วานของอิสรออีลว่า:

﴿وَإِذۡ قُلۡتُمۡ يَٰمُوسَىٰ لَن نُّؤۡمِنَ لَكَ حَتَّىٰ نَرَى ٱللَّهَ جَهۡرَةٗ فَأَخَذَتۡكُمُ ٱلصَّٰعِقَةُ وَأَنتُمۡ تَنظُرُونَ 55 ثُمَّ بَعَثۡنَٰكُم مِّنۢ بَعۡدِ مَوۡتِكُمۡ لَعَلَّكُمۡ تَشۡكُرُونَ 56﴾

"และจงรำลึกถึงขณะที่พวกเจ้ากล่าวว่าโอ้ มูซา เราจะไม่ศรัทธาต่อเจ้า จนกว่าเราจะได้เห็นอัลลอฮ์อย่างเปิดเผยแล้วสายฟ้าฝ่าก็ฟาดใส่พวกเจ้าขณะที่พวกเจ้ามองดูอยู่ แล้วเราได้ให้พวกเจ้าฟื้นคืนชีพหลังจากที่พวกเจ้าตาย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ขอบคุณ" (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 55-56)

ตัวอย่างที่สอง: ในเรื่องราวของชายที่ถูกฆ่าซึ่งวงศ์วานอิสรออีลได้ขัดแย้งกันเกี่ยวกับเขา แล้วอัลลอฮฺ ตะอาลา ก็ได้ทรงบัญชาพวกเขาให้เชือดวัวตัวเมียตัวหนึ่ง แล้วให้ตีเขาด้วยบางส่วนของมัน เพื่อที่เขาจะได้บอกแก่พวกเขาว่าใครคือผู้ที่ฆ่าเขา และในเรื่องราวดังกล่าว อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า:

﴿وَإِذۡ قَتَلۡتُمۡ نَفۡسٗا فَٱدَّٰرَٰءۡتُمۡ فِيهَاۖ وَٱللَّهُ مُخۡرِجٞ مَّا كُنتُمۡ تَكۡتُمُونَ 72 فَقُلۡنَا ٱضۡرِبُوهُ بِبَعۡضِهَاۚ كَذَٰلِكَ يُحۡيِ ٱللَّهُ ٱلۡمَوۡتَىٰ وَيُرِيكُمۡ ءَايَٰتِهِۦ لَعَلَّكُمۡ تَعۡقِلُونَ 73﴾

"และจงรำลึกถึงขณะที่พวกเจ้าได้ฆ่าชายคนหนึ่ง แล้วพวกเจ้าต่างก็ปกป้องตนเอง (โต้เถียงกันว่าใครคือฆาตกร) และอัลลอฮ์ทรงเปิดเผยสิ่งที่พวกเจ้าปกปิดไว้ แล้วเราได้กล่าวว่า 'จงตีเขาด้วยบางส่วนของมัน' เช่นนั้นแหละอัลลอฮ์ทรงให้ผู้ตายฟื้นคืนชีพ และทรงแสดงสัญญาณต่าง ของพระองค์แก่พวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ใช้ปัญญา" (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 72-73)

ตัวอย่างที่สาม: ในเรื่องราวของกลุ่มชนที่ได้ออกจากบ้านเมืองของพวกเขาเพื่อหนีจากความตาย ทั้งที่พวกเขามีจำนวนนับพัน แล้วอัลลอฮ์ ตะอาลา ก็ได้ทรงทำให้พวกเขาตาย หลังจากนั้นพระองค์ก็ได้ทรงให้พวกเขามีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง และในกรณีดังกล่าว อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า:

﴿أَلَمۡ تَرَ إِلَى ٱلَّذِينَ خَرَجُواْ مِن دِيَٰرِهِمۡ وَهُمۡ أُلُوفٌ حَذَرَ ٱلۡمَوۡتِ فَقَالَ لَهُمُ ٱللَّهُ مُوتُواْ ثُمَّ أَحۡيَٰهُمۡۚ إِنَّ ٱللَّهَ لَذُو فَضۡلٍ عَلَى ٱلنَّاسِ وَلَٰكِنَّ أَكۡثَرَ ٱلنَّاسِ لَا يَشۡكُرُونَ243﴾

"เจ้าไม่รู้ดอกหรือ (โอ้ มูฮัมหมัด) เกี่ยวกับผู้คนที่หนีออกจากบ้านเกิดของพวกเขา ซึ่งพวกเขามีจำนวนนับพันเพราะกลัวความตาย? แล้วอัลลอฮ์ก็ได้ประกาศิตแก่พวกเขาว่าพวกเจ้าจงตายซะจากนั้นพระองค์ก็ทรงให้พวกเขาฟื้นคืนชีพ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงเป็นพระเจ้าที่เปี่ยมด้วยความโปรดปรานต่อมนุษย์ทั้งหลาย แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่สำนึก" (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 243)

ตัวอย่างที่สี่: ในเรื่องราวของผู้ที่ได้เดินทางผ่านเมืองร้างเมืองหนึ่ง แล้วเขาก็สงสัยว่าอัลลอฮฺ ตะอาลา จะทรงทำให้มันฟื้นคืนขึ้นมาอีกครั้งได้อย่างไร อัลลอฮฺ ตะอาลา จึงได้ทรงทำให้เขาตายเป็นเวลาหนึ่งร้อยปี แล้วหลังจากนั้นก็ได้ทรงให้เขาฟื้นคืนชีพ และในเรื่องราวดังกล่าว อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ทรงตรัสว่า:

﴿أَوۡ كَٱلَّذِي مَرَّ عَلَىٰ قَرۡيَةٖ وَهِيَ خَاوِيَةٌ عَلَىٰ عُرُوشِهَا قَالَ أَنَّىٰ يُحۡيِۦ هَٰذِهِ ٱللَّهُ بَعۡدَ مَوۡتِهَاۖ فَأَمَاتَهُ ٱللَّهُ مِاْئَةَ عَامٖ ثُمَّ بَعَثَهُۥۖ قَالَ كَمۡ لَبِثۡتَۖ قَالَ لَبِثۡتُ يَوۡمًا أَوۡ بَعۡضَ يَوۡمٖۖ قَالَ بَل لَّبِثۡتَ مِاْئَةَ عَامٖ فَٱنظُرۡ إِلَىٰ طَعَامِكَ وَشَرَابِكَ لَمۡ يَتَسَنَّهۡۖ وَٱنظُرۡ إِلَىٰ حِمَارِكَ وَلِنَجۡعَلَكَ ءَايَةٗ لِّلنَّاسِۖ وَٱنظُرۡ إِلَى ٱلۡعِظَامِ كَيۡفَ نُنشِزُهَا ثُمَّ نَكۡسُوهَا لَحۡمٗاۚ فَلَمَّا تَبَيَّنَ لَهُۥ قَالَ أَعۡلَمُ أَنَّ ٱللَّهَ عَلَىٰ كُلِّ شَيۡءٖ قَدِيرٞ 259﴾

"หรือเจ้ามิได้พิจารณาดูถึงผู้ที่เดินทางผ่านไปยังเมืองร้างเมืองหนึ่งที่พังทลายจนหลังคาพังทลายลงมาดอกหรือ? เขากล่าว (ด้วยความสงสัย) ว่า: “แล้วอัลลอฮ์จะทรงให้เมืองนี้กลับมามีชีวิตอีกครั้งได้อย่างไรหลังจากที่มันได้พังทลายไปแล้ว?” แล้วอัลลอฮ์ก็ทรงให้เขาตายเป็นเวลาหนึ่งร้อยปี แล้วพระองค์ก็ทรงให้เขาฟื้นขึ้นมา พระองค์ตรัสว่าเจ้าได้พักอยู่ที่นี่ (ตาย) นานเท่าใดแล้ว?” เขากล่าวว่าฉันได้พักอยู่หนึ่งวันหรือส่วนหนึ่งของมันเท่านั้นพระองค์ตอบว่าไม่ใช่ แต่เจ้าได้อยู่มาเป็นเวลาหนึ่งร้อยปีแล้ว จงมองดูอาหารและเครื่องดื่มของเจ้าซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด แต่จงดูลาของเจ้า (ซึ่งกลายเป็นกระดูก) และเพื่อเราจะได้ทำให้เจ้าเป็นสัญญาณ(ที่แสดงถึงพลังอำนาจของเรา) แก่มนุษยชาติ และจงดูกระดูก (ของลา) ว่าเราได้ประกอบมันเข้าด้วยกันอย่างไร แล้วเราก็ห่อหุ้มมันด้วยเนื้อดังนั้น เมื่อเป็นที่แน่ชัดแก่เขาแล้ว เขาก็กล่าวว่า "ฉันรู้แน่ชัดแล้วว่า แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอำนาจเหนือทุกสิ่ง" (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 259)

ตัวอย่างที่ห้า: ในเรื่องราวของอิบรอฮีม อัล-เคาะลีล ขณะที่ท่านได้ทูลขอต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา ให้พระองค์ทรงแสดงแก่ท่านว่าพระองค์จะทรงชุบชีวิตสิ่งที่ตายแล้วให้ฟื้นคืนชีพได้อย่างไร ดังนั้นอัลลอฮฺ ตะอาลา จึงได้มีบัญชาแก่ท่านให้เชือดนกสี่ตัว และให้แยกชิ้นส่วนของพวกมันวางไว้บนภูเขาแต่ละลูกที่อยู่รอบๆ ท่าน หลังจากนั้นก็ให้เรียกพวกมัน แล้วชิ้นส่วนต่างๆ ก็จะมาประกอบเข้ารวมกัน และพวกมันก็จะมาหาอิบรอฮีมอย่างรีบเร่ง และในเรื่องดังกล่าวนี้ อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า:

﴿وَإِذۡ قَالَ إِبۡرَٰهِـۧمُ رَبِّ أَرِنِي كَيۡفَ تُحۡيِ ٱلۡمَوۡتَىٰۖ قَالَ أَوَلَمۡ تُؤۡمِنۖ قَالَ بَلَىٰ وَلَٰكِن لِّيَطۡمَئِنَّ قَلۡبِيۖ قَالَ فَخُذۡ أَرۡبَعَةٗ مِّنَ ٱلطَّيۡرِ فَصُرۡهُنَّ إِلَيۡكَ ثُمَّ ٱجۡعَلۡ عَلَىٰ كُلِّ جَبَلٖ مِّنۡهُنَّ جُزۡءٗا ثُمَّ ٱدۡعُهُنَّ يَأۡتِينَكَ سَعۡيٗاۚ وَٱعۡلَمۡ أَنَّ ٱللَّهَ عَزِيزٌ حَكِيمٞ 260﴾

"และจงรำลึกถึงขณะที่อิบรอฮีมกล่าวว่าโอ้พระผู้อภิบาลของข้า โปรดแสดงให้ข้าเห็นเถิดว่า พระองค์ทรงทำให้คนที่ตายไปแล้วกลับมีชีวิตขึ้นมาได้อย่างไรพระองค์ตรัสว่าเจ้ายังไม่ศรัทธากระนั้นหรือ?” อิบรอฮีมตอบว่าหามิได้ แต่เพื่อให้หัวใจของข้าสงบพระองค์ตรัสว่าดังนั้น จงเอานกสี่ตัวมารวมไว้ที่เจ้า แล้วก็สับมันเป็นชิ้น แล้วจงวางพวกมันเป็นส่วน ไว้บนเนินเขาแต่ละลูก แล้วจงเรียกพวกมันมา พวกมันจะมาหาเจ้าโดยทันทีและจงรู้เถิดว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ" (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 260)

และนี่คือบรรดาตัวอย่างที่สัมผัสได้และเกิดขึ้นจริง ที่บ่งชี้ถึงความเป็นไปได้ของการชุบชีวิตผู้ที่ตายไปแล้ว และก่อนหน้านี้ก็ได้มีการกล่าวถึงสัญญาณต่างๆ ของอีซา อิบนิ มัรยัม อะลัยฮิสลาม ที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงบันดาลให้มีขึ้น ในการชุบชีวิตผู้ที่ตายไปแล้ว และการนำพวกเขาออกจากหลุมฝังศพของพวกเขา -ด้วยอนุมัติของอัลลอฮฺ ตะอาลา-

ส่วนหลักฐานทางด้านสติปัญญานั้น มีอยู่ 2 ด้าน ดังนี้

หนึ่ง: อัลลอฮ์ ตะอาลา คือผู้ทรงสร้างท้องฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ในนั้นขึ้นมาในครั้งแรก และผู้ทรงสามารถในการเริ่มสร้างครั้งแรกย่อมไม่ทรงไร้ความสามารถที่จะให้มันกลับขึ้นมาอีกครั้ง อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿وَهُوَ ٱلَّذِي يَبۡدَؤُاْ ٱلۡخَلۡقَ ثُمَّ يُعِيدُهُۥ وَهُوَ أَهۡوَنُ عَلَيۡهِۚ...﴾

"และพระองค์คือผู้ทรงเริ่มแรกในการสร้าง หลังจากนั้นจะทรงบังเกิดมันขึ้นอีกครั้ง และนั่นเป็นเรื่องง่ายสำหรับพระองค์..." (ซูเราะฮ์ อัร-รูม : 27) และพระองค์ตรัสว่า :

﴿...كَمَا بَدَأۡنَآ أَوَّلَ خَلۡقٖ نُّعِيدُهُۥۚ وَعۡدًا عَلَيۡنَآۚ إِنَّا كُنَّا فَٰعِلِينَ﴾

"...ดังที่เราได้เริ่มให้มีการบังเกิดครั้งแรก เราจะให้มันกลับขึ้นมาอีก มันเป็นสัญญาของเรา แท้จริงเราเป็นผู้กระทำอย่างแน่นอน" (ซูเราะฮ์ อัล-อันบิยาอ์ : 104) และพระองค์ได้ตรัสสั่งให้ตอบโต้ผู้ที่ปฏิเสธการให้กระดูกมีชีวิตขึ้นมาอีกในเมื่อมันเป็นผุยผงไปแล้วว่า:

﴿قُلۡ يُحۡيِيهَا ٱلَّذِيٓ أَنشَأَهَآ أَوَّلَ مَرَّةٖۖ وَهُوَ بِكُلِّ خَلۡقٍ عَلِيمٌ 79﴾

"จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) พระผู้ทรงได้บังเกิดพวกเขาแต่ครั้งแรกนั้นจะทรงให้พวกเขามีชีวิตขึ้นอีกครั้ง และพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้การบังเกิดทุกสิ่ง" (ซูเราะฮ์ ยาซีน : 79)

หลักฐานที่สอง: แผ่นดินที่ตายแล้วและแห้งแล้ง ไม่มีต้นไม้สีเขียวใดๆ อยู่ในนั้น แล้วฝนก็ตกลงมาบนมัน มันจึงสั่นไหวและกลับมาเขียวขจีมีชีวิตชีวา ซึ่งในนั้นมีพืชพันธุ์ที่สวยงามนานาชนิด และผู้ที่ทรงสามารถทำให้มันมีชีวิตขึ้นมาหลังจากความตายของมัน ย่อมทรงสามารถทำให้บรรดาผู้ที่ตายไปแล้วกลับมีชีวิตขึ้นมาได้ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿وَمِنۡ ءَايَٰتِهِۦٓ أَنَّكَ تَرَى ٱلۡأَرۡضَ خَٰشِعَةٗ فَإِذَآ أَنزَلۡنَا عَلَيۡهَا ٱلۡمَآءَ ٱهۡتَزَّتۡ وَرَبَتۡۚ إِنَّ ٱلَّذِيٓ أَحۡيَاهَا لَمُحۡيِ ٱلۡمَوۡتَىٰٓۚ إِنَّهُۥ عَلَىٰ كُلِّ شَيۡءٖ قَدِيرٌ 39﴾

"และส่วนหนึ่งจากสัญญาณทั้งหลายของพระองค์ คือ เจ้าจะเห็นแผ่นดินแห้งกรัง ต่อเมื่อพระองค์ทรงหลั่งน้ำฝนลงมาบนมัน มันก็จะมีชีวิตชีวาและให้พืชผล แท้จริง ผู้ซึ่งให้มันมีชีวิตขึ้นมานั้น ก็จะทรงให้ชีวิตแก่คนตายได้อย่างแน่นอน แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงอนุภาพเหนือทุกสิ่ง" (ซูเราะฮ์ ฟุศศิลัต : 39) และพระองค์ตรัสว่า :

﴿وَنَزَّلۡنَا مِنَ ٱلسَّمَآءِ مَآءٗ مُّبَٰرَكٗا فَأَنۢبَتۡنَا بِهِۦ جَنَّٰتٖ وَحَبَّ ٱلۡحَصِيدِ 9 وَٱلنَّخۡلَ بَاسِقَٰتٖ لَّهَا طَلۡعٞ نَّضِيدٞ 10 رِّزۡقٗا لِّلۡعِبَادِۖ وَأَحۡيَيۡنَا بِهِۦ بَلۡدَةٗ مَّيۡتٗاۚ كَذَٰلِكَ ٱلۡخُرُوجُ 11﴾

"และเราได้ให้น้ำฝนหลั่งลงมาจากฟากฟ้าเป็นที่จำเริญ แล้วด้วยน้ำนั้น เราได้ให้งอกเงยออกมาเป็นสวนอันหลากหลาย และเมล็ดพืชสำหรับเก็บเกี่ยว และต้นอินทผลัมสูงตระหง่านที่มีผลอันเรียงราย เป็นปัจจัยยังชีพสำหรับปวงบ่าว และเราได้ให้แผ่นดินที่ตายแล้วกลับมีชีวิตขึ้นมาได้ ด้วยน้ำนั้น เช่นนั้นแหละคือการฟื้นคืนชีพ" (ซูเราะฮ์ ก๊อฟ : 9-11)

และในการศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์นั้น ยังรวมถึงการศรัทธาต่อทุกสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากความตาย อาทิ:

() ฟิตนะฮ์ในหลุมศพ: คือการสอบถามผู้ตายหลังจากที่เขาถูกฝังเกี่ยวกับพระเจ้าของเขา ศาสนาของเขา และนบีของเขา แล้วอัลลอฮ์จะทรงทำให้บรรดาผู้ศรัทธาได้ยืนหยัดด้วยคำพูดอันแน่วแน่ แล้วเขาจะกล่าวว่า: พระเจ้าของฉันคืออัลลอฮ์ ศาสนาของฉันคืออิสลาม และนบีของฉันคือมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และอัลลอฮ์จะทรงให้ผู้อธรรมทั้งหลายหลงทาง แล้วผู้ปฏิเสธศรัทธาก็จะกล่าวว่า: ‘ฮะฮ์ ฮะฮ์ ฉันไม่รู้และผู้กลับกลอกหรือผู้เคลือบแคลงสงสัยจะกล่าวว่า: ‘ฉันไม่รู้ ฉันได้ยินผู้คนกล่าวบางสิ่ง ฉันจึงกล่าวตามไป

() ความทุกข์ทรมาน และความสุขในหลุมศพ: โดยมันจะมีสำหรับบรรดาผู้อธรรม คือพวกมุนาฟิกและบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿...وَلَوۡ تَرَىٰٓ إِذِ ٱلظَّٰلِمُونَ فِي غَمَرَٰتِ ٱلۡمَوۡتِ وَٱلۡمَلَٰٓئِكَةُ بَاسِطُوٓاْ أَيۡدِيهِمۡ أَخۡرِجُوٓاْ أَنفُسَكُمُۖ ٱلۡيَوۡمَ تُجۡزَوۡنَ عَذَابَ ٱلۡهُونِ بِمَا كُنتُمۡ تَقُولُونَ عَلَى ٱللَّهِ غَيۡرَ ٱلۡحَقِّ وَكُنتُمۡ عَنۡ ءَايَٰتِهِۦ تَسۡتَكۡبِرُونَ﴾

"...และ (เป็นสิ่งที่น่ากลัว) หากเจ้าได้เห็นขณะที่บรรดาผู้อธรรมตกอยู่ในความทุกข์ทรมานแห่งซะกะรอตุลมาวต์” (ความทุกข์ทรมานขณะที่จะตาย) และบรรดามลาอิกะฮ์ก็ยื่นมือของพวกเขาออกมา (ด้วยการทุบตีและทรมาน) (พร้อมกับกล่าวว่า): “จงนำวิญญาณของพวกเจ้าออกมา ในวันนี้ พวกเจ้าจะได้รับการตอบแทนด้วยการลงโทษที่น่าอัปยศอดสู เนื่องจากสิ่งที่พวกเจ้าได้กล่าวร้ายต่ออัลลอฮ์อย่างไม่ชอบธรรม และพวกเจ้าปฏิเสธบรรดาโองการของพระองค์อย่างเย่อหยิ่ง (ซูเราะฮ์ อัล-อันอาม : 93)

และพระองค์ตรัสถึงวงศ์วานของฟิรเอาน์ว่า:

﴿ٱلنَّارُ يُعۡرَضُونَ عَلَيۡهَا غُدُوّٗا وَعَشِيّٗاۚ وَيَوۡمَ تَقُومُ ٱلسَّاعَةُ أَدۡخِلُوٓاْ ءَالَ فِرۡعَوۡنَ أَشَدَّ ٱلۡعَذَابِ 46﴾

"ไฟนรก ซึ่งพวกเขาจะถูกนำมาเผชิญต่อหน้ามัน (ขณะที่พวกเขาอยู่ในโลกบัรซัค) ทั้งยามเช้าและยามเย็น และเมื่อวันกิยามะฮ์เกิดขึ้น (มีคำสั่งแก่มลาอิกะฮ์ว่า) "จงนำบริวารของฟิรเอาน์ไปสู่การลงโทษอันสาหัสยิ่ง" (ซูเราะฮ์ ฆอฟิร : 46)

ในหนังสือเศาะฮีห์ของมุสลิม จากซัยด์ บิน ษาบิต เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จากท่านนบีกล่าวว่า:

«فَلَوْلَا أَنْ لَا تَدَافَنُوا لَدَعَوْتُ اللَّهَ أَنْ يُسْمِعَكُمْ مِنْ عَذَابِ الْقَبْرِ الَّذِي أَسْمَعُ مِنْهُ».

"หากมิใช่เพราะว่าพวกเจ้าจะไม่ฝังศพกัน(เพราะความกลัว) ฉันย่อมวิงวอนต่ออัลลอฮ์ให้ทรงทำให้พวกเจ้าได้ยินส่วนหนึ่งจากการลงโทษในสุสานที่ฉันได้ยิน" หลังจากนั้นท่านก็ผินหน้ามาแล้วกล่าวว่า:

«تَعَوَّذُوا بِاللَّهِ مِنْ عَذَابِ النَّارِ».

"พวกท่านจงขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้พ้นจากการลงโทษแห่งไฟนรก" พวกเขากล่าวว่า: "เราขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้พ้นจากการลงโทษแห่งไฟนรก" เขากล่าวว่า:

«تَعَوَّذُوا بِاللَّهِ مِنْ عَذَابِ الْقَبْرِ».

"พวกท่านจงขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺให้พ้นจากการลงโทษในหลุมศพ" พวกเขากล่าวว่า: พวกเราขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้พ้นจากการลงโทษในหลุมศพ เขากล่าวว่า:

«تَعَوَّذُوا بِاللَّهِ مِنَ الْفِتَنِ، مَا ظَهَرَ مِنْهَا وَمَا بَطَنَ».

"จงขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้พ้นจากฟิตนะฮ์ทั้งหลาย ทั้งที่เปิดเผยและที่ซ่อนเร้น" พวกเขากล่าวว่า: พวกเราขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้พ้นจากความชั่วร้ายทั้งหลาย ทั้งที่เปิดเผยและที่ซ่อนเร้น เขากล่าวว่า:

«تَعَوَّذُوا بِاللَّهِ مِنْ فِتْنَةِ الدَّجَّالِ».

"พวกท่านจงขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้พ้นจากฟิตนะฮ์ของดัจญาล" พวกเขากล่าวว่า: พวกเราขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้พ้นจากฟิตนะฮ์ของดัจญาล17.

ส่วนความสุขในหลุมศพนั้น ก็มีไว้สำหรับบรรดาผู้ศรัทธาที่สัจจริง อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ตรัสว่า:

﴿إِنَّ ٱلَّذِينَ قَالُواْ رَبُّنَا ٱللَّهُ ثُمَّ ٱسۡتَقَٰمُواْ تَتَنَزَّلُ عَلَيۡهِمُ ٱلۡمَلَٰٓئِكَةُ أَلَّا تَخَافُواْ وَلَا تَحۡزَنُواْ وَأَبۡشِرُواْ بِٱلۡجَنَّةِ ٱلَّتِي كُنتُمۡ تُوعَدُونَ 30﴾

"แท้จริงบรรดาผู้ที่กล่าวว่า "อัลลอฮ์คือพระผู้อภิบาลของเรา" หลังจากนั้นพวกเขาก็ยืนหยัดมั่นคง (อยู่ในแนวทางที่ถูกต้อง) บรรดามลาอิกะฮ์จะลงมาหาพวกเขา (โดยกล่าวแก่พวกเขาว่า) "พวกเจ้าอย่าหวาดกลัวและอย่าเศร้าโศก แต่จงตอบรับข่าวดี คือสวนสวรรค์ซึ่งพวกเจ้าได้ถูกสัญญาไว้" (ซูเราะฮ์ ฟุศศิลัต : 30)

และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า :

﴿فَلَوۡلَآ إِذَا بَلَغَتِ ٱلۡحُلۡقُومَ 83 وَأَنتُمۡ حِينَئِذٖ تَنظُرُونَ 84 وَنَحۡنُ أَقۡرَبُ إِلَيۡهِ مِنكُمۡ وَلَٰكِن لَّا تُبۡصِرُونَ 85 فَلَوۡلَآ إِن كُنتُمۡ غَيۡرَ مَدِينِينَ 86 تَرۡجِعُونَهَآ إِن كُنتُمۡ صَٰدِقِينَ 87 فَأَمَّآ إِن كَانَ مِنَ ٱلۡمُقَرَّبِينَ 88 فَرَوۡحٞ وَرَيۡحَانٞ وَجَنَّتُ نَعِيمٖ 89﴾

"เมื่อวิญญาณนั้นขึ้นมาถึงลำคอ ขณะที่พวกท่านในเวลานั้นได้แต่มองดูอยู่ และเรานั้นใกล้ชิดกับเขายิ่งกว่าพวกท่าน แต่พวกท่านมองไม่เห็น แล้วทำไมเล่า หากพวกท่านไม่อยู่ภายใต้อำนาจการตอบแทน จึงไม่ทำให้วิญญาณนั้นกลับคืนมา หากพวกท่านเป็นผู้สัตย์จริง ส่วนผู้ที่เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ใกล้ชิด (ต่ออัลลอฮฺ) เขาจะได้รับความสุข ความรื่นรมย์ และสวนสวรรค์แห่งความโปรดปราน" (ซูเราะฮ์ อัลวากิอะฮ์ : 83-89)

จากอัลบะรออ์ บิน อาซิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวเกี่ยวกับผู้ศรัทธาเมื่อเขาได้ตอบมะลักทั้งสองในหลุมศพของเขาว่า:

«يُنَادِي مُنَادٍ مِنَ السَّمَاءِ: أَنْ صَدَقَ عَبْدِي، فَافْرِشُوهُ مِنَ الْجَنَّةِ، وَأَلْبِسُوهُ مِنَ الْجَنَّةِ، وَافْتَحُوا لَهُ بَابًا إِلَى الْجَنَّةِ، قَالَ: فَيَأْتِيهِ مِنْ رَوْحِهَا وَطِيبِهَا، وَيُفْسَحُ لَهُ فِي قَبْرِهِ مَدَّ بَصَرِهِ».

"จะมีผู้กล่าวเรียกจากฟากฟ้าว่า: บ่าวของข้าได้พูดความจริงแล้ว ดังนั้นจงปูที่นอนจากสวรรค์ให้แก่เขา และจงสวมใส่อาภรณ์จากสวรรค์ให้แก่เขา และจงเปิดประตูบานหนึ่งสู่สวรรค์ให้แก่เขา ท่านกล่าวว่า: แล้วกลิ่นอายและความหอมหวนจากสวรรค์ก็จะมาสู่เขา และหลุมฝังศพของเขาจะถูกขยายให้กว้างไกลสุดสายตา" รายงานโดย อะห์มัดและอบูดาวูด ในหะดีษบทที่ยาว18

และได้มีชนกลุ่มหนึ่งจากบรรดาผู้ที่เบี่ยงเบนได้หลงผิดไป แล้วพวกเขาได้ปฏิเสธการลงโทษในหลุมฝังศพและความสุขสบายในนั้น โดยอ้างว่าสิ่งนั้นเป็นไปไม่ได้เนื่องจากมันขัดแย้งกับความเป็นจริง พวกเขากล่าวว่า: เพราะหากว่าได้มีการเปิดดูผู้ตายในหลุมฝังศพของเขา ก็จะพบว่าเขายังคงอยู่ในสภาพเดิม และหลุมฝังศพก็มิได้เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะกว้างขึ้นหรือแคบลง

การกล่าวอ้างนี้เป็นโมฆะ ทั้งในทางบทบัญญัติ ทางประสาทสัมผัส และทางสติปัญญา:

ส่วนในทางบทบัญญัติ ก็ได้มีตัวบทหลักฐานมากมายที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วซึ่งยืนยันถึงความทุกข์ทรมานและความสุขในหลุมศพ

และในเศาะฮีหฺ อัล-บุคอรี จากหะดีษของท่านอิบนุอับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา เล่าว่า: "ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ออกมาจากสวนแห่งหนึ่งในมะดีนะฮ์ แล้วท่านก็ได้ยินเสียงของคนสองคนที่กำลังถูกทรมานในหลุมศพของเขาทั้งสอง" และได้กล่าวหะดีษต่อไปว่า:

«أَنَّ أَحَدَهُمَا كَانَ لَا يَسْتَتِرُ مِنَ الْبَوْلِ».

"แท้จริงคนหนึ่งในสองนั้น ไม่ได้ระวังตัวจากการเปื้อนปัสสาวะ" และในอีกรายงานหนึ่ง กล่าวว่า:

«مِنْ بَوْلِهِ».

"จากปัสสาวะของเขา"

«وَأَنَّ الْآخَرَ كَانَ يَمْشِي بِالنَّمِيمَةِ».

"ส่วนอีกคนก็เดินสายนินทาใส่ร้ายผู้อื่น" และในการบันทึกของอิหม่ามมุสลิมมีสำนวนว่า:

«لَا يَسْتَنْزِهُ مِنَ الْبَوْلِ».

"เขาไม่ระมัดระวัง (ไม่ชำระให้สะอาด) จากปัสสาวะ"

19

ส่วนด้านประสาทสัมผัส แท้จริงผู้ที่นอนหลับได้เห็นในความฝันของตนว่า ตนได้อยู่ในสถานที่อันกว้างขวางและน่ารื่นรมย์ ซึ่งกำลังได้รับความสุขสำราญอยู่ในนั้น หรือได้อยู่ในสถานที่คับแคบและน่าหวาดหวั่น ซึ่งกำลังได้รับความเจ็บปวดจากมัน และบางทีเขาก็อาจตื่นขึ้นมาเพราะสิ่งที่ได้ฝันเห็นนั้น ทั้งที่เขาก็ยังอยู่บนเตียงในห้องของเขาในสภาพเดิม และการนอนนั้นเป็นพี่น้องกับการตาย ด้วยเหตุนี้ อัลลอฮฺ ตะอาลา จึงได้ทรงเรียกมันว่า (การตาย) อัลลอฮฺ ตะอาลา ได้ตรัสว่า:

﴿ٱللَّهُ يَتَوَفَّى ٱلۡأَنفُسَ حِينَ مَوۡتِهَا وَٱلَّتِي لَمۡ تَمُتۡ فِي مَنَامِهَاۖ فَيُمۡسِكُ ٱلَّتِي قَضَىٰ عَلَيۡهَا ٱلۡمَوۡتَ وَيُرۡسِلُ ٱلۡأُخۡرَىٰٓ إِلَىٰٓ أَجَلٖ مُّسَمًّى...﴾

"อัลลอฮฺทรงรับเอาวิญญาณทั้งหลายเมื่อถึงเวลาตายของมัน และทรงรับเอาวิญญาณของผู้ที่ยังไม่ตายในขณะนอนหลับ แล้วพระองค์จะทรงยึดวิญญาณที่พระองค์ได้กำหนดความตายไว้ และทรงส่งวิญญาณอีกดวงหนึ่งกลับคืนไปจนถึงเวลาที่ถูกกำหนดไว้..." (ซูเราะฮ์ อัซ-ซุมัร : 42)

ส่วนในด้านสติปัญญานั้น แท้จริงผู้ที่นอนหลับเขาได้เห็นในความฝันของเขาเห็นนิมิตจริงที่สอดคล้องกับความเป็นจริง และบางทีอาจได้เห็นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ในรูปลักษณ์ของท่าน และใครก็ตามที่ได้เห็นท่านในรูปลักษณ์ของท่าน ก็ย่อมถือว่าได้เห็นท่านจริง ทว่าผู้ที่นอนหลับก็ยังคงอยู่ในห้องของเขาบนเตียงนอน ห่างไกลจากสิ่งที่เขาได้เห็น ในเมื่อสิ่งนี้เป็นไปได้ในเรื่องราวของโลกดุนยา แล้วจะไม่เป็นไปได้ในเรื่องราวของปรโลกหรือ?!

ส่วนสิ่งที่พวกเขาใช้อ้างในความเชื่อของพวกเขานั้น คือ หากมีการเปิดดูผู้ตายในหลุมศพของเขา ก็จะพบว่าเขายังคงอยู่ในสภาพเดิม และหลุมศพก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะกว้างขึ้นหรือแคบลง คำตอบสำหรับข้ออ้างนี้มีอยู่หลายประการด้วยกัน ดังนี้:

ประการแรก: ไม่อนุญาตให้นำข้อกังขาที่ไร้แก่นสารมาโต้แย้งกับสิ่งที่บทบัญญัติศาสนาได้กำหนดไว้ ซึ่งหากผู้ที่โต้แย้งได้พิจารณาใคร่ครวญในสิ่งที่บทบัญญัติศาสนาได้กำหนดไว้อย่างแท้จริงแล้ว ก็ย่อมจะประจักษ์แจ้งถึงความผิดพลาดของข้อกังขาเหล่านั้น ดังที่มีการกล่าวไว้ว่า:

มีคนมากมายเพียงใดที่ตำหนิถ้อยคำอันถูกต้อง (ความจริง)

และความบกพร่องของมันนั้นเกิดจากความเข้าใจที่บิดเบือน/ไม่ถูกต้อง

ประการที่สอง: แท้จริงแล้วสภาวการณ์ต่างๆ ในโลกบัรซัค (โลกหลังความตาย) นั้น จัดอยู่ในจำพวกเรื่องเร้นลับ ซึ่งประสาทสัมผัสไม่สามารถรับรู้ได้ เพราะหากว่ามันสามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสแล้ว ประโยชน์ของการศรัทธาในสิ่งเร้นลับก็ย่อมหมดสิ้นไป และทั้งผู้ที่ศรัทธาในสิ่งเร้นลับกับผู้ที่ปฏิเสธก็จะมีความเท่าเทียมกันในการยอมรับเรื่องดังกล่าว

ประการที่สาม: แท้จริงแล้วการลงโทษ ความสุขสำราญ ความกว้างขวางของหลุมศพ หรือความคับแคบของมันนั้น มีเพียงผู้ตายเท่านั้นที่รับรู้ได้ มิใช่ผู้อื่น ซึ่งเรื่องนี้เปรียบได้กับผู้ที่นอนหลับแล้วฝันไปว่าตนเองอยู่ในสถานที่ที่คับแคบน่าสะพรึงกลัว หรืออยู่ในสถานที่ที่กว้างขวางเบิกบานใจ ในขณะที่คนที่อยู่รอบข้างเขากลับมองไม่เห็นและไม่รู้สึกถึงสิ่งนั้นเลย และแน่นอนว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมเคยได้รับโองการ (วะฮีย์)ในขณะที่ท่านอยู่ท่ามกลางเหล่าเศาะฮาบะฮ์ของท่าน โดยที่ท่านได้รยินเสียงของวะฮีย์นั้น แต่เหล่าเศาะฮาบะฮ์กลับไม่ได้ยิน และบางครั้งมลาอิกะฮ์จะจำแลงกายมาหาท่านในร่างของชายผู้หนึ่งแล้วพูดคุยกับท่าน โดยที่เหล่าเศาะฮาบะฮ์ไม่เห็นมลาอิกะฮ์ตนนั้นและไม่ได้ยินเสียงของท่านเลย

ประการที่สี่: แท้จริงแล้วการรับรู้ของเหล่าสรรพสิ่งนั้น ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่สิ่งที่อัลลอฮ์ตะอาลาทรงอนุญาตให้พวกเขารับรู้ได้เท่านั้น และเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะรับรู้ได้ถึงทุกสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่ (ในจักรวาลนี้) ดังเช่นชั้นฟ้าทั้งเจ็ด แผ่นดิน และผู้ที่พำนักอยู่ในนั้น รวมถึงทุกสรรพสิ่งต่างก็ทำการสดุดี (ตัสบีฮ์) สรรเสริญพระองค์อย่างแท้จริง ซึ่งอัลลอฮ์ ตะอาลา จะทรงให้ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จากปวงบ่าวของพระองค์ได้ยินการสดุดีนั้นในบางครั้ง และถึงกระนั้นก็ตาม พระองค์ก็ทรงถูกบดบังจากพวกเรา และในเรื่องดังกล่าว อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿تُسَبِّحُ لَهُ ٱلسَّمَٰوَٰتُ ٱلسَّبۡعُ وَٱلۡأَرۡضُ وَمَن فِيهِنَّۚ وَإِن مِّن شَيۡءٍ إِلَّا يُسَبِّحُ بِحَمۡدِهِۦ وَلَٰكِن لَّا تَفۡقَهُونَ تَسۡبِيحَهُمۡۚ...﴾

"ชั้นฟ้าทั้งเจ็ดและแผ่นดินและที่อยู่ในนั้นสดุดีสรรเสริญแด่พระองค์ และไม่มีสิ่งใดเว้นแต่จะสดุดีด้วยการสรรเสริญพระองค์ แต่ว่าพวกเจ้าไม่เข้าใจคำสดุดีของพวกเขา..." (ซูเราะฮ์ อัล-อิสรออ์ : 44) และเช่นเดียวกันนี้ บรรดาชัยฏอนและญินนั้นเดินทางไปมาบนหน้าแผ่นดิน และบรรดาญินได้มายังท่านเราะซูลของอัลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และได้รับฟังการอ่านของท่าน และได้นิ่งฟัง และได้กลับไปยังหมู่ชนของพวกเขาเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ตักเตือน และถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็ถูกบดบังจากพวกเรา และในเรื่องดังกล่าว อัลลอฮ์ตะอาลาได้ตรัสว่า:

﴿يَٰبَنِيٓ ءَادَمَ لَا يَفۡتِنَنَّكُمُ ٱلشَّيۡطَٰنُ كَمَآ أَخۡرَجَ أَبَوَيۡكُم مِّنَ ٱلۡجَنَّةِ يَنزِعُ عَنۡهُمَا لِبَاسَهُمَا لِيُرِيَهُمَا سَوۡءَٰتِهِمَآۚ إِنَّهُۥ يَرَىٰكُمۡ هُوَ وَقَبِيلُهُۥ مِنۡ حَيۡثُ لَا تَرَوۡنَهُمۡۗ إِنَّا جَعَلۡنَا ٱلشَّيَٰطِينَ أَوۡلِيَآءَ لِلَّذِينَ لَا يُؤۡمِنُونَ 27﴾

"โอ้ ลูกหลานของอาดัม อย่าหลงกลชัยฏอนโดยเด็ดขาด ดังที่มันเคยทำให้พ่อแม่ของพวกเจ้าออกจากสวรรค์มาแล้ว และมันได้ทำให้พวกเขาทั้งสองถูกเปลื้องเสื้อผ้าออกเพื่อให้เขาทั้งสองได้เห็นส่วนที่ลับของเขาทั้งสอง แท้จริงชัยฏอนและเผ่าพันธุ์ของมันเห็นพวกเจ้า โดยที่พวกเจ้าไม่สามารถมองเห็นพวกเขา แท้จริงเราได้ทำให้บรรดาชัยฏอนเป็นสหายใกล้ชิดแก่บรรดาผู้ไม่ศรัทธา" (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 27) และเมื่อสรรพสิ่งที่ถูกสร้างไม่สามารถรับรู้ถึงทุกสิ่งที่ดำรงอยู่ได้ ก็ไม่เป็นที่อนุมัติให้พวกเขาปฏิเสธสิ่งที่ได้รับการยืนยันแล้วจากเรื่องราวของสิ่งเร้นลับ ทั้งที่พวกเขาไม่สามารถรับรู้มันได้

 

การศรัทธาต่อกฎสภาวการณ์

อัลก็อดร์ (ด้วยฟัตหะฮ์บนตัวดาล) คือ การกำหนดของอัลลอฮ์ ตะอาลา ต่อสรรพสิ่งทั้งหลาย ตามที่ความรอบรู้ของพระองค์ได้มีมาก่อน และตามที่วิทยปัญญาของพระองค์ได้กำหนดไว้

และการศรัทธาต่อกฎกำหนดสภาวการณ์ประกอบด้วยสี่ประการ คือ

ประการแรก: การศรัทธาว่าอัลลอฮ์ ตะอาลานั้น ทรงรอบรู้ในทุกสรรพสิ่ง ทั้งในภาพรวมและในรายละเอียด ทั้งในอดีตอันนิรันดร์และอนาคตอันกาลปาวสาน ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการกระทำของพระองค์เอง หรือการกระทำของบ่าวของพระองค์

ประการที่สอง: การศรัทธาว่าอัลลอฮ์ ตะอาลา นั้น ทรงบันทึกสรรพสิ่งเหล่านั้นไว้แล้วใน 'อัลเลาหุลมะห์ฟูซ' และในสองประการนี้ อัลลอฮ์ตะอาล่าทรงตรัสว่า:

﴿أَلَمۡ تَعۡلَمۡ أَنَّ ٱللَّهَ يَعۡلَمُ مَا فِي ٱلسَّمَآءِ وَٱلۡأَرۡضِۚ إِنَّ ذَٰلِكَ فِي كِتَٰبٍۚ إِنَّ ذَٰلِكَ عَلَى ٱللَّهِ يَسِيرٞ 70﴾

"เจ้ามิรู้ดอกหรือว่า แท้จริงอัลลอฮ์นั้นทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าและแผ่นดิน แท้จริงสิ่งนั้นอยู่ในบันทึกแล้ว แท้จริงในการนั้นเป็นการง่ายดายสำหรับอัลลอฮ์" (ซูเราะฮ์ อัล-หัจญ์ : 70)

และในเศาะฮีห์มุสลิม จากท่านอับดุลลอฮ์ บิน อัมร์ บิน อัลอาศ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า: ฉันได้ยินท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า:

«كَتَبَ اللَّهُ مَقَادِيرَ الْخَلَائِقِ قَبْلَ أَنْ يَخْلُقَ السَّمَوَاتِ وَالْأَرْضَ بِخَمْسِينَ أَلْفَ سَنَةٍ».

"อัลลอฮ์ได้ทรงบันทึกกำหนดการต่างๆ ของทุกสรรพสิ่ง ก่อนที่พระองค์จะทรงสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดินถึงห้าหมื่นปี"20

ประการที่สาม: ศรัทธาว่าแท้จริงทุกสรรพสิ่งจะไม่เกิดขึ้นเว้นแต่ด้วยความประสงค์ของอัลลอฮ์ ตะอาลา ไม่ว่าจะเป็นการกระทำของพระองค์ หรือการกระทำของบรรดาสิ่งถูกสร้าง อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสถึงการกระทำของพระองค์ว่า:

﴿وَرَبُّكَ يَخۡلُقُ مَا يَشَآءُ وَيَخۡتَارُۗ...﴾

"และพระผู้อภิบาลของเจ้าทรงสร้างสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์และทรงเลือก..." (ซูเราะฮ์ อัลเกาะศ็อศ : 68) และพระองค์ ทรงตรัสว่า:

﴿...وَيَفۡعَلُ ٱللَّهُ مَا يَشَآءُ﴾

"...และอัลลอฮ์ทรงกระทำสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์" (ซูเราะฮ์ อิบรอฮีม : 27) และพระองค์ ทรงตรัสว่า:

﴿هُوَ ٱلَّذِي يُصَوِّرُكُمۡ فِي ٱلۡأَرۡحَامِ كَيۡفَ يَشَآءُۚ...﴾

"พระองค์คือผู้ทรงทำให้พวกเจ้าเป็นรูปร่างในครรภ์ (มารดาของพวกเจ้า) ตามที่พระองค์ทรงประสงค์..." [อาลิ อิมรอน:6] และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสถึงการกระทำของบรรดาสิ่งถูกสร้างไว้ว่า:

﴿...وَلَوۡ شَآءَ ٱللَّهُ لَسَلَّطَهُمۡ عَلَيۡكُمۡ فَلَقَٰتَلُوكُمۡۚ...﴾

"...และหากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ แน่นอนพระองค์ก็จะทรงให้พวกเขามีอำนาจเหนือพวกเจ้า แล้วพวกเขาก็จะต่อสู้กับพวกเจ้า..." (อัน-นิสาอ์ : 90) และพระองค์ ทรงตรัสว่า:

﴿...وَلَوۡ شَآءَ رَبُّكَ مَا فَعَلُوهُۖ فَذَرۡهُمۡ وَمَا يَفۡتَرُون﴾

"...และหากพระผู้อภิบาลของเจ้าทรงประสงค์ พวกเขาก็จะไม่กระทำเช่นนั้น ดังนั้นจงทิ้งพวกเขา และสิ่งที่พวกเขาอุปโลกน์ขึ้น" (ซูเราะฮ์ อัล-อันอาม : 112)

ประการที่สี่: ศรัทธาว่าแท้จริงทุกสรรพสิ่งเป็นสิ่งที่ถูกสร้างโดยอัลลอฮ์ ตะอาลา ทั้งในด้านรูปลักษณ์ คุณลักษณะ และอิริยาบถต่าง ของมัน อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿ٱللَّهُ خَٰلِقُ كُلِّ شَيۡءٖۖ وَهُوَ عَلَىٰ كُلِّ شَيۡءٖ وَكِيلٞ 62﴾

"อัลลอฮ์ คือผู้ทรงสร้างทุกสิ่ง และพระองค์เป็นผู้ทรงดูแลและผู้ทรงพิทักษ์ทุกสิ่ง" (ซูเราะฮ์ อัซ-ซุมัร : 62) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿...وَخَلَقَ كُلَّ شَيۡءٖ فَقَدَّرَهُۥ تَقۡدِيرٗا﴾

"...และพระองค์ทรงให้บังเกิดทุกสิ่ง แล้วทรงกำหนดสิ่งเหล่านั้นอย่างเหมาะสม" (ซูเราะฮ์ อัล-ฟุรกอน : 2) และพระองค์ได้ตรัสเกี่ยวกับนบีอิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม โดยท่านได้กล่าวแก่ประชาชาติของท่านว่า:

﴿وَٱللَّهُ خَلَقَكُمۡ وَمَا تَعۡمَلُونَ 96﴾

"ทั้งๆ ที่อัลลอฮ์ทรงสร้างพวกเจ้า และสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ" (อัศศ็อฟฟาต : 96)

และการศรัทธาต่อกฎสภาวะการณ์ ตามที่เราได้อธิบายมานั้น ไม่ได้ขัดแย้งกับการที่บ่าวจะมีความจำนงในการกระทำต่าง ที่เขาเลือกเอง และมีความสามารถเหนือการกระทำนั้น เนื่องจากทั้งตัวบทบัญญัติทางศาสนา (ชัรอ์) และความเป็นจริงที่เกิดขึ้น (วากิอ์) ต่างเป็นหลักฐานยืนยันในเรื่องดังกล่าวให้แก่เขา

ส่วนหลักฐานทางตัวบทบัญญัติ: แท้จริงอัลลอฮฺ ตะอาลาได้ดำรัสเกี่ยวกับความประสงค์ไว้ว่า:

﴿...فَمَن شَآءَ ٱتَّخَذَ إِلَىٰ رَبِّهِۦ مَـَٔابًا﴾

"...ดังนั้น ผู้ใดประสงค์ก็ให้เขายึดทางกลับไปสู่พระผู้อภิบาลของเขาเถิด" [ซูเราะฮ์ อัน-นะบะอ์ : 39] และพระองค์ ทรงตรัสว่า:

﴿...فَأۡتُواْ حَرۡثَكُمۡ أَنَّىٰ شِئۡتُمۡۖ...﴾

"...ดังนั้น พวกเจ้าจงเข้าหาแปลงเพาะปลูกของพวกเจ้าได้ตามวิธีและลักษณะที่พวกเจ้าประสงค์..." (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 223) และอัลลอฮ์ทรงตรัสในเรื่อง 'ความสามารถ' ว่า:

﴿فَٱتَّقُواْ ٱللَّهَ مَا ٱسۡتَطَعۡتُمۡ وَٱسۡمَعُواْ وَأَطِيعُواْ...﴾

"ดังนั้นจงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด เท่าที่พวกเจ้ามีความสามารถ และจงเชื่อฟังและปฏิบัติตาม..." [อัต-ตะฆอบุน : 16] และพระองค์ ทรงตรัสว่า:

﴿لَا يُكَلِّفُ ٱللَّهُ نَفۡسًا إِلَّا وُسۡعَهَاۚ لَهَا مَا كَسَبَتۡ وَعَلَيۡهَا مَا ٱكۡتَسَبَتۡۗ...﴾

"อัลลอฮ์จะไม่ทรงทำให้เป็นภาระแก่ชีวิตใด มากเกินกว่าความสามารถที่จะแบกรับได้ เขาจะได้รับการตอบแทนที่ดีตามที่เขาได้ขวนขวายไว้ และเขาจะได้รับการลงโทษจากความชั่วที่เขาได้ขวนขวายไว้..." (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 286)

ส่วนหลักฐานทางสำหรับความเป็นจริงนั้น มนุษย์ทุกคนย่อมรู้ว่าตนมีความปรารถนาและความสามารถที่ใช้ในการกระทำและละทิ้ง และแยกแยะระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยความประสงค์ของเขา เช่น การเดิน กับสิ่งที่เกิดขึ้นโดยปราศจากความประสงค์ของเขา เช่น การสั่น แต่ทว่าความปรารถนาของบ่าวและความสามารถของเขานั้นเกิดขึ้นได้ด้วยการอนุมัติและเดชานุภาพของอัลลอฮ์ ตะอาลา ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿لِمَن شَآءَ مِنكُمۡ أَن يَسۡتَقِيمَ 28 وَمَا تَشَآءُونَ إِلَّآ أَن يَشَآءَ ٱللَّهُ رَبُّ ٱلۡعَٰلَمِينَ29﴾

"สำหรับบุคคลในหมู่พวกเจ้าที่ประสงค์จะอยู่ในทางอันเที่ยงตรง และพวกเจ้าจะไม่ประสงค์ได้ นอกจากอัลลอฮ์ พระเจ้าแห่งสากลโลกจะทรงประสงค์" (อัตตักวีร : 28-29) เพราะสากลจักรวาลทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ตะอาลา จึงไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นในกรรมสิทธิ์ของพระองค์ นอกจากด้วยความรอบรู้และความประสงค์ของพระองค์

และการศรัทธาต่อกฎกำหนดสภาวการณ์ -ตามที่เราได้อธิบายมา- ไม่ได้ทำให้บ่าวมีข้ออ้างสำหรับสิ่งที่เขาละทิ้งจากบรรดาสิ่งที่เป็นวาญิบ หรือสิ่งที่ได้กระทำไปจากการฝ่าฝืนทั้งหลาย และด้วยเหตุนี้ การที่เขาใช้มันเป็นข้ออ้างจึงถือเป็นโมฆะด้วยเหตุผลหลายประการ:

ประการที่หนึ่ง: พระดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า:

﴿سَيَقُولُ ٱلَّذِينَ أَشۡرَكُواْ لَوۡ شَآءَ ٱللَّهُ مَآ أَشۡرَكۡنَا وَلَآ ءَابَآؤُنَا وَلَا حَرَّمۡنَا مِن شَيۡءٖۚ كَذَٰلِكَ كَذَّبَ ٱلَّذِينَ مِن قَبۡلِهِمۡ حَتَّىٰ ذَاقُواْ بَأۡسَنَاۗ قُلۡ هَلۡ عِندَكُم مِّنۡ عِلۡمٖ فَتُخۡرِجُوهُ لَنَآۖ إِن تَتَّبِعُونَ إِلَّا ٱلظَّنَّ وَإِنۡ أَنتُمۡ إِلَّا تَخۡرُصُونَ 148﴾

"บรรดาผู้ตั้งภาคีจะกล่าวว่า: “หากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ แน่นอน พวกเราและบรรพบุรุษของพวกเราจะไม่ตั้งภาคี และเราจะไม่ทำให้สิ่งใดกลายเป็นสิ่งต้องห้ามในทำนองเดียวกันนั้น บรรดาชนที่มาก่อนหน้าพวกเขาได้โกหก (เราะซูลของพวกเขา) จนกระทั่งพวกเขาได้รู้สึกถึงการลงโทษของเรา จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) “พวกเจ้ามีความรู้ใช่ไหม ดังนั้น ก็จงแสดงความรู้นั้นออกมาแก่เรา? พวกเจ้าไม่ได้ปฏิบัติตามสิ่งใดนอกจากการคาดเดาเท่านั้น และพวกเจ้าไม่มีอะไรเลยนอกจากการกล่าวเท็จเท่านั้น" (ซูเราะฮ์ อัล-อันอาม : 148) และหากว่าพวกเขามีข้ออ้างในเรื่องกฎกำหนดสภาวะ อัลลอฮ์ก็จะไม่ทรงทำให้พวกเขาลิ้มรสการลงโทษอันรุนแรงของพระองค์

ประการที่สอง: อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿رُّسُلٗا مُّبَشِّرِينَ وَمُنذِرِينَ لِئَلَّا يَكُونَ لِلنَّاسِ عَلَى ٱللَّهِ حُجَّةُۢ بَعۡدَ ٱلرُّسُلِۚ وَكَانَ ٱللَّهُ عَزِيزًا حَكِيمٗا 165﴾

"บรรดาเราะซูล คือผู้มีบทบาทในฐานะผู้แจ้งข่าวดี และผู้ตักเตือน เพื่อว่ามนุษย์จะได้ไม่มีข้อโต้แย้งต่ออัลลอฮ์ภายหลังจากบรรดาเราะซูลเหล่านั้น และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ" (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 165) ถ้าหากการกำหนด (กอดัร) สามารถใช้เป็นข้ออ้างให้ผู้ฝ่าฝืนได้จริงการส่งบรรดาร่อซูลมาก็ย่อมไม่มีประโยชน์ใด เพราะแท้จริงการฝ่าฝืนหลังจากการส่งร่อซูลมาแล้วนั้น ก็เกิดขึ้นภายใต้การกำหนดของอัลลอฮฺผู้ทรงสูงส่งเช่นเดียวกัน

ประการที่สาม: หะดีษที่รายงานโดยอัล-บุคอรีย์และมุสลิม -และสำนวนนี้เป็นของอัล-บุคอรีย์- จากอาลี บิน อบีฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่าท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า:

«مَا مِنْكُمْ مِنْ أَحَدٍ إِلَّا قَدْ كُتِبَ مَقْعَدُهُ مِنَ النَّارِ أَوْ مِنَ الْجَنَّةِ».

"ไม่มีผู้ใดในหมู่พวกเจ้า เว้นแต่ได้ถูกบันทึกที่พำนักของเขาไว้แล้ว ว่าจะเป็นในนรกหรือในสวรรค์" ชายคนหนึ่งจากกลุ่มชนกล่าวว่า: เราจะมอบหมายไม่ได้หรือ โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์? ท่านได้กล่าวว่า:

«لَا، اعْمَلُوا فَكُلٌّ مُيَسَّرٌ».

"ไม่ ท่านทั้งหลายจงลงมือทำเถิด เพราะแท้จริงทุกคนจะถูกทำให้เอื้อต่อหนทางของตน" จากนั้นท่านก็ได้อ่านโองการที่ว่า:

﴿فَأَمَّا مَنۡ أَعۡطَىٰ وَٱتَّقَىٰ 5﴾

"ส่วนผู้ที่บริจาคและยำเกรง (อัลลอฮ์)" (ซูเราะฮ์ อัล-ลัยล์ : 5) และในอีกสำนวนหนึ่งของมุสลิม ที่ว่า:

«فَكُلٌّ مُيَسَّرٌ لِمَا خُلِقَ لَهُ».

"ดังนั้น ทุกคนจะถูกทำให้ได้รับความสะดวกไปสู่สิ่งที่เขาถูกสร้างมาเพื่อสิ่งนั้น"21

 

 

 

ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมได้กำชับให้ปฏิบัติและได้ห้ามมิให้อ้างกฎกำหนดสภาวการณ์

ประการที่สี่: แท้จริงอัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงใช้บ่าวและทรงห้ามเขา และไม่ทรงบังคับเขานอกจากตามความสามารถของเขา อัลลอฮฺ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿فَٱتَّقُواْ ٱللَّهَ مَا ٱسۡتَطَعۡتُمۡ وَٱسۡمَعُواْ وَأَطِيعُواْ...﴾

"ดังนั้นจงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด เท่าที่พวกเจ้ามีความสามารถ และจงเชื่อฟังและปฏิบัติตาม..." [อัต-ตะฆอบุน : 16] และพระองค์ ทรงตรัสว่า:

﴿لَا يُكَلِّفُ ٱللَّهُ نَفۡسًا إِلَّا وُسۡعَهَاۚ...﴾

"อัลลอฮ์จะไม่ทรงทำให้เป็นภาระแก่ชีวิตใด มากเกินกว่าความสามารถที่จะแบกรับได้..." [อัลบะกอเราะฮฺ : 286] และหากผู้เป็นบ่าวเป็นผู้ถูกบังคับให้กระทำ ก็เท่ากับว่าเขาถูกบังคับในสิ่งที่เขาไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งสิ่งนั้นเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ หากเขาได้กระทำการฝ่าฝืนเพราะความไม่รู้ หรือลืม หรือถูกบังคับ เขาก็จะไม่เป็นบาป เพราะเขาถือเป็นผู้ที่ได้รับการยกเว้น

ประการที่ห้า: แท้จริงกฎกำหนดสภาวการณ์ของอัลลอฮ์ ตะอาลา นั้นเป็นความลับที่ซ่อนเร้น จะไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้ยกเว้นหลังจากสิ่งที่ถูกกำหนดได้เกิดขึ้นแล้ว และความประสงค์ของบ่าวต่อสิ่งที่เขาจะกระทำนั้นย่อมเกิดขึ้นก่อนการกระทำของเขา ดังนั้น ความประสงค์ของเขาที่จะกระทำจึงไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ที่เขามีต่อกฎกำหนดสภาวการณ์ของอัลลอฮ์ ด้วยเหตุนี้ ข้ออ้างของเขาในเรื่องกฎกำหนดสภาวการณ์จึงเป็นโมฆะ เนื่องจากบุคคลไม่อาจใช้สิ่งที่ตนไม่รู้มาเป็นข้ออ้างได้

ประการที่หก: แท้จริงเราจะเห็นได้ว่า มนุษย์ย่อมมุ่งมั่นเลือกสิ่งที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์แก่ตนเองในเรื่องของโลกนี้จนกระทั่งเขาได้รับมันมา และเขาไม่หันเหไปเลือกสิ่งที่ไม่เหมาะสมหรือเป็นโทษแก่ตนเอง แต่แล้วเมื่อเขาหันเหออกไป (จากสิ่งที่ดี) เขากลับนำการกำหนด (กอดัร)” มาเป็นข้ออ้างดังนั้น เหตุใดเขาจึงหันเหออกจากสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อเขาในเรื่องศาสนา ไปสู่สิ่งที่เป็นโทษแก่เขาแล้วจึงอ้างการกำหนด (กอดัร) อีกเล่า?แท้จริงสภาพของทั้งสองเรื่องนั้นมิใช่เหมือนกันดอกหรือ?!

และเราขอยกตัวอย่างเพื่อสร้างความกระจ่างดังต่อไปนี้

หากว่าเบื้องหน้าของมนุษย์มีเส้นทางอยู่สองสาย: สายหนึ่งจะนำพาเขาไปสู่เมืองที่เต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวาย: การฆ่าฟัน การปล้นสะดม การล่วงละเมิดในเกียรติ ความหวาดกลัว และความหิวโหย ส่วนอีกสายหนึ่งจะนำพาเขาไปสู่เมืองที่เต็มไปด้วยความเป็นระเบียบ ความปลอดภัยอันมั่นคง การใช้ชีวิตที่สุขสบาย และการให้เกียรติต่อชีวิต เกียรติยศ และทรัพย์สิน แล้วเขาจะเลือกเดินในเส้นทางใด?

แท้จริงเขาจะเลือกเดินในเส้นทางที่สอง ซึ่งจะนำพาเขาไปสู่ดินแดนแห่งระเบียบวินัยและความปลอดภัย และย่อมเป็นไปไม่ได้เลยที่ผู้มีสติปัญญาคนใดจะเลือกเดินในเส้นทางของดินแดนแห่งความโกลาหลและความหวาดกลัว พร้อมกับนำเอากฎกำหนดสภาวะมาเป็นข้ออ้าง แล้วเหตุใดเล่า เขาจึงเลือกดำเนินในเส้นทางแห่งนรกแทนที่จะเป็นสวรรค์ในเรื่องของวันอาคิเราะฮฺ และนำเอากฎกำหนดสภาวะมาเป็นข้ออ้าง?

และอีกตัวอย่างหนึ่ง: เราจะเห็นได้ว่าผู้ป่วยนั้นถูกสั่งให้กินยา เขาก็จะดื่มยานั้น ทั้งที่ใจของเขาไม่ได้ปรารถนามันเลย และเขาก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้กินอาหารที่ให้โทษแก่ตัวเขา เขาก็ยอมเลิกกินมัน ทั้งที่ใจของเขาปรารถนายากจะกินมันก็ตาม ทั้งหมดนั้นก็เพื่อแสวงหาการเยียวยาและความปลอดภัย โดยที่เขาไม่สามารถจะปฏิเสธการกินยา หรือขืนไปกินอาหารที่ให้โทษ แล้วมาอ้างกฎสภาวะการณ์ได้เลย" เหตุใดมนุษย์จึงละทิ้งสิ่งที่อัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ได้ทรงบัญชา หรือกระทำสิ่งที่อัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ได้ทรงห้าม แล้วมาใช้การกำหนดกฎสภาวะการณ์เป็นข้ออ้างเล่า?

ประการที่เจ็ด: แท้จริงผู้ที่ใช้กฎกำหนดของอัลลอฮ์เป็นข้ออ้างในการละทิ้งข้อบังคับทางศาสนา หรือในการทำบาปนั้น หากมีคนมาล่วงเกินเขาโดยเอาทรัพย์สินของเขาไป หรือละเมิดเกียรติของเขา แล้วคนผู้นั้นก็อ้างกฎกำหนดของอัลลอฮ์ และกล่าวว่าอย่าตำหนิฉันเลย เพราะการล่วงเกินของฉันนั้นเป็นไปตามกฎกำหนดของอัลลอฮ์เขาย่อมไม่ยอมรับข้ออ้างของคนผู้นั้น แล้วเขาปฏิเสธการอ้างกฎกำหนดสภาวะการณ์ในการที่ผู้อื่นละเมิดต่อเขา แต่กลับใช้อ้างเพื่อตนเองในการที่เขาละเมิดต่อสิทธิของอัลลอฮ์ผู้ทรงสูงส่งได้อย่างไร?

มีรายงานว่า ท่านอมีรุลมุอ์มินีน อุมัร บิน อัล-ค็อฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ มีผู้ขโมยคนหนึ่งซึ่งสมควรถูกลงโทษตัดมือได้ถูกนำตัวมายังท่าน ท่านจึงมีบัญชาให้ตัดมือของเขา เขาจึงกล่าวว่า: ช้าก่อน โอ้ท่านอมีรุลมุอ์มินีน แท้จริงแล้วที่ฉันขโมยไปนั้นเป็นไปด้วยกำหนดสภาวะของอัลลอฮฺ อุมัรจึงกล่าวว่า: และเราก็จะตัดด้วยกำหนดสภาวะของอัลลอฮฺเช่นกัน

และการศรัทธาต่อกฎกำหนดสภาวการณ์มีคุณค่ามากมาย ได้แก่:

ประการแรก: การพึ่งพิงต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา ในขณะที่ลงมือกระทำตามเหตุปัจจัยต่าง โดยที่จะต้องไม่พึ่งพิงอยู่กับตัวเหตุปัจจัยนั้นเพียงอย่างเดียว เพราะแท้จริงแล้วทุกสรรพสิ่งล้วนดำเนินไปตามกฎสภาวะการณ์ของอัลลอฮ์ตะอาลา

ประการที่สอง: ทำให้บุคคลหนึ่งไม่เกิดความลำพองใจ เมื่อเขาสมปรารถนา (ประสบความสำเร็จ) เพราะการที่เขาสมปรารถนานั้น ถือเป็นความเมตตาจากอัลลอฮ์ ตะอาลา ผ่านสิ่งที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ให้จากบรรดาเหตุปัจจัยแห่งความดีงามและความสำเร็จ และการที่เขาหลงลำพองในตนเองนั้น จะทำให้เขาลืมที่จะขอบคุณต่อความเมตตานี้

ประการที่สาม: เกิดความสงบสุขและความสบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขาจากกฎกำหนดสภาวการณ์ของอัลลอฮ์ ตะอาลา ดังนั้นเขาจะไม่กังวลกับการสูญเสียสิ่งที่รัก หรือการประสบกับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ เพราะสิ่งนั้นเป็นไปตามกฎกำหนดสภาวการณ์ของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรรมสิทธิ์แห่งชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และมันจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และในเรื่องนั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿مَآ أَصَابَ مِن مُّصِيبَةٖ فِي ٱلۡأَرۡضِ وَلَا فِيٓ أَنفُسِكُمۡ إِلَّا فِي كِتَٰبٖ مِّن قَبۡلِ أَن نَّبۡرَأَهَآۚ إِنَّ ذَٰلِكَ عَلَى ٱللَّهِ يَسِيرٞ 22 لِّكَيۡلَا تَأۡسَوۡاْ عَلَىٰ مَا فَاتَكُمۡ وَلَا تَفۡرَحُواْ بِمَآ ءَاتَىٰكُمۡۗ وَٱللَّهُ لَا يُحِبُّ كُلَّ مُخۡتَالٖ فَخُورٍ 23﴾

"ไม่มีเคราะห์กรรมอันใดเกิดขึ้นในแผ่นดินนี้ หรือในตัวของพวกเจ้าเอง เว้นแต่สิ่งนั้นได้ถูกบันทึกไว้ก่อนที่เราจะบังเกิดมันขึ้นมา แท้จริงแล้วมันเป็นสิ่งที่ง่ายสำหรับอัลลอฮ์ เพื่อที่พวกเจ้าจะไม่เสียใจในสิ่งที่พลาดไป และไม่ยินดีในสิ่งที่พระองค์ประทานให้ และอัลลอฮ์ไม่ทรงรักผู้โอ้อวดและหยิ่งยโสทุกคน" (ซูเราะฮ์ อัล-หะดีด : 22-23) และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า:

«عَجَبًا لِأَمْرِ الْمُؤْمِنِ إِنَّ أَمْرَهُ كُلَّهُ خَيْرٌ، وَلَيْسَ ذَاكَ لِأَحَدٍ إِلَّا لِلْمُؤْمِنِ، إِنْ أَصَابَتْهُ سَرَّاءُ شَكَرَ فَكَانَ خَيْرًا لَهُ، وَإِنْ أَصَابَتْهُ ضَرَّاءُ صَبَرَ فَكَانَ خَيْرًا لَهُ».

"ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งสำหรับกิจการของผู้ศรัทธา แท้จริงกิจการของเขาทั้งหมดล้วนเป็นความดีสำหรับเขา และสิ่งนี้จะไม่เกิดขึ้นกับใครนอกจากผู้ศรัทธาเท่านั้น หากเขาได้รับความสุข เขาก็ขอบคุณ และมันก็เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเขา และหากเขาประสบกับความทุกข์ เขาก็อดทน และมันก็เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเขา"22

และแท้จริงมีสองกลุ่มที่ได้หลงผิดในเรื่อง อัล-เกาะดัร (กฎสภาวการณ์):

กลุ่มแรก: คือกลุ่ม ญะบะรียะฮ์ ซึ่งกล่าวว่า มนุษย์ถูกบังคับให้กระทำการงานของตน และไม่มีเจตจำนง และไม่มีความสามารถใด ในการเลือกกระทำนั้นเลย

กลุ่มที่สอง: กลุ่มเกาะดะรียะฮ์ ซึ่งกล่าวว่า บ่าวนั้นมีความอิสระในการกระทำของตนในด้านเจตจำนงและความสามารถ โดยที่พระประสงค์และเดชานุภาพของอัลลอฮ์ ตะอาลา ไม่มีผลใดๆ ต่อการกระทำนั้น

การโต้ตอบกลุ่มแรก (อัลญับรีย์ยะฮฺ) ด้วยหลักฐานทางบทบัญญัติศาสนาและความเป็นจริง:

ส่วนหลักฐานทางบทบัญญัติ: แท้จริงอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงยืนยันว่า บ่าวนั้นมีเจตจำนน และความต้องการ และพระองค์ถือว่าการกระทำนั้นเป็นของบ่าวเอง ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า :

﴿...مِنكُم مَّن يُرِيدُ ٱلدُّنۡيَا وَمِنكُم مَّن يُرِيدُ ٱلۡأٓخِرَةَۚ...﴾

"...ในหมู่พวกเจ้านั้นมีผู้ที่ปรารถนาโลกนี้ และในหมู่พวกเจ้าก็มีผู้ที่ปรารถนาชีวิตหลังความตาย..." (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 152) และพระองค์ ตรัสว่า :

﴿وَقُلِ ٱلۡحَقُّ مِن رَّبِّكُمۡۖ فَمَن شَآءَ فَلۡيُؤۡمِن وَمَن شَآءَ فَلۡيَكۡفُرۡۚ إِنَّآ أَعۡتَدۡنَا لِلظَّٰلِمِينَ نَارًا أَحَاطَ بِهِمۡ سُرَادِقُهَاۚ...﴾

الآية

"และจงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) สัจธรรมนั้นมาจากพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า ดังนั้น ผู้ใดประสงค์ก็จงศรัทธา และผู้ใดประสงค์ก็จงปฏิเสธ แท้จริง เราได้เตรียมไฟนรกไว้สำหรับบรรดาผู้ที่อธรรมซึ่งกำแพงของมันล้อมรอบพวกเขา..." [ซูเราะฮ์ อัลกะฮ์ฟิ : 29]، และพระองค์ ตรัสว่า :

﴿مَّنۡ عَمِلَ صَٰلِحٗا فَلِنَفۡسِهِۦۖ وَمَنۡ أَسَآءَ فَعَلَيۡهَاۗ وَمَا رَبُّكَ بِظَلَّٰمٖ لِّلۡعَبِيدِ 46﴾

"ผู้ใดประกอบความดีก็จะได้แก่ตัวของเขา และผู้ใดประกอบความชั่วก็จะได้แก่ตัวของเขาเอง และพระผูัอภิบาลของเจ้านั้นมิทรงอธรรมต่อปวงบ่าวของพระองค์" (ซูเราะฮ์ ฟุศศิลัต : 46)

ส่วนหลักฐานทางความเป็นจริงนั้น คือมนุษย์ทุกคนย่อมรู้สึกถึงความแตกต่างระหว่าง การกระทำที่เกิดจากความสมัครใจของเขา ซึ่งเขาทำมันด้วยเจตจำนนของตนเอง เช่น การกิน การดื่ม การขาย และการซื้อ กับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตนโดยปราศจากเจตจำนงของตน เช่น การสั่นเทาจากไข้ และการพลัดตกจากที่สูง ในกรณีแรกนั้น เขาเป็นผู้กระทำที่เลือกด้วยเจตจำนงของตนโดยปราศจากการบังคับ ส่วนในกรณีที่สอง เขาไม่ใช่ผู้เลือก และไม่ได้มีความปรารถนาในสิ่งที่เกิดขึ้นกับตน

การโต้ตอบต่อกลุ่มที่สอง (อัล-เกาะดะรียะฮ์) ด้วยหลักฐานจากบทบัญญัติและสติปัญญา:

ส่วนหลักฐานทางบทบัญญัตินั้น แท้จริงอัลลอฮ์ ตะอาลา คือผู้ทรงสร้างทุกสิ่ง และทุกสิ่งย่อมเกิดขึ้นด้วยความประสงค์ของพระองค์ และพระองค์ได้ทรงชี้แจงไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า การกระทำของปวงบ่าวนั้นเกิดขึ้นด้วยความประสงค์ของพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿...وَلَوۡ شَآءَ ٱللَّهُ مَا ٱقۡتَتَلَ ٱلَّذِينَ مِنۢ بَعۡدِهِم مِّنۢ بَعۡدِ مَا جَآءَتۡهُمُ ٱلۡبَيِّنَٰتُ وَلَٰكِنِ ٱخۡتَلَفُواْ فَمِنۡهُم مَّنۡ ءَامَنَ وَمِنۡهُم مَّن كَفَرَۚ وَلَوۡ شَآءَ ٱللَّهُ مَا ٱقۡتَتَلُواْ وَلَٰكِنَّ ٱللَّهَ يَفۡعَلُ مَا يُرِيدُ﴾

"...และหากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ บรรดาผู้ที่มาหลังจากพวกเขาก็คงไม่ฆ่ากันเองหลังจากที่หลักฐานที่ชัดเจนได้มายังพวกเขาแล้ว แต่พวกเขาก็ขัดแย้งกัน ดังนั้น บางคนในหมู่พวกเขาเป็นผู้ศรัทธาและบางคนเป็นผู้ปฏิเสธ และหากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ พวกเขาคงไม่ฆ่ากันเอง แต่อัลลอฮ์นั้น ทรงกระทำซึ่งสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์" (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 253) และพระองค์ตรัสว่า :

﴿وَلَوۡ شِئۡنَا لَأٓتَيۡنَا كُلَّ نَفۡسٍ هُدَىٰهَا وَلَٰكِنۡ حَقَّ ٱلۡقَوۡلُ مِنِّي لَأَمۡلَأَنَّ جَهَنَّمَ مِنَ ٱلۡجِنَّةِ وَٱلنَّاسِ أَجۡمَعِينَ 13﴾

"และหากเราประสงค์ แน่นอนเราจะทำให้ทุกชีวิตมีทางนำของมันก็ได้ แต่ว่าคำสัญญาของข้าจะต้องเป็นจริง แน่นอนข้าจะให้นรกเต็มไปด้วยญินและมนุษย์ทั้งหมด" (ซูเราะฮ์ อัส-สัจญ์ดะฮ์ : 13)

ส่วนหลักฐานทางปัญญานั้น คือแท้จริงจักรวาลทั้งหมดเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ตะอาลา และมนุษย์ก็เป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลนี้ ดังนั้นเขาจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ตะอาลา และเป็นไปไม่ได้สำหรับสิ่งที่อยู่ภายใต้กรรมสิทธิ์ที่จะจัดการในกรรมสิทธิ์ของผู้เป็นเจ้าของ เว้นแต่ด้วยการอนุมัติและความประสงค์ของพระองค์

 

เป้าหมายของหลักศรัทธาอิสลาม

เป้าหมาย เชิงภาษา คือ ถูกใช้เรียกในหลายความหมาย เช่น วัตถุที่ถูกตั้งไว้เพื่อเป็นเป้าในการยิง และทุกสิ่งที่ถูกมุ่งหมาย

และเป้าหมายของหลักศรัทธาอิสลามนั้น คือเจตนารมณ์ของมัน และเป้าหมายอันสูงส่งของมัน อันเป็นผลมาจากการยึดมั่นในหลักความเชื่อนั้น ซึ่งมีอยู่มากมายและหลากหลาย ซึ่งส่วนหนึ่งในนั้นคือ:

ประการแรก: การอุทิศเจตนาและการเคารพภักดีอย่างบริสุทธิ์ใจแด่อัลลอฮ์ ตะอาลา เพียงผู้เดียว เพราะพระองค์คือผู้ทรงสร้าง ไม่มีภาคีใดสำหรับพระองค์ ดังนั้นจึงจำเป็นที่เจตนาและการเคารพภักดีจะต้องมีแด่พระองค์เพียงผู้เดียวเท่านั้น

ประการที่สอง: การปลดปล่อยสติปัญญาและความคิดจากความสับสนวุ่นวายอันเกิดจากการที่หัวใจว่างเปล่าจากหลักความเชื่อนี้ เพราะผู้ที่หัวใจของเขาว่างเปล่าจากมัน ก็อาจเป็นผู้ที่หัวใจว่างเปล่าจากหลักความเชื่อใด ทั้งสิ้นและเป็นผู้เคารพบูชาเพียงวัตถุที่จับต้องได้เท่านั้น หรือไม่ก็เป็นผู้ที่สับสนอยู่ในความหลงผิดของหลักความเชื่อต่าง และเรื่องงมงายไร้สาระ

ประการที่สาม: ความสงบสุขทางด้านจิตใจและความคิด จึงไม่มีความวิตกกังวลในจิตใจ และไม่มีความสับสนวุ่นวายในความคิด เพราะหลักความเชื่อนี้จะเชื่อมโยงผู้ศรัทธาเข้ากับพระผู้สร้างของเขา ดังนั้นเขาจึงพอใจในพระองค์ในฐานะพระเจ้าผู้ทรงบริหารกิจการ และผู้ทรงปกครองและบัญญัติกฎเกณฑ์ หัวใจของเขาจึงสงบสุขด้วยกฎกำหนดสภาวการณ์ของพระองค์ และหัวใจของเขาจะเปิดกว้างยอมรับอิสลาม ดังนั้นเขาจึงไม่แสวงหาสิ่งอื่นใดมาทดแทน

ประการที่สี่: ความบริสุทธิ์ของเจตนาและการงานจากการเบี่ยงเบนในการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา หรือในการปฏิบัติต่อสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เพราะว่าหนึ่งในรากฐานของมันคือการศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูต ซึ่งครอบคลุมถึงการปฏิบัติตามแนวทางของพวกเขา อันเป็นแนวทางที่บริสุทธิ์ทั้งในด้านเจตนาและการงาน

ประการที่ห้า: ความเด็ดเดี่ยวและความมุ่งมั่นจริงจังในกิจการต่างๆ โดยที่เขาจะไม่ปล่อยโอกาสในการทำความดีให้ผ่านพ้นไปเว้นแต่จะฉวยโอกาสนั้นไว้ เพื่อหวังในผลบุญตอบแทน และจะไม่เห็นช่องทางของบาปใดๆ เว้นแต่เขาจะออกห่างจากมัน ด้วยความเกรงกลัวต่อการลงทัณฑ์ เพราะหนึ่งในบรรดารากฐานของมันคือการศรัทธาต่อการฟื้นคืนชีพ และการตอบแทนผลของการงาน

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า:

﴿وَلِكُلّٖ دَرَجَٰتٞ مِّمَّا عَمِلُواْۚ وَمَا رَبُّكَ بِغَٰفِلٍ عَمَّا يَعۡمَلُونَ 132﴾

"และ (การตอบแทน) สำหรับแต่ละคนนั้นมีหลายระดับขั้น ตามสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้ และพระผู้อภิบาลของเจ้าไม่ทรงเมินเฉยต่อสิ่งที่พวกเขากระทำ" (ซูเราะฮ์ อัล-อันอาม : 132) และท่านนบีศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัมได้ทรงส่งเสริมในเป้าหมายนี้ ดังคำกล่าวของท่านที่ว่า:

«الْمُؤْمِنُ الْقَوِيُّ خَيْرٌ وَأَحَبُّ إِلَى اللَّهِ مِنَ الْمُؤْمِنِ الضَّعِيفِ، وَفِي كُلٍّ خَيْرٌ، احْرِصْ عَلَى مَا يَنْفَعُكَ، وَاسْتَعِنْ بِاللَّهِ، وَلَا تَعْجِزْ، وَإِنْ أَصَابَكَ شَيْءٌ فَلَا تَقُلْ: لَوْ أَنِّي فَعَلْتُ كَذَا كَانَ كَذَا وَكَذَا، وَلَكِنْ قُلْ: قَدَّرَ اللَّهُ وَمَا شَاءَ فَعَلَ؛ فَإِنَّ (لَوْ) تَفْتَحُ عَمَلَ الشَّيْطَانِ».

"ผู้ศรัทธาที่เข้มแข็งย่อมดีและเป็นที่รัก อัลลอฮ์มากกว่าผู้ศรัทธาที่อ่อนแอ ซึ่งทั้งหมดนั้นก็มีความดีงามอยู่ จงมุ่งมั่นในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเจ้าเอง และจงขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์และอย่าได้อ่อนแอ และเมื่อเจ้าประสบกับปัญหาใด ก็อย่าได้กล่าวว่า หากฉันกระทำเช่นนั้น มันก็จะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่จงกล่าวว่า อัลลอฮฺทรงกำหนดไว้แล้ว และสิ่งใดที่พระองค์ทรงประสงค์ พระองค์ก็จะทรงทำ เพราะคำว่าถ้านั้นจะเป็นการเปิดช่องทางให้ชัยฏอนทำงาน" บันทึกโดยมุสลิม (23)23

ประการที่หก: การสร้างประชาชาติที่เข้มแข็ง ที่พร้อมเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อยืนหยัดในศาสนาของตนและเสริมสร้างรากฐานให้มั่นคง โดยไม่แยแสต่อสิ่งใดที่จะประสบกับตนในหนทางนั้น และในเรื่องนี้ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿إِنَّمَا ٱلۡمُؤۡمِنُونَ ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ بِٱللَّهِ وَرَسُولِهِۦ ثُمَّ لَمۡ يَرۡتَابُواْ وَجَٰهَدُواْ بِأَمۡوَٰلِهِمۡ وَأَنفُسِهِمۡ فِي سَبِيلِ ٱللَّهِۚ أُوْلَٰٓئِكَ هُمُ ٱلصَّٰدِقُونَ 15﴾

"แท้จริงศรัทธาชนที่แท้จริงนั้น คือบรรดาผู้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ แล้วพวกเขาไม่สงสัยเคลือบแคลงใจ แต่พวกเขาได้เสียสละต่อสู้ดิ้นรนด้วยทรัพย์สมบัติของพวกเขา และชีวิตของพวกเขาไปในหนทางของอัลลอฮ์ ชนเหล่านั้นแหละคือบรรดาผู้สัตย์จริง" (ซูเราะฮ์ อัล-หุญุรอต : 15)

ประการที่เจ็ด : การบรรลุถึงความผาสุกในโลกนี้และโลกหน้า และการได้รับผลตอบแทนและเกียรติยศ ด้วยการขัดเกลาบุคคลและสังคม และในเรื่องดังกล่าว อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿مَنۡ عَمِلَ صَٰلِحٗا مِّن ذَكَرٍ أَوۡ أُنثَىٰ وَهُوَ مُؤۡمِنٞ فَلَنُحۡيِيَنَّهُۥ حَيَوٰةٗ طَيِّبَةٗۖ وَلَنَجۡزِيَنَّهُمۡ أَجۡرَهُم بِأَحۡسَنِ مَا كَانُواْ يَعۡمَلُونَ 97﴾

"ผู้ใดกระทำความดีไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิง โดยที่เขาเป็นผู้ศรัทธา แน่นอนเราจะทำให้ชีวิตของเขาเป็นชีวิตที่ดี และแน่นอนเราจะตอบแทนพวกเขาด้วยการตอบแทนที่ดียิ่งกว่าสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้" (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลุ : 97)

เหล่านี้คือเป้าหมายบางประการของหลักความเชื่ออิสลาม เราขอต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา โปรดให้เราและมุสลิมทั้งมวลได้บรรลุเป้าหมายเหล่านี้ เพราะพระองค์ทรงเป็นผู้ใจดีเสมอ และมวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ พระเจ้าแห่งสากลโลก

ขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและความสันติแด่ท่านนบีของเรามุหัมมัด และแด่ครอบครัวของท่าน และอัครสาวกของท่านทั้งหมด

เรียบเรียงเสร็จสมบูรณ์โดยผู้เรียบเรียง

มุฮัมมัด อัศศอลิห์ อัล-อุษัยมีน

 

 

 

***

สารบัญ

 

คำนำ 2

ศาสนาอิสลาม 5

หลักการอิสลาม 12

รากฐานแห่งหลักการศรัทธาอิสลาม 17

การศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา 19

การศรัทธาต่อบรรดามะลาอีกะฮ์ 44

การศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ 52

การศรัทธาต่อบรรดาเราะซูล 55

การศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์ 68

การศรัทธาต่อกฎสภาวการณ์ 97

เป้าหมายของหลักศรัทธาอิสลาม 115

 

 

***

 


รายงานโดย อัลบุคอรีย์: ในหมวดการศรัทธา, หมายเลข (8), และมุสลิม: ในหมวดการศรัทธา, บทที่ว่าด้วยคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่าอิสลามถูกวางรากฐานอยู่บนห้าประการ, หมายเลข (16)

บันทึกโดย มุสลิม ในหมวดการศรัทธา หมายเลข (8), อบูดาวูด: ในหมวดอัสสุนนะฮฺ บทที่ว่าด้วยกฎเกาะดัร, หมายเลข (4695)

รายงานโดยอัลบุคอรี ในหมวดญะนาอิซ บทที่ว่าด้วยเมื่อเด็กเข้ารับอิสลามแล้วเสียชีวิตจะละหมาดให้เขาหรือไม่ และการเสนออิสลามแก่เด็ก หมายเลข (1292) และโดยมุสลิม ในหมวดเกาะดัร บทที่ว่าด้วยความหมายของคำว่า ทารกทุกคนที่เกิดมาบนฟิฏเราะฮ์ และข้อตัดสินเกี่ยวกับการเสียชีวิตของบรรดาเด็กของผู้ปฏิเสธศรัทธาและเด็กของบรรดามุสลิม หมายเลข (2658)

รายงานโดย อัลบุคอรีย์: ซูเราะฮฺ อัฏฏูร (4854)

รายงานโดย อัลบุคอรีย์: หมวดอัลญุมุอะฮฺ บทที่ว่าด้วยการขอฝนในคุฏบะฮฺวันศุกร์ (891)

รายงานโดย อัลบุคอรีย์: หมวดว่าด้วยการละหมาดวันศุกร์ บทว่าด้วยการขอฝนในคุฏบะฮฺวันศุกร์ เลขที่ (891) และมุสลิม: หมวดว่าด้วยการละหมาดขอฝน บทว่าด้วยการขอดุอาอ์ในการขอฝน เลขที่ (897)

บันทึกโดย มุสลิม: ในหมวดการศรัทธา, บทที่ว่าด้วยการอธิบายความหมายอีมาน อิสลาม และอิหฺสาน และการวาญิบให้ศรัทธาต่อการยืนยันในเกาะดัรของอัลลอฮฺ สุบหานะฮูวะตะอาลา หมายเลข (8).

บันทึกโดยอัลบุคอรีย์: หมวดบัดอิลค็อลกฺ บทที่ว่าด้วยมะลาอิกะฮฺ (3037) และมุสลิม: หมวดอัลบิรริ วัศศิละติ วัลอาด๊าบ บทที่ว่าด้วยเมื่ออัลลอฮ์ทรงรักบ่าวของพระองค์ (2637).

รายงานโดย อัลบุคอรีย์: หมวดวันศุกร์ บทที่ว่าด้วยการฟังคุฏบะฮฺ เลขที่ (887) และมุสลิม: หมวดวันศุกร์ บทที่ว่าด้วยความประเสริฐของการรีบไปในวันศุกร์ เลขที่ (850)

บันทึกโดย อัลบุคอรีย์: หมวดอัตเตาฮีด บทที่ว่าด้วยดำรัสของอัลลอฮฺตะอาลา: (แก่สิ่งที่ข้าได้สร้างด้วยพระหัตถ์ทั้งสองของข้า) หมายเลข (7410) และมุสลิม หมวดการศรัทธา บทที่ว่าด้วยชาวสวรรค์ที่มีสถานะต่ำที่สุด หมายเลข (193)

รายงานโดย อัลบุคอรีย์: หมวดว่าด้วยกิบลัต, บทที่ว่าด้วยการผินหน้าไปยังกิบลัตไม่ว่าจะอยู่ที่ใด เลขที่ (392), และมุสลิม: หมวดว่าด้วยมัสยิดและสถานที่ละหมาด บทที่ว่าด้วยการหลงลืมในละหมาดและการสุญูดเพื่อการนั้น เลขที่ (572)

บันทึกโดยมุสลิม หมวดสวรรค์ ลักษณะความโปรดปรานของมันและชาวสวรรค์ บทที่ว่าด้วยการสิ้นสลายของโลกดุนยา และการอธิบายเรื่องการชุมนุมในวันกิยามะฮฺ (2859)

บันทึกโดยอัลบุคอรีย์: หมวดความอยุติธรรม บทว่าด้วยพระดำรัสของพระเจ้าผู้ทรงสูงส่ง: {พึงทราบเถิดว่า การสาปแช่งของพระเจ้านั้นจะประสบแก่บรรดาผู้อธรรม}(2309) และมุสลิม: หมวดการกลับเนื้อกลับตัว บทว่าด้วยการยอมรับการกลับเนื้อกลับตัวของผู้ฆ่า แม้ว่าเขาจะฆ่ามามากก็ตาม (2768)

บันทึกโดยมุสลิม: หมวดการศรัทธา, บทว่าด้วยเมื่อบ่าวตั้งใจทำความดีจะถูกบันทึก และเมื่อตั้งใจทำความชั่วจะไม่ถูกบันทึก, (131)

บันทึกโดยอัลบุคอรีย์: หมวดว่าด้วยการตัฟซีร บทว่าด้วยดำรัสของพระองค์ที่ว่า: (ดังนั้น จึงไม่มีชีวิตใดรู้สิ่งที่ถูกซ่อนไว้สำหรับพวกเขา ให้เป็นที่รื่นรมย์แก่สายตา เป็นการตอบแทนในสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้) (4501) และมุสลิม: หมวดว่าด้วยสวรรค์ ลักษณะความโปรดปรานและชาวสวรรค์ (2824)

บันทึกโดยมุสลิม: หมวดว่าด้วยสวนสวรรค์ ลักษณะความโปรดปรานและชาวสวรรค์ บทว่าด้วยการแสดงที่พำนักของผู้ตายในสวรรค์หรือนรก การยืนยันถึงโทษในหลุมฝังศพ และการขอความคุ้มครองจากมัน (2867)

บันทึกโดยอบูดาวูด: หมวดอัส-สุนนะฮฺ, บทอัล-มัสอะละฮฺ ฟิล-ก็อบริ วะอะซาบิล-ก็อบริ (4753) และอะห์มัด: มุสนัด อัล-กูฟิยีน หะดีษ อัล-บะรออ์ บิน อาซิบ (18534).

รายงานโดย อัลบุคอรีย์: หมวดการอาบน้ำละหมาด, บทว่าด้วยการล้างปัสสาวะ เลขที่ (215)

บันทึกโดย มุสลิม: หมวดว่าด้วยอัล-เกาะดัร บทว่าด้วยการโต้เถียงระหว่างอาดัมและมูซา อะลัยฮิมัสสลาม (2653)

บันทึกโดยอัลบุคอรีย์: หมวดว่าด้วยอัลเกาะดัร บทว่าด้วยและกิจการของอัลลอฮฺนั้นเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้ว” (6605), และมุสลิม: หมวดว่าด้วยอัลเกาะดัร บทว่าด้วยลักษณะการสร้างมนุษย์ในครรภ์มารดา การบันทึกปัจจัยยังชีพ อายุขัย การงาน ความทุกข์และความสุขของเขา (2647)

บันทึกโดยมุสลิม: หมวดว่าด้วยอัซซุฮดฺ วัลเราะกออิก บทว่าด้วยกิจการของผู้ศรัทธานั้นล้วนเป็นสิ่งดีงาม, (2999)

บันทึกโดย มุสลิม: หมวดว่าด้วยอัลเกาะดัร บทว่าด้วยการใช้ให้มีความเข้มแข็ง การละทิ้งความอ่อนแอ การขอความช่วยเหลือต่ออัลลอฮฺ และการมอบหมายการกำหนดสภาวะการณ์ต่างๆ แด่อัลลอฮฺ, (2664)

บันทึกโดย มุสลิม: ในหมวดการศรัทธา หัวข้อจำเป็นต้องศรัทธาต่อการเป็นเราะซูลของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ถูกส่งมายังมนุษย์ทุกคน และการยกเลิกศาสนาต่าง ด้วยศาสนาของท่าน, หมายเลข (153).