PHPWord

 

 

إِقََامَةُ البَرَاهِينِ عَلَى

حُكْمِ مَنِ اسْتَغَاثَ بِغَيرِ اللهِ

 

การตั้งหลักฐานเกี่ยวกับคำตัดสินของผู้ที่ขอความช่วยเหลือจากสิ่งอื่นนอกจากอัลลาห์

 

 

لِسَمَاحَةِ الشَّيْخِ العَلَّامَةِ

عَبْدِ العَزِيزِ بْنِ عَبْدِ اللهِ بْنِ بَازٍ

رَحِمَهُ اللهُ

 

เรียบเรียงโดย ชัยค์

อับดุลอะซีซ บิน อับดุลลอฮ บิน บาซ

 


بِسْمِ اللهِ الرَّحمَنِ الرَّحِيمِ

ารฉบับที่ : 2  ว่าด้วยหุก่มของการร้องขอความช่วยเหลือจากท่านนบี

มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ พรอันประเสริฐและความสันติสุขจงมีแด่ท่านเราะซูลของอัลลอฮ์ แด่ประชาชาติและบรรดาเศาะฮาบะ์ของท่าน ตลอดจนบรรดาผู้ที่ดำเนินตามการชี้นำของท่าน

อนึ่ง: หนังสือพิมพ์ อัล-มุจตะมะอ์ ของคูเวต ได้ตีพิมพ์ในฉบับที่ 15 ซึ่งออกเมื่อวันที่ 19/4/1390 .. บทกวีบางบทภายใต้หัวข้อ: (ในวาระรำลึกถึงวันประสูติอันทรงเกียรติของท่านนบี) และบทกวีเหล่านี้มีเนื้อหาเป็นการวิงวอนร้องขอความช่วยเหลือจากท่านนบีและการขอให้ท่านเกื้อหนุนให้ได้รับชัยชนะ เพื่อให้ท่านเข้ามาเท่าทันและช่วยกอบกู้ประชาชาติ ให้ได้รับชัยชนะ และปลดปล่อยประชาชาติให้พ้นจากสิ่งที่ได้ตกอยู่คือความแตกแยกและความขัดแย้ง โดยมีลายเซ็นของผู้ที่เรียกตนเองว่า: (อามินะฮ์) และต่อไปนี้คือเนื้อความจากบทกวีที่กล่าวถึงนั้นบางส่วน:

โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ โปรดกอบกู้โลกหนึ่ง... ที่จุดชนวนสงครามและถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงของมัน

โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ โปรดช่วยกอบกู้ประชาชาติ... ในความมืดมนแห่งความสงสัย การรอนแรมยามราตรีนั้นได้ยืดยาวยิ่งนัก

โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์ โปรดช่วยเหลือประชาชาติ... ในเขาวงกตแห่งความโศกเศร้า วิสัยทัศน์ของประชาชาติได้หลงหายไป

จนถึงคำกล่าวของนางที่ว่า:

ได้โปรดเร่งชัยชนะ ดังที่ท่านได้เร่งมัน... ในสงครามบะดัร ครั้นเมื่อข้าพระองค์ได้วิงวอนขอต่ออัลลอฮ์

แล้วความอัปยศก็กลับกลายเป็นชัยชนะอันงดงาม... แท้จริง อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงมีกองทัพที่พวกท่านไม่อาจมองเห็น

(ดังนี้ ผู้เขียนผู้นี้ได้ส่งคำวิงวอนและการขอความช่วยเหลือของตนไปยังท่านนบีโดยร้องขอจากท่านให้ช่วยเหลือประชาชาติ (อุมมะฮ์) ด้วยการเร่งรัดชัยชนะ ทั้งที่หลงลืม หรือไม่ก็ด้วยความไม่รู้ ว่าชัยชนะนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของอัลลอฮ์ ตะอาลาเพียงผู้เดียว มิได้อยู่ในอำนาจของท่านนบีหรือของสิ่งถูกสร้างอื่นใด ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลาได้ตรัสไว้ในคัมภีร์อันชัดแจ้งของพระองค์ว่า:)

﴿...وَمَا النَّصْرُ إِلَّا مِنْ عِنْدِ اللَّهِ الْعَزِيزِ الْحَكِيمِ﴾

"และความช่วยเหลือทั้งหลายนั้นไม่มี (จากที่อื่นใด) นอกจากที่อัลลอฮฺ ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณเท่านั้น" (อาล อิมรอน : 126), และอัลลอฮ์ ผู้ทรงเกียรติ ผู้ทรงสูงส่ง ตรัสว่า:

﴿إِنْ يَنْصُرْكُمُ اللَّهُ فَلَا غَالِبَ لَكُمْ وَإِنْ يَخْذُلْكُمْ فَمَنْ ذَا الَّذِي يَنْصُرُكُمْ مِنْ بَعْدِهِ...﴾

"หากว่าอัลลอฮฺทรงช่วยเหลือพวกเจ้าก็ไม่มีผู้ใดชนะพวกเจ้าได้ และหากพระองค์ทรงทอดทิ้งพวกเจ้าแล้ว ก็ผู้ใดเล่าจะช่วยเหลือพวกเจ้าได้หลังจากพระองค์" (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 160)

และการกระทำดังกล่าวที่เป็นการขอดุอาอ์และการขอความช่วยเหลือ (อิสติฆาซะฮ์) นั้น คือการมอบการเคารพบูชาในรูปแบบหนึ่งจากบรรดารูปแบบของการอิบาดะฮ์ให้แก่สิ่งอื่นที่ไม่ใช่อัลลอฮ์ ตะอาลา และเป็นที่ทราบด้วยตัวบทและมติเอกฉันท์แล้วว่า สิ่งนั้นไม่เป็นที่อนุญาต และแท้จริงอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงสร้างบ่าวของพระองค์เพื่อการเคารพอิบาดะฮ์ต่อพระองค์เพียงผู้เดียว และทรงส่งบรรดาเราะซูล และทรงประทานคัมภีร์ทั้งหลายลงมา เพื่อชี้แจงการอิบาดะฮ์นั้นและเชิญชวนไปสู่มัน ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿وَمَا خَلَقْتُ الْجِنَّ وَالْإِنْسَ إِلَّا لِيَعْبُدُونِ56﴾

"และข้ามิได้สร้างญิน และมนุษย์เพื่ออื่นใด เว้นแต่เพื่อเคารพภักดีต่อข้า" [ซูเราะฮ์ อัซซาริยาต : 56 ] และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿وَلَقَدْ بَعَثْنَا فِي كُلِّ أُمَّةٍ رَسُولًا أَنِ اعْبُدُوا اللَّهَ وَاجْتَنِبُوا الطَّاغُوتَ...﴾

"และโดยแน่นอน เราได้ส่งร่อซูลมาในทุกประชาชาติ (โดยบัญชาว่า) พวกท่านจงเคารพภักดีอัลลอฮฺ และจงหลีกหนีให้ห่างจากพวกเจว็ด..." (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลฺ : 36) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿وَمَا أَرْسَلْنَا مِنْ قَبْلِكَ مِنْ رَسُولٍ إِلَّا نُوحِي إِلَيْهِ أَنَّهُ لَا إِلَهَ إِلَّا أَنَا فَاعْبُدُونِ25﴾

"และเรามิได้ส่งรอซูลคนใดก่อนหน้าเจ้านอกจากเราได้วะฮียฺแก่เขาว่า แท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่เที่ยงแท้ นอกจากข้า ดังนั้นพวกเจ้าจงเคารพภักดีต่อข้า" (ซูเราะฮ์ อัล-อันบิยาอ์ : 25), และอัลลอฮ์ ผู้ทรงเกียรติ ผู้ทรงสูงส่ง ตรัสว่า:

﴿الر كِتَابٌ أُحْكِمَتْ آيَاتُهُ ثُمَّ فُصِّلَتْ مِنْ لَدُنْ حَكِيمٍ خَبِيرٍ1 أَلَّا تَعْبُدُوا إِلَّا اللَّهَ إِنَّنِي لَكُمْ مِنْهُ نَذِيرٌ وَبَشِيرٌ2﴾

"อะลีฟ ลาม รอฺ คัมภีร์ที่โองการทั้งหลายของมันถูกทำให้รัดกุมมีระเบียบ แล้วถูกจำแนกเรื่องต่างๆ อย่างชัดแจ้ง จากพระผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงรอบรู้เชี่ยวชาญ"

"เพื่อพวกท่านจะได้ไม่เคารพภักดีผู้ใดนอกจากอัลลอฮฺ แท้จริงฉันได้รับการแต่งตั้งจากพระองค์มายังพวกท่าน เพื่อเป็นผู้ตักเตือนและผู้แจ้งข่าวดี" (ซูเราะฮ์ ฮูด : 1, 2)

ดังนั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงชี้แจงอย่างชัดแจ้งในโองการอันชัดแจ้งเหล่านี้ว่า พระองค์มิได้ทรงสร้างมนุษย์และญินขึ้นมาเว้นแต่เพื่อให้พวกเขาเคารพภักดีต่อพระองค์เพียงองค์เดียว โดยไม่มีใครเป็นหุ้นส่วนกับพระองค์ และทรงชี้แจงว่า พระองค์ได้ทรงส่งบรรดาเราะสูล ขอความสันติและความจำเริญจงประสบแด่พวกเขา เพื่อสั่งใช้ให้ยึดมั่นในการเคารพภักดีนี้ และห้ามปรามสิ่งที่ตรงกันข้ามกับมัน และพระองค์ ผู้ทรงเกริกเกียรติ ผู้ทรงเกรียงไกร ได้ทรงบอกว่า พระองค์ได้ทรงทำให้โองการทั้งหลายแห่งคัมภีร์ของพระองค์มีความมั่นคงเด็ดขาดและทรงแจกแจงไว้อย่างชัดแจ้ง เพื่อจะได้ไม่มีผู้ใดถูกเคารพสักการะนอกจากพระองค์เท่านั้น

เป็นที่ทราบว่า อิบาดะฮ์หมายถึง: การศรัทธาในความเป็นเอกะของอัลลอฮ์ และการเชื่อฟังต่อพระองค์ โดยการปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของพระองค์และละทิ้งข้อห้ามของพระองค์ และอัลลอฮ์ได้ทรงบัญชาและทรงบอกกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในหลายโองการ โดยในบรรดานั้นคือ พระดำรัสของพระองค์ผู้ทรงบริสุทธิ์ว่า:

﴿وَمَا أُمِرُوا إِلَّا لِيَعْبُدُوا اللَّهَ مُخْلِصِينَ لَهُ الدِّينَ حُنَفَاءَ...﴾

"และพวกเขามิได้ถูกบัญชาให้กระทำอื่นใดนอกจากเพื่อเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ เป็นผู้มีเจตนาบริสุทธิ์ในการภักดีต่อพระองค์ เป็นผู้อยู่ในแนวทางที่เที่ยงตรง..." (ซูเราะฮ์ อัลบัยยินะฮ์ : 5) และอัลลอฮ์ อัซซะวะญัล ทรงตรัสว่า:

﴿وَقَضَى رَبُّكَ أَلَّا تَعْبُدُوا إِلَّا إِيَّاهُ...﴾

"และพระเจ้าของเจ้าบัญชาว่า พวกเจ้าอย่าเคารพภักดีผู้ใดนอกจากพระองค์เท่านั้น..." [อัลอิสรออ์ : 23] และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿إِنَّآ أَنزَلۡنَآ إِلَيۡكَ ٱلۡكِتَٰبَ بِٱلۡحَقِّ فَٱعۡبُدِ ٱللَّهَ مُخۡلِصٗا لَّهُ ٱلدِّينَ2 أَلَا لِلَّهِ ٱلدِّينُ ٱلۡخَالِصُۚ وَٱلَّذِينَ ٱتَّخَذُواْ مِن دُونِهِۦٓ أَوۡلِيَآءَ مَا نَعۡبُدُهُمۡ إِلَّا لِيُقَرِّبُونَآ إِلَى ٱللَّهِ زُلۡفَىٰٓ إِنَّ ٱللَّهَ يَحۡكُمُ بَيۡنَهُمۡ فِي مَا هُمۡ فِيهِ يَخۡتَلِفُونَۗ إِنَّ ٱللَّهَ لَا يَهۡدِي مَنۡ هُوَ كَٰذِبٞ كَفَّارٞ3﴾

"แท้จริงเราได้ประทานคัมภีร์มายังเจ้าด้วยสัจธรรม ดังนั้นเจ้าจงเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ โดยเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใจในศาสนาต่อพระองค์"

"พึงทราบเถิด การอิบาดะฮฺโดยบริสุทธิ์ใจนั้นเป็นของอัลลอฮฺองค์เดียว ส่วนบรรดาผู้ที่ยึดถือเอาบรรดาผู้คุ้มครองอื่นจากอัลลอฮฺ โดยกล่าวว่าเรามิได้เคารพภักดีพวกเขา เว้นแต่เพื่อทำให้เราเข้าใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺ จะทรงตัดสินระหว่างพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกันในเรื่องนั้น แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงชี้นำทางแก่ผู้กล่าวเท็จ ผู้ไม่สำนึกบุญคุณ" [ซูเราะฮ์ อัซซุมัร : 2-3]

และบรรดาโองการ(อายะฮ์)ในความหมายนี้มีอยู่มากมาย และทั้งหมดนั้นล้วนบ่งชี้ถึงความจำเป็น(วาญิบ)ต้องทำอิบาดะฮ์ด้วยความอิคลาศต่ออัลลอฮ์เพียงผู้เดียว และละทิ้งการเคารพสักการะต่อทุกสิ่งอื่นจากพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นบรรดานบี อะลัยฮิมุศเศาะลาตุวัสสลาม หรือผู้อื่นก็ตาม

และปราศจากข้อสงสัยว่า การดุอาอ์เป็นหนึ่งในประเภทของการทำอิบาดะฮ์ที่สำคัญยิ่งและครอบคลุมที่สุด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำให้การดุอาอ์นั้นบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว ดังที่พระองค์ผู้ทรงเกริกเกียรติ ผู้ทรงสูงส่ง ตรัสว่า:

﴿فَادْعُوا اللَّهَ مُخْلِصِينَ لَهُ الدِّينَ وَلَوْ كَرِهَ الْكَافِرُونَ14﴾

"ดังนั้นจงวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ โดยเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใจในศาสนาต่อพระองค์ แม้ว่าพวกปฏิเสธศรัทธาจะเกลียดชังก็ตาม" [ฆอฟิร : 14] และอัลลอฮ์ อัซซะวะญัล ตรัสว่า:

﴿وَأَنَّ الْمَسَاجِدَ لِلَّهِ فَلَا تَدْعُوا مَعَ اللَّهِ أَحَدًا18﴾

"และว่าแท้จริงบรรดามัสยิดนั้นเป็นของอัลลอฮฺ ดังนั้น พวกเจ้าอย่าวิงวอนขอผู้ใดเคียงคู่กับอัลลอฮฺ" [ญิน : 18] และคำชี้แนะนี้ที่ให้ขอ (ดุอาอ์) จากอัลลอฮ์เท่านั้น ครอบคลุมสิ่งถูกสร้างทั้งหมด ทั้งบรรดานบี (อะลัยฮิมุสสลาม) และผู้อื่น และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿وَلَا تَدْعُ مِنْ دُونِ اللَّهِ مَا لَا يَنْفَعُكَ وَلَا يَضُرُّكَ فَإِن فَعَلۡتَ فَإِنَّكَ إِذٗا مِّنَ ٱلظَّٰلِمِينَ106﴾

"และเจ้าอย่าวิงวอนสิ่งอื่นจากอัลลอฮฺที่ไม่อำนวยประโยชน์แก่เจ้า และไม่ให้โทษแก่เจ้า หากเจ้ากระทำเช่นนั้น แท้จริงเจ้าจะอยู่ในหมู่ผู้อธรรม" (ซูเราะฮ์ ยูนุส : 106) และนี่คือพระดำรัสที่มีต่อท่านนบีและเป็นที่ทราบชัดว่าอัลลอฮ์ ผู้ทรงบริสุทธิ์ยิ่ง ได้ทรงคุ้มครองท่านให้พ้นจากการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ แต่แท้จริงสิ่งที่ประสงค์จากนั้นก็คือเพื่อเป็นการเตือนผู้อื่น แล้วพระองค์ผู้ทรงเกริกเกียรติยิ่งได้ตรัสว่า:

﴿وَلَا تَدۡعُ مِن دُونِ ٱللَّهِ مَا لَا يَنفَعُكَ وَلَا يَضُرُّكَ فَإِنْ فَعَلْتَ فَإِنَّكَ إِذًا مِنَ الظَّالِمِينَ106﴾ "และเจ้าอย่าวิงวอนสิ่งอื่นจากอัลลอฮฺที่ไม่อำนวยประโยชน์แก่เจ้า และไม่ให้โทษแก่เจ้า หากเจ้ากระทำเช่นนั้น แท้จริงเจ้าจะอยู่ในหมู่ผู้อธรรม" (ซูเราะฮ์ ยูนุส : 106) และนี่คือคำตรัสที่มีต่อท่านนบี ﷺ โดยมุ่งหมายเพื่อเตือนผู้อื่น เพราะเป็นที่ทราบกันว่าอัลลอฮ์ได้คุ้มครองศาสนทูตของพระองค์ให้พ้นจากการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ แล้วอัลลอฮ์ก็ได้ทำให้การห้ามและการเตือนนั้นเข้มงวดรุนแรงยิ่งขึ้น จึงตรัสว่า:

﴿...فَإِنْ فَعَلْتَ فَإِنَّكَ إِذًا مِنَ الظَّالِمِينَ﴾

"หากเจ้ากระทำเช่นนั้น แท้จริงเจ้าจะอยู่ในหมู่ผู้อธรรม" และคำว่า การอธรรม เมื่อกล่าวโดยทั่วไป ย่อมหมายถึง การตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺที่ใหญ่หลวง ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสว่า:

﴿...وَالْكَافِرُونَ هُمُ الظَّالِمُونَ﴾

"และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้น คือ พวกที่อธรรม(แก่ตัวเอง)" (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 254) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿...إِنَّ الشِّرْكَ لَظُلْمٌ عَظِيمٌ﴾

"แท้จริงการตั้งภาคีนั้นเป็นความผิดอย่างมหันต์โดยแน่นอน" (ซูเราะฮ์ ลุกมาน : 13) หากแม้ผู้เป็นนายแห่งลูกหลานอาดัม ﷺ ทำการขอดุอาอฺต่อผู้อื่นนอกจากอัลลอฮ์ ก็ย่อมเป็นหนึ่งในบรรดาผู้อธรรม แล้วคนอื่นที่มิใช่ท่านเล่าจะเป็นอย่างไร?!

ดังนั้นจากโองการเหล่านี้และอื่นๆ จึงเป็นที่ทราบว่า การวิงวอนต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ไม่ว่าจะเป็นบรรดาผู้ตาย ต้นไม้ เจว็ด และอื่นๆนั้นเป็นการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ และเป็นการขัดแย้งต่อเตาฮีดของอัลลอฮ์ในเรื่องอิบาดะฮ์ ซึ่งเป็นเป้าประสงค์ที่อัลลอฮ์ทรงสร้างสองจำพวกคือญินและมนุษย์ และเพื่อสิ่งนี้เองพระองค์ทรงส่งบรรดาเราะซูลและประทานคัมภีร์ลงมา อีกทั้งเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับความหมายของคำว่าลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮ์ที่ปฏิเสธการอิบาดะฮ์ต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ และยืนยันมันให้แก่อัลลอฮ์ผู้เดียว ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿ذَٰلِكَ بِأَنَّ ٱللَّهَ هُوَ ٱلۡحَقُّ وَأَنَّ مَا يَدۡعُونَ مِن دُونِهِۦ هُوَ ٱلۡبَٰطِلُ وَأَنَّ ٱللَّهَ هُوَ ٱلۡعَلِيُّ ٱلۡكَبِيرُ62﴾

"เช่นนั้นแหละ เพราะว่าอัลลอฮฺ คือผู้ทรงสัจจะ และแท้จริงสิ่งที่พวกเขาวิงวอนขออื่นจากพระองค์นั้นมันเป็นเท็จ และแท้จริงอัลลอฮฺพระองค์เป็นผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิ่งใหญ่" (อัล-ฮัจญ์: 62)

และนี่คือหลักของศาสนา และเป็นรากฐานของมิลละฮฺ และบรรดาการอิบาดะฮฺทั้งหลายจะไม่ถูกต้อง นอกจากภายหลังที่หลักการนี้ถูกต้องแล้ว ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿وَلَقَدْ أُوحِيَ إِلَيْكَ وَإِلَى الَّذِينَ مِنْ قَبْلِكَ لَئِنْ أَشْرَكْتَ لَيَحْبَطَنَّ عَمَلُكَ وَلَتَكُونَنَّ مِنَ الْخَاسِرِينَ65﴾

"และโดยแน่นอน ได้มีวะฮียฺมายังเจ้า (มุฮัมมัด) และมายังบรรดานบีก่อนหน้าเจ้าหากเจ้าตั้งภาคี (กับอัลลอฮฺ) แน่นอนการงานของเจ้าก็จะไร้ผล และแน่นอนเจ้าจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน" [ซูเราะฮ์ อัซซุมัร: 65]، อัลลอฮ์ ผู้ทรงบริสุทธิ์ผู้ทรงสูงส่งยิ่ง ตรัสว่า:

﴿...وَلَوْ أَشْرَكُوا لَحَبِطَ عَنْهُمْ مَا كَانُوا يَعْمَلُونَ﴾

"และหากพวกเขาได้ให้มีภาคีขึ้นแล้ว แน่นอนสิ่งที่พวกเขาเคยกระทำกันมา ก็สูญสิ้นไปจากพวกเขา" (อัลอันอาม : 88)

จากที่กล่าวมาข้างต้น ปรากฏว่า ศาสนาอิสลามและการปฏิญาณตนว่า "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์" มีรากฐานอันยิ่งใหญ่สองประการ:

ประการหนึ่ง: จะต้องไม่ทำการเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮ์เพียงผู้เดียว โดยไม่ตั้งสิ่งใดๆ เป็นภาคีกับพระองค์ ดังนั้น ผู้ใดวอนขอ (ดุอาอ์) ต่อบรรดาผู้ตาย ไม่ว่าจะเป็นนบีหรือผู้อื่นก็ตาม หรือวอนขอต่อรูปเคารพ ต้นไม้ หิน หรือสิ่งถูกสร้างอื่นใด หรือวิงวอนขอความช่วยเหลือจากสิ่งเหล่านั้น หรือแสวงหาความใกล้ชิดต่อพวกมันด้วยการเชือดบูชาและการบนบาน หรือทำการละหมาดให้แก่พวกมัน หรือกราบต่อพวกมัน แท้จริงเขาได้ยึดถือสิ่งเหล่านั้นเป็นพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮ์ และได้ทำให้พวกมันเป็นภาคีเทียบเคียงกับพระองค์ ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์และสูงส่ง และเป็นการขัดแย้งและลบล้างความหมายของลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์คือ ไม่มีผู้ใดสมควรได้รับการเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮ์

ประการที่สอง: เคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา เฉพาะด้วยบัญญัติของนบีและเราะซูล (ศาสนทูต) ของพระองค์เท่านั้น ดังนั้นผู้ใดที่อุตริกรรม (บิดอะฮ์) ในศาสนาในสิ่งที่อัลลอฮ์ไม่ได้อนุญาต เขาย่อมยังไม่บรรลุความหมายของคำปฏิญาณว่า มุฮัมมัดคือเราะซูล (ศาสนทูต) ของอัลลอฮ์ และการงานของเขาจะไม่เป็นประโยชน์แก่เขาและไม่เป็นที่ยอมรับโดยอัลลอฮ์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า :

﴿وَقَدِمْنَا إِلَى مَا عَمِلُوا مِنْ عَمَلٍ فَجَعَلْنَاهُ هَبَاءً مَنْثُورًا23﴾

"และเรามุ่งสู่ส่วนหนึ่งของการงานที่พวกเขาได้ปฏิบัติไป แล้วเราจะทำให้มันไร้คุณค่ากลายเป็นละอองฝุ่นที่ปลิวว่อน" (อัลฟุรกอน : 23) และความหมายของคำว่าการงานที่ถูกกล่าวไว้ในอายะฮ์นั้น คือ การงานของผู้ที่เสียชีวิตโดยเขาได้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ ผู้ทรงเกริกเกียรติ ผู้ทรงสูงส่ง

และนับรวมในนี้ด้วยก็คือ: บรรดาการงานที่อุตริขึ้นซึ่งอัลลอฮ์มิได้อนุญาต เพราะแท้จริงการงานเหล่านั้นจะกลายเป็นเพียงธุลีที่ปลิวกระจายในวันกิยามะฮ์ เนื่องจากมันไม่สอดคล้องกับศาสนบัญญัติอันบริสุทธิ์ของพระองค์ ดังที่ท่านนบีกล่าวว่า:

«مَنْ أَحْدَثَ فِي أَمْرِنَا هَذَا مَا لَيْسَ مِنْهُ فَهُوَ رَدٌّ».

"ผู้ใดที่ทำอุตริกรรมขึ้นในศาสนาของเรา โดยสิ่งนั้นไม่ใช่มาจากศาสนาแต่อย่างใด สิ่งนั้นก็ถูกปฏิเสธ" หะดีษบทนี้เป็นที่เห็นพ้องต้องกันว่าถูกต้อง

สรุปความได้ว่านักเขียนหญิงท่านนี้ได้หันไปวิงวอนและขอพรต่อท่านเราะซูลลุลลอฮ์ มูฮัมหมัดและละเลยต่อพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลโลก ผู้ซึ่งชัยชนะ อันตราย และคุณประโยชน์นั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว และไม่มีสิ่งใดเลยจากทั้งหมดนั้นอยู่ในอำนาจของผู้ใดอื่น

และไม่มีข้อสงสัยว่านี่คือการอธรรมที่ยิ่งใหญ่และร้ายแรง และอัลลอฮ์  ﷻ ได้ทรงสั่งใช้ให้วิงวอนขอต่อพระองค์ผู้ทรงบริสุทธิ์ยิ่ง และได้ทรงสัญญาแก่ผู้ที่วิงวอนขอต่อพระองค์ว่าจะได้รับการตอบรับ และได้ทรงขู่เข็ญผู้ที่หยิ่งยะโสจากสิ่งนั้นว่าจะถูกให้เข้าสู่นรกญะฮันนัม ดังที่พระองค์ได้ตรัสว่า:

﴿وَقَالَ رَبُّكُمُ ادْعُونِي أَسْتَجِبْ لَكُمْ إِنَّ الَّذِينَ يَسْتَكْبِرُونَ عَنْ عِبَادَتِي سَيَدْخُلُونَ جَهَنَّمَ دَاخِرِينَ 60

"และพระเจ้าของพวกเจ้าตรัสว่า จงวิงวอนขอต่อข้า ข้าจะตอบรับแก่พวกเจ้า ส่วนบรรดาผู้โอหังต่อการเคารพภักดีแก่ข้านั้น จะเข้าไปอยู่ในนรกอย่างต่ำต้อย" [ฆอฟิร : 60] หมายถึง บรรดาผู้ที่อัปยศและตกต่ำ ดังนั้นโองการอันทรงเกียรตินี้จึงชี้ให้เห็นว่าการขอดุอาอ์นั้นคืออิบาดะฮ์ และว่าผู้ใดที่หยิ่งยะโสต่อการขอดุอาอ์ ที่พำนักของเขาคือนรกญะฮันนัม ดังนั้นเมื่อสภาพของผู้ที่หยิ่งยะโสจากการวิงวอนขอต่ออัลลอฮ์เป็นเช่นนี้ แล้วสภาพของผู้ที่วิงวอนขอต่อผู้อื่นและหันเหจากพระองค์เล่าจะเป็นเช่นไร ทั้งที่พระองค์ผู้ทรงบริสุทธิ์ผู้ทรงสูงส่งนั้นทรงอยู่ใกล้ ทรงเป็นเจ้าของทุกสรรพสิ่ง และทรงสามารถเหนือทุกสิ่ง ดังที่พระองค์ผู้ทรงสูงส่งได้ตรัสว่า:

﴿وَإِذَا سَأَلَكَ عِبَادِي عَنِّي فَإِنِّي قَرِيبٌ أُجِيبُ دَعْوَةَ الدَّاعِ إِذَا دَعَانِ فَلْيَسْتَجِيبُوا لِي وَلْيُؤْمِنُوا بِي لَعَلَّهُمْ يَرْشُدُونَ 186﴾

"และเมื่อบ่าวของข้าถามเจ้าถึงข้าแล้วก็ (จงตอบเถิดว่า) แท้จริงข้านั้นอยู่ใกล้ ข้าจะตอบรับคำวิงวอนของผู้ที่วิงวอน เมื่อเขาวิงวอนต่อข้า ดังนั้น พวกเขาจงตอบรับข้าเถิด และจงศรัทธาต่อข้า เพื่อว่าพวกเขาจะได้อยู่ในทางที่ถูกต้อง" [อัลบะกอเราะฮฺ : 186] และท่านนบีได้กล่าวไว้ในหะดีษเศาะฮีหฺว่า แท้จริงการดุอาอฺนั้นคืออิบาดะฮฺ และท่านได้กล่าวแก่บุตรของลุงของท่าน อับดุลลอฮฺ บิน อับบาส เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุมา ว่า:

«احْفَظِ اللهَ يَحْفَظْكَ، احْفَظِ اللهَ تَجِدْهُ تُجَاهَكَ، إِذَا سَأَلْتَ فَاسْأَلِ اللهَ، وَإِذَا اسْتَعْنَتَ فَاسْتَعِنْ بِاللهِ».

เจ้าจงปกป้องรักษา(ศาสนาของ)อัลลอฮ์ แล้วอัลลอฮ์จะทรงปกป้องรักษาเจ้า จงปกป้องรักษา(ศาสนาของ)อัลลอฮ์ เจ้าจะพบพระองค์อยู่บนทางของเจ้า เมื่อเจ้าต้องการขอ ก็จงขอจากอัลลอฮ์ และเมื่อจะขอความช่วยเหลือ ก็จงขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์ บันทึกโดย อัตติรมิซีย์และคนอื่นๆ

และท่านเราะสูลุลลอฮ์กล่าวว่า:

«مَنْ مَاتَ وَهُوَ يَدْعُو لِلَّهِ نِدًّا؛ دَخَلَ النَّارَ».

"ผู้ใดที่เสียชีวิตไปโดยที่เขาได้ขอต่อสิ่งใดเพื่อเป็นภาคีกับอัลลอฮ์ เขาจะตกนรกอย่างแน่นอน" บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และในเศาะฮีฮัยน์ จากท่านนบีท่านถูกถามว่า: “บาปใดที่ใหญ่หลวงที่สุด?” ท่านกล่าวว่า:

«أَنْ تَجْعَلَ لِلَّهِ نِدًّا وَهُوَ خَلَقَكَ».

"คือการที่เจ้าตั้งสิ่งอื่นใดเป็นภาคีแก่อัลลอฮ์ ทั้ง ที่พระองค์ทรงสร้างเจ้า" และคำว่า “الندّ” หมายถึง ผู้เท่าเทียมและผู้เสมอเหมือน ดังนั้นผู้ใดที่ดุอาอ์ต่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ หรือขอความช่วยเหลือจากมัน หรือบนบานให้มัน หรือเชือดสัตว์เพื่อมัน หรือได้มอบหมายการอิบาดะฮ์ใดก็ตามให้แก่มันนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว แน่นอนว่าเขาได้ยึดถือสิ่งนั้นเป็นผู้เท่าเทียมกับอัลลอฮ์ ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นนบี วะลีย์ มะลาอิกะฮ์ ญิน รูปเคารพ หรือสิ่งที่ถูกสร้างอื่น ก็ตาม

ในที่นี้อาจมีผู้กล่าวว่า: แล้วบทบัญญัติของการขอจากคนที่ยังมีชีวิตอยู่และอยู่ต่อหน้าในสิ่งที่เขาสามารถทำได้ และการขอความช่วยเหลือจากเขาในเรื่องทางรูปธรรมที่เขาสามารถทำได้นั้น เป็นอย่างไร? คำตอบก็คือ: สิ่งนี้มิใช่เป็นส่วนหนึ่งของการตั้งภาคี หากแต่เป็นเรื่องปกติที่อนุญาตได้ในหมู่มุสลิม ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ในเรื่องราวของท่านนบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ว่า

﴿...فَاسْتَغَاثَهُ الَّذِي مِنْ شِيعَتِهِ عَلَى الَّذِي مِنْ عَدُوِّهِ...﴾

"ดังนั้น คนที่มาจากพวกพ้องของเขาได้ร้องขอความช่วยเหลือ เพื่อให้ปราบฝ่ายที่เป็นศัตรูของเขา" (อัลเกาะศ็อศ : 15) และดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสไว้เกี่ยวกับเรื่องราวของท่านนบีมูซา อะลัยฮิสสลาม อีกด้วยว่า:

﴿فَخَرَجَ مِنْهَا خَائِفًا يَتَرَقَّبُ...﴾

"ดังนั้น เขาจึงออกจากเมืองนั้นในสภาพหวาดกลัวว่าจะเกิดภัย..." [ซูเราะฮ์ อัลเกาะศ็อศ: 21]، และเช่นเดียวกับที่มนุษย์ขอความช่วยเหลือจากบรรดาสหายของตนในสงคราม และในเรื่องอื่น ที่ประสบแก่ผู้คน ซึ่งพวกเขาจำเป็นที่จะต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

และอัลลอฮ์ได้ทรงบัญชาท่านนบี ﷺ ให้แจ้งแก่ประชาชาติของท่านว่า แท้จริงท่านไม่มีอำนาจที่จะสร้างประโยชน์หรือปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายแก่ผู้ใดได้ แล้วพระองค์อัลลอฮ์ผู้ทรงบริสุทธิ์และสูงสุดตรัสว่า:

﴿قُلْ إِنَّمَا أَدْعُو رَبِّي وَلَا أُشْرِكُ بِهِ أَحَدًا21 قُلْ إِنِّي لَا أَمْلِكُ لَكُمْ ضَرًّا وَلَا رَشَدًا22﴾

"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า แท้จริงฉันวิงวอนขอต่อพระเจ้าของฉัน และฉันจะมิตั้งผู้ใดเป็นภาคีต่อพระองค์"

"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า แท้จริงฉันไม่มีอำนาจที่จะให้โทษและให้คุณแก่พวกท่าน" [ซูเราะฮ์ อัล-ญิน: 21, 22], และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿قُلْ لَا أَمْلِكُ لِنَفْسِي نَفْعًا وَلَا ضَرًّا إِلَّا مَا شَاءَ اللَّهُ وَلَوْ كُنْتُ أَعْلَمُ الْغَيْبَ لَاسْتَكْثَرْتُ مِنَ الْخَيْرِ وَمَا مَسَّنِيَ السُّوءُ إِنْ أَنَا إِلَّا نَذِيرٌ وَبَشِيرٌ لِقَوْمٍ يُؤْمِنُونَ188﴾

"จงกล่าวเถิดว่า (มุฮัมมัด) ว่าฉันไม่มีอำนาจที่จะครอบครองประโยชน์ใด และโทษใด ไว้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ตัวของฉันได้ นอกจากสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประสงค์เท่านั้น และหากฉันเป็นผู้ที่รู้สิ่งเร้นลับแล้ว แน่นอนฉันก็ย่อมกอบโกยสิ่งที่ดีไว้มากมายแล้ว และความชั่วร้ายก็ย่อมไม่ต้องฉันได้ ฉันมิใช้ใครอื่น นอกจากผู้ตักเตือน และผู้ประกาศข่าวดีแก่กลุ่มชนที่ศรัทธาเท่านั้น" (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 188)

และอายะฮฺในความหมายนี้มีอยู่มากมาย

เป็นที่ทราบกันว่า ท่านนบีจะไม่วิงวอนขอต่อผู้ใดนอกจากพระเจ้าของท่านเท่านั้น ดังที่มีหลักฐานยืนยันว่า ในวันบัดร์ ท่านได้ขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์ และขอให้พระองค์ทรงประทานชัยชนะเหนือศัตรูของท่าน และท่านได้วิงวอนอย่างหนักในเรื่องนั้น โดยกล่าวว่า: «يا رب! أنجز لي ما وعدتني» ความว่า: “โอ้ พระผู้อภิบาล! โปรดทรงทำให้สิ่งที่พระองค์ได้สัญญาแก่ข้าพระองค์สำเร็จเถิดจนกระทั่ง อัศศิดดีกผู้ยิ่งใหญ่ อบูบักร รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า: พอแล้วเถิด โอ้ รอซูลของอัลลอฮ์ แท้จริงอัลลอฮ์จะทรงทำให้คำสัญญาที่พระองค์ทรงให้ไว้แก่ท่านนั้นเป็นจริง และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ประทานโองการของพระองค์ลงมาในเรื่องนั้น โดยตรัสว่า:

﴿إِذۡ تَسۡتَغِيثُونَ رَبَّكُمۡ فَٱسۡتَجَابَ لَكُمۡ أَنِّي مُمِدُّكُم بِأَلۡفٖ مِّنَ ٱلۡمَلَٰٓئِكَةِ مُرۡدِفِينَ9﴾

"จงรำลึกขณะที่พวกเจ้าขอความช่วยเหลือยามคับขันต่อพระเจ้าของพวกเจ้า แล้วพระองค์ก็ได้ทรงรับสนองแก่พวกเจ้าว่า แท้จริงข้าจะช่วยพวกเจ้าด้วยมลาอิกะฮฺหนึ่งพันตน โดยทยอยกันลงมา" [อัลอันฟาล : 9] อัลลอฮ์ (มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์) ได้ทรงเตือนให้พวกเขาระลึกถึงการวิงวอนขอความช่วยเหลือของพวกเขาในบรรดาโองการเหล่านี้ และได้ทรงแจ้งว่าพระองค์ได้ทรงตอบรับการขอของพวกเขาแล้ว จึงทรงหนุนไพร่พลด้วยเหล่ามลาอิกะฮ์ เพื่อเป็นการแจ้งข่าวดีแห่งชัยชนะ และเพื่อให้หัวใจของพวกเขาเกิดความสงบมั่นใจ และพระองค์ได้ทรงชี้แจงว่า แท้จริงชัยชนะนั้นมิได้มาจากมลาอิกะฮ์ หากแต่เป็นชัยชนะที่มาจากพระองค์เท่านั้น แล้วพระองค์ตรัสว่า:

﴿وَمَا النَّصْرُ إِلَّا مِنْ عِنْدِ اللَّهِ...﴾

"และไม่มีการช่วยเหลือ นอกจากที่มาจากที่อัลลอฮฺเท่านั้น..." (อาลา อิมรอน : 126) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿وَلَقَدْ نَصَرَكُمُ اللَّهُ بِبَدْرٍ وَأَنْتُمْ أَذِلَّةٌ فَاتَّقُوا اللَّهَ لَعَلَّكُمْ تَشْكُرُونَ123﴾

"และแน่นอน อัลลอฮฺได้ทรงช่วยเหลือพวกเจ้าที่บะดัรฺมาแล้ว ทั้ง ที่พวกเจ้าเป็นพวกด้อยกว่า ดังนั้นพวกเจ้าพึงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด เพื่อว่าพวกเจ้าจักขอบคุณ" [อาล อิมรอน : 123] อัลลอฮ์ผู้ทรงสูงส่งได้ชี้แจงไว้ในอายะฮ์นี้ว่า แท้จริงพระองค์ผู้ทรงบริสุทธิ์ทรงเป็นผู้ช่วยเหลือพวกเขาในสงครามบัดร์ จึงรู้ได้ว่า สิ่งที่พระองค์ได้ประทานแก่พวกเขาจากอาวุธและกำลัง และสิ่งที่พระองค์ทรงเสริมกำลังพวกเขาด้วยเหล่ามลาอิกะฮ์ ทั้งหมดนั้นเป็นส่วนหนึ่งจากเหตุแห่งชัยชนะ เป็นข่าวดี และเป็นความสงบนิ่งของหัวใจ และชัยชนะมิได้มาจากสิ่งเหล่านั้น แต่แท้จริงชัยชนะนั้นมาจากอัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว แล้วเหตุใดผู้เขียนสตรีผู้นี้หรือผู้อื่นจึงกล้ามุ่งเอาการวิงวอนขอความช่วยเหลือและการขอชัยชนะของตนต่อท่านนบีแล้วผินหลังให้พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ผู้ทรงเป็นผู้ครอบครองทุกสิ่ง และผู้ทรงสามารถเหนือทุกสิ่ง?!

ไม่มีข้อสงสัยว่า นี่เป็นความโง่เขลาที่น่าเกลียดชังที่สุด แต่แท้จริงแล้วเป็นหนึ่งในบาปการตั้งภาคีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ดังนั้น เป็นหน้าที่ของผู้เขียนหญิงผู้นี้ที่จะต้องเตาบะฮ์ (กลับใจต่ออัลลอฮ์) อย่างจริงใจ และการสำนึกผิดอย่างจริงใจนั้นประกอบด้วยหลายประการ ดังนี้: หนึ่ง: เสียใจจากสิ่งที่ได้เกิดขึ้นเนื่องจากบาปนั้น ลำดับที่สอง: คือ การเลิกละจากความผิดที่ได้กระทำไปแล้ว ประการที่สาม: ตั้งใจอย่างแน่วแน่จะไม่กลับไปทำอีก ทั้งเพื่อเทิดทูนอัลลอฮ์ ด้วยความบริสุทธิ์ใจต่อพระองค์ ปฏิบัติในสิ่งที่พระองค์สั่งใช้ และระมัดระวังต่อสิ่งที่พระองค์ทรงห้ามไว้ นี่แหละคือการกลับเนื้อกลับตัวที่บริสุทธิ์ใจ และยังมีประการที่สี่ซึ่งเฉพาะเมื่อการล่วงละเมิดเกิดขึ้นต่อสิทธิของเพื่อนมนุษย์ คือ: ประการที่สี่: การคืนสิทธิ์ให้แก่ผู้มีสิทธิ์โดยชอบ หรือการขอให้เขายกโทษให้

และอัลลอฮ์ได้ทรงบัญชาให้ปวงบ่าวของพระองค์ทำการกลับตัวกลับใจ (เตาบะฮ์) และทรงสัญญาว่าจะทรงรับการเตาบะฮ์ของพวกเขา ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า :

﴿...وَتُوبُوا إِلَى اللَّهِ جَمِيعًا أَيُّهَ الْمُؤْمِنُونَ لَعَلَّكُمْ تُفْلِحُونَ31﴾

"และพวกเจ้าทั้งหลายจงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮฺเถิด โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ" (ซูเราะฮ์ อันนูร : 31) และพระองค์ได้ตรัสเกี่ยวกับชาวอัลนะศอรอว่า :

﴿أَفَلَا يَتُوبُونَ إِلَى اللَّهِ وَيَسْتَغْفِرُونَهُ وَاللَّهُ غَفُورٌ رَحِيمٌ74﴾

"พวกเขาจะไม่สำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวต่ออัลลอฮฺ และขออภัยโทษต่อพระองค์กระนั้นหรือ และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษผู้ทรงเอ็นดูเมตตาเสมอ" [ซูเราะฮ์ อัลมาอิดะฮ์ : 74], และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿وَالَّذِينَ لَا يَدْعُونَ مَعَ اللَّهِ إِلَهًا آخَرَ وَلَا يَقْتُلُونَ النَّفْسَ الَّتِي حَرَّمَ اللَّهُ إِلَّا بِالْحَقِّ وَلَا يَزْنُونَ وَمَنْ يَفْعَلْ ذَلِكَ يَلْقَ أَثَامًا68 يُضَاعَفْ لَهُ الْعَذَابُ يَوْمَ الْقِيَامَةِ وَيَخْلُدْ فِيهِ مُهَانًا69 إِلَّا مَنْ تَابَ وَآمَنَ وَعَمِلَ عَمَلًا صَالِحًا فَأُولَئِكَ يُبَدِّلُ اللَّهُ سَيِّئَاتِهِمْ حَسَنَاتٍ وَكَانَ اللَّهُ غَفُورًا رَحِيمًا70﴾

"และบรรดาผู้ที่ไม่วิงวอนขอพระเจ้าอื่นใดคู่เคียงกับอัลลอฮฺ และพวกเขาไม่ฆ่าชีวิตซึ่งอัลลอฮฺทรงห้ามไว้ เว้นแต่เพื่อความยุติธรรม และพวกเขาไม่ผิดประเวณี และผู้ใดกระทำเช่นนั้น เขาจะได้พบกับความผิดอันมหันต์

การลงโทษในวันกิยามะฮฺถูกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าสำหรับเขา และเขาจะอยู่ในนั้นอย่างอัปยศ

เว้นแต่ผู้ที่กลับเนื้อกลับตัว และศรัทธาและประกอบการงานที่ดี เขาเหล่านั้นแหละอัลลอฮจะทรงเปลี่ยนความชั่วของพวกเขาเป็นความดี และอัลลอฮเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ" (อัลฟุรกอน : 68-70) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿وَهُوَ الَّذِي يَقْبَلُ التَّوْبَةَ عَنْ عِبَادِهِ وَيَعْفُو عَنِ السَّيِّئَاتِ وَيَعْلَمُ مَا تَفْعَلُونَ25﴾ "และพระองค์คือผู้ทรงรับการขออภัยโทษจากปวงบ่าวของพระองค์ และทรงอภัยจากความผิดทั้งหลายและพระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเจ้ากระทำ" (ซูเราะฮ์ อัช-ชูรอ : 25)

มีหะดีษที่ถูกต้อง โดยที่ท่านเราะซูลุลลอฮ์กล่าวว่า:

«الإِسْلَامُ يَهْدِمُ مَا كَانَ قَبْلَهُ، وَالتَّوْبَةُ تَجُبُّ مَا كَانَ قَبْلَهَا».

อิสลามจะลบล้างบาปก่อนหน้านั้น(ก่อนเข้ารับอิสลาม) และการกลับใจ (เตาบะฮ์) จะลบล้างบาปก่อนหน้านั้น

ข้าพเจ้าได้เรียบเรียงถ้อยคำโดยสังเขปเหล่านี้ เนื่องจากอันตรายอันใหญ่หลวงของการตั้งภาคีกับอัลลอฮ์ และด้วยเหตุที่มันเป็นบาปที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และด้วยความเกรงว่าอาจมีผู้หลงเชื่อสิ่งที่ผู้เขียนสตรีผู้นี้ได้เผยแพร่ออกมา และด้วยเหตุว่าการตักเตือนเพื่อเห็นแก่อัลลอฮ์และต่อปวงบ่าวของพระองค์นั้นเป็นหน้าที่ที่จำเป็น เราขอต่ออัลลอฮ์ ผู้ทรงเกียรติยศและสง่าราศี โปรดให้สิ่งนี้ก่อให้เกิดประโยชน์ และโปรดทำให้สภาพการณ์ของพวกเราและของบรรดามุสลิมทุกคนดีขึ้น และโปรดประทานความเข้าใจในศาสนาอย่างถ่องแท้แก่พวกเราทุกคน และโปรดให้เรายืนหยัดมั่นคงอยู่บนมัน และโปรดคุ้มครองเราและบรรดามุสลิมทุกคนให้พ้นจากความชั่วร้ายจากตัวเราเอง และจากความชั่วของการงานของเรา แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงคุ้มครองอุปถัมภ์ในเรื่องนั้น และทรงเดชานุภาพเหนือมัน

และขออัลลอฮ์ทรงโปรดประทานพรและความสันติ และประทานความจำเริญ แด่บ่าวของพระองค์และศาสนทูตของพระองค์ คือท่านนบีของเรา มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ครอบครัวของท่านและอัครสาวกของท่าน

 

 

***

 


بِسْمِ اللهِ الرَّحمَنِ الرَّحِيمِ

ารฉบับที่ : 3

ในหุก่มของการขอความช่วยเหลือจากญินและชัยฏอน และการบนบานให้พวกมัน

จาก อับดุลอะซีซ บิน อับดุลลอฮ บิน บาซ ถึงผู้ใดก็ตามจากบรรดามุสลิมที่ได้พบเห็นสิ่งนี้ ขอให้อัลลอฮฺทรงประทานความสำเร็จแก่ฉันและพวกเขาในการยึดมั่นในศาสนาของพระองค์ และให้ยืนหยัดมั่นคงอยู่บนมัน อามีน

อัสสลามุอะลัยกุม วะเราะฮฺมะตุ้ลลอฮฺ วะบะเราะกาตุฮฺ

อนึ่ง: มีพี่น้องบางท่านได้สอบถามข้าพเจ้าเกี่ยวกับสิ่งที่บรรดาผู้เขลาบางคนกระทำอยู่ นั่นคือการวิงวอนขอต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์ และการขอความช่วยเหลือจากสิ่งอื่นเหล่านั้นในกิจธุระอันสำคัญ; เช่น การวิงวอนขอต่อบรรดาญินและการขอความช่วยเหลือจากพวกมัน การบนบานให้แก่พวกมัน และการเชือดสัตว์บูชาให้แก่พวกมัน. และในบรรดาสิ่งนั้นอีกเช่นกัน คือคำกล่าวของบางคนว่า (“โอ้ เจ็ดเอ๋ย”) หมายถึง เจ็ดคนจากบรรดาหัวหน้าญิน: “จงนำเขาไป จงหักกระดูกของเขา จงดื่มเลือดของเขา จงทารุณกรรมเขา โอ้ เจ็ดเอ๋ย จงทำกับเขาเช่นนั้นหรือคำกล่าวของบางคนว่า: “จงเอาเขาไปเถิด โอ้ญินแห่งยามเที่ยง, โอ้ญินแห่งยามอัศร์และสิ่งนี้พบได้มากในบางภูมิภาคทางภาคใต้ และสิ่งที่เข้าข่ายเรื่องนี้ ได้แก่: การขอดุอาอ์จากผู้เสียชีวิตจากหมู่บรรดานบี ศอลิห์ และผู้อื่น ตลอดจนการขอดุอาอ์จากมลาอิกะฮ์และการวิงวอนขอความช่วยเหลือจากพวกเขา ทั้งหมดนี้และสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ล้วนเกิดขึ้นจากคนจำนวนมากในหมู่ผู้ที่อ้างว่านับถือศาสนาอิสลาม อันเกิดจากความโง่เขลาของพวกเขา และการเลียนแบบผู้มาก่อน และบางทีก็มีบางคนผ่อนปรนในเรื่องนี้ โดยยกเป็นข้ออ้างว่านี่เป็นเพียงลมปาก เรามิได้ตั้งใจและมิได้เชื่อถือมัน

เขายังถามฉันอีกด้วยว่า: เกี่ยวกับบทบัญญัติว่าด้วยการสมรสกับผู้ที่เป็นที่รู้กันว่าประกอบการงานเหล่านี้ สัตว์เชือดของพวกเขา การละหมาดญะนาซะฮ์ให้พวกเขา และการละหมาดตามหลังพวกเขา ตลอดจนการให้ความเชื่อแก่พวกผู้ทำไสยศาสตร์และนักพยากรณ์ เช่น ผู้ที่อ้างว่ารู้โรคและสาเหตุของมันเพียงแค่ตรวจดูสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ได้สัมผัสร่างกายของผู้ป่วย เช่น ผ้าโพกศีรษะ กางเกง และผ้าคลุมศีรษะของสตรี และสิ่งที่ทำนองเดียวกัน

คำตอบ: มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียว ขอพรอันประเสริฐและความศานติจงมีแด่มุหัมมัด ผู้ซึ่งไม่มีศาสนทูตใดหลังจากท่าน และครอบครัวและบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่าน ตลอดจนบรรดาผู้ที่ได้รับทางนำจากพวกเขาจนถึงวันแห่งการพิพากษา

อนึ่ง: แท้จริง อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงสร้างทั้งญินและมนุษย์ขึ้นมาเพื่อการเคารพสักการะต่อพระองค์เพียงผู้เดียว และไม่ทำการสักการะต่อผู้ใดร่วมกับพระองค์ และเพื่อให้พวกเขาอุทิศการวิงวอนและการขอความช่วยเหลือ การเชือดพลี การบนบาน และบรรดาการอิบาดะฮ์ทั้งมวล แด่พระองค์เท่านั้น และแท้จริงพระองค์ได้ทรงส่งบรรดาศาสนทูตมาด้วยสาส์นดังกล่าว และทรงสั่งใช้พวกเขาในสิ่งนั้น และทรงประทานคัมภีร์จากสวรรค์ลงมา ซึ่งอันยิ่งใหญ่ที่สุดคืออัลกุรอานอันทรงเกียรติ เพื่อชี้แจงเรื่องดังกล่าวและเรียกร้องไปสู่มัน และเพื่อเตือนผู้คนให้ระวังจากการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ และการเคารพสักการะสิ่งอื่นนอกจากพระองค์ และนี่คือแก่นแกนอันเป็นรากฐานสูงสุดของบรรดาหลักการทั้งมวล และเป็นรากฐานของหลักศรัทธาและศาสนา นี่แหละคือความหมายของการปฎิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และความจริงของถ้อยคำคือ: “ไม่มีผู้ใดที่ควรได้รับการสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์เท่านั้นดังนั้นมันจึงปฏิเสธความเป็นพระเจ้าและการเคารพสักการะของสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ และยืนยันคือ การอิบาดะฮ์ให้เป็นของอัลลอฮ์เพียงผู้เดียว มิใช่สำหรับสิ่งใดอื่นจากบรรดาสรรพสิ่งที่ถูกสร้างทั้งมวล และหลักฐานเกี่ยวกับประเด็นนี้จากคัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮ์ของเราะซูลของพระองค์นั้นมีมากมาย เช่น: อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿وَمَا خَلَقْتُ الْجِنَّ وَالْإِنْسَ إِلَّا لِيَعْبُدُونِ56﴾

"และข้ามิได้สร้างญิน และมนุษย์เพื่ออื่นใด เว้นแต่เพื่อเคารพภักดีต่อข้า" [ซูเราะฮ์ อัซ-ซาริยาต : 56]، และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿وَقَضَى رَبُّكَ أَلَّا تَعْبُدُوا إِلَّا إِيَّاهُ...﴾

"และพระเจ้าของเจ้าบัญชาว่า พวกเจ้าอย่าเคารพภักดีผู้ใดนอกจากพระองค์เท่านั้น..." [อัลอิสรออ์ : 23] และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿وَمَا أُمِرُوا إِلَّا لِيَعْبُدُوا اللَّهَ مُخْلِصِينَ لَهُ الدِّينَ حُنَفَاءَ...﴾

"และพวกเขามิได้ถูกบัญชาให้กระทำอื่นใดนอกจากเพื่อเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ เป็นผู้มีเจตนาบริสุทธิ์ในการภักดีต่อพระองค์ เป็นผู้อยู่ในแนวทางที่เที่ยงตรง..." (ซูเราะฮ์ อัลบัยยินะฮ์ : 5) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿وَقَالَ رَبُّكُمُ ادْعُونِي أَسْتَجِبْ لَكُمْ إِنَّ الَّذِينَ يَسْتَكْبِرُونَ عَنْ عِبَادَتِي سَيَدْخُلُونَ جَهَنَّمَ دَاخِرِينَ60﴾

"และพระเจ้าของพวกเจ้าตรัสว่า จงวิงวอนขอต่อข้า ข้าจะตอบรับแก่พวกเจ้า ส่วนบรรดาผู้โอหังต่อการเคารพภักดีแก่ข้านั้น จะเข้าไปอยู่ในนรกอย่างต่ำต้อย" [ฆอฟิร : 60] และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿وَإِذَا سَأَلَكَ عِبَادِي عَنِّي فَإِنِّي قَرِيبٌ أُجِيبُ دَعْوَةَ الدَّاعِ إِذَا دَعَانِ...﴾

"และเมื่อบ่าวของข้าถามเจ้าถึงข้าแล้วก็ (จงตอบเถิดว่า) แท้จริงข้านั้นอยู่ใกล้ ข้าจะตอบรับคำวิงวอนของผู้ที่วิงวอน เมื่อเขาวิงวอนต่อข้า..." สูเราะฮฺอัลบะกอเราะฮฺ อายะฮฺที่ 186

ดังนั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงชี้แจงในอายะฮ์เหล่านี้ว่า พระองค์ได้ทรงสร้างสองจำพวก คือ ญินและมนุษย์ เพื่อการเคารพภักดีต่อพระองค์ และพระองค์ได้ทรงกำหนดชี้ขาดกล่าวคือ ทรงสั่งใช้และทรงกำชับแก่ปวงบ่าวของพระองค์ไว้ในโองการอันชัดแจ้งของอัลกุรอาน และผ่านคำพูดของรอซูล ศอละลลอฮุ อะลัยฮิ วะซัลลัม ว่าอย่าได้มีการเคารพสักการะต่อผู้ใดนอกจากพระเจ้าของพวกเขา

และพระองค์ได้ทรงชี้แจงว่า การขอดุอาอ์เป็นอิบาดะฮ์อันยิ่งใหญ่ ผู้ใดหยิ่งยะโสจากมันก็จะเข้าสู่ไฟนรก และได้ทรงสั่งใช้บ่าวของพระองค์ให้ดุอาอ์ต่อพระองค์เพียงผู้เดียว และทรงแจ้งว่าพระองค์ทรงอยู่ใกล้ ทรงตอบรับดุอาอ์ของพวกเขา ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบ่าวทุกคนที่จะต้องดุอาอ์เฉพาะต่อพระผู้อภิบาลของพวกเขาเท่านั้น เพราะมันเป็นอิบาดะฮ์ประเภทหนึ่งที่พวกเขาถูกสร้างขึ้นมาเพื่อมัน และถูกสั่งใช้ให้กระทำมัน และพระองค์ตรัสว่า:

﴿قُلْ إِنَّ صَلَاتِي وَنُسُكِي وَمَحْيَايَ وَمَمَاتِي لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ162 لَا شَرِيكَ لَهُ وَبِذَلِكَ أُمِرْتُ وَأَنَا أَوَّلُ الْمُسْلِمِينَ163﴾

"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า แท้จริงการละหมาดของฉัน และการอิบาดะฮฺ ของฉัน และการมีชีวิตของฉัน และการตายของฉันนั้นเพื่ออัลลอฮฺผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลกเท่านั้น

"ไม่มีภาคีใด แก่พระองค์ และด้วยสิ่งนั้นแหละข้าพระองค์ถูกใช้ และข้าพระองค์คือคนแรกในหมู่ผู้สวามิภักดิ์ทั้งหลาย"163 [ซูเราะฮ์ อัล-อันอาม : 162-163]

ดังนั้น อัลลอฮ์ได้ทรงบัญชาแก่ท่านนบีให้แจ้งแก่ผู้คนว่า แท้จริงการละหมาดของท่าน และการเชือดสัตว์พลีของท่านได้แก่การเชือดและการมีชีวิตของท่านและการตายของท่านนั้น เพื่ออัลลอฮ์ผู้เป็นพระผู้อภิบาลแห่งสิ่งถูกสร้างทั้งปวงเพียงองค์เดียวเท่านั้น ไม่ทรงมีภาคีใดๆ ด้วยเหตุนี้ ผู้ใดเชือดให้แก่สิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ แน่นอนเขาได้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ เช่นเดียวกับผู้ที่ละหมาดให้แก่สิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ เพราะแท้จริงอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงทำให้การละหมาดและการเชือดเป็นสิ่งที่คู่กัน และได้ทรงบอกว่าทั้งสองนั้นเป็นของอัลลอฮ์เพียงองค์เดียวเท่านั้น ไม่ทรงมีภาคีใดๆ ดังนั้น ผู้ใดเชือดเพื่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ ไม่ว่าจะเชือดให้แก่ญิน มะลาอิกะฮ์ ผู้ตาย หรืออื่นๆ โดยแสวงหาความใกล้ชิดต่อพวกเขาด้วยการนั้น เขาก็เหมือนกับผู้ที่ละหมาดเพื่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ และในหะดีษเศาะฮีห์ได้ระบุว่า ท่านนบีกล่าวว่า:

«لَعَنَ اللهُ مَنْ ذَبَحَ لِغَيْرِ اللهِ».

อัลลอฮ์ทรงสาปแช่งผู้ที่เชือดเพื่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ และอิมามอะหฺมัด ได้บันทึกไว้ด้วยสายรายงานที่หะสัน จากฏอริก บิน ชิฮาบ เราะฎิยัลลอฮ์อันฮุ จากท่านนบีท่านได้กล่าวว่า:

«مرَّ رَجُلَانِ عَلَى قَومٍ لَهُم صَنَمٌ لَا يَجُوزُهُ أَحَدٌ حَتَّى يُقرِّبَ لَهُ شَيئًا، فَقَالُوا لِأَحَدِهِمَا: قَرِّبْ. قَالَ: لَيسَ عِندِي شَيءٌ أَقَرِّبُهُ، قَالُوا: قَرِّبْ وَلَوْ ذَبَابًا، فَقَرَّبَ ذُبَابًا، فَخَلُّوا سَبِيلَهُ، فَدَخَلَ النَّارَ، وَقَالُوا لِلآخَرِ: قَرِّبْ. قَالَ: مَا كُنْتُ لِأُقَرِّبَ لِأَحَدٍ شَيْئًا دُونَ اللهِ جَلَّ جَلَالُهُ، فَضَرَبُوا عُنُقَه، فَدَخَلَ الجَنَّةَ».

"มีชายสองคนเดินผ่านชนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งพวกเขามีรูปเคารพอยู่รูปหนึ่ง และไม่มีผู้ใดจะผ่านเลยไปได้จนกว่าจะได้ถวายสิ่งใดให้แก่รูปเคารพนั้น พวกเขาจึงกล่าวแก่คนหนึ่งในทั้งสองว่า "จงถวาย" เขากล่าวว่า "ข้าพเจ้าไม่มีสิ่งใดจะถวาย" พวกเขากล่าวว่า "จงถวายแม้เพียงแมลงวันก็ได้" เขาจึงได้ถวายแมลงวัน แล้วพวกเขาก็ปล่อยให้เขาผ่านไป เขาจึงได้เข้านรก แล้วพวกเขากล่าวแก่อีกคนหนึ่งว่า "จงถวาย" เขากล่าวว่า "ข้ามิอาจถวายสิ่งใดแก่ผู้ใดอื่นจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงเกริกเกียรติได้" ดังนั้น พวกเขาจึงตัดคอของเขา แล้วเขาก็ได้เข้าสวรรค์"

ดังนั้น หากว่าบุคคลใดที่เข้าใกล้บูชา รูปปั้นหรือสิ่งอื่นในลักษณะเดียวกันด้วยแมลงวัน หรือสิ่งที่คล้ายกันถือว่าเป็น ผู้ตั้งภาคี ซึ่งสมควรต้องเข้าสู่นรก แล้วจะเป็นอย่างไรกับผู้ที่ วิงวอนเรียกญิน มะลาอิกะฮ์ และบรรดาวะลีย์? แล้วจะเป็นอย่างไรกับผู้ที่ ขอความช่วยเหลือ จากพวกเขา บนบานให้แก่พวกเขา และ เข้าใกล้พวกเขาด้วยการเชือดสัตว์พลี โดยหวังว่าจะได้ รักษาทรัพย์สิน หรือรักษาคนป่วยให้หาย หรือเพื่อความปลอดภัยของสัตว์เลี้ยงและพืชผล? ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ผู้ที่ทำสิ่งเหล่านี้และสิ่งที่คล้ายกันนั้น สมควรยิ่งกว่า ที่จะเป็น ผู้ตั้งภาคี และสมควรต้องเข้าสู่นรก มากกว่า ชายผู้นั้นที่ถวายแมลงวันให้แก่รูปปั้นเสียอีก

และส่วนหนึ่งที่มีรายงานในเรื่องนั้นด้วย คือ พระดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า :

﴿إِنَّآ أَنزَلۡنَآ إِلَيۡكَ ٱلۡكِتَٰبَ بِٱلۡحَقِّ فَٱعۡبُدِ ٱللَّهَ مُخۡلِصٗا لَّهُ ٱلدِّينَ2 أَلَا لِلَّهِ ٱلدِّينُ ٱلۡخَالِصُۚ وَٱلَّذِينَ ٱتَّخَذُواْ مِن دُونِهِۦٓ أَوۡلِيَآءَ مَا نَعۡبُدُهُمۡ إِلَّا لِيُقَرِّبُونَآ إِلَى ٱللَّهِ زُلۡفَىٰٓ إِنَّ ٱللَّهَ يَحۡكُمُ بَيۡنَهُمۡ فِي مَا هُمۡ فِيهِ يَخۡتَلِفُونَۗ إِنَّ ٱللَّهَ لَا يَهۡدِي مَنۡ هُوَ كَٰذِبٞ كَفَّارٞ3﴾

"แท้จริงเราได้ประทานคัมภีร์มายังเจ้าด้วยสัจธรรม ดังนั้นเจ้าจงเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ โดยเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใจในศาสนาต่อพระองค์"

"พึงทราบเถิด การอิบาดะฮฺโดยบริสุทธิ์ใจนั้นเป็นของอัลลอฮฺองค์เดียว ส่วนบรรดาผู้ที่ยึดถือเอาบรรดาผู้คุ้มครองอื่นจากอัลลอฮฺ โดยกล่าวว่าเรามิได้เคารพภักดีพวกเขา เว้นแต่เพื่อทำให้เราเข้าใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺ จะทรงตัดสินระหว่างพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกันในเรื่องนั้น แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงชี้นำทางแก่ผู้กล่าวเท็จ ผู้ไม่สำนึกบุญคุณ" [ซูเราะฮ์ อัซ-ซุมัร : 1-3] และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿وَيَعْبُدُونَ مِنْ دُونِ اللَّهِ مَا لَا يَضُرُّهُمْ وَلَا يَنْفَعُهُمْ وَيَقُولُونَ هَؤُلَاءِ شُفَعَاؤُنَا عِنْدَ اللَّهِ قُلْ أَتُنَبِّئُونَ اللَّهَ بِمَا لَا يَعْلَمُ فِي السَّمَاوَاتِ وَلَا فِي الْأَرْضِ سُبْحَانَهُ وَتَعَالَى عَمَّا يُشْرِكُونَ18﴾

"และพวกเขาจะเคารพภักดีสิ่งอื่นไปจากอัลลอฮฺ ที่มิได้ให้โทษแก่พวกเขา และมิได้ให้ประโยชน์แก่พวกเขา และพวกเขาจะกล่าวว่า เหล่านี้คือผู้ช่วยเหลือเรา ที่อัลลอฮฺ จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) พวกท่านจะแจ้งข่าวแก่อัลลอฮฺด้วยสิ่งที่พระองค์ไม่ทรงรู้ ในบรรดาชั้นฟ้าและในแผ่นดินกระนั้นหรือ พระองค์ทรงมหาบริสุทธิ์และทรงสูงส่ง เหนือสิ่งที่พวกเขาตั้งภาคีขึ้น" (ซูเราะฮ์ ยูนุส : 18)

ดังนั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงแจ้งไว้ในสองโองการนี้ว่า บรรดาผู้ตั้งภาคีได้ยึดเอาเหล่าผู้คุ้มครองจากหมู่สิ่งถูกสร้างอื่นจากพระองค์ โดยพวกเขาได้ทำอิบาดะฮ์ต่อพวกมันร่วมกับพระองค์ ด้วยความเกรงกลัวและความหวัง ด้วยการเชือดสัตว์พลี บนบาน วิงวอน และสิ่งที่คล้ายคลึงกันนั้น โดยอ้างว่าเหล่าผู้คุ้มครองเหล่านั้นจะนำผู้ที่ทำอิบาดะฮ์ต่อพวกเขาให้เข้าใกล้อัลลอฮ์ และจะเป็นคนกลางผู้ช่วยเหลือให้แก่เขา ที่พระองค์ แล้วอัลลอฮ์ก็ทรงปฏิเสธความเชื่อของพวกเขา และทรงอธิบายความเท็จของพวกเขาอย่างชัดแจ้ง และทรงเรียกพวกเขาว่าเป็นพวกโกหก เป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา และเป็นผู้ตั้งภาคี และทรงบริสุทธิ์พ้นจากการตั้งภาคีของพวกเขา แล้วพระองค์ ผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงเกียรติ ตรัสว่า:

﴿...سُبْحَانَهُ وَتَعَالَى عَمَّا يُشْرِكُونَ﴾

"มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์และพระองค์ทรงสูงส่งเหนือสิ่งที่พวกเขาตั้งภาคี" (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลุ : 1) ดังนั้น จึงเป็นที่รู้กันว่า ผู้ใดที่ยึดเอามะลาอิกะฮ์ นบี ญิน ต้นไม้ หรือก้อนหิน มาวิงวอนร่วมกับอัลลอฮฺ ขอความช่วยเหลือ จากสิ่งเหล่านั้น และ เข้าใกล้บูชา พวกเขาด้วย การบนบานและการเชือดพลี โดยหวังว่าจะได้รับ การขอความช่วยเหลือ ที่อัลลอฮฺ การได้เข้าใกล้พระองค์ หรือหวังว่าจะได้ รักษาผู้ป่วย รักษาทรัพย์สิน ความปลอดภัยของผู้ที่จากไป หรือสิ่งที่คล้ายกัน แน่นอนว่าเขาได้ตกอยู่ใน การตั้งภาคีอันยิ่งใหญ่ และ ความหายนะอันร้ายแรงนี้แล้วซึ่งเป็นสิ่งที่อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ไว้ว่า:

﴿إِنَّ اللَّهَ لَا يَغْفِرُ أَنْ يُشْرَكَ بِهِ وَيَغْفِرُ مَا دُونَ ذَلِكَ لِمَنْ يَشَاءُ وَمَنْ يُشْرِكْ بِاللَّهِ فَقَدِ افْتَرَى إِثْمًا عَظِيمًا48﴾

"แท้จริงอัลลอฮฺ จะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การที่สิ่งหนึ่งจะถูกให้มีภาคี ขึ้นแก่พระองค์และพระองค์จะทรงอภัยให้แก่สิ่งอื่นจากนั้นสำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดให้มีภาคีขึ้นแก่อัลลอฮฺแล้ว แน่นอนเขาก็ได้อุปโลกน์บาปกรรมอันใหญ่หลวงขึ้น" (อันนิสาอ์ : 48) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿...إِنَّهُ مَنْ يُشْرِكْ بِاللَّهِ فَقَدْ حَرَّمَ اللَّهُ عَلَيْهِ الْجَنَّةَ وَمَأْوَاهُ النَّارُ وَمَا لِلظَّالِمِينَ مِنْ أَنْصَارٍ72﴾

"แท้จริงผู้ใดให้มีภาคีแก่อัลลอฮฺ แน่นอนอัลลอฮฺจะทรงให้สวรรค์เป็นที่ต้องห้ามแก่เขา และที่พำนักของเขานั้นคือนรก และสำหรับบรรดาผู้อธรรมนั้นย่อมไม่มีผู้ช่วยเหลือใด " [ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 72]

และการขอความช่วยเหลือที่จะเกิดขึ้นในวันกิยามะฮ์นั้น มีสำหรับบรรดาผู้ยึดมั่นในเอกภาพของอัลลอฮ์และความบริสุทธิ์ใจเท่านั้น มิใช่สำหรับบรรดาผู้ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ ดังที่ท่านเราะสูลุลลอฮ์เมื่อมีผู้กล่าวถามท่านว่าโอ้ท่านเราะสูลุลลอฮ์ มนุษย์คนใดหรือที่จะมีความสุขมากที่สุดจากการได้รับการช่วยเหลือของท่านในวันกิยามะฮ์?” ท่านจึงกล่าวว่า:

«مَنْ قَالَ: لَا إِلَهَ إِلَّا اللهُ خَالِصًا مِنْ قَلْبِهِ».

"ผู้ที่กล่าว "ลาอิลาฮา อิลลัลลอฮ์" ความว่า (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์) ด้วยความบริสุทธิ์ใจจากหัวใจของเขา" และท่านนบีได้กล่าวว่า:

«لِكُلِّ نَبِيٍّ دَعْوَةٌ مُسْتَجَابَةٌ، فَتَعَجَّلَ كُلُّ نَبِيٍ دَعْوَتَهُ، وَإِنِّي اخْتَـبَأْتُ دَعْوَتِي شَفَاعَةً لِأُمَّتِي يَومَ القِيَامَةِ، فَهِيَ نَائِلَةٌ إِنْ شَاءَ اللهِ مَن مَاتَ مِنْ أُمَّتِي لَا يُشْرِكُ بِاللهِ شَيْئًا».

สำหรับทุกศาสทูตนั้นมีการขอพรที่ถูกตอบรับ แล้วทุกศาสทูตก็ได้เร่งใช้การขอพรของตน ส่วนฉันได้เก็บการขอพรของฉันไว้เพื่อเป็นการชะฟาอะฮ์ (ขอการช่วยเหลือ) แก่ประชาชาติของฉันในวันกิยามะฮ์ ดังนั้นมันจะถึงแก่ (หากอัลลอฮ์ทรงประสงค์) ผู้ที่เสียชีวิตไปจากประชาชาติของฉัน โดยที่เขาไม่ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์แม้สิ่งใด

และบรรดาผู้ตั้งภาคีในสมัยแรกเริ่ม ได้ศรัทธาว่าอัลลอฮ์คือพระเจ้าของพวกเขา ผู้ทรงสร้างของพวกเขา และผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่พวกเขา แต่ว่าพวกเขาได้ยึดเหนี่ยวเอาบรรดานบี บรรดาผู้คุ้มครอง บรรดามลากิกะฮ์ ต้นไม้ ก้อนหิน และสิ่งทำนองนั้น โดยหวังว่าบรรดาสิ่งเหล่านั้นจะสามารถช่วยเหลือพวกเขา ที่อัลลอฮ์ได้ และจะทำให้พวกเขาได้ใกล้ชิดต่อพระองค์ ดังที่ได้มากล่าวแล้วในบรรดาโองการก่อนหน้านี้ ดังนั้น อัลลอฮฺจึงมิได้ทรงยกเว้นพวกเขา ด้วยเหตุผลดังกล่าว (คือการอ้างว่าต้องการให้สิ่งเหล่านั้นช่วยชะฟาอะฮ์หรือนำไปใกล้อัลลอฮฺ) หากแต่ อัลลอฮฺทรงปฏิเสธการกระทำของพวกเขา ในคัมภีร์อันยิ่งใหญ่ของพระองค์ และ ทรงเรียกพวกเขาว่าพวกกาฟิร และมุชริกีน และ ทรงกล่าวหาว่าพวกเขาโกหก ในการกล่าวอ้างว่าบรรดาเทพเจ้าเหล่านี้จะให้ การชะฟาอะฮ์ แก่พวกเขา หรือนำพวกเขาไปสู่ ความใกล้ชิด (ซุลฟา) กับอัลลอฮฺ และ เราะซูลุลลอฮฺก็มิได้ทรงยกเว้นพวกเขา ด้วยเหตุผลนี้เช่นกัน หากแต่เราะซูลุลลอฮฺได้ ทำสงครามกับพวกเขาเนื่องจากชิริกนี้ จนกว่าพวกเขาจะมอบการเคารพภักดีแก่อัลลอฮฺเพียงผู้เดียว โดยปฏิบัติตามพระดำรัสของพระองค์ที่ว่า"

﴿وَقَاتِلُوهُمْ حَتَّى لَا تَكُونَ فِتْنَةٌ وَيَكُونَ الدِّينُ لِلَّهِ...﴾

"และจงสู้รบกับพวกเขา จนกว่าการก่อความวุ่นวาย จะไม่ปรากฏขึ้น และจนกว่าการอิบาดะฮ ทั้งหลายจะเป็นสิทธิของอัลลอฮฺเท่านั้น..." (อัลบะเกาะเราะฮ์ : 193) และท่านเราะสูลุลลอฮ์กล่าวว่า:

«أُمِرْتُ أَنْ أُقَاتِلَ النَّاسَ حَتَّى يَشْهَدُوا أَنْ لَا إِلهَ إِلَّا اللهُ وَأَنَّ مُحَمَّدًا رَسُولُ اللهِ، وَيُقِيمُوا الصَّلَاةَ، وَيُؤتُوا الزَّكَاةَ، فَإِذَا فَعَلُوا ذَلِكَ عَصَمُوا مِنِّي دِمَاءَهُم وَأَمْوَالَهُمْ إِلَّا بِحَقِّ الإِسْلَامِ، وَحِسَابُهُم عَلَى اللهِ».

"ฉันถูกสั่งให้ต่อสู้กับมนุษย์จนกว่าพวกเขาจะกล่าวปฏิญาณว่า ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ วะอันนะ มุหัมมะดัน เราะสูลุลลอฮฺ (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮฺ และมุหัมมัดนั้นเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ) และจนกว่าพวกเขาจะดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และจ่ายซะกาต ฉะนั้น เมื่อพวกเขาปฏิบัติดังที่กล่าวมานั้นแล้ว เลือดเนื้อและทรัพย์สินของพวกเขาย่อมได้รับการคุ้มครองจากฉัน เว้นแต่ด้วยสิทธิแห่งศาสนาอิสลาม และการสอบสวนของพวกเขานั้นเป็นหน้าที่ของอัลลอฮฺ" และความหมายของคำกล่าวของท่านเราะสูลุลลอฮ์ ﷺ ที่ว่า:

«حَتَّى يَشْهَدُوا أَن لَا إِلهَ إِلَّا اللهُ».

จนกว่าพวกเขาจะปฏิญาณว่า "ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮ์" คือ เพื่อให้พวกเขาอุทิศการเคารพสักการะแด่อัลลอฮ์เพียงผู้เดียว โดยไม่มอบให้แก่สิ่งใดนอกจากพระองค์เท่านั้น

และแท้จริงบรรดาผู้ตั้งภาคีนั้นหวาดกลัวต่อญิน และขอความคุ้มครองจากพวกเขา ดังนั้นอัลลอฮ์ ตะอาลา จึงประทานโองการในเรื่องนี้ว่า:

﴿وَأَنَّهُ كَانَ رِجَالٌ مِنَ الْإِنْسِ يَعُوذُونَ بِرِجَالٍ مِنَ الْجِنِّ فَزَادُوهُمْ رَهَقًا6﴾

"และแท้จริงได้มีบรรดาผู้ชายจากมวลมนุษย์ขอความคุ้มครองจากบรรดาผู้ชายจากพวกญิน แล้วพวกญินก็เพิ่มความหวาดกลัวให้แก่พวกเขา" [ซูเราะฮ์ ญิน โองการที่ 6] บรรดานักตัฟซีรได้กล่าวไว้ต่อโองการอันทรงเกียรตินี้: ความหมายของพระดำรัสของพระองค์ที่ว่า:

﴿...فَزَادُوهُمْ رَهَقًا﴾

"แล้วพวกญินก็เพิ่มความหวาดกลัวให้แก่พวกเขา" คือ ความตระหนกและความหวาดกลัว เพราะว่าเมื่อญินเห็นว่ามนุษย์ขอความคุ้มครองจากพวกมัน มันก็ยิ่งถือใหญ่และหยิ่งจองหอง แล้วในขณะนั้นพวกมันก็ยิ่งทำให้พวกเขาหวาดกลัวและตระหนกมากขึ้น จนกระทั่งพวกเขาเพิ่มพูนการเคารพสักการะพวกมัน และหันไปพึ่งพาพวกมันมากยิ่งขึ้น

และแท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงชดเชยแทนสิ่งนั้นให้แก่บรรดามุสลิม ด้วยการขอความคุ้มครองต่อพระองค์ และด้วยถ้อยคำต่างๆ อันสมบูรณ์ของอัลลอฮ์ และพระองค์ได้ทรงประทานลงมาในเรื่องดังกล่าว อัลลอฮ์ ผู้ทรงยิ่งใหญ่ ตรัสว่า :

﴿وَإِمَّا يَنْزَغَنَّكَ مِنَ الشَّيْطَانِ نَزْغٌ فَاسْتَعِذْ بِاللَّهِ إِنَّهُ سَمِيعٌ عَلِيمٌ200﴾

"และหากมีการยั่วยุใด จากชัยฏอนกำลังยั่วยุเจ้าอยู่ ก็จงขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺเถิด แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินผู้ทรงรอบรู้" [อัลอะอ์รอฟ : 200], และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿قُلْ أَعُوذُ بِرَبِّ الْفَلَقِ1﴾

"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองต่อพระเจ้าแห่งรุ่งอรุณ" มีหะดีษที่ถูกต้อง โดยที่ท่านนบีกล่าวว่า:

«مَنْ نَزَلَ مَنْزِلًا فَقَالَ: (أَعُوذُ بِكَلِمَاتِ اللهِ التَّامَّاتِ مِنْ شَرِّ مَا خَلَقَ)؛ لَم يَضُرَّهُ شَيءٌ حَتَّى يَرْتَحِلَ مِنْ مَنْزِلِهِ ذَلِكَ».

ผู้ใดที่หยุดพัก ที่ใดที่หนึ่ง แล้วเขากล่าวว่า

(ความว่า: ฉันขอความคุ้มครองด้วยพจนารถอันสมบูรณ์ของอัลลอฮฺ ให้พ้นจากความเลวร้ายของทุกสิ่งทุกอย่างที่พระองค์ทรงสร้างไว้) เขาย่อมจะไม่ได้รับอันตรายจากสิ่งใดๆ จนกระทั่งเขาย้ายออกไปจากที่แห่งนั้น

และจากอายะฮ์และหะดีษที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้ ผู้ใฝ่หาความรอด ผู้ประสงค์จะปกป้องศาสนาของตน และแสวงหาความปลอดภัยจากการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ ทั้งส่วนที่ละเอียดและที่เด่นชัด จะทราบว่า การยึดโยงและพึ่งพิงผู้ตาย บรรดามะลาอิกะฮ์ ญิน และสิ่งถูกสร้างอื่น การวิงวอนขอต่อพวกเขา การขอความคุ้มครองจากพวกเขา และสิ่งที่คล้ายกันนั้น เป็นการกระทำของชาวญาฮิลียะฮ์ผู้ตั้งภาคี และเป็นส่วนหนึ่งจากการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ที่เลวร้ายยิ่ง ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ต้องละทิ้งมัน ระมัดระวังให้ห่างจากมัน ตักเตือนกันให้ละทิ้งมัน และคัดค้านตำหนิผู้ที่กระทำมัน

ส่วนผู้ใดที่เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้คนว่าประกอบการกระทำที่เป็นการตั้งภาคีเหล่านี้: ก็ไม่อนุญาตให้ทำการสมรสกับเขา ไม่อนุญาตให้กินเนื้อสัตว์ที่เขาเชือด ไม่อนุญาตให้ละหมาดญะนาซะฮ์ให้แก่เขา และไม่อนุญาตให้ละหมาดตามเขาเป็นอิหม่าม จนกว่าเขาจะประกาศการกลับใจต่ออัลลอฮ์ (ซุบฮานะฮูวะตะอาลา) จากสิ่งนั้น และทำให้การวิงวอน (ดุอาอ์) และการอิบาดะฮ์ทั้งปวงของเขาบริสุทธิ์เพื่ออัลลอฮ์เพียงองค์เดียว แท้จริงการขอดุอาอ์คืออิบาดะฮ์ ยิ่งกว่านั้น มันคือแก่นแท้ของอิบาดะฮ์ ดังที่ท่านนบีกล่าวว่า:

«الدُّعَاءُ هُوَ العِبَادَةُ».

"การดุอาอ์นั้น คืออิบาดะฮ์" และมีรายงานจากท่านนบีในถ้อยคำอีกสำนวนหนึ่งว่า:

«الدُّعَاءُ مُخُّ العِبَادَةِ».

"การดุอาอฺนั้นคือสมองของอิบาดะฮฺ" ส่วนการแต่งงานกับผู้ตั้งภาคี: อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า:

﴿وَلَا تَنْكِحُوا الْمُشْرِكَاتِ حَتَّى يُؤْمِنَّ وَلَأَمَةٌ مُؤْمِنَةٌ خَيْرٌ مِنْ مُشْرِكَةٍ وَلَوْ أَعْجَبَتْكُمْ وَلَا تُنْكِحُوا الْمُشْرِكِينَ حَتَّى يُؤْمِنُوا وَلَعَبْدٌ مُؤْمِنٌ خَيْرٌ مِنْ مُشْرِكٍ وَلَوْ أَعْجَبَكُمْ أُولَئِكَ يَدْعُونَ إِلَى النَّارِ وَاللَّهُ يَدْعُو إِلَى الْجَنَّةِ وَالْمَغْفِرَةِ بِإِذْنِهِ وَيُبَيِّنُ آيَاتِهِ لِلنَّاسِ لَعَلَّهُمْ يَتَذَكَّرُونَ221﴾

"และพวกเจ้าจงอย่าแต่งงานกับหญิงมุชริก จนกว่านางจะศรัทธา และทาสหญิงที่เป็นผู้ศรัทธานั้นดียิ่งกว่าหญิงที่เป็นมุชริก แม้ว่านางได้ทำให้พวกเจ้าพึงใจก็ตาม และพวกเจ้าจงอย่าได้แต่งงานกับบรรดาชายมุชริก จนกว่าพวกเขาจะศรัทธา และทาสชายที่เป็นผู้ศรัทธานั้นดีกว่าชายมุชริก และแม้ว่าเขาได้ทำให้พวกเจ้าพึงใจก็ตาม ชนเหล่านี้แหละจะชักชวนไปสู่ไฟนรก และอัลลอฮฺนั้นทรงเชิญชวนไปสู่สวรรค์ และไปสู่การอภัยโทษด้วยอนุมัติของพระองค์ และพระองค์จะทรงแจกแจงบรรดาโองการของพระองค์แก่มนุษย์ เพื่อว่าพวกเขาจะได้รำลึกกันได้" (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 221) ดังนั้นอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงห้ามบรรดามุสลิมจากการแต่งงานกับบรรดาหญิงมุชริก จากบรรดาผู้กราบไหว้บูชารูปปั้น ญินน์ มลาอิกะฮ์ และอื่นๆ จนกว่านางจะศรัทธาโดยอุทิศการเคารพภักดีแด่อัลลอฮ์เพียงองค์เดียวอย่างบริสุทธิ์ และยอมรับเชื่อถือเราะสูลของพระองค์ในสิ่งที่ท่านได้นำมา และปฏิบัติตามแนวทางของท่าน และพระองค์ได้ทรงห้ามมิให้ยกบรรดาหญิงมุสลิมะฮ์ให้แต่งงานแก่บรรดาชายมุชริก จนกว่าพวกเขาจะศรัทธาโดยอุทิศการเคารพภักดีแด่อัลลอฮ์เพียงองค์เดียวอย่างบริสุทธิ์ และยอมรับเชื่อถือเราะสูลของพระองค์และปฏิบัติตามท่าน

อัลลอฮ์ผู้ทรงบริสุทธิ์ยิ่งได้ทรงแจ้งว่า หญิงทาสผู้ศรัทธาย่อมดีกว่าหญิงที่เป็นอิสระซึ่งเป็นผู้ตั้งภาคี แม้นางจะทำให้ผู้ที่มองนางและผู้ที่ฟังวาจาของนางชื่นชมด้วยความงามและความไพเราะของวาจา และทาสชายผู้ศรัทธาย่อมดีกว่าชายที่เป็นอิสระซึ่งเป็นผู้ตั้งภาคี แม้ว่าเขาจะทำให้ผู้ที่ฟังเขาและผู้ที่มองเขาชื่นชมด้วยความงาม ความคมคายของวาจา ความกล้าหาญ และอื่นๆ อีก จากนั้นพระองค์ผู้ทรงบริสุทธิ์ยิ่งได้ทรงอธิบายเหตุผลของการให้ความประเสริฐนี้ด้วยพระดำรัสของพระองค์ว่า:

﴿...أُولَئِكَ يَدْعُونَ إِلَى النَّارِ...﴾

"ชนเหล่านี้แหละจะชักชวนไปสู่ไฟนรก" (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 221) หมายถึง: บรรดาผู้ตั้งภาคีชายและบรรดาผู้ตั้งภาคีหญิง เพราะพวกเขาเป็นผู้ชักชวนไปสู่นรกด้วยคำพูด การกระทำ แนวทางดำเนินชีวิต และอุปนิสัยของพวกเขา ส่วนบรรดาผู้ศรัทธาชายและบรรดาผู้ศรัทธาหญิงนั้น พวกเขาเป็นผู้ชักชวนไปสู่สวนสวรรค์ด้วยอุปนิสัย การกระทำ และแนวทางดำเนินชีวิตของพวกเขา แล้วคนเหล่านี้กับคนเหล่านั้นจะเท่าเทียมกันได้อย่างไรกันเล่า!

ส่วนการละหมาดให้แก่บรรดาผู้ตั้งภาคี: อัลลอฮ์ ผู้ทรงเกริกเกียรติและสูงส่ง ได้ทรงตรัสเกี่ยวกับบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟิก) ว่า :

﴿وَلَا تُصَلِّ عَلَى أَحَدٍ مِنْهُمْ مَاتَ أَبَدًا وَلَا تَقُمْ عَلَى قَبْرِهِ إِنَّهُمْ كَفَرُوا بِاللَّهِ وَرَسُولِهِ وَمَاتُوا وَهُمْ فَاسِقُونَ84﴾

"และเจ้า จงอย่าละหมาดให้แก่คนใดในหมู่พวกเขาที่ตายไปเป็นอันขาด และจงอย่ายืนที่หลุมศพของเขาด้วย แท้จริงพวกเขานั้นได้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และรอซูลของพระองค์ และพวกเขาได้ตายลง ขณะที่พวกเขาเป็นผู้ละเมิด" (ซูเราะฮ์ อัตเตาบะฮ์ : 84) ดังนั้น อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ทรงชี้แจงไว้ในโองการอันทรงเกียรตินี้ว่า แท้จริงมุนาฟิกและผู้ปฏิเสธศรัทธานั้นจะไม่มีการละหมาดศพให้แก่พวกเขา อันเนื่องมาจากการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขาต่ออัลลอฮ์ และเราะซูลของพระองค์ และฉะนั้นก็ไม่พึงละหมาดตามหลังพวกเขาทั้งสอง และจะไม่ให้พวกเขาทั้งสองเป็นอิหม่ามให้แก่บรรดามุสลิม เพราะการปฏิเสธศรัทธาของพวกเขาและเพราะพวกเขาปราศจากความซื่อสัตย์ ทั้งยังมีความเป็นศัตรูอันใหญ่หลวงที่มีอยู่ระหว่างพวกเขากับบรรดามุสลิม และเพราะพวกเขาทั้งสองหาใช่เป็นผู้ที่คู่ควรแก่การละหมาดและการอิบาดะฮ์ไม่ เนื่องด้วยแท้จริงการปฏิเสธศรัทธาและการตั้งภาคีนั้นย่อมทำลายการงานหมดสิ้น เราขอวิงวอนต่ออัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา โปรดคุ้มครองให้พ้นจากสิ่งนั้น ส่วนการกินสัตว์ที่ถูกเชือดโดยบรรดาผู้ตั้งภาคี อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสโดยชี้แจงการห้ามสัตว์ที่ตายเองโดยมิได้เชือด และสัตว์ที่ถูกเชือดโดยบรรดาผู้ตั้งภาคีว่า:

﴿وَلَا تَأْكُلُوا مِمَّا لَمْ يُذْكَرِ اسْمُ اللَّهِ عَلَيْهِ وَإِنَّهُ لَفِسْقٌ وَإِنَّ الشَّيَاطِينَ لَيُوحُونَ إِلَى أَوْلِيَائِهِمْ لِيُجَادِلُوكُمْ وَإِنْ أَطَعْتُمُوهُمْ إِنَّكُمْ لَمُشْرِكُونَ121﴾

"และพวกเจ้าจงอย่าบริโภคจากสิ่งที่พระนามของอัลลอฮฺมิได้ถูกกล่าวบน มัน และแท้จริงมัน เป็นการละเมิดแน่ และแท้จริงบรรดาชัยฏอนนั้นจะกระซิบกระซาบแก่บรรดาสหาย ของมัน เพื่อพวกเขา จะได้โต้เถียงกับพวกเจ้า และถ้าหากพวกเจ้าเชื่อฟังพวกเขา แน่นอนพวกเจ้าก็เป็นผู้ให้มีภาคีขึ้น" (ซูเราะฮ์ อัล-อันอาม : 121), ดังนั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงห้ามบรรดามุสลิมจากการกินสัตว์ที่ตายเองโดยมิได้เชือด และสัตว์ที่ถูกเชือดโดยผู้ตั้งภาคี เพราะแท้จริงผู้ตั้งภาคีนั้นเป็นผู้โสโครก ฉะนั้นสัตว์ที่เขาเชือดจึงมีสถานะเช่นเดียวกับสัตว์ที่ตายเองโดยมิได้เชือด แม้ว่าจะมีการกล่าวพระนามของอัลลอฮ์บนมันก็ตาม เนื่องจากการกล่าวพระนามจากเขานั้นเป็นโมฆะ ไม่มีผลใด เพราะมันเป็นการเคารพภักดี และการตั้งภาคีนั้นย่อมลบล้างการเคารพภักดีและทำให้มันเป็นโมฆะ จนกว่าผู้ตั้งภาคีจะกลับเนื้อกลับใจต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา และแท้จริง อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงอนุมัติอาหารของชาวคัมภีร์ พระองค์ทรงตรัสว่า:

﴿...وَطَعَامُ الَّذِينَ أُوتُوا الْكِتَابَ حِلٌّ لَكُمْ وَطَعَامُكُمْ حِلٌّ لَهُمْ...﴾

"...และอาหารของบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์นั้นเป็นที่อนุมัติแก่พวกเจ้าแล้ว และอาหารของพวกเจ้าก็เป็นที่อนุมัติแก่พวกเขา..." [ซูเราะฮ์ อัล-มาอิดะฮ์ : 5] เพราะพวกเขาอ้างตนว่าสังกัดศาสนาที่มาจากเบื้องบน และกล่าวอ้างว่าตนเป็นผู้ตามของนบีมูซาและนบีอีซา อะลัยฮิมัสสลาม ทั้งที่แท้จริงแล้วพวกเขากล่าวเท็จในเรื่องนั้น และอัลลอฮฺได้ทรงยกเลิกและทำให้ศาสนาของพวกเขาเป็นโมฆะ ด้วยการทรงส่งนบีมุฮัมมัดไปยังมนุษยชาติทั้งมวล แต่กระนั้น อัลลอฮฺผู้ทรงเกริกเกียรติ ผู้ทรงสูงส่ง ก็ได้อนุมัติให้เราอาหารที่เชือดโดยชาวคัมภีร์ และอนุมัติให้แต่งงานกับบรรดาสตรีของพวกเขา ด้วยปรีชาญาณอันล้ำลึกและเหตุผลแฝงที่พึงพินิจ ซึ่งบรรดานักวิชาการได้ชี้แจงไว้แล้ว ทั้งนี้แตกต่างจากบรรดาผู้ตั้งภาคีผู้เป็นผู้บูชารูปเคารพ และบูชาบรรดาผู้ตาย ทั้งจากบรรดานบีและเอาลิยาอ์และอื่น เพราะศาสนาของพวกเขานั้นไม่มีรากฐาน และไม่มีแม้เงาแห่งข้อชวนสงสัยรองรับมัน หากแต่เป็นโมฆะตั้งแต่รากฐาน ฉะนั้นสัตว์ที่พวกเขาเชือดจึงถือเป็นซากสัตว์ และไม่เป็นที่อนุมัติให้กินมัน

ส่วนการที่บุคคลกล่าวกับคู่สนทนาว่าญินเล่นงานคุณแล้ว”, “ญินเอาตัวคุณไปแล้ว”, “ชัยฏอนพาคุณไปและถ้อยคำทำนองเดียวกันนั้น ถือว่าเป็นจำพวกการด่าทอและการสบประมาท ซึ่งไม่เป็นที่อนุญาตระหว่างมุสลิม เช่นเดียวกับบรรดาประเภทของการด่าทอและการสบประมาททั้งหลาย ทั้งนี้ มิได้เข้าข่ายการตั้งภาคี เว้นแต่ผู้กล่าวถ้อยคำดังกล่าวนั้นจะเชื่อว่าญินสามารถกระทำการในหมู่ผู้คนได้โดยปราศจากอนุมัติและพระประสงค์ของพระองค์ ดังนั้นผู้ใดเชื่อมั่นเช่นนั้นเกี่ยวกับญินหรือสิ่งถูกสร้างอื่นใด เขาย่อมเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาด้วยความเชื่อดังกล่าว เพราะแท้จริงพระองค์อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภิสิทธิ์ต่อทุกสิ่งทั้งมวล และพระองค์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่งทุกอย่าง และพระองค์คือผู้ทรงให้คุณและให้โทษ และไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นนอกจากด้วยอนุมัติของพระองค์และความประสงค์ของพระองค์ และด้วยการกำหนดสภาวะล่วงหน้าของพระองค์ ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัส โดยทรงสั่งให้นบีของพระองค์แจ้งแก่ผู้คนถึงหลักการอันยิ่งใหญ่นี้ว่า:

﴿قُلْ لَا أَمْلِكُ لِنَفْسِي نَفْعًا وَلَا ضَرًّا إِلَّا مَا شَاءَ اللَّهُ وَلَوْ كُنْتُ أَعْلَمُ الْغَيْبَ لَاسْتَكْثَرْتُ مِنَ الْخَيْرِ وَمَا مَسَّنِيَ السُّوءُ إِنْ أَنَا إِلَّا نَذِيرٌ وَبَشِيرٌ لِقَوْمٍ يُؤْمِنُونَ188﴾

"จงกล่าวเถิดว่า (มุฮัมมัด) ว่าฉันไม่มีอำนาจที่จะครอบครองประโยชน์ใด และโทษใด ไว้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ตัวของฉันได้ นอกจากสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประสงค์เท่านั้น และหากฉันเป็นผู้ที่รู้สิ่งเร้นลับแล้ว แน่นอนฉันก็ย่อมกอบโกยสิ่งที่ดีไว้มากมายแล้ว และความชั่วร้ายก็ย่อมไม่ต้องฉันได้ ฉันมิใช้ใครอื่น นอกจากผู้ตักเตือน และผู้ประกาศข่าวดีแก่กลุ่มชนที่ศรัทธาเท่านั้น" [ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 188], ดังนั้น หากผู้เป็นนายแห่งมวลสิ่งถูกสร้างและผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่พวกเขา คือท่านนบีไม่มีอำนาจที่จะสร้างประโยชน์หรือปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายแก่ตนเองได้ นอกจากสิ่งที่อัลลอฮ์ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงประสงค์ แล้วผู้อื่นจากหมู่สิ่งถูกสร้างเล่าจะเป็นอย่างไร?! และโองการทั้งหลายที่มีความหมายในเรื่องนี้มีมากมาย

ส่วนการไปถามบรรดาหมอดู นักไสยศาสตร์ นักโหราศาสตร์ และผู้ที่คล้ายคลึงกับพวกเขา จากบรรดาผู้ที่อ้างข่าวคราวเกี่ยวกับสิ่งเร้นลับนั้น ถือเป็นสิ่งที่ต้องห้าม ไม่อนุญาต และการเชื่อพวกเขายิ่งร้ายแรงและน่ารังเกียจกว่า แต่กลับเป็นแขนงหนึ่งของการปฏิเสธศรัทธา เพราะคำกล่าวของท่านนบีที่ว่า:

«مَنْ أَتَى عَرَّافًا فَسَأَلَهُ عَنْ شَيءٍ؛ لَمْ تُقْبَلْ لَهُ صَلَاةٌ أَرْبَعِينَ يَومًا».

"ผู้ใดไปหาหมอดูแล้วถามเขาถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การละหมาดของเขาจะไม่ถูกตอบรับเป็นเวลาสี่สิบวัน" บันทึกโดย มุสลิมในหนังสือเศาะฮีห์ของเขา ในหนังสือเศาะฮีห์อีกเช่นกันจาก มุอาวียะฮ์ บิน อัลหะกัม อัสสุละมีย์ -เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ- เล่าว่า:

«أَنَّ النَّبيَّ ﷺ نَهَى عَنْ إِتْيَانِ الكُهَّانِ وَسُؤَالِهِم».

"แท้จริงท่านนบีได้ห้ามการไปหาพวกหมอดูและการสอบถามพวกเขา"

และบรรดาเจ้าของคัมภีร์สุนันทั้งหลายได้บันทึกไว้จากท่านนบีว่า ท่านกล่าวว่า:

«مَنْ أَتَى كَاهِنًا، فَصَدَّقَهُ بِمَا يَقُولُ؛ فَقَدْ كَفَرَ بِمَا أُنْزِلَ عَلَى مُحَمَّدٍ ﷺ».

"ผู้ใดไปหานักทำนายหรือหมอดู แล้วเชื่อในสิ่งที่เขาบอก แท้จริงแล้วเขาผู้นั้นได้ปฏิเสธสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่ท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ" และหะดีษในความหมายนี้มีมากมาย ฉะนั้น สิ่งที่จำเป็นสำหรับบรรดามุสลิมคือ: ให้ระวังมิให้ไปถามหมอดูและนักพยากรณ์ ตลอดจนพวกนักไสยศาสตร์ทั้งปวง ผู้ที่มัวประกอบการบอกกล่าวเกี่ยวกับสิ่งเร้นลับและหลอกลวงบรรดามุสลิม ไม่ว่าจะอ้างในนามของการแพทย์หรือสิ่งอื่นใด ทั้งนี้เนื่องจากท่านนบีได้ห้ามจากสิ่งนี้และได้ตักเตือนให้ระวังจากมันไว้แล้ว และถือว่าเข้าข่ายในเรื่องนี้ สิ่งที่บางคนอ้างในนามของการแพทย์จากบรรดาเรื่องที่เป็นสิ่งเร้นลับ เช่น เมื่อเขาดมกลิ่นผ้าโพกศีรษะของผู้ป่วยชาย หรือผ้าคลุมศีรษะของผู้ป่วยหญิง หรือสิ่งทำนองนั้น แล้วกล่าวว่า: ผู้ป่วยชายคนนี้หรือผู้ป่วยหญิงคนนี้ได้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ กระทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ซึ่งเป็นเรื่องเร้นลับ ที่ในผ้าโพกศีรษะของผู้ป่วยและสิ่งที่คล้ายกันนั้นไม่มีหลักฐานบ่งชี้ใดๆ เลย แท้จริงเจตนาจากสิ่งนั้นก็เพื่อหลอกลวงประชาชนทั่วไป จนพวกเขาจะกล่าวว่า: เขารู้เรื่องการแพทย์ ชนิดของโรคและสาเหตุของมัน และบางครั้งเขาก็ให้ยาบางอย่างแก่พวกเขา และบางครั้งผลนั้นก็ตรงกับการหายจากโรคด้วยการกำหนดของอัลลอฮฺ แล้วพวกเขาก็เข้าใจไปว่าเป็นเพราะสาเหตุจากยาของเขา และบางครั้งความเจ็บป่วยก็อาจมีสาเหตุมาจากญินและชัยฏอนมารร้ายบางจำพวกที่คอยรับใช้บุคคลผู้อ้างตนว่าเป็นผู้รักษา พวกมันบอกกล่าวแก่เขาเกี่ยวกับบางส่วนของสิ่งเร้นลับที่พวกมันได้ล่วงรู้ เขาก็อาศัยสิ่งนั้น และทำให้ญินและชัยฏอนพึงพอใจด้วยการเคารพบูชาตามที่พวกมันต้องการ แล้วพวกมันก็ถอยห่างจากผู้ป่วยคนนั้น และละทิ้งความเบียดเบียนที่พวกมันเคยสิงสู่และทำต่อเขา และเรื่องนี้เป็นสิ่งที่รู้กันดีเกี่ยวกับญินและชัยฏอนมารร้าย ตลอดจนบรรดาผู้ที่ใช้พวกมัน

และเป็นสิ่งที่จำเป็น (วาญิบ) สำหรับบรรดามุสลิมเช่นกัน คือ การระมัดระวังจากสิ่งนั้น และการตักเตือนกันและกันให้ละทิ้งมัน การพึ่งพาอัลลอฮ์ และการมอบหมายต่อพระองค์ในทุกเรื่อง และไม่เป็นที่ต้องห้ามในการใช้การเสกเป่าตามบทบัญญัติและยาที่ศาสนาอนุญาต ตลอดจนการรักษากับแพทย์ที่ทำการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วย และตรวจสอบยืนยันโรคของเขา โดยอาศัยเหตุปัจจัยที่เป็นรูปธรรมและสมเหตุสมผล และมีรายงานถูกต้องจากท่านนบีว่าท่านได้กล่าวว่า:

«مَا أَنْزَلَ اللهُ دَاءً إِلَّا أَنْزَلَ لَهُ شِفَاءً، عَلِمَهُ مَنْ علِمه، وَجَهِلَهُ مَنْ جَهِلَهُ».

"อัลลอฮฺไม่ได้ทรงประทานโรคใดลงมา เว้นแต่ ได้ทรงประทานยารักษาให้แก่โรคนั้นแล้ว ผู้ที่รู้ ก็คือผู้ที่รู้มัน และผู้ที่ไม่รู้ ก็คือผู้ที่ไม่รู้มัน" และท่านเราะสูลุลลอฮ์กล่าวว่า:

«لِكُلِّ دَاءٍ دَوَاءٌ، فإِذَا أُصِيبَ دَوَاءٌ الدَّاءَ بََرَأَ بِإِذْنِ اللهِ».

"โรคทุกชนิดย่อมมียารักษา เมื่อยารักษาตรงกับโรค ก็จะหาย ด้วยการอนุมัติจากพระเจ้า" และท่านเราะสูลุลลอฮ์กล่าวว่า:

«عِبَادَ اللهِ، تَدَاوَوا وَلَا تَدَاوَوا بِحَرَامٍ».

บ่าวของอัลลอฮ์ทั้งหลาย พวกท่านจงแสวงหาการรักษา และอย่าแสวงหาการรักษาด้วยสิ่งที่หะรอม และหะดีษในความหมายนี้มีจำนวนมาก

ดังนั้น เราขอให้อัลลอฮ์ผู้ทรงเกริกเกียรติสูงสุด ทรงปรับปรุงสภาพการณ์ของบรรดามุสลิมทั้งหมดให้ดีขึ้น ทรงรักษาดวงใจและร่างกายของพวกเขาให้พ้นจากทุกความชั่วร้าย ทรงรวมพวกเขาไว้บนแนวทางแห่งการชี้นำ และทรงช่วยให้เราและพวกเขารอดพ้นจากความวุ่นวายที่ชักนำให้หลงผิด และจากการเชื่อฟังชัยฏอนและบรรดาพวกพ้องของมัน แท้จริงพระองค์ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่ง และไม่มีกำลังและพลังใด นอกจากด้วยอัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงสุด ผู้ทรงยิ่งใหญ่

และขออัลลอฮ์ทรงโปรดประทานพร ประทานความสันติ และประทานความจำเริญ แด่บ่าวของพระองค์และศาสนทูตของพระองค์ ท่านนบีมุฮัมมัดของพวกเราและแด่วงศ์วานของท่าน และอัครสาวกของท่าน

 

 

***

 


بِسْمِ اللهِ الرَّحمَنِ الرَّحِيمِ

ารฉบับที่ : 4

เกี่ยวกับหุก่มของการทำอิบาดะฮ์ด้วยบทซิกรฺที่เป็นอุตริกรรมและที่เป็นการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์

จาก อับดุลอะซีซ บิน อับดุลลอฮ บิน บาซ ถึงท่านพี่น้องผู้ทรงเกียรติ (.........) ขออัลลอฮฺทรงประทานความสำเร็จในทุกความดีแก่ท่าน อามีน.

อัสสลามุอะลัยกุม วะเราะฮฺมะตุ้ลลอฮฺ วะบะเราะกาตุฮฺ

อนึ่ง: สารอันมีเกียรติของท่านได้มาถึงฉันแล้ว ขออัลลอฮฺทรงมอบทางนำของพระองค์แก่ท่าน และสิ่งที่สารนั้นแจ้งให้ทราบคือ มีผู้คนในประเทศของท่านยึดมั่นในบทซิกรฺ (บทสรรเสริญ) ต่างๆ ที่ไม่มีหลักฐานทางศาสนาใดๆ รองรับเลย โดยที่บทซิกรฺเหล่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นสิ่งอุตริ (บิดอะฮฺ) และส่วนหนึ่งเป็นการตั้งภาคีและพวกเขากล่าวอ้างว่าสิ่งเหล่านั้นมาจากท่านผู้นำแห่งศรัทธาชน อะลี อิบนุ อบี ฏอลิบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ และคนอื่นๆ และพวกเขาต่างก็อ่านบทซิกรฺเหล่านั้นในวงซิกรฺ หรือในมัสยิดหลังละหมาดมัฆริบ โดยอ้างว่าเป็นการแสวงความใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์ ดังเช่นถ้อยคำของพวกเขาว่า: (บิหักกิลลาฮ์ ริญาลัลลอฮ์ อะอีนูนา บิเอานิลลาฮ์ วะกูนู เอานะนา บิลลาฮ์) "ด้วยสิทธิของอัลลอฮ์, เหล่าบุรุษของอัลลอฮ์, โปรดช่วยเราด้วยความช่วยเหลือของอัลลอฮ์, และจงเป็นผู้เกื้อหนุนเราโดยอาศัยอัลลอฮ์" และถ้อยคำของพวกเขาที่ว่า (ยา อักฏอบ วะยา อัสยาด อะญีบู ยา ซะวิลอัมดาด ฟีนา วัชฟะอู ลิลลาฮ์ ฮาซา อับดุกุม วากิฟ วะอะลา บาบิกุม อา-กิฟ วะมิน ตักศีริฮิ คออิฟ อะฆิษนา ยา เราะซูลัลลอฮ์ วะมา ลีย ฆ็อยรุกุม อัซฮับ วะมินกุม ยะหฺศุลุล มัฏลับ วะอันตุม อะฮ์ลุลลอฮ์ บิ-ฮัมซะตะ ซัยยิดิช ชุฮะดาอ์, วะมัน มินกุม ละนา มะดะดัน อะฆิษนา ยา เราะซูลัลลอฮ์.) "โอ้บรรดาเสาหลักทั้งหลาย และโอ้บรรดานายท่านทั้งหลาย จงตอบรับเถิด โอ้บรรดาผู้ประทานความเกื้อกูลแก่พวกเรา และจงชะฟาอะฮ์ต่ออัลลอฮ์ด้วย นี่คือบ่าวของพวกท่านกำลังยืนอยู่ และกำลังปักหลักอยู่ที่ประตูของพวกท่าน และหวาดกลัวเพราะความบกพร่องของตน โปรดช่วยพวกเราด้วยเถิด โอ้เราะสูลแห่งอัลลอฮ์ ข้าพเจ้าไม่มีผู้ใดอื่นนอกจากพวกท่านให้ไปพึ่งพิง และจากพวกท่านนั่นแหละที่ความประสงค์จะสัมฤทธิ์ และพวกท่านคือหมู่ชนของอัลลอฮ์ โดยฮัมซะฮ์ เจ้านายแห่งบรรดาผู้พลีชีพ และจากหมู่พวกท่านใครก็ตามจงประทานความช่วยเหลือแก่เราเถิด โปรดช่วยพวกเราด้วยเถิด โอ้เราะสูลแห่งอัลลอฮ์" และคำกล่าวของพวกเขาว่า:(อัลลอฮุมมะ ศ็อลลิ อะลา มัน ญะอัลตะฮู สะบะบัน ลิ-อินชิก็อกกิ อัสรอริกัล-ญะบะรูตียะฮ์ วะ-อินฟิลาเก็น ลิ-อันวาริ กัร-เราะหฺมานียะฮ์ ฟะศอรอนาอิบั้น อะนิล หัฎเราะติ ร็อบบานียะฮ์ วะเคาะลีฟะตะ อัสรอริกัซ-ซาตียะฮ์) "โอ้อัลลอฮ์ โปรดทรงประทานศอละวาตแด่ผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงทำให้เขาเป็นสื่อให้ความลับเชิงญะบะรูตของพระองค์ถูกเปิดเผยออก และเป็นหนทางให้แสงสว่างแห่งพระเมตตาของพระองค์เปล่งประกายแยกเปิดออก จนเขาได้เป็นผู้แทนต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์ผู้ทรงเป็นพระผู้อภิบาล และเป็นผู้สืบแทนแห่งความลับอันเป็นของพระองค์เอง"

ความประสงค์ของพวกท่านในการชี้แจงว่าอะไรคือบิดอะฮ์ และอะไรคือการตั้งภาคี และว่าการละหมาดตามหลังอิหม่ามซึ่งวิงวอนด้วยดุอาอ์นี้จะใช้ได้ถูกต้องหรือไม่ ทั้งหมดนั้นเป็นที่ทราบแล้วหรือ?

คำตอบ: มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียว ขอพรอันประเสริฐและความศานติจงมีแด่มุหัมมัด ผู้ซึ่งไม่มีศาสนทูตใดหลังจากท่าน ครอบครัวและบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่าน ตลอดจนบรรดาผู้ที่ดำเนินตามการชี้นำของท่านจนถึงวันแห่งการพิพากษา

อนึ่ง: พึงทราบเถิด -ขออัลลอฮ์ทรงประทานความสำเร็จแก่ท่าน- ว่า แท้จริงอัลลอฮ์ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์นั้น ได้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งมวลและทรงส่งบรรดาเราะซูล อะลัยฮิมุศเศาะลาตุวัสสลาม มา แต่เพียงเพื่อให้พระองค์ได้รับการเคารพสักการะเพียงพระองค์เดียว โดยไม่มีภาคีใดๆ เคียงคู่พระองค์ และไม่ให้มีการเคารพสักการะต่อสิ่งอื่นใดนอกจากพระองค์ ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿وَمَا خَلَقْتُ الْجِنَّ وَالْإِنْسَ إِلَّا لِيَعْبُدُونِ56﴾

"และข้ามิได้สร้างญิน และมนุษย์เพื่ออื่นใด เว้นแต่เพื่อเคารพภักดีต่อข้า" [ซูเราะฮ์ อัซ-ซาริยาต: 56]

และอิบาดะฮ์ดังที่ได้อธิบายมาก่อนแล้วคือ การเชื่อฟังพระองค์ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์ และการเชื่อฟังเราะซูลของพระองค์ มุฮัมมัด ﷺ ด้วยการปฏิบัติในสิ่งที่อัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ทรงบัญชา และละทิ้งสิ่งที่อัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ทรงห้าม โดยมีรากฐานจากความศรัทธาต่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ และด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮ์ในการงาน พร้อมด้วยความรักต่ออัลลอฮ์อย่างสูงสุด และความถ่อมตนและยอมจำนนอย่างสมบูรณ์แก่พระองค์ผู้ทรงสูงส่งแต่เพียงผู้เดียว มิใช่แก่ผู้ใดอื่น ดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า:

﴿وَقَضَى رَبُّكَ أَلَّا تَعْبُدُوا إِلَّا إِيَّاهُ...﴾

"และพระเจ้าของเจ้าบัญชาว่า พวกเจ้าอย่าเคารพภักดีผู้ใดนอกจากพระองค์เท่านั้น..." (ซูเราะฮ์ อัล-อิสรออ์ : 23) คือว่า: ทรงบัญชาและทรงกำชับให้เคารพภักดีต่อพระองค์เพียงองค์เดียวเท่านั้น และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿الْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ2 الرَّحْمَنِ الرَّحِيمِ3 مَالِكِ يَوْمِ الدِّينِ4 إِيَّاكَ نَعْبُدُ وَإِيَّاكَ نَسْتَعِينُ5﴾

"บรรดามวลการสรรเสริญที่สมบูรณ์ยิ่งทั้งหลายนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮฺ ผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก

ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ3

ผู้ทรงอภิสิทธิ์แห่งวันตอบแทน4

เฉพาะพระองค์เท่านั้น ที่พวกข้าพระองค์เคารพอิบาดะฮฺ และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกข้าพระองค์ขอความช่วยเหลือ" [อัลฟาติหะฮ์ : 2-5] ดังนั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงชี้แจงด้วยโองการเหล่านี้ว่า แท้จริงพระองค์เท่านั้นคือผู้ที่สมควรได้รับการเคารพสักการะแต่เพียงองค์เดียว และให้ขอความช่วยเหลือจากพระองค์แต่เพียงองค์เดียวเท่านั้น และอัลลอฮ์ ผู้ทรงเกียรติยิ่ง ตรัสว่า:

﴿إِنَّآ أَنزَلۡنَآ إِلَيۡكَ ٱلۡكِتَٰبَ بِٱلۡحَقِّ فَٱعۡبُدِ ٱللَّهَ مُخۡلِصٗا لَّهُ ٱلدِّينَ2 أَلَا لِلَّهِ ٱلدِّينُ ٱلۡخَالِصُۚ...﴾

"แท้จริงเราได้ประทานคัมภีร์มายังเจ้าด้วยสัจธรรม ดังนั้นเจ้าจงเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ โดยเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใจในศาสนาต่อพระองค์

"พึงทราบเถิด การอิบาดะฮฺโดยบริสุทธิ์ใจนั้นเป็นของอัลลอฮฺองค์เดียว..." [ซูเราะฮ์ อัซซุมัร : 2-3] และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿فَادْعُوا اللَّهَ مُخْلِصِينَ لَهُ الدِّينَ وَلَوْ كَرِهَ الْكَافِرُونَ14﴾

"ดังนั้นจงวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ โดยเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใจในศาสนาต่อพระองค์ แม้ว่าพวกปฏิเสธศรัทธาจะเกลียดชังก็ตาม" [ซูเราะฮ์ ฆอฟิร : 14] และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿وَأَنَّ الْمَسَاجِدَ لِلَّهِ فَلَا تَدْعُوا مَعَ اللَّهِ أَحَدًا18﴾

"และว่าแท้จริงบรรดามัสยิดนั้นเป็นของอัลลอฮฺ ดังนั้น พวกเจ้าอย่าวิงวอนขอผู้ใดเคียงคู่กับอัลลอฮฺ" [ญิน : 18] และอายะฮ์ในความหมายนี้มีอยู่มากมาย และทั้งหมดนั้นแสดงให้เห็นว่า จำเป็น(วาญิบ)ต้องทำอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์เพียงผู้เดียว

และเป็นที่ทราบกันว่า การขอดุอาอ์ในทุกรูปแบบเป็นส่วนหนึ่งของการอิบาดะฮ์ ดังนั้น ไม่อนุญาตให้ผู้ใดวิงวอนขอนอกจากต่ออัลลอฮ์เท่านั้น และไม่ขอความช่วยเหลือและไม่วิงวอนขอความช่วยเหลือให้พ้นทุกข์จากผู้ใดนอกจากพระองค์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น โดยปฏิบัติตามโองการอันทรงเกียรติเหล่านี้และสิ่งที่มีความหมายทำนองเดียวกัน และสิ่งนี้ไม่รวมถึงเรื่องปกติธรรมดา และสาเหตุที่เป็นรูปธรรม ซึ่งคนที่ยังมีชีวิตอยู่และอยู่ต่อหน้าสามารถทำได้ เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่อิบาดะฮ์ หากแต่ตามตัวบทและมติเอกฉันท์ อนุญาตให้มนุษย์ขอความช่วยเหลือจากคนที่ยังมีชีวิตอยู่และมีความสามารถ ในเรื่องปกติธรรมดาที่เขาสามารถทำได้; เช่น ขอความช่วยเหลือจากเขาในการปัดเป่าอันตรายจากบุตรของตน หรือคนรับใช้ของตน หรือสุนัขของตน และสิ่งในทำนองนั้น, เช่น การที่บุคคลขอความช่วยเหลือจากคนที่ยังมีชีวิตอยู่และอยู่ต่อหน้าผู้ที่มีความสามารถ หรือจากบุคคลที่ไม่ได้อยู่ต่อหน้า โดยอาศัยเหตุปัจจัยที่เป็นรูปธรรม เช่น การติดต่อทางจดหมาย หรืออื่นๆ ในการก่อสร้างบ้านของเขา หรือซ่อมรถยนต์ของเขา หรืออื่นๆ ในทำนองเดียวกัน และในบรรดาสิ่งนั้น ได้แก่: การร้องขอความช่วยเหลืออย่างคับขันของมนุษย์จากบรรดาสหายของเขาในญิฮาดและสงคราม และสิ่งทำนองนั้น และในทำนองนี้ คือ คำตรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา เกี่ยวกับเรื่องราวของท่านนบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ว่า:

﴿...فَاسْتَغَاثَهُ الَّذِي مِنْ شِيعَتِهِ عَلَى الَّذِي مِنْ عَدُوِّهِ...﴾

"ดังนั้น คนที่มาจากพวกพ้องของเขาได้ร้องขอความช่วยเหลือ เพื่อให้ปราบฝ่ายที่เป็นศัตรูของเขา" (ซูเราะฮ์ อัลเกาะศ็อศ : 15)

ส่วนการขอความช่วยเหลือจากผู้ตาย ญิน มลาอิกะฮ์ ต้นไม้ และก้อนหินนั้น นั่นถือเป็นการตั้งภาคีใหญ่ และเป็นประเภทเดียวกับการกระทำของพวกตั้งภาคีในยุคแรกกับสิ่งที่พวกเขายึดถือเป็นพระเจ้า เช่น อัลอุซซา อัลลาต และอื่นๆ และในทำนองเดียวกัน การขอความช่วยเหลือและการขอพึ่งพาจากบรรดาผู้มีชีวิตที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นวะลีย์ ในสิ่งที่ไม่มีใครสามารถกระทำได้นอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น เช่น การรักษาผู้เจ็บป่วย การชี้นำหัวใจ การเข้าสวรรค์ การรอดพ้นจากไฟนรก และสิ่งที่คล้ายกัน

อายะฮ์ที่ได้กล่าวมาก่อนหน้านี้ และบรรดาอายะฮ์และหะดีษที่มีความหมายในทำนองเดียวกัน ล้วนบ่งชี้ถึงข้อบังคับให้หันดวงใจทั้งหลายสู่อัลลอฮ์ในทุกเรื่อง และให้มีความบริสุทธิ์ใจในการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์เพียงองค์เดียว เพราะบ่าวทั้งหลายถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสิ่งนั้น และด้วยสิ่งนั้นเองที่พวกเขาถูกสั่งใช้ดังที่ได้มาก่อนในบรรดาอายะฮ์และดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿وَاعْبُدُوا اللَّهَ وَلَا تُشْرِكُوا بِهِ شَيْئًا...﴾

"และจงเคารพสักการะอัลลอฮฺเถิด และอย่าให้มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์..." (อันนิสาอ์ : 36) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿وَمَا أُمِرُوا إِلَّا لِيَعْبُدُوا اللَّهَ مُخْلِصِينَ لَهُ الدِّينَ...﴾

"และพวกเขามิได้ถูกบัญชาให้กระทำอื่นใดนอกจากเพื่อเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ เป็นผู้มีเจตนาบริสุทธิ์ในการภักดีต่อพระองค์..." (ซูเราะฮ์ อัลบัยยินะฮ์ : 5) และคำกล่าวของท่านนบีในหะดีษของท่านมุอาซ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ที่ว่า:

«حَقُّ اللهِ عَلَى العِبَادِ أَنْ يَعْبُدُوهُ وَلَا يُشْرِكُوا بِهِ شَيْئًا».

"สิทธิของอัลลอฮ์ที่มีเหนือปวงบ่าว คือการอิบาดะฮ์ต่อพระองค์และไม่ตั้งภาคีต่อพระองค์" หะดีษบทนี้เป็นที่เห็นพ้องต้องกันว่าถูกต้อง และคำกล่าวของท่านเราะสูลุลลอฮฺตามหะดีษอิบนุมัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ :

«مَنْ مَاتَ وَهُوَ يَدْعُو لِلَّهِ نِدًّا؛ دَخَلَ النَّارَ».

"ผู้ใดที่เสียชีวิตไปโดยที่เขาได้ขอต่อสิ่งใดเพื่อเป็นภาคีกับอัลลอฮ์ เขาต้องตกนรกอย่างแน่นอน" บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์ และในเศาะฮีฮัยน์ จากหะดีษของอับดุลลอฮฺ บุตร อับบาส เราะฎิยัลลอฮ์ อันฮุ ว่า เมื่อครั้นที่ท่านนบีได้ส่งท่านมุอาซ ไปยังเยเมน ท่านได้กล่าวแก่ท่านมุอาซว่า :

«إِنَّكَ تَأْتِي قَومًا أَهْلَ كِتَابٍ، فَلْيَكُنْ أَوَّلَ مَا تَدْعُوهُم إِلَيهِ شَهَادَةِ أَنْ لَا إِلهَ إِلَّا اللهُ».

"แท้จริงเจ้ากำลังจะไปยังกลุ่มชนชาวคัมภีร์ ดังนั้นจงให้สิ่งแรกที่เจ้าจะเรียกร้องพวกเขาคือการปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์" และในอีกสำนวนหนึ่ง ที่ว่า:

«اُدْعُهُمْ إِلَى شَهَادَةِ أَنْ لَا إِلهَ إِلَّا اللهُ وَأَنِّي رَسُولُ اللهِ».

"จงเชิญชวนพวกเขาให้ปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ และแท้จริงฉันเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์" และในการบันทึกของบุคอรีย์มีสำนวนว่า:

«فَلْيَكُنْ أَوَّلَ مَا تَدْعُوهُم إِلَى أَنْ يُوَحِّدُوا اللهَ».

"ให้สิ่งแรกที่เจ้าจะเชิญชวนพวกเขา คือ ให้พวกเขาสร้างเอกภาพในอัลลอฮ์" ในหนังสือเศาะฮีห์ของมุสลิม จากท่านฏอริก บิน อะชีม อัลอัชญะอีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ แท้จริงท่านเราะสูลุลลอฮฺกล่าวว่า:

«مَنْ قَالَ: لَا إِلهَ إِلَّا اللهُ، وَكَفَرَ بِمَا يُعْبَدُ مِن دُونِ اللهِ؛ حَرُمَ مَالُهُ وَدَمُهُ، وَحِسَابُهُ عَلَى اللهِ جَلَّ جَلَالُهُ».

"ใครที่กล่าว "ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ" ความว่า (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮฺ) และปฏิเสธทุกสิ่งที่ถูกสักการะอื่นจากอัลลอฮฺ ทรัพย์สินและเลือดเนื้อของเขาจะเป็นที่ต้องห้าม และการคิดบัญชีที่มีต่อเขานั้นเป็นหน้าที่ของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเกริกเกียรติอันสูงส่ง" และหะดีษในความหมายนี้มีมากมาย.

และเตาฮีดนี้คือรากฐานของศาสนาอิสลาม เป็นพื้นฐานของมิลละฮฺ เป็นหัวใจของกิจการทั้งปวง และเป็นข้อบังคับที่สำคัญที่สุด อีกทั้งยังเป็นวิทยปัญญาในการทรงสร้างสองจำพวก (ญินและมนุษย์) และเป็นวิทยปัญญาในการส่งบรรดาศาสนทูตทั้งหมด ขอความสันติและพรของอัลลอฮ์จงประสบแด่พวกเขา ดังที่บรรดาโองการที่บ่งชี้ถึงเรื่องนั้นได้ถูกกล่าวมาก่อนแล้ว และในหมู่โองการเหล่านั้น คือ พระดำรัสของพระองค์ ผู้ทรงบริสุทธิ์สูงส่ง ความว่า:

﴿وَمَا خَلَقْتُ الْجِنَّ وَالْإِنْسَ إِلَّا لِيَعْبُدُونِ56﴾

"และข้ามิได้สร้างญิน และมนุษย์เพื่ออื่นใด เว้นแต่เพื่อเคารพภักดีต่อข้า" [ซูเราะฮ์ อัซซาริยาต : 56 ], และส่วนหนึ่งจากหลักฐานในประเด็นนี้อีกด้วย คือ คำตรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า:

﴿وَلَقَدْ بَعَثْنَا فِي كُلِّ أُمَّةٍ رَسُولًا أَنِ اعْبُدُوا اللَّهَ وَاجْتَنِبُوا الطَّاغُوتَ...﴾

"และโดยแน่นอน เราได้ส่งร่อซูลมาในทุกประชาชาติ (โดยบัญชาว่า) พวกท่านจงเคารพภักดีอัลลอฮฺ และจงหลีกหนีให้ห่างจากพวกเจว็ด..." (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลฺ : 36), และอัลลอฮ์ ผู้ทรงบริสุทธิ์ผู้ทรงสูงส่งยิ่ง ตรัสว่า:

﴿وَمَا أَرْسَلْنَا مِنْ قَبْلِكَ مِنْ رَسُولٍ إِلَّا نُوحِي إِلَيْهِ أَنَّهُ لَا إِلَهَ إِلَّا أَنَا فَاعْبُدُونِ25﴾

"และเรามิได้ส่งรอซูลคนใดก่อนหน้าเจ้านอกจากเราได้วะฮียฺแก่เขาว่า แท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่เที่ยงแท้ นอกจากข้า ดังนั้นพวกเจ้าจงเคารพภักดีต่อข้า" (ซูเราะฮ์ อัล-อันบิยาอ์ : 25) อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัส เป็นการเล่าเรื่องเกี่ยวกับนบี นูหฺ ฮูด ศอลิหฺ และชุอัยบ์ อะลัยฮิมุศศอลาตุวัสสลาม โดยพวกท่านได้กล่าวแก่ประชาชาติของพวกเขาว่า :

﴿...اعْبُدُوا اللَّهَ مَا لَكُمْ مِنْ إِلَهٍ غَيْرُهُ...﴾

"จงเคารพสักการะอัลลอฮฺเถิด ไม่มีผู้ที่ควรได้รับการเคารพสักการะใด สำหรับพวกท่านอีกแล้วอื่นจากพระองค์" (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 59), และนี่คือการเรียกร้องของบรรดาเราะซูลทั้งหมด ดังที่โองการทั้งสองก่อนหน้านี้ได้ชี้ชัดถึงเรื่องดังกล่าว และบรรดาศัตรูของบรรดาเราะซูลก็ได้ยอมรับว่า บรรดาเราะซูลได้สั่งให้พวกเขาเคารพสักการะอัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว และให้สลัดทิ้งทุกสิ่งที่ได้รับการเคารพสักการะอื่นจากอัลลอฮ์ ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสไว้ในเรื่องราวของชนอาดว่า พวกเขาได้กล่าวแก่ฮูด (อะลัยฮิศศลาตุ วัสสลาม) ว่า :

﴿...أَجِئْتَنَا لِنَعْبُدَ اللَّهَ وَحْدَهُ وَنَذَرَ مَا كَانَ يَعْبُدُ آبَاؤُنَا...﴾

"...ที่ท่านมาหาพวกเรานั้น เพื่อว่าเราจะได้เคารพสักการะอัลลอฮฺแต่เพียงองค์เดียว และละทิ้งสิ่งที่บรรดาบรรพบุรุษของพวกเราเคยเคารพสักการะ..." [ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ: 70]، และอัลลอฮ์ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์และทรงสูงส่งได้ตรัสถึงพวกกุเรช เมื่อตอนที่นบีของเรา มุฮัมมัด ﷺ ได้เรียกร้องให้พวกเขาอุทิศการเคารพอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว และให้ละทิ้งการเคารพอิบาดะฮ์ต่อสิ่งอื่นจากพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นบรรดามะลาอิกะฮ์ บรรดาเอาลิยาอ์ บรรดาเจว็ด ต้นไม้ และอื่น ว่า :

﴿أَجَعَلَ الْآلِهَةَ إِلَهًا وَاحِدًا إِنَّ هَذَا لَشَيْءٌ عُجَابٌ5﴾

"เขาได้ทำให้พระเจ้าหลายองค์เป็นพระเจ้าองค์เดียวกระนั้นหรือ ? แท้จริงนี่เป็นเรื่องประหลาดจริง " [ซูเราะฮ์ ซอด : 5] และอัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสเกี่ยวกับพวกเขาว่า:

﴿إِنَّهُمْ كَانُوا إِذَا قِيلَ لَهُمْ لَا إِلَهَ إِلَّا اللَّهُ يَسْتَكْبِرُونَ35 وَيَقُولُونَ أَئِنَّا لَتَارِكُوٓاْ ءَالِهَتِنَا لِشَاعِرٖ مَّجۡنُونِۭ36﴾

"เพราะว่าพวกเขาเหล่านั้นเมื่อได้มีการกล่าวแก่พวกเขาว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ พวกเขาก็หยิ่งผยอง"

"และพวกเขาจะกล่าวว่า จะให้เราทอดทิ้งพระเจ้าต่างๆ ของพวกเราเพื่อนักกวีบ้า คนหนึ่งกระนั้นหรือ?" [ซูเราะฮ์ อัศ-ศ็อฟฟาต : 35-36] และโองการทั้งหลายที่บ่งชี้ถึงความหมายนี้นั้น มีอยู่มากมาย

และจากโองการแห่งอัลกุรอานและหะดีษที่เราได้กล่าวมา จะเห็นได้ชัดแก่ท่านขออัลลอฮ์ทรงประทานความสำเร็จแก่ฉันและท่านในการมีความเข้าใจในศาสนา และมอบความแจ่มแจ้งในสิทธิของพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลกว่า ดุอาอ์เหล่านี้และบรรดาประเภทของการวิงวอนขอความช่วยเหลือ ซึ่งท่านได้แจกแจงไว้ในคำถามของท่าน ล้วนเป็นประเภทของการตั้งภาคีใหญ่ เพราะมันเป็นการอิบาดะฮ์ต่อผู้อื่นที่ไม่ใช่อัลลอฮ์ และเป็นการขอสิ่งที่ไม่มีผู้ใดนอกจากพระองค์เท่านั้นที่สามารถกระทำได้ จากผู้ตายและผู้ที่ไม่อยู่ และนั่นเลวร้ายยิ่งกว่าการตั้งภาคีของชนรุ่นก่อน เพราะชนรุ่นก่อนนั้นตั้งภาคีเฉพาะในยามผาสุก ส่วนเมื่ออยู่ในยามคับขัน พวกเขาจะซื่อสัตย์ในการทำอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ เพราะพวกเขารู้ว่าพระองค์ผู้ทรงบริสุทธิ์ยิ่งทรงสามารถทำให้พวกเขารอดพ้นจากความคับขัน โดยไม่มีผู้ใดอื่นนอกจากพระองค์ ดังที่อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่งได้ตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์อันชัดแจ้งเกี่ยวกับบรรดาผู้ตั้งภาคีเหล่านั้นว่า:

﴿فَإِذَا رَكِبُواْ فِي ٱلۡفُلۡكِ دَعَوُاْ ٱللَّهَ مُخۡلِصِينَ لَهُ ٱلدِّينَ فَلَمَّا نَجَّىٰهُمۡ إِلَى ٱلۡبَرِّ إِذَا هُمۡ يُشۡرِكُونَ65﴾

"ดังนั้นเมื่อพวกเขาขึ้นขี่เรือ พวกเขาวิงวอนต่ออัลลอฮฺเป็นผู้บริสุทธิ์ใจในการขอพรต่อพระองค์ ครั้นเมื่อพระองค์ทรงช่วยพวกเขาให้ขึ้นบก แล้วพวกเขาก็ตั้งภาคีต่อพระองค์" [ซูเราะฮ์ อัลอังกะบูต: 65], และอัลลอฮ์ ผู้ทรงบริสุทธิ์ผู้ทรงสูงส่งยิ่ง ตรัสแก่พวกเขาในอีกโองการหนึ่งว่า:

﴿وَإِذَا مَسَّكُمُ ٱلضُّرُّ فِي ٱلۡبَحۡرِ ضَلَّ مَن تَدۡعُونَ إِلَّآ إِيَّاهُۖ فَلَمَّا نَجَّىٰكُمۡ إِلَى ٱلۡبَرِّ أَعۡرَضۡتُمۡۚ وَكَانَ ٱلۡإِنسَٰنُ كَفُورًا67﴾

"และเมื่อทุกขภัยประสบแก่พวกเจ้าในท้องทะเล ผู้ที่พวกเจ้าวิงวอนขอก็จะสูญหายไปเว้นแต่พระองค์เท่านั้น ต่อมาเมื่อพระองค์ทรงช่วยให้พวกเจ้ารอดพ้นขึ้นบก พวกเจ้าก็หันหลังออกไป และมนุษย์นั้นเป็นผู้เนรคุณเสมอ" (ซูเราะฮ์ อัล-อิสรออ์ : 67)

หากผู้ใดคนหนึ่งจากบรรดาผู้ตั้งภาคีรุ่นหลังเหล่านี้กล่าวว่า: “แท้จริง เรามิได้มุ่งหมายว่าพวกเหล่านั้นจะก่อให้เกิดประโยชน์ขึ้นมาได้ด้วยตัวของพวกเขาเอง หรือจะรักษาผู้ป่วยของเราให้หายด้วยตัวของพวกเขาเอง หรือจะให้ประโยชน์แก่เราได้ด้วยตัวของพวกเขาเอง หรือจะให้โทษแก่เราได้ด้วยตัวของพวกเขาเอง หากแต่เรามุ่งหมายเพียงชะฟาอะฮ์ของพวกเขา อัลลอฮ์ ตะอาลา ในเรื่องนั้นเท่านั้นหรือ?”

ดังนั้นคำตอบก็คือ: ให้กล่าวแก่เขาว่า: นี่แหละคือจุดมุ่งหมายและความประสงค์ของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในยุคแรก มิใช่ความประสงค์ของพวกเขาว่าพระเจ้าเหล่านั้นจะสร้างหรือให้ปัจจัยยังชีพ หรือจะให้ประโยชน์และให้โทษได้ด้วยตัวของมันเอง เพราะแท้จริงเรื่องดังกล่าวได้ถูกทำให้เป็นโมฆะโดยสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงกล่าวถึงพวกเขาไว้ในอัลกุรอาน และแท้จริงพวกเขามุ่งหวังการชะฟาอะฮ์ของพวกมันและฐานะอันมีเกียรติของพวกมัน และเพื่อให้พวกมันทำให้พวกเขาใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์ยิ่งขึ้น ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿وَيَعۡبُدُونَ مِن دُونِ ٱللَّهِ مَا لَا يَضُرُّهُمۡ وَلَا يَنفَعُهُمۡ وَيَقُولُونَ هَٰٓؤُلَآءِ شُفَعَٰٓؤُنَا عِندَ ٱللَّهِ...﴾

"และพวกเขาจะเคารพภักดีสิ่งอื่นไปจากอัลลอฮฺ ที่มิได้ให้โทษแก่พวกเขา และมิได้ให้ประโยชน์แก่พวกเขา และพวกเขาจะกล่าวว่า เหล่านี้คือผู้ช่วยเหลือเรา ที่อัลลอฮฺ..." (ซูเราะฮ์ ยูนุส : 18) อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงโต้แย้งพวกเขาในเรื่องดังกล่าว โดยพระองค์ทรงตรัสว่า:

﴿...قُلۡ أَتُنَبِّـُٔونَ ٱللَّهَ بِمَا لَا يَعۡلَمُ فِي ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَلَا فِي ٱلۡأَرۡضِۚ سُبۡحَٰنَهُۥ وَتَعَٰلَىٰ عَمَّا يُشۡرِكُونَ﴾

"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) พวกท่านจะแจ้งข่าวแก่อัลลอฮฺด้วยสิ่งที่พระองค์ไม่ทรงรู้ ในบรรดาชั้นฟ้าและในแผ่นดินกระนั้นหรือ พระองค์ทรงมหาบริสุทธิ์และทรงสูงส่ง เหนือสิ่งที่พวกเขาตั้งภาคีขึ้น" (ซูเราะฮ์ ยูนุส : 18) แล้วพระองค์ได้ทรงชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ไม่มีผู้ใดในชั้นฟ้าทั้งหลายและในแผ่นดินจะเป็นผู้แทนสื่อกลาง อัลลอฮ์ ในลักษณะที่บรรดาผู้ตั้งภาคีหมายมุ่ง และสิ่งใดที่อัลลอฮ์ไม่ทรงทราบว่ามีอยู่ ก็ย่อมไม่มีอยู่ เพราะแท้จริงไม่มีสิ่งใดจะซ่อนเร้นจากพระองค์ไปได้ และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿تَنزِيلُ ٱلۡكِتَٰبِ مِنَ ٱللَّهِ ٱلۡعَزِيزِ ٱلۡحَكِيمِ 1 إِنَّآ أَنزَلۡنَآ إِلَيۡكَ ٱلۡكِتَٰبَ بِٱلۡحَقِّ فَٱعۡبُدِ ٱللَّهَ مُخۡلِصٗا لَّهُ ٱلدِّينَ2 أَلَا لِلَّهِ ٱلدِّينُ ٱلۡخَالِصُۚ وَٱلَّذِينَ ٱتَّخَذُواْ مِن دُونِهِۦٓ أَوۡلِيَآءَ مَا نَعۡبُدُهُمۡ إِلَّا لِيُقَرِّبُونَآ إِلَى ٱللَّهِ زُلۡفَىٰٓ إِنَّ ٱللَّهَ يَحۡكُمُ بَيۡنَهُمۡ فِي مَا هُمۡ فِيهِ يَخۡتَلِفُونَۗ إِنَّ ٱللَّهَ لَا يَهۡدِي مَنۡ هُوَ كَٰذِبٞ كَفَّارٞ3﴾

"คัมภีร์นี้เป็นการประทานลงมาจากอัลลอฮฺ ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ

แท้จริงเราได้ประทานคัมภีร์มายังเจ้าด้วยสัจธรรม ดังนั้นเจ้าจงเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ โดยเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใจในศาสนาต่อพระองค์

พึงทราบเถิด การอิบาดะฮฺโดยบริสุทธิ์ใจนั้นเป็นของอัลลอฮฺองค์เดียว ส่วนบรรดาผู้ที่ยึดถือเอาบรรดาผู้คุ้มครองอื่นจากอัลลอฮฺ โดยกล่าวว่าเรามิได้เคารพภักดีพวกเขา เว้นแต่เพื่อทำให้เราเข้าใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺ จะทรงตัดสินระหว่างพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกันในเรื่องนั้น แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงชี้นำทางแก่ผู้กล่าวเท็จ ผู้ไม่สำนึกบุญคุณ" [ซูเราะฮ์ อัซซุมัร: 1-3].

และความหมายของคำว่าศาสนา ที่นี้คือ อิบาดะฮ์ (การเคารพสักการะ) ซึ่งก็คือ การเชื่อฟังอัลลอฮ์และการเชื่อฟังเราะซูลของพระองค์ ﷺ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และสิ่งที่รวมอยู่ในนั้น ได้แก่ การวิงวอน (ดุอาอ์) และการวอนขอความช่วยเหลือ ความยำเกรงและความหวัง การเชือดสัตว์บูชาและการบนบาน ทั้งยังรวมถึง การละหมาดและการถือศีลอด และอื่นๆ จากสิ่งที่อัลลอฮ์และรอซูลของพระองค์ทรงบัญชาไว้ ดังนั้น พระองค์อัลลอฮ์ตะอาลาผู้ทรงบริสุทธิ์ยิ่ง ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเคารพสักการะ (อิบาดะฮ์) ต้องกระทำเพื่อพระองค์เพียงผู้เดียว และจำเป็น(วาญิบ)แก่บ่าวทั้งหลายที่จะต้องทำให้การเคารพสักการะดังกล่าวบริสุทธิ์ใจเพื่อพระองค์ ผู้ทรงเกริกเกียรติสูงสุด เพราะแท้จริงการที่พระองค์ทรงสั่งใช้ท่านนบีให้ทำการเคารพสักการะอย่างบริสุทธิ์เพื่อพระองค์นั้น เป็นคำสั่งใช้แก่สมาชิกทุกคนของประชาชาตินี้

หลังจากนั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ชี้แจงเกี่ยวกับผู้ปฏิเสธศรัทธา โดยพระองค์ทรงตรัสว่า :

﴿وَٱلَّذِينَ ٱتَّخَذُواْ مِن دُونِهِۦٓ أَوۡلِيَآءَ مَا نَعۡبُدُهُمۡ إِلَّا لِيُقَرِّبُونَآ إِلَى ٱللَّهِ زُلۡفَىٰٓ﴾

"ส่วนบรรดาผู้ที่ยึดถือเอาบรรดาผู้คุ้มครองอื่นจากอัลลอฮฺ โดยกล่าวว่าเรามิได้เคารพภักดีพวกเขา เว้นแต่เพื่อทำให้เราเข้าใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ" [ซูเราะฮ์ อัซซุมัร: 3]. แล้วอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงหักล้างคำกล่าวของพวกเขาด้วยพระดำรัสของพระองค์ โดยที่พระองค์ทรงตรัสว่า:

﴿...إِنَّ ٱللَّهَ يَحۡكُمُ بَيۡنَهُمۡ فِي مَا هُمۡ فِيهِ يَخۡتَلِفُونَۗ إِنَّ ٱللَّهَ لَا يَهۡدِي مَنۡ هُوَ كَٰذِبٞ كَفَّارٞ﴾

"แท้จริงอัลลอฮฺ จะทรงตัดสินระหว่างพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกันในเรื่องนั้น แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงชี้นำทางแก่ผู้กล่าวเท็จ ผู้ไม่สำนึกบุญคุณ" [ซูเราะฮ์ อัซซุมัร : 3] ดังนั้น อัลลอฮ์ได้ทรงแจ้งไว้ในอายะฮ์อันทรงเกียรตินี้ว่า บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธามิได้เคารพภักดีบรรดาผู้คุ้มครองอื่นจากพระองค์ เว้นแต่เพื่อทำให้พวกเขาได้เข้าใกล้อัลลอฮ์โดยสนิทยิ่งขึ้น และนั่นแหละคือจุดมุ่งหมายของบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธามาแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน และอัลลอฮ์ได้ทรงลบล้างสิ่งนั้นด้วยดำรัสของพระองค์ที่ตรัสว่า:

﴿...إِنَّ ٱللَّهَ يَحۡكُمُ بَيۡنَهُمۡ فِي مَا هُمۡ فِيهِ يَخۡتَلِفُونَۗ إِنَّ ٱللَّهَ لَا يَهۡدِي مَنۡ هُوَ كَٰذِبٞ كَفَّارٞ﴾

"แท้จริงอัลลอฮฺ จะทรงตัดสินระหว่างพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกันในเรื่องนั้น แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงชี้นำทางแก่ผู้กล่าวเท็จ ผู้ไม่สำนึกบุญคุณ" [ซูเราะฮ์ อัซ-ซุมัร : 3] ดังนั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงอธิบายอย่างชัดแจ้งถึงความเท็จของพวกเขาในข้ออ้างที่ว่าบรรดาพระเจ้าของพวกเขาจะนำพาพวกเขาเข้าใกล้อัลลอฮ์ได้ และทรงชี้ให้เห็นถึงความเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาของพวกเขา อันเกิดจากสิ่งที่พวกเขาได้ทุ่มเทอิบาดะฮ์ให้แก่พวกมัน และด้วยเหตุนี้ ทุกผู้ที่มีวิจารณญาณเพียงน้อยนิดย่อมรู้ว่า บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในยุคแรกนั้น ความเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาของพวกเขาเกิดจากการที่พวกเขาได้ยึดเอาบรรดานบีและบรรดาเอาลิยาอ์ ตลอดจนต้นไม้และก้อนหิน และสิ่งที่ถูกสร้างอื่นๆ ทั้งหลาย มาเป็นผู้ขอชะฟาอะฮ์ระหว่างพวกเขากับอัลลอฮ์ และความเชื่อของพวกเขาว่า บรรดาที่พวกเขาบูชาสามารถสนองตอบความต้องการและความจำเป็นของพวกเขาได้ โดยปราศจากการอนุมัติและความพอพระทัยจากพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ดุจเช่นที่บรรดารัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นผู้สื่อกลาง (ชะฟาอะฮ์) ต่อกษัตริย์ แล้วพวกเขาก็ได้เทียบเคียงพระองค์ ผู้ทรงเกริกเกียรติยิ่ง เข้ากับกษัตริย์และบรรดาผู้นำ และพวกเขากล่าวว่า: เช่นเดียวกับว่าผู้ที่มีความจำเป็นต่อกษัตริย์และผู้นำ ย่อมให้บรรดาคนสนิทและรัฐมนตรีของเขาเป็นผู้แทนสื่อกลางต่อเขา ฉะนั้นพวกเราก็แสวงหาความใกล้ชิดต่ออัลลอฮ์ด้วยการเคารพสักการะบรรดาศาสนทูตและบรรดาผู้ใกล้ชิดของพระองค์ และนี่ย่อมเป็นความเท็จอย่างถึงที่สุด เพราะแท้จริงพระองค์ ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์นั้น ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ และไม่อาจนำไปเทียบกับสิ่งถูกสร้างของพระองค์ และไม่มีผู้ใดจะเป็นผู้แทนสื่อกลาง พระองค์ได้ นอกจากโดยที่พระองค์ทรงอนุญาตในการเป็นสื่อกลาง และพระองค์จะไม่ทรงอนุญาต นอกจากแก่บรรดาผู้ยึดมั่นในเตาฮีด และพระองค์ ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์และผู้ทรงสูงส่ง ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสรรพสิ่ง ทรงรอบรู้ในทุกสิ่ง และพระองค์คือผู้ทรงเมตตาที่สุดในบรรดาผู้ทรงเมตตาทั้งหลาย พระองค์ไม่ทรงเกรงผู้ใดและไม่ทรงหวั่นกลัวผู้ใด เพราะแท้จริงพระองค์ ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์ คือผู้ทรงอำนาจเด็ดขาดอยู่เหนือปวงบ่าวของพระองค์ และเป็นผู้ทรงจัดการกิจการของพวกเขาตามที่พระองค์ทรงประสงค์ ต่างจากบรรดากษัตริย์และผู้นำ เพราะพวกเขามิอาจกระทำได้ทุกสิ่ง ฉะนั้นพวกเขาจึงจำเป็นต้องมีผู้คอยช่วยเหลือในสิ่งที่พวกเขาอาจไม่สามารถทำได้ กล่าวคือบรรดารัฐมนตรี คนใกล้ชิด และทหารของพวกเขา อีกทั้งพวกเขายังจำเป็นต้องมีผู้คอยแจ้งให้พวกเขาทราบถึงความต้องการของผู้ที่พวกเขามิได้รู้ถึงความต้องการนั้น จึงต้องมีผู้ที่คอยวิงวอนขอความเมตตาและขอให้พวกเขาพึงพอใจจากบรรดารัฐมนตรีและคนใกล้ชิดของพวกเขา ส่วนอัลลอฮ์ พระผู้ทรงอภิบาล ผู้ทรงบริสุทธิ์ พระองค์ทรงมั่งคั่งสูงส่งไม่จำเป็นต้องพึ่งสิ่งถูกสร้างทั้งหมดของพระองค์ และพระองค์ทรงเมตตาต่อพวกเขายิ่งกว่ามารดาของพวกเขาเอง และพระองค์คือผู้ทรงพิพากษาผู้ทรงยุติธรรม ทรงวางสรรพสิ่งไว้ ที่อันสมควร ตามที่สอดคล้องกับพระปรีชาญาณ พระความรอบรู้ และพระเดชานุภาพของพระองค์ ฉะนั้นจึงไม่อาจเปรียบเทียบพระองค์กับสิ่งถูกสร้างของพระองค์ได้เลยในแง่มุมใดๆ ทั้งสิ้น ดังนั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงชี้แจงไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ว่า แท้จริงบรรดาผู้ตั้งภาคีได้ยอมรับว่า พระองค์คือผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพ ผู้ทรงควบคุมจัดการ และว่า พระองค์เท่านั้นคือผู้ทรงตอบรับผู้ที่ตกอยู่ในภาวะคับขัน ทรงขจัดสิ่งที่เลวร้าย และทรงให้มีชีวิตและทรงให้ตาย ตลอดจนการกระทำอื่นๆ อีกของพระองค์ และแท้จริง ความขัดแย้งระหว่างบรรดาผู้ที่ตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺกับบรรดาเราะซูลนั้น อยู่ที่เรื่องการเคารพสักการะต่ออัลลอฮฺเพียงองค์เดียวด้วยการเป็นผู้ที่บริสุทธิ์ใจต่อพระองค์ ดังที่พระองค์ผู้ทรงเกริกเกียรติสูงส่งได้ตรัสไว้ว่า:

﴿وَلَئِن سَأَلۡتَهُم مَّنۡ خَلَقَهُمۡ لَيَقُولُنَّ ٱللَّهُ...﴾

"และถ้าเจ้าถามพวกเขาว่า ใครเป็นผู้สร้างพวกเขา แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่า อัลลอฮฺ..." [ซูเราะฮ์ อัซ-ซุครุฟ: 87]، และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿قُلۡ مَن يَرۡزُقُكُم مِّنَ ٱلسَّمَآءِ وَٱلۡأَرۡضِ أَمَّن يَمۡلِكُ ٱلسَّمۡعَ وَٱلۡأَبۡصَٰرَ وَمَن يُخۡرِجُ ٱلۡحَيَّ مِنَ ٱلۡمَيِّتِ وَيُخۡرِجُ ٱلۡمَيِّتَ مِنَ ٱلۡحَيِّ وَمَن يُدَبِّرُ ٱلۡأَمۡرَۚ فَسَيَقُولُونَ ٱللَّهُۚ فَقُلۡ أَفَلَا تَتَّقُونَ31﴾

"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ใครเป็นผู้ประทานปัจจัยยังชีพที่มาจากฟากฟ้าและแผ่นดินแก่พวกท่าน หรือใครเป็นเจ้าของการได้ยินและการมองและใครเป็นผู้ให้มีชีวิตหลังจากการตาย และเป็นผู้ให้ตายหลังจากมีชีวิตมา และใครเป็นผู้บริหารกิจการ แล้วพวกเขาจะกล่าวกันว่า อัลลอฮฺ ดังนั้นจงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) พวกท่านไม่ยำเกรงหรือ" (ซูเราะฮ์ ยูนุส : 31)، และโองการทั้งหลายจากอัลกุรอานที่มีความหมายในทำนองนี้มีอยู่มากมาย

เราได้กล่าวมาก่อนแล้วถึงโองการทั้งหลายที่บ่งชี้ว่า ความขัดแย้งระหว่างบรรดาเราะซูลกับบรรดาประชาชาตินั้น แท้จริงอยู่ที่การทำอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์เพียงผู้เดียวอย่างบริสุทธิ์ ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿وَلَقَدۡ بَعَثۡنَا فِي كُلِّ أُمَّةٖ رَّسُولًا أَنِ ٱعۡبُدُواْ ٱللَّهَ وَٱجۡتَنِبُواْ ٱلطَّٰغُوتَ...﴾

"และโดยแน่นอน เราได้ส่งร่อซูลมาในทุกประชาชาติ (โดยบัญชาว่า) พวกท่านจงเคารพภักดีอัลลอฮฺ และจงหลีกหนีให้ห่างจากพวกเจว็ด..." (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลฺ : 36), และบรรดาโองการที่มาในความหมายเดียวกันกับมัน และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงอธิบายในหลายแห่งของคัมภีร์อันทรงเกียรติของพระองค์ถึงเรื่องของการชะฟาอะฮ์ แล้วอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿...مَن ذَا ٱلَّذِي يَشۡفَعُ عِندَهُۥٓ إِلَّا بِإِذۡنِهِ...﴾

"ใครเล่าคือผู้ที่จะขอความช่วยเหลือให้แก่ผู้อื่น ที่พระองค์ได้ นอกจากด้วยอนุมัติของพระองค์เท่านั้น" [ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์: 255]، และอัลลอฮ์ อัซซะวะญัล ตรัสว่า:

﴿وَكَم مِّن مَّلَكٖ فِي ٱلسَّمَٰوَٰتِ لَا تُغۡنِي شَفَٰعَتُهُمۡ شَيۡـًٔا إِلَّا مِنۢ بَعۡدِ أَن يَأۡذَنَ ٱللَّهُ لِمَن يَشَآءُ وَيَرۡضَىٰٓ26﴾

"และมะลักกี่มากน้อยในชั้นฟ้าทั้งหลายนั้นการชะฟาอะฮฺของพวกเขาจะไม่อำนวยประโยชน์อันใด (แก่พวกเขา)เว้นแต่หลังจากอัลลอฮฺจะทรงอนุมัติแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และทรงพอพระทัย" [ซูเราะฮ์ อัน-นัจญ์มิ: 26].

และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสเกี่ยวกับลักษณะของมลาอิกะฮ์ว่า:

﴿...وَلَا يَشۡفَعُونَ إِلَّا لِمَنِ ٱرۡتَضَىٰ وَهُم مِّنۡ خَشۡيَتِهِۦ مُشۡفِقُونَ﴾

"และพวกเขาจะไม่ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ใด นอกจากผู้ที่พระองค์ทรงพอพระทัย และเนื่องจากความกลัวพวกเขาจึงเนื้อตัวสั่น" (ซูเราะฮ์ อัล-อันบิยาอ์ : 28)

และพระองค์ผู้ทรงเกริกเกียรติยิ่งได้ทรงแจ้งว่า พระองค์ไม่ทรงพอพระทัยการปฏิเสธศรัทธาจากบ่าวของพระองค์ แต่ทรงพอพระทัยจากพวกเขาเพียงความกตัญญูเท่านั้น และความกตัญญูนั้นคือการยืนยันเอกภาพของพระองค์และการปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿إِن تَكۡفُرُواْ فَإِنَّ ٱللَّهَ غَنِيٌّ عَنكُمۡۖ وَلَا يَرۡضَىٰ لِعِبَادِهِ ٱلۡكُفۡرَۖ وَإِن تَشۡكُرُواْ يَرۡضَهُ لَكُمۡ...﴾

"หากพวกเจ้าปฏิเสธศรัทธา ดังนั้น แท้จริงอัลลอฮฺนั้น ทรงพอเพียงจากพวกเจ้าและจะไม่ทรงปิติยินดีต่อการเนรคุณของปวงบ่าวของพระองค์ และหากพวกเจ้ากตัญญู พระองค์ก็จะทรงปิติยินดีต่อพวกเจ้า..." (ซูเราะฮ์ อัซ-ซุมัร : 7)

อัลบุคอรีย์ได้บันทึกไว้ในเศาะฮีหฺของท่านว่า จากท่านอบูฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮู เล่าว่า: “โอ้ท่านเราะสูลุลลอฮ์! มนุษย์คนใดหรือที่จะมีความสุขมากที่สุดจากการได้รับการช่วยเหลือของท่าน?” ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า:

«مَنْ قَالَ: لَا إِلهَ إِلَّا اللهُ خَالِصًا مِنْ قَلْبِهِ».

"ผู้ใดกล่าวว่า:"ลาอิลาฮา อิลลัลลอฮ์"(ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮฺ) ด้วยความบริสุทธิ์ใจจากหัวใจของเขา" หรือท่านกล่าวว่า:

«مِنْ نَفْسِهِ».

"จากตัวของเขาเอง"

และมีบันทึกในเศาะเฮี๊ยะฮ์ว่า จากท่านอนัส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า จากท่านนบีกล่าวว่า :

«لِكُلِّ نَبِيٍّ دَعْوَةٌ مُسْتَجَابَةٌ، فَتَعَجَّلَ كُلُّ نَبِيٍّ دَعْوَتَهُ، وَإِنِّي اخْتَبَأْتُ دَعْوَتِي شَفَاعَةً لِأُمَّتِي يَوْمَ الْقِيَامَةِ، فَهِيَ نَائِلَةٌ إِنْ شَاءَ اللَّهُ مَنْ مَاتَ مِنْ أُمَّتِي لَا يُشْرِكُ بِاللَّهِ شَيْئًا».

ً“สำหรับนบีทุกท่าน ย่อมมีการขอพรที่ถูกตอบรับหนึ่งครั้ง ดังนั้นนบีทุกท่านก็ได้เร่งใช้การขอพรของตน และแท้จริงฉันได้เก็บการขอพรของฉันไว้เพื่อเป็นการชะฟาอะฮ์ (ขอการช่วยเหลือ) แก่ประชาชาติของฉันในวันกิยามะฮ์ ดังนั้น การชะฟาอะฮ์นั้น หากอัลลอฮ์ทรงประสงค์ จะได้แก่ผู้ใดก็ตามจากประชาชาติของฉันที่เสียชีวิตไปโดยไม่ตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์แม้เพียงสิ่งใด หะดีษในความหมายนี้มีมากมาย.

และบรรดาโองการและหะดีษทั้งหมดที่ได้กล่าวมานั้น ล้วนเป็นหลักฐานที่แสดงว่า การเคารพสักการะ (อิบาดะฮ์) เป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์เพียงผู้เดียว และไม่อนุญาตให้มอบสิ่งใดจากการนั้นแก่ผู้ใดนอกเหนือจากอัลลอฮ์ ไม่ว่าจะเป็นบรรดานบีหรือนอกเหนือจากพวกเขาก็ตาม และแท้จริงการให้ความช่วยเหลือเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเกียรติอันสูงส่ง ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿قُل لِّلَّهِ ٱلشَّفَٰعَةُ جَمِيعٗا...﴾

"จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ความช่วยเหลือนั้นเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺโดยสิ้นเชิง..." (ซูเราะฮ์ อัซซุมัร : 44) และไม่มีใครมีสิทธิที่จะได้รับการชะฟาอะฮฺ เว้นแต่หลังจากที่พระองค์ได้ทรงอนุญาตแก่ผู้ทำการชะฟาอะฮ์ และทรงพอพระทัยต่อผู้ที่ถูกขอชะฟาอะฮฺให้ และพระองค์ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ จะไม่พอพระทัยเว้นแต่เตาฮีดเท่านั้น ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ดังนั้น อาศัยเหตุดังกล่าว บรรดาผู้ตั้งภาคีไม่มีส่วนอันใดในการให้ความช่วยเหลือ และอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงอธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนในดำรัสของพระองค์ที่ว่า:

﴿فَمَا تَنفَعُهُمۡ شَفَٰعَةُ ٱلشَّٰفِعِينَ 48﴾

"ดังนั้นการชะฟาอะฮฺของบรรดาผู้มีชะฟาอะฮฺจะไม่เกิดประโยชน์อันใดแก่พวกเขา 48" (อัล-มุดดัษษิร : 48) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿...مَا لِلظَّٰلِمِينَ مِنۡ حَمِيمٖ وَلَا شَفِيعٖ يُطَاعُ﴾

"ไม่มีมิตรที่สนิทสนมสำหรับบรรดาผู้อธรรม และไม่มีผู้ช่วยเหลือคนใดที่จะถูกเชื่อฟัง"

(ซูเราะฮ์ ฆอฟิร : 18)

และเป็นที่ทราบกันว่า การอธรรมเมื่อกล่าวโดยทั่วไปนั้น คือการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า :

﴿...وَٱلۡكَٰفِرُونَ هُمُ ٱلظَّٰلِمُونَ﴾

"และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธานั้น คือ พวกที่อธรรม(แก่ตัวเอง) (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 254) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿...إِنَّ ٱلشِّرۡكَ لَظُلۡمٌ عَظِيمٞ﴾

"แท้จริงการตั้งภาคีนั้นเป็นความผิดอย่างมหันต์โดยแน่นอน" (ซูเราะฮ์ ลุกมาน : 13)

ส่วนสิ่งที่ท่านกล่าวไว้ในคำถาม จากคำกล่าวของบรรดาชาวซูฟีย์บางคนในมัสยิดและที่อื่น ว่า: "อัลลอฮุมม่า ศ็อลลิ อะลา มัน ญะอัลตะฮู สะบะบัน ลินชิกอ-กิ อัสรอ-ริกัล-ญะบะรูตียะฮฺ, วัลอินฟิลา-ก็อน ลิ-อันวาริกัร-เราะหมานียะฮฺ, ฟะศอ-ระ นา-อิบัน อะนิล-หัฎเราะติร-ร็อบบานียะฮฺ, วะ คอลีฟะตะ อัสรอ-ริกัซ-ซาตียะฮฺ..." (โอ้อัลลอฮ์ โปรดทรงทำการเศาะละวาตแด่ผู้ที่พระองค์ทรงทำให้เขาเป็นสาเหตุแห่งการปริแตกของบรรดาความเร้นลับแห่งญับบะรูตของพระองค์ และการแตกออกของบรรดาแสงสว่างแห่งพระเมตตาของพระองค์ จนเขากลายเป็นผู้แทนของหัฎเราะฮ์ร็อบบานียะฮ์ และเป็นผู้สืบแทนแห่งบรรดาความลับแห่งซาติของพระองค์ ... เป็นต้น)

คำตอบคือ ให้กล่าวว่า: แท้จริงถ้อยคำเช่นนี้และสิ่งที่คล้ายคลึงกันนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการปรุงแต่งและการถือเคร่งเกินเลย ซึ่งท่านนบีมุหัมมัดได้ตักเตือนไว้ให้ระวัง ดังที่มุสลิมได้บันทึกไว้ในเศาะฮีหฺ จากท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านเราะซุลลุลลอฮฺกล่าวว่า:

«هَلَكَ المُتَنَطِّعُونَ» قَالَهَا ثَلَاثًا.

"ผู้เคร่งครัดเกินขอบเขตในเรื่องศาสนา ได้พินาศย่อยยับแล้ว" ท่านกล่าวซ้ำ 3 ครั้ง

ท่านอิหม่ามอัลคอตตอบีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ์ กล่าวว่า: ผู้เสแสร้งให้ยุ่งยาก: ผู้ลงลึกเกินควรในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ผู้เสแสร้งในการสืบค้นสิ่งนั้น ตามแนวทางของอะฮ์ลุลกะลาม ผู้เข้าไปยุ่งในสิ่งที่มิใช่กิจของตน และผู้จมดิ่งในสิ่งที่ปัญญาของพวกเขามิอาจเอื้อมถึง

ท่านอบูสะอาดาต อิบนุลอะษีร กล่าวว่า: พวกเขาคือผู้ที่เจาะลึกและเลยเถิดในการพูด ผู้ที่พูดจากส่วนปลายสุดของลำคอ คำนี้มาจากคำว่าอัล-นิตอ์ซึ่งหมายถึงโพรงส่วนบนของปาก แล้วต่อมาถูกใช้เรียกผู้ที่เจาะลึกเกินควรทั้งในถ้อยคำและการกระทำ

จากสิ่งที่อิมามทั้งสองท่านในหมู่นักปราชญ์ทางภาษาได้กล่าวไว้ ย่อมเห็นได้ชัดแก่ท่านและแก่ผู้ใดก็ตามที่มีวิจารณญาณแม้เพียงเล็กน้อยว่า วิธีการเช่นนี้ในการกล่าวเศาะละวาตและสลามต่อท่านนบีและนายของเรา รอซูลุลลอฮ์จัดอยู่ในบรรดาความประดิษฐ์ประดอยและความเคร่งครัดเกินเลยที่ถูกห้าม และสิ่งที่ถูกบัญญัติสำหรับมุสลิมในประเด็นนี้ คือให้ยึดถือวิธีการที่ได้รับการยืนยันแน่นอนจากท่านนบีในลักษณะการเศาะลาวาตและสลามแก่ท่าน และด้วยสิ่งนั้นย่อมเพียงพอแล้ว ไม่จำต้องพึ่งสิ่งอื่น

และในบรรดาสิ่งนั้นคือ: สิ่งที่อัล-บุคอรีและมุสลิมได้รายงานไว้ในเศาะฮีฮ์ทั้งสอง จากกะอ์บิ บิน อุจเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า บรรดาศ่อฮาบะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ได้กล่าวว่า: โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์! อัลลอฮ์ได้สั่งใช้พวกเราให้เศาะละวาตแก่ท่าน ดังนั้นพวกเราจะเศาะละวาตแก่ท่านอย่างไร? ท่านนบีจึงกล่าวว่า:

«قُولُوا: اللَّهُمَّ صَلِّ عَلَى مُحَمَّدٍ وَعَلَى آلِ مُحَمَّدٍ كَمَا صَلَّيْتَ عَلَى إِبرَاهِيمَ وَعَلَى آلِ إِبرَاهِيمَ، إِنَّكَ حَمِيدٌ مَجِيدٌ، وَبَارِكْ عَلَى مُحَمَّدٍ وَعَلَى آلِ مُحَمَّدٍ كَمَا بَارَكْتَ عَلَى إِبرَاهِيمَ وَعَلَى آلِ إِبرَاهِيمَ إِنَّكَ حَمِيدٌ مَجِيدٌ».

พวกท่านจงกล่าวว่า:"อัลลอฮุมม่า ศ็อลลิ อะลา มุหัมมัดฺ, วะ อะลา อา-ลิ มุหัมมัดฺ,กะมา ศ็อลลัยตะ อะลา อิบรอฮีม, วะ อะลา อา-ลิ อิบรอฮีม,อินนะกะ หะมีดุน มะญีดฺ,วะ บาริกฺ อะลา มุหัมมัดฺ, วะ อะลา อา-ลิ มุหัมมะดฺ,กะมา บา-ร็อกตะ อะลา อิบรอฮีม, วะ อะลา อา-ลิ อิบรอฮีม,อินนะกะ หะมีดุน มะญีดฺ" (โอ้อัลลอฮ์ ขอพระองค์ทรงประทานการสดุดีแด่มุฮัมมัดและครอบครัวของมุฮัมมัดเช่นที่พระองค์ทรงประทานการสดุดีแด่อิบรอฮีมและครอบครัวของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์นั้นทรงยิ่งด้วยการสรรเสริญและบารมีอันสูงส่ง และขอทรงประทานความจำเริญแด่มุฮัมมัดและครอบครัวของมุฮัมมัดเช่นที่พระองค์ทรงประทานความจำเริญแด่อิบรอฮีมและครอบครัวของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์นั้นทรงยิ่งด้วยการสรรเสริญและบารมีอันสูงส่ง)

และมีรายงานในเศาะฮีห์ทั้งสอง จากอบูฮุมัยด์ อัส-สาอิดีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า พวกเขาได้กล่าวว่า: โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์! พวกเราจะเศาะละวาตแก่ท่านอย่างไร? ท่านนบีตอบว่า:

«قُولُوا: اللَّهُمَّ صَلِّ عَلَى مُحَمَّدٍ وَعَلَى أَزْوَاجِهِ وَذُرِّيَّتِهِ كَمَا صَلَّيْتَ عَلَى آلِ إِبرَاهِيمَ، وَبَارِكْ عَلَى مُحَمَّدٍ وَعَلَى أَزْوَاجِهِ وَذُرِّيَّتِهِ كَمَا بَارَكْتَ عَلَى آلِ إِبرَاهِيمَ، إِنَّكَ حَمِيدٌ مَجِيدٌ».

พวกท่านจงกล่าวว่า:"อัลลอฮุมม่า ศ็อลลิ อะลา มุหัมมะดฺ, วะ อะลา อัซวาญิฮี วะ ซุรริยยะติฮี,กะมา ศ็อลลัยตะ อะลา อา-ลิ อิบรอฮีม,วะ บาริกฺ อะลา มุหัมมะดฺ, วะ อะลา อัซวาญิฮี วะ ซุรริยยะติฮี,กะมา บา-ร็อกตะ อะลา อา-ลิ อิบรอฮีม,อินนะกะ หะมีดุน มะญีดฺ" (โอ้อัลลอฮฺขอทรงประทานการสดุดีแด่มุหัมมัดและแด่ภรรยารวมถึงครอบครัวของท่านเช่นที่พระองค์ประทานการสดุดีแด่ครอบครัวของอิบรอฮีม และขอทรงประทานความจำเริญแด่มุหัมมัดและแด่ภรรยารวมถึงครอบครัวของท่านเช่นที่พระองค์ประทานความจำเริญแด่ครอบครัวของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์นั้นทรงยิ่งด้วยการสรรเสริญและบารมีอันสูงส่ง)

และในเศาะฮีห์มุสลิม จากท่านอบู มัสอูด อัลอันศอรี เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านบะชีร บิน สะอ์ด กล่าวว่า: โอ้ท่านเราะซูลุลลอฮ์! อัลลอฮ์ได้ทรงสั่งใช้พวกเราให้เศาะละวาตแก่ท่าน ดังนั้นพวกเราจะเศาะละวาตแก่ท่านอย่างไร? แล้วท่านก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงกล่าวว่า:

«قُولُوا: اللَّهُمَّ صَلِّ عَلَى مُحَمَّدٍ وَعَلَى آلِ مُحَمَّدٍ؛ كَمَا صَلَّيْتَ عَلَى آلِ إِبرَاهِيمَ، وَبَارِكْ عَلَى مُحَمَّدٍ وَعَلَى آلِ مُحَمَّدٍ؛ كَمَا بَارَكْتَ عَلَى آلِ إِبرَاهِيمَ فِي العَالَمِينَ، إِنَّكَ حَمِيدٌ مَجِيدٌ، وَالسَّلَامُ كَمَا عَلِمتُم».

จงกล่าวว่า:"อัลลอฮุมม่า ศ็อลลิ อะลา มุหัมมะดฺ, วะ อะลา อา-ลิ มุหัมมะดฺ,กะมา ศ็อลลัยตะ อะลา อา-ลิ อิบรอฮีม,วะ บาริกฺ อะลา มุหัมมะดฺ, วะ อะลา อา-ลิ มุหัมมะดฺ,กะมา บา-ร็อกตะ อะลา อา-ลิ อิบรอฮีม, ฟิล-อา-ละมีน,อินนะกะ หะมีดุน มะญีดฺ" (โอ้อัลลอฮ์ ขอพระองค์ทรงประทานการสดุดีแด่มุฮัมมัดและครอบครัวของมุฮัมมัด เช่นที่พระองค์ทรงประทานการสดุดีแด่ครอบครัวของอิบรอฮีม และขอทรงประทานความจำเริญแด่มุฮัมมัดและครอบครัวของมุฮัมมัด เช่นที่พระองค์ทรงประทานความจำเริญแด่ครอบครัวของอิบรอฮีม ในหมู่สากลโลก แท้จริงพระองค์นั้นทรงยิ่งด้วยการสรรเสริญและบารมีอันสูงส่ง) และการกล่าวคำสลามก็เป็นดังที่พวกท่านได้เรียนรู้

ดังนั้น สำนวนเหล่านี้ และสำนวนที่คล้ายคลึงกัน และอื่น ที่ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นสำนวนที่มาจากท่านนบีจริง คือสิ่งที่มุสลิมควรใช้ในการสดุดีและการให้สลามแด่เราะซูลุลลอฮ์เพราะแท้จริงเราะซูลุลลอฮ์รู้ดียิ่งกว่าผู้คนทั้งหลายว่าอะไรเหมาะสมที่จะถูกใช้ต่อท่าน ฉันใด ท่านก็รู้ดียิ่งกว่าผู้คนทั้งหลายว่า ควรใช้ถ้อยคำใดเมื่อกล่าวถึงพระผู้อภิบาลของท่าน ฉันนั้น

ส่วนถ้อยคำที่จงใจประดิษฐ์ให้ยุ่งยากและที่เกิดขึ้นใหม่ และถ้อยคำที่อาจมีความหมายไม่ถูกต้อง เช่น ถ้อยคำที่ถูกกล่าวไว้ในคำถามนั้น ไม่สมควรนำมาใช้ เพราะมีการประดิษฐ์ให้ยุ่งยากอยู่ในนั้น และเนื่องจากมันอาจถูกตีความไปในความหมายที่เป็นโมฆะ อีกทั้งยังขัดกับถ้อยคำที่ท่านนบีได้ทรงเลือกใช้และชี้แนะไว้แก่ประชาชาติของท่าน ขณะที่ท่านเป็นผู้รู้ยิ่งที่สุดในหมู่สรรพสิ่งที่ถูกสร้าง ผู้หวังดีต่อพวกเขามากที่สุด และห่างไกลที่สุดจากความประดิษฐ์ให้ยุ่งยาก ขอความสรรเสริญและความสันติอันประเสริฐที่สุดจากพระผู้อภิบาลของท่านจงประสบแด่ท่าน.

ทั้งนี้ เราหวังว่า บรรดาหลักฐานที่เราได้กล่าวไว้ในการอธิบายความจริงของเตาฮีด และความจริงของการตั้งภาคี ตลอดจนความแตกต่างระหว่างแนวทางของพวกที่ตั้งภาคีในยุคแรกกับพวกที่ตั้งภาคีในยุคหลังในประเด็นนี้ และการอธิบายวิธีการกล่าวศ็อละวาตที่ชะรีอะฮ์กำหนดต่อท่านรอซูลุลลอฮ์จะเพียงพอและโน้มน้าวใจสำหรับผู้แสวงหาสัจธรรม ส่วนผู้ที่ไม่มีความปรารถนาที่จะรู้จักความจริง ผู้นั้นก็ปฏิบัติตามอารมณ์ปรารถนาของเขา อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿فَإِن لَّمۡ يَسۡتَجِيبُواْ لَكَ فَٱعۡلَمۡ أَنَّمَا يَتَّبِعُونَ أَهۡوَآءَهُمۡۚ وَمَنۡ أَضَلُّ مِمَّنِ ٱتَّبَعَ هَوَىٰهُ بِغَيۡرِ هُدٗى مِّنَ ٱللَّهِۚ إِنَّ ٱللَّهَ لَا يَهۡدِي ٱلۡقَوۡمَ ٱلظَّٰلِمِينَ50﴾

"หากพวกเขาไม่ยอมสนองตอบเจ้า ก็พึงรู้เถิดว่า แท้จริงพวกเขาปฏิบัติตามอารมณ์ต่ำของพวกเขาเท่านั้น และผู้ใดเล่าจะหลงผิดยิ่งไปกว่าผู้ปฏิบัติตามอารมณ์ต่ำของเขา โดยปราศจากแนวทางที่ถูกต้องจากอัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงชี้แนะทางที่ถูกต้องแก่กลุ่มชนผู้อธรรม" [ซูเราะฮ์ อัลเกาะศ็อศ: 50]

ดังนั้นอัลลอฮ์ได้ทรงชี้แจงในโองการอันประเสริฐนี้ว่า มนุษย์นั้น เมื่อพิจารณาต่อสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงส่งนบีของพระองค์ นั่นคือ มุฮัมมัดมาพร้อมด้วยแนวทางที่ถูกต้องและศาสนาแห่งสัจธรรมแล้ว ย่อมแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม:

กลุ่มที่หนึ่ง: ผู้สนองตอบต่ออัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์.

กลุ่มที่สอง: ผู้ที่ปฏิบัติตามอารมณ์ปรารถนาของเขา; แล้วอัลลอฮ์ก็ทรงแจ้งว่า แท้จริงแล้ว ไม่มีใครหลงทางยิ่งไปกว่าผู้ที่ปฏิบัติตามอารมณ์ปรารถนาของเขาโดยปราศจากทางนำจากอัลลอฮ์.

ดังนั้น เราขอให้อัลลอฮ์ผู้ทรงเกริกเกียรติยิ่ง ทรงคุ้มครองให้ปลอดภัยจากการตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ และทรงโปรดให้เราและท่านทั้งหลาย และบรรดาพี่น้องมุสลิมของเราทั้งหมด เป็นผู้ที่ตอบรับต่ออัลลอฮ์และรอซูลของพระองค์ ﷺ เป็นผู้ที่ยกย่องเทิดทูนบทบัญญัติของพระองค์ และเป็นผู้ที่ตักเตือนให้ระวังจากทุกสิ่งที่ขัดกับบทบัญญัติของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นบิดอะฮ์หรืออารมณ์ใฝ่ต่ำ แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ใจดีเสมอ

ขออัลลอฮ์ทรงประทานการสดุดีและความสันติสุขแด่บ่าวของพระองค์และผู้ส่งสารของพระองค์ คือท่านนบีมุฮัมมัดของเรา ประชาชาติของท่าน อัครสาวกของท่าน และบรรดาผู้ที่เจริญรอยตามท่านด้วยความดีงามตราบจนถึงวันแห่งการตัดสิน

 

***

 

th397v4.0 - 16/02/2026