PHPWord

 

 

 

العَقِيدَةُ الصَّحِيْحَةُ وَمَا يُضَادُّهَا

 

อะกีดะฮ์ที่ถูกต้องและสิ่งที่ตรงกันข้ามกับมัน

 

 

لِسَمَاحَةِ الشَّيْخِ العَلَّامَةِ

عَبْدِ العَزِيزِ بْنِ عَبْدِ اللهِ بْنِ بَازٍ

رَحِمَهُ اللهُ

 

เรียบเรียงโดย ชัยค์

อับดุลอะซีซ บิน อับดุลลอฮ บิน บาซ

 

 


بِسْمِ اللهِ الرَّحمَنِ الرَّحِيمِ

ารฉบับที่ : 1

อะกีดะฮ์ที่ถูกต้องและสิ่งที่ตรงกันข้ามกับมัน

เรียบเรียงโดย ชัยค์

อับดุลอะซีซ บิน อับดุลลอฮ บิน บาซ

มวลการสรรเสริญสมบูรณ์ยิ่งเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียว ขอพรอันประเสริฐและความศานติจงมีแด่มุหัมมัด ผู้ซึ่งไม่มีศาสนทูตใดหลังจากท่าน และแด่ประชาชาติ ตลอดจนบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่าน

อนึ่ง: เนื่องจากอะกีดะฮฺ (หลักศรัทธา) ที่ถูกต้องคือรากฐานของศาสนาอิสลาม และเป็นมูลฐานของมิลละฮฺ ฉันจึงเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะกล่าวถึงประเด็นนี้ และทำการเขียนและประพันธ์เพื่ออธิบายและชี้แจงให้กระจ่าง

และเป็นที่ทราบด้วยหลักฐานตามศาสนบัญญัติจากอัลกุรอานและซุนนะฮ์ว่า: แท้จริงการงานและคำพูดทั้งหลายนั้นจะถูกต้องและถูกตอบรับก็เมื่อมันออกมาจากการศรัทธาที่ถูกต้อง ส่วนหากการศรัทธานั้นไม่ถูกต้องแล้ว บรรดาการงานและคำพูดที่สืบเนื่องออกมาจากมันย่อมเป็นโมฆะ ดังที่อัลลอฮฺ ตรัสว่า:

﴿...وَمَن يَكۡفُرۡ بِٱلۡإِيمَٰنِ فَقَدۡ حَبِطَ عَمَلُهُۥ وَهُوَ فِي ٱلۡأٓخِرَةِ مِنَ ٱلۡخَٰسِرِينَ﴾

"และผู้ใดปฏิเสธการศรัทธา แน่นอนงานของเขาก็ไร้ผล ขณะเดียวกันในวันปรโลกพวกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ที่ขาดทุน" (อัล-มาอิดะฮ์ : 5)

และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿وَلَقَدۡ أُوحِيَ إِلَيۡكَ وَإِلَى ٱلَّذِينَ مِن قَبۡلِكَ لَئِنۡ أَشۡرَكۡتَ لَيَحۡبَطَنَّ عَمَلُكَ وَلَتَكُونَنَّ مِنَ ٱلۡخَٰسِرِينَ 65﴾

"และโดยแน่นอน ได้มีวะฮียฺมายังเจ้า (มุฮัมมัด) และมายังบรรดานบีก่อนหน้าเจ้า หากเจ้าตั้งภาคี (กับอัลลอฮฺ) แน่นอนการงานของเจ้าก็จะไร้ผล และแน่นอนเจ้าจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน" [อัซซุมัร : 65]

และอายะฮฺในความหมายนี้มีอยู่มากมาย ทั้งคัมภีร์อันชัดแจ้งของอัลลอฮ์ และซุนนะฮ์ของเราะซูลผู้ซื่อสัตย์ของพระองค์ (ขอพรและสันติอันประเสริฐยิ่งจากพระผู้อภิบาลของท่านจงประสบแด่ท่าน) ได้ชี้ชัดว่า แท้จริงหลักการเชื่อมั่นที่ถูกต้องในศาสนาอิสลามสรุปได้ใน 6 ประการ ได้แก่: การศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา ต่อบรรดามะลาอิกะฮ์ของพระองค์ ต่อบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ ต่อบรรดาเราะซูลของพระองค์ ต่อวันปรโลก และต่อกฎสภาวะทั้งดีและชั่วของพระองค์ ดังนั้น ทั้งหกประการนี้: มันเป็นหลักมูลฐานของความเชื่อที่ถูกต้อง ซึ่งได้มีการประทานไว้ในคัมภีร์ของอัลลอฮฺผู้ทรงเดชานุภาพ และอัลลอฮฺได้ทรงส่งท่านศาสดา (เราะสูล) มุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม มาพร้อมกับหลักการเหล่านี้

และมีหลักฐานมากมายรองรับหลักการทั้งหกประการนี้ ทั้งในอัลกุรอานและซุนนะฮ์ที่เศาะฮีหฺ และส่วนหนึ่งจากหลักฐานเหล่านั้น โดยเป็นตัวอย่าง มีดังนี้:

หนึ่ง: หลักฐานจากคัมภีร์อัลกุรอาน; ส่วนหนึ่งจากหลักฐานเหล่านั้น คือ คำตรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า:

﴿لَّيۡسَ ٱلۡبِرَّ أَن تُوَلُّواْ وُجُوهَكُمۡ قِبَلَ ٱلۡمَشۡرِقِ وَٱلۡمَغۡرِبِ وَلَٰكِنَّ ٱلۡبِرَّ مَنۡ ءَامَنَ بِٱللَّهِ وَٱلۡيَوۡمِ ٱلۡأٓخِرِ وَٱلۡمَلَٰٓئِكَةِ وَٱلۡكِتَٰبِ وَٱلنَّبِيِّـۧنَ...﴾

"หาใช่คุณธรรมไม่ การที่พวกเจ้าผินหน้าของพวกเจ้าไปทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก แต่ทว่าคุณธรรมนั้นคือผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และวันปรโลก และศรัทธาต่อมลาอิกะฮฺ ต่อบรรดาคัมภีร์ และนะบีทั้งหลาย..." (อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 177)

และพระดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลา ว่า:

﴿ءَامَنَ ٱلرَّسُولُ بِمَآ أُنزِلَ إِلَيۡهِ مِن رَّبِّهِۦ وَٱلۡمُؤۡمِنُونَۚ كُلٌّ ءَامَنَ بِٱللَّهِ وَمَلَٰٓئِكَتِهِۦ وَكُتُبِهِۦ وَرُسُلِهِۦ لَا نُفَرِّقُ بَيۡنَ أَحَدٖ مِّن رُّسُلِهِ...﴾

"เราะซูลนั้น (นะบีมุฮัมมัด) ได้ศรัทธาต่อสิ่งที่ได้ถูกประทานลงมาแก่เขา จากพระผู้อภิบาลของเขา และมุมินทั้งหลายก็ศรัทธาด้วย ทุกคนศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และมลาอิกะฮ์ของพระองค์ และบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ และบรรดารอซูลของพระองค์ (พวกเขากล่าวว่า) เราจะไม่แยกระหว่างท่านหนึ่งท่านใดจากบรรดารอซูลของพระองค์..." (อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 285),

และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿يَٰٓأَيُّهَا ٱلَّذِينَ ءَامَنُوٓاْ ءَامِنُواْ بِٱللَّهِ وَرَسُولِهِۦ وَٱلۡكِتَٰبِ ٱلَّذِي نَزَّلَ عَلَىٰ رَسُولِهِۦ وَٱلۡكِتَٰبِ ٱلَّذِيٓ أَنزَلَ مِن قَبۡلُۚ وَمَن يَكۡفُرۡ بِٱللَّهِ وَمَلَٰٓئِكَتِهِۦ وَكُتُبِهِۦ وَرُسُلِهِۦ وَٱلۡيَوۡمِ ٱلۡأٓخِرِ فَقَدۡ ضَلَّ ضَلَٰلَۢا بَعِيدًا 136﴾

"โอ้ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงศรัทธาต่ออัลลอฮฺและเราะซูลของพระองค์เถิด และคัมภีร์ที่พระองค์ได้ทรงประทานลงมาแก่รอซูลของพระองค์ และคัมภีร์ที่พระองค์ได้ทรงประทานลงมาก่อนนั้น และผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และมลาอิกะฮฺของพระองค์ และบรรดาคัมภีร์ของพระองค์และบรรดารอซูลของพระองค์ และวันปรโลกแล้วไซร้ แน่นอนเขาก็ได้หลงทางไปแล้วอย่างไกล" (อัน-นิสาอ์ : 136)

และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿أَلَمۡ تَعۡلَمۡ أَنَّ ٱللَّهَ يَعۡلَمُ مَا فِي ٱلسَّمَآءِ وَٱلۡأَرۡضِۚ إِنَّ ذَٰلِكَ فِي كِتَٰبٍۚ إِنَّ ذَٰلِكَ عَلَى ٱللَّهِ يَسِيرٞ 70﴾

"เจ้ามิรู้ดอกหรือว่า แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าและแผ่นดิน แท้จริงสิ่งนั้นอยู่ในบันทึกแล้ว แท้จริงในการนั้นเป็นการง่ายดายสำหรับอัลลอฮฺ" [ซูเราะฮ์ อัลฮัจญ์ : 70]

สอง: หลักฐานจากซุนนะฮ์: ได้แก่ หะดีษที่เศาะฮีหฺและเป็นที่รู้จัก ซึ่งอิม่ามมุสลิมได้บันทึกไว้ในศอเฮียะฮฺของท่าน จากหะดีษของอมีรุลมุอ์มินีน อุมัร อิบนุค็อฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า มลาอิกะฮ์ญิบรออีล อะลัยฮิสสลาม ได้ถามท่านนบีเกี่ยวกับการศรัทธา ท่านจึงตอบว่า:

«الإِيمَانُ أَنْ تُؤْمِنَ بِاللَّهِ، وَمَلَائِكَتِهِ، وَكُتُبِهِ، وَرُسُلِهِ، وَاليَوْمِ الآخِرِ، وَتُؤْمِنَ بِالقَدَرِ خَيْرِهِ وَشَرِّهِ».

การศรัทธา คือการที่ท่านศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ต่อบรรดามะลาอิกะฮ์ของพระองค์ ต่อบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ ต่อบรรดาเราะสูลของพระองค์ ต่อวันปรโลก และท่านศรัทธาต่อการกฎสภาวะการณ์ของพระองค์ทั้งดีและชั่ว1. หะดีษ, บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์และมุสลิม โดยมีความแตกต่างเล็กน้อย จากหะดีษของอบูฮุรอยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮู

และสิ่งที่แตกแขนงออกจากรากฐานของการศรัทธาทั้งหกประการนี้ ได้แก่: ทุกสิ่งที่มุสลิมจำเป็นต้องยึดถือในด้านความเชื่อและศรัทธาต่อมัน ในเรื่องที่เกี่ยวกับอัลลอฮ์ ตะอาลา ในเรื่องวันอาคิเราะฮ์ และเรื่องอื่นๆ ในบรรดาสิ่งเร้นลับ ตามที่อัลลอฮ์ ตะอาลา และเราะซูลของพระองค์ได้แจ้งข่าวไว้

รายละเอียดของหลักการทั้งหกประการนี้ มีดังต่อไปนี้

 

หลักข้อที่หนึ่ง: ศรัทธาต่ออัลลอฮ์

ซึ่งประกอบด้วยหลายประการ ส่วนหนึ่งมีดังต่อไปนี้: การศรัทธาว่าแท้จริงพระองค์คือพระเจ้าที่แท้จริง ผู้ที่คู่ควรแก่การเคารพสักการะเพียงผู้เดียวโดยไม่มีสิ่งอื่นเป็นภาคี เนื่องจากพระองค์คือผู้ทรงสร้างปวงบ่าว ผู้ทรงประทานความโปรดปรานแก่พวกเขา ผู้ประทานปัจจัยยังชีพแก่พวกเขา ผู้ทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเขาปกปิดและสิ่งที่พวกเขาเปิดเผย และผู้ทรงเดชานุภาพในการประทานรางวัลแก่ผู้เชื่อฟังของพวกเขา และลงโทษผู้ฝ่าฝืนของพวกเขา

และอัลลอฮ์ได้ทรงสร้างญินและมนุษย์ขึ้นมาเพื่อการทำอิบาดะฮ์นี้ และทรงสั่งใช้พวกเขาให้ปฏิบัติอิบาดะฮ์ดังกล่าว ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿وَمَا خَلَقۡتُ ٱلۡجِنَّ وَٱلۡإِنسَ إِلَّا لِيَعۡبُدُونِ 56 مَآ أُرِيدُ مِنۡهُم مِّن رِّزۡقٖ وَمَآ أُرِيدُ أَن يُطۡعِمُونِ 57 إِنَّ ٱللَّهَ هُوَ ٱلرَّزَّاقُ ذُو ٱلۡقُوَّةِ ٱلۡمَتِينُ 58﴾

"และข้ามิได้สร้างญิน และมนุษย์เพื่ออื่นใด เว้นแต่เพื่อเคารพภักดีต่อข้า"

"ข้าไม่ต้องการปัจจัยยังชีพจากพวกเขา และข้าก็ไม่ต้องการให้พวกเขาให้อาหารแก่ข้า " 57

"แท้จริงอัลลอฮฺ คือผู้ประทานปัจจัยยังชีพอันมากหลาย ผู้ทรงพลัง ผู้ทรงมั่นคง" 58" [ซูเราะฮ์ อัซ-ซาริยาต: 56-58]

และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿يَٰٓأَيُّهَا ٱلنَّاسُ ٱعۡبُدُواْ رَبَّكُمُ ٱلَّذِي خَلَقَكُمۡ وَٱلَّذِينَ مِن قَبۡلِكُمۡ لَعَلَّكُمۡ تَتَّقُونَ 21 ٱلَّذِي جَعَلَ لَكُمُ ٱلۡأَرۡضَ فِرَٰشٗا وَٱلسَّمَآءَ بِنَآءٗ وَأَنزَلَ مِنَ ٱلسَّمَآءِ مَآءٗ فَأَخۡرَجَ بِهِۦ مِنَ ٱلثَّمَرَٰتِ رِزۡقٗا لَّكُمۡۖ فَلَا تَجۡعَلُواْ لِلَّهِ أَندَادٗا وَأَنتُمۡ تَعۡلَمُونَ 22﴾

"มนุษย์เอ๋ย! จงเคารพอิบาดะฮฺ พระผู้อภิบาลของพวกเจ้าที่ทรงบังเกิดพวกเจ้า และบรรดาผู้ที่มาก่อนพวกเจ้าเถิด เพื่อว่าพวกเจ้าจะยำเกรง"

"คือผู้ทรงให้แผ่นดินเป็นที่นอน และฟ้าเป็นอาคารแก่พวกเจ้า และทรงให้น้ำหลั่งลงมาจากฟากฟ้า แล้วได้ทรงให้บรรดาผลไม้ออกมา เนื่องด้วยน้ำนั้น ทั้งนี้เพื่อเป็นปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้า ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่าให้มีผู้เท่าเทียมใด ขึ้น สำหรับอัลลอฮฺ โดยที่พวกเจ้าก็รู้กันอยู่" (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 21-22)

และแน่นอน อัลลอฮ์ได้ส่งบรรดาศาสนทูต และทรงประทานบรรดาคัมภีร์ลงมา: เพื่อชี้แจงสัจธรรมนี้ และเรียกร้องไปสู่การยึดมั่นในสัจธรรมนี้ และเตือนให้ระวังสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสัจธรรมนี้ ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า :

﴿وَلَقَدۡ بَعَثۡنَا فِي كُلِّ أُمَّةٖ رَّسُولًا أَنِ ٱعۡبُدُواْ ٱللَّهَ وَٱجۡتَنِبُواْ ٱلطَّٰغُوتَ...﴾

"และโดยแน่นอน เราได้ส่งร่อซูลมาในทุกประชาชาติ (โดยบัญชาว่า) พวกท่านจงเคารพภักดีอัลลอฮฺ และจงหลีกหนีให้ห่างจากพวกเจว็ด..." [อัน-นะห์ลฺ : 36]

และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿وَمَآ أَرۡسَلۡنَا مِن قَبۡلِكَ مِن رَّسُولٍ إِلَّا نُوحِيٓ إِلَيۡهِ أَنَّهُۥ لَآ إِلَٰهَ إِلَّآ أَنَا۠ فَٱعۡبُدُونِ25﴾

"และเรามิได้ส่งรอซูลคนใดก่อนหน้าเจ้านอกจากเราได้วะฮียฺแก่เขาว่า แท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่เที่ยงแท้ นอกจากข้า ดังนั้นพวกเจ้าจงเคารพภักดีต่อข้า" [ซูเราะฮ์ อัล-อันบิยาอ์: 25].

และอัลลอฮ์ อัซซะวะญัล ตรัสว่า:

﴿الر كِتَابٌ أُحْكِمَتْ آيَاتُهُ ثُمَّ فُصِّلَتْ مِنْ لَدُنْ حَكِيمٍ خَبِيرٍ1 أَلَّا تَعْبُدُوا إِلَّا اللَّهَ إِنَّنِي لَكُمْ مِنْهُ نَذِيرٌ وَبَشِيرٌ2﴾

"อะลีฟ ลาม รอฺ คัมภีร์ที่โองการทั้งหลายของมันถูกทำให้รัดกุมมีระเบียบ แล้วถูกจำแนกเรื่องต่างๆ อย่างชัดแจ้ง จากพระผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงรอบรู้เชี่ยวชาญ"

"เพื่อพวกท่านจะได้ไม่เคารพภักดีผู้ใดนอกจากอัลลอฮฺ แท้จริงฉันได้รับการแต่งตั้งจากพระองค์มายังพวกท่าน เพื่อเป็นผู้ตักเตือนและผู้แจ้งข่าวดี" (ซูเราะฮ์ ฮูด : 1-2)

และความจริงของอิบาดะฮ์นี้ คือ การทำอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์และทรงสูงส่ง เพียงพระองค์เดียว ในทุกสิ่งที่บ่าวใช้ประกอบอิบาดะฮ์ ไม่ว่าจะเป็นการขอวิงวอน การยำเกรง การหวัง การละหมาด การถือศีลอด การเชือด การบนบาน และประเภทอื่น ของการประกอบอิบาดะฮ์ โดยกระทำด้วยความยอมจำนนต่อพระองค์ แสวงหารางวัลตอบแทนของพระองค์ เกรงกลัวการลงโทษของพระองค์ พร้อมด้วยความรักอันสมบูรณ์ต่อพระองค์ และความถ่อมตนต่อความยิ่งใหญ่ของพระองค์.

และผู้ใดที่ใคร่ครวญในคัมภีร์อัลกุรอานอันทรงเกียรติ เขาย่อมพบว่า ส่วนใหญ่ของมันถูกประทานลงมาในหลักการอันยิ่งใหญ่นี้ ดังเช่นพระดำรัสของพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ที่ว่า :

﴿إِنَّآ أَنزَلۡنَآ إِلَيۡكَ ٱلۡكِتَٰبَ بِٱلۡحَقِّ فَٱعۡبُدِ ٱللَّهَ مُخۡلِصٗا لَّهُ ٱلدِّينَ فَاعْبُدِ اللَّهَ مُخْلِصًا لَهُ الدِّينَ 2 أَلَا لِلَّهِ الدِّينُ الْخَالِصُ وَٱلَّذِينَ ٱتَّخَذُواْ مِن دُونِهِۦٓ أَوۡلِيَآءَ مَا نَعۡبُدُهُمۡ إِلَّا لِيُقَرِّبُونَآ إِلَى ٱللَّهِ زُلۡفَىٰٓ إِنَّ ٱللَّهَ يَحۡكُمُ بَيۡنَهُمۡ فِي مَا هُمۡ فِيهِ يَخۡتَلِفُونَۗ إِنَّ ٱللَّهَ لَا يَهۡدِي مَنۡ هُوَ كَٰذِبٞ كَفَّارٞ3﴾

"แท้จริงเราได้ประทานคัมภีร์มายังเจ้าด้วยสัจธรรม ดังนั้นเจ้าจงเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ โดยเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใจในศาสนาต่อพระองค์ ดังนั้นเจ้าจงเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ โดยเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใจในศาสนาต่อพระองค์ (2)

"พึงทราบเถิด การอิบาดะฮฺโดยบริสุทธิ์ใจนั้นเป็นของอัลลอฮฺองค์เดียว ส่วนบรรดาผู้ที่ยึดถือเอาบรรดาผู้คุ้มครองอื่นจากอัลลอฮฺ โดยกล่าวว่าเรามิได้เคารพภักดีพวกเขา เว้นแต่เพื่อทำให้เราเข้าใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺ จะทรงตัดสินระหว่างพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกันในเรื่องนั้น แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงชี้นำทางแก่ผู้กล่าวเท็จ ผู้ไม่สำนึกบุญคุณ"(3) [ซูเราะฮ์ อัซซุมัร : 2-3]

และอัลลอฮ์ ผู้ทรงบริสุทธิ์ผู้ทรงสูงส่งยิ่ง ทรงตรัสว่า:

﴿وَقَضَىٰ رَبُّكَ أَلَّا تَعۡبُدُوٓاْ إِلَّآ إِيَّاهُ...﴾

"และพระผู้อภิบาลของเจ้าทรงบัญชาว่า พวกเจ้าอย่าเคารพภักดีผู้ใดนอกจากพระองค์เท่านั้น..." (ซูเราะฮ์ อัล-อิสรออ์ : 23)

และอัลลอฮฺ อัซซะวะญัลลา ได้ตรัสว่า:

﴿فَٱدۡعُواْ ٱللَّهَ مُخۡلِصِينَ لَهُ ٱلدِّينَ وَلَوۡ كَرِهَ ٱلۡكَٰفِرُونَ14﴾

"ดังนั้นจงวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ โดยเป็นผู้มีความบริสุทธิ์ใจในศาสนาต่อพระองค์ แม้ว่าพวกปฏิเสธศรัทธาจะเกลียดชังก็ตาม"

(ซูเราะฮ์ ฆอฟิร : 14)

และเช่นนี้เอง ผู้ที่พินิจพิจารณาในซุนนะฮ์นบีจะพบว่ามีความเอาใจใส่ต่อหลักการอันยิ่งใหญ่ข้อนี้ด้วย และในบรรดาสิ่งนั้นคือ : มีรายงานไว้ในเศาะฮีหฺทั้งสอง จากท่านมุอาซ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ์กล่าวว่า :

«حَقُّ اللهِ عَلَى العِبَادِ أَن يَعْبُدُوهُ وَلَا يُشْرِكُوا بِهِ شَيْئًا».

"สิทธิของอัลลอฮ์ที่มีเหนือปวงบ่าว คือการอิบาดะฮ์ต่อพระองค์และไม่ตั้งภาคีต่อพระองค์"2.

และสิ่งที่รวมอยู่ในการศรัทธาต่ออัลลอฮ์ด้วย คือ: การศรัทธาต่อทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำให้เป็นวาญิบแก่ปวงบ่าวของพระองค์ และทรงกำหนดเป็นข้อบังคับเหนือพวกเขา อันได้แก่รุก่นอิสลามทั้งห้าประการที่เป็นภาคปฏิบัติภายนอก

คือ การปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าที่ถูกเคารพภักดีโดยแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น และมุหัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ การดำรงไว้ซึ่งการละหมาด การจ่ายซะกาต การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และการประกอบพิธีหัจญ์ บัยตุ้ลลอฮฺ สำหรับผู้ที่มีความสามารถ และบรรดาฟัรฎูอื่น ที่ศาสนาได้บัญญัติไว้

และเสาหลักที่สำคัญที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุด คือ การปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ถูกเคารพภัคดีอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น และมุหัมมัดคือศาสนทูตของพระองค์ และคำปฏิญาณนี้จำเป็นต้อง: บริสุทธิ์ใจในการอิบาดะฮ์ (การเคารพสักการะตามศาสนบัญญัติ) แด่อัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว และละทิ้งการอิบาดะฮ์ต่อสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระองค์ และนี่คือความหมายของคำว่า: لا إله إلا الله ดังนั้นความหมายของมันดังที่บรรดานักวิชาการกล่าวไว้ (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาพวกเขา)—คือ: ไม่มีผู้ใดที่ควรแก่การอิบาดะฮ์ (การเคารพสักการะตามศาสนบัญญัติ) อย่างแท้จริง เว้นแต่อัลลอฮ์เท่านั้น และด้วยเหตุดังกล่าว ทุกสิ่งที่ถูกเคารพสักการะนอกเหนือจากอัลลอฮ์ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ มะลาอิกะฮ์ ญิน หรือสิ่งอื่นใด ล้วนเป็นสิ่งที่ถูกเคารพสักการะโดยไม่เป็นสัจธรรม ส่วนผู้ที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงคือ อัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว ไม่มีภาคีใดแก่พระองค์ ดังที่พระองค์ ตะอาลา ตรัสไว้ว่า:

﴿ذَٰلِكَ بِأَنَّ ٱللَّهَ هُوَ ٱلۡحَقُّ وَأَنَّ مَا يَدۡعُونَ مِن دُونِهِۦ هُوَ ٱلۡبَٰطِلُ...﴾

"เช่นนั้นแหละ เพราะว่าอัลลอฮฺ คือผู้ทรงสัจจะ และแท้จริงสิ่งที่พวกเขาวิงวอนขออื่นจากพระองค์นั้นมันเป็นเท็จ..." (อัล-ฮัจญ์: 62)

และได้มีการชี้แจงมาก่อนแล้วว่า อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงสร้างสองจำพวก คือ ญินและมนุษย์ เพื่อหลักการอันสำคัญยิ่งนี้ และทรงสั่งใช้พวกเขาให้ยึดมั่นในหลักนี้ ทรงส่งบรรดาศาสนทูตด้วยหลักนี้ และทรงประทานคัมภีร์ลงมาด้วยหลักนี้ ดังนั้น บ่าวจึงจำเป็นต้องพินิจพิจารณาเรื่องนี้อย่างดี และใคร่ครวญอย่างมาก เพื่อให้ประจักษ์แก่เขาถึงสภาพที่มุสลิมส่วนมากได้ตกอยู่ในความไม่รู้ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับหลักการนี้ จนถึงขั้นที่พวกเขาเคารพบูชาผู้อื่นร่วมกับอัลลอฮ์ และได้หันเหสิทธิอันบริสุทธิ์เฉพาะของพระองค์ไปให้แก่ผู้อื่นจากพระองค์ และความช่วยเหลือย่อมมาจากอัลลอฮ์เท่านั้น

และส่วนหนึ่งจากการศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา คือการศรัทธาว่า พระองค์ทรงเป็นผู้ทรงสร้างสากลโลก ทรงบริหารจัดการกิจการของมวลสิ่งถูกสร้าง และทรงดำเนินการในหมู่พวกเขาด้วยความรอบรู้และทรงเดชานุภาพของพระองค์ ตามที่พระองค์ทรงประสงค์ และแท้จริงพระองค์ทรงเป็นเจ้าของทั้งโลกดุนยาและอาคิเราะฮ์ และทรงเป็นพระผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลกทั้งมวล ไม่มีผู้ทรงสร้างอื่นใดนอกจากพระองค์ และไม่มีพระผู้ทรงอภิบาลอื่นใดนอกจากพระองค์ และแท้จริงว่าอัลลอฮ์ทรงส่งบรรดาศาสนทูต และทรงประทานบรรดาคัมภีร์ทั้งหลายลงมา เพื่อแก้ไขปรับปรุงสภาพของบรรดาบ่าวของพระองค์ และเรียกร้องสู่สิ่งอันเป็นความรอดพ้นและความดีงามของพวกเขา ทั้งในโลกดุนยาและอาคิเราะฮ์ และพระองค์ สุบหานะฮุ ไม่มีหุ้นส่วนใดในทุกสิ่งดังกล่าว อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿ٱللَّهُ خَٰلِقُ كُلِّ شَيۡءٖۖ وَهُوَ عَلَىٰ كُلِّ شَيۡءٖ وَكِيلٞ 62﴾

"อัลลอฮฺ คือผู้ทรงสร้างทุกสิ่ง และพระองค์เป็นผู้ทรงดูแลและคุ้มครองทุกสิ่ง"62 [อัซซุมัร : 62]

และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿إِنَّ رَبَّكُمُ ٱللَّهُ ٱلَّذِي خَلَقَ ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلۡأَرۡضَ فِي سِتَّةِ أَيَّامٖ ثُمَّ ٱسۡتَوَىٰ عَلَى ٱلۡعَرۡشِۖ يُغۡشِي ٱلَّيۡلَ ٱلنَّهَارَ يَطۡلُبُهُۥ حَثِيثٗا وَٱلشَّمۡسَ وَٱلۡقَمَرَ وَٱلنُّجُومَ مُسَخَّرَٰتِۭ بِأَمۡرِهِۦٓۗ أَلَا لَهُ ٱلۡخَلۡقُ وَٱلۡأَمۡرُۗ تَبَارَكَ ٱللَّهُ رَبُّ ٱلۡعَٰلَمِينَ54﴾

"แท้จริงพระเจ้าของพวกเจ้านั้น คือ อัลลออฮฺผู้ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดินภายในหกวัน แล้วสถิตอยู่บนบัลลังก์ พระองค์ทรงให้กลางคืนครองคลุมกลางวันในสภาพที่กลางคืนไล่ตามกลางวันโดยรวดเร็ว และทรงสร้างดวงอาทิตย์ และดวงจันทร์ และบรรดาดวงดาวขึ้นโดยถูกกำหนดให้กำหนดทำหน้าที่บริการ ตามพระบัญชาของพระองค์ พึงรู้เถิดว่า การสร้างและกิจการทั้งหลายนั้นเป็นสิทธิของพระองค์เท่านั้น มหาบริสุทธิ์อัลลอฮฺผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก" [ซูเราะฮ์ อัลอะรอฟ : 54]

และอีกประการหนึ่งของการศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา คือ การศรัทธาต่อพระนามของอัลลอฮ์ที่งดงามและคุณลักษณะของพระองค์ที่สูงส่ง ตามที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอานของพระองค์อันทรงเกียรติ และที่ได้รับการยืนยันจากเราะสูลของพระองค์ผู้ซื่อสัตย์ โดยไม่มีการบิดเบือน ไม่ปฏิเสธกับสิ่งใด ไม่เทียบวิธีการกับสิ่งใด และไม่มีการเทียบเคียง

﴿...لَيۡسَ كَمِثۡلِهِۦ شَيۡءٞۖ وَهُوَ ٱلسَّمِيعُ ٱلۡبَصِيرُ﴾

"ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ และพระองค์ผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น" (อัช-ชูรอ : 11)

ดังนั้น วาญิบต้องยอมรับสิ่งเหล่านั้นตามที่ปรากฏ โดยไม่ต้องตั้งคำถามว่า 'อย่างไร' พร้อมกับศรัทธาต่อความหมายอันยิ่งใหญ่ที่สิ่งเหล่านั้นชี้ให้เห็น ซึ่งเป็นคุณลักษณะของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเกียรติและยิ่งใหญ่ และวาญิบต้องเชื้อในคุณลักษณะของพระองค์ด้วยคุณลักษณะที่เหมาะสม โดยไม่มีสิ่งใดคล้ายคลึงกับคุณลักษณะใด ของพระองค์ ดังที่พระองค์ ได้ตรัสว่า" และอัลลอฮ์ตรัสว่า:

﴿فَلَا تَضۡرِبُواْ لِلَّهِ ٱلۡأَمۡثَالَۚ إِنَّ ٱللَّهَ يَعۡلَمُ وَأَنتُمۡ لَا تَعۡلَمُونَ74﴾

"ดังนั้น พวกเจ้าอย่ายกอุทาหรณ์ทั้งหลายกับอัลลอฮฺเลย แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงรอบรู้ และพวกเจ้าไม่รู้เท่าพระองค์" (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลุ : 74)

ดังน้้น นี่คือ ความเชื่อของอะฮ์ลุซซุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์ ที่มาจากบรรดาเศาะหาบะห์ของเราะสูลุลลอฮ์และบรรดาผู้ที่ตามพวกเขาอย่างดีงาม ในเรื่องพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮ์ และนี่คือสิ่งที่อิมาม อะบู อัลหะสัน อัลอัชอะรีย์ เราะฮิมะฮุลลอฮ์ ได้ถ่ายทอดไว้ในหนังสือ "อัลมะกอลาต" จากบรรดาอะฮ์ลุลหะดีษและอะฮ์ลุซซุนนะฮ์ และมีผู้อื่นจากบรรดานักวิชาการและผู้ศรัทธาได้ถ่ายทอดไว้ด้วย

ท่านอัลเอาซาอีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ์ กล่าวว่า: “มีผู้ถามอัซ-ซุฮ์รีย์และมักฮูลเกี่ยวกับบรรดาโองการที่ว่าด้วยคุณลักษณะ (ของอัลลอฮ์) ทั้งสองจึงกล่าวว่าจงปล่อยให้บรรดาโองการเหล่านั้นเป็นไปตามที่มันมา3.”

และอัลเอาซาอีย์ เราะหิมะฮุลลอฮ์ ได้กล่าวอีกเช่นกันว่า: (พวกเราและบรรดาตาบิอีนจำนวนมากต่างเคยกล่าวว่า แท้จริงอัลลอฮ์มหาบริสุทธิ์พระองค์ทรงอยู่เหนือบัลลังก์ของพระองค์ และพวกเราศรัทธาในบรรดาคุณลักษณะที่มีมารายงานอยู่ในซุนนะฮฺ)4.

และท่านวะลีด บิน มุสลิม เราะหิมะฮุลลอฮ์ กล่าวว่า: (มีผู้ถาม มาลิก, อัล-เอาซาอีย์, อัล-ลัยษ์ บิน ซะอฺด์ และซุฟยาน อัษ-เษารีย์ เราะฮิมะฮุมุลลอฮ์ เกี่ยวกับบรรดารายงานที่มีมาถึงในเรื่องคุณลักษณะ (อัศ-ศิฟาต) ของอัลลอฮ์ แล้วพวกท่านทั้งหมดกล่าวว่า: จงปล่อยให้เป็นไปตามที่มันมา โดยไม่ถามว่าอย่างไร” (บิลา กัยฟ์))5.

และเมื่อมีผู้ถามท่านร่อบีอะฮฺ บิน อบี อับดุรเราะฮฺมาน -ชีคของอิมามมาลิก ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาต่อทั้งสองท่าน- เกี่ยวกับการสถิต ท่านกล่าวว่า: “การสถิตนั้นเป็นที่ทราบชัด และสภาพว่าเป็นอย่างไรนั้นเกินกว่าที่สติปัญญาจะหยั่งถึง และความเป็นเราะซูลนั้นมาจากอัลลอฮ์ และหน้าที่ของเราะซูลคือการประกาศโดยชัดแจ้ง และหน้าที่ของเราคือการศรัทธายืนยัน6 และเมื่อมีผู้ถามอิหม่ามมาลิก เราะฮิมะฮุลลอฮฺ เกี่ยวกับเรื่องนั้น ท่านได้กล่าวว่า : (อัลอิสติวาอ์นั้นเป็นสิ่งที่ทราบชัด ส่วนลักษณะว่าเป็นอย่างไรนั้นไม่เป็นที่รู้ การศรัทธาต่อเรื่องนั้นเป็นสิ่งที่วาญิบ และการตั้งคำถามเกี่ยวกับมันเป็นบิดอะฮ์) แล้วท่านจึงกล่าวแก่ผู้ถามว่า: ฉันไม่เห็นเจ้าเป็นอื่นใดนอกจากเป็นคนชั่ว! และท่านได้สั่งให้พาเขาออกไป จึงถูกนำตัวออกไป7. และความหมายนี้ยังมีรายงานจาก มารดาแห่งศรัทธาชน อุมมุ สะละมะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา8.

และท่านอิหม่าม อบู อับดุรเราะฮ์มาน อิบนุลมุบาร็อก ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาต่อท่าน กล่าวว่า : (เรารู้จักพระเจ้าของเรา มหาบริสุทธิ์จงมีแด่พระองค์ ว่าพระองค์ทรงอยู่เหนือฟากฟ้า สถิตอยู่เหนือบัลลังก์ของพระองค์ ทรงแยกออกจากทุกสิ่งที่พระองค์สร้าง)9.

ถ้อยคำของบรรดาอิมามในประเด็นนี้มีอยู่อย่างมากมายยิ่ง จนไม่อาจถ่ายทอดได้ครบถ้วนภายในการบรรยายครั้งนี้ และผู้ใดประสงค์จะเข้าถึงรายละเอียดจำนวนมากในเรื่องนี้ ก็ให้ย้อนกลับไปศึกษาสิ่งที่บรรดานักวิชาการแห่งสุนนะฮฺได้บันทึกไว้ในประเด็นนี้ เช่น หนังสืออัส-สุนนะฮฺของอับดุลลอฮฺ บุตรของอิหม่ามอะห์มัด หนังสืออัต-เตาฮีดของอิหม่ามผู้ทรงเกียรติ มุฮัมมัด บิน คุซัยมะฮฺ หนังสืออัส-สุนนะฮฺของอบู อัลกอซิม อัล-ลาละกาอี อัต-ต็อบะรี หนังสืออัส-สุนนะฮฺของอบูบักร บิน อบี อาศิม และคำตอบของชัยคุลอิสลาม อิบนุตัยมียะฮฺ แก่ชาวหะมะฮ์ ซึ่งเป็นคำตอบที่ยิ่งใหญ่และเปี่ยมด้วยประโยชน์อย่างยิ่ง โดยท่าน (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาท่าน) ได้อธิบายไว้ในนั้นถึงอะกีดะฮฺของอะฮฺลุลซุนนะฮฺอย่างชัดเจน และถ่ายทอดคำกล่าวของพวกเขาไว้เป็นอันมาก พร้อมทั้งบรรดาหลักฐานตามบทบัญญัติศาสนาและหลักฐานทางปัญญา ที่ยืนยันความถูกต้องของสิ่งที่อะฮฺลุลซุนนะฮฺกล่าวไว้ และหักล้างความเท็จของสิ่งที่คู่กรณีของพวกเขากล่าวอ้าง.

ดังนั้น บทนิพนธ์ของท่านที่มีชื่อว่า อัต-ตัดมุรียะฮฺ ก็เช่นกัน ได้ขยายความไว้โดยกว้างขวาง ชี้แจงหลักความเชื่อของอะฮ์ลุซซุนนะฮ์พร้อมหลักฐานจากตัวบทศาสนาและเหตุผลทางปัญญา (นะกฺลีย์และอักลีย์) และตอบโต้บรรดาผู้คัดค้านด้วยสิ่งที่ทำให้ความจริงประจักษ์และทำให้ความเท็จพินาศ อันเป็นที่ประจักษ์แก่ผู้ใดก็ตามจากหมู่บรรดาผู้รู้ที่พินิจพิเคราะห์ในเรื่องนั้นด้วยเจตนาที่ดีงามและความปรารถนาที่จะรู้ความจริง สรุปคือ: ความเชื่อของอะฮ์ลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮ์ในเรื่องของพระนามและคุณลักษณะ คือว่า พวกเขายืนยันสิ่งที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงยืนยันไว้แก่พระองค์เองในคัมภีร์ของพระองค์ หรือสิ่งที่เราะสูลของพระองค์ มุฮัมมัดได้ยืนยันแก่พระองค์ในสุนนะห์ของท่าน โดยการยืนยันดังกล่าวปราศจากการเปรียบเสมือนกับสิ่งใด และพวกเขาถือว่าพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงบริสุทธิ์พ้นจากความคล้ายคลึงกับสิ่งถูกสร้างของพระองค์ โดยเป็นการประกาศความบริสุทธิ์ที่ปลอดจากการปฏิเสธ (تعطيل) ดังนั้นพวกเขาจึงปลอดพ้นจากความขัดแย้ง และพวกเขาได้ปฏิบัติตามหลักฐานทั้งหมด ด้วยการชี้นำจากอัลลอฮ์ เพราะหนึ่งในซุนนะฮ์ของอัลลอฮ์สำหรับผู้ที่ยึดมั่นในสัจธรรมที่พระองค์ได้ส่งศาสนทูตมา และเขาได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในสิ่งนั้น และมีความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮ์ในการแสวงหามัน พระองค์จะทรงชี้นำเขาสู่สัจธรรม และจะทำให้หลักฐานของเขาปรากฏขึ้น อย่างที่พระองค์ได้ตรัสไว้ว่า"

﴿بَلۡ نَقۡذِفُ بِٱلۡحَقِّ عَلَى ٱلۡبَٰطِلِ فَيَدۡمَغُهُۥ فَإِذَا هُوَ زَاهِقٞ...﴾

"แต่ว่าเราได้ให้ความจริงทำลายความเท็จแล้วเราก็ให้มันเสียหายไป แล้วมันก็จะมลายสิ้นไป..." (ซูเราะฮ์ อัล-อันบิยาอ์ : 18)

และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿وَلَا يَأۡتُونَكَ بِمَثَلٍ إِلَّا جِئۡنَٰكَ بِٱلۡحَقِّ وَأَحۡسَنَ تَفۡسِيرًا33﴾

"และพวกเขาจะไม่นำข้อเปรียบเทียบ (ข้อสงสัย) ใด มายังเจ้า เว้นแต่เราจะได้นำความจริงมาให้เจ้า และการอธิบายอย่างดียิ่ง" (ซูเราะฮ์ อัล-ฟุรกอน : 33)

ส่วนผู้ที่ขัดกับบรรดาอะฮ์ลุซซุนนะห์ในความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮ์นั้น ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะขัดแย้งกับหลักฐานจากอัลกุรอานและหะดีษ ตลอดจนหลักฐานทางสติปัญญา พร้อมทั้งตกอยู่ในความขัดแย้งอย่างชัดเจนในทุกสิ่งที่ตนยืนยันและปฏิเสธ อิหม่ามอิบนุกะษีร เราะหิมะฮุลลอฮ์ ได้กล่าวถ้อยคำอันงดงามไว้ในตัฟซีรที่มีชื่อเสียงของท่านเกี่ยวกับประเด็นนี้ ทั้งนี้เมื่อท่านกล่าวถึงดำรัสของอัลลอฮ์ อัซซะวะญัล ว่า:

﴿إِنَّ رَبَّكُمُ ٱللَّهُ ٱلَّذِي خَلَقَ ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلۡأَرۡضَ فِي سِتَّةِ أَيَّامٖ ثُمَّ ٱسۡتَوَىٰ عَلَى ٱلۡعَرۡشِ...﴾

"แท้จริงพระเจ้าของพวกเจ้านั้น คือ อัลลออฮฺผู้ทรงสร้างบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดินภายในหกวัน แล้วสถิตอยู่บนบัลลังก์..." [ซูเราะฮ์ อัลอะอ์รอฟ : 54]

และเห็นสมควรถ่ายทอดไว้ ที่นี้ เนื่องจากประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของมัน แล้วท่าน เราะหิมะฮุลลอฮ์ ยังได้กล่าวไว้ โดยมีเนื้อความว่า :

(ในประเด็นนี้ ผู้คนมีทัศนะและถ้อยคำมากมายยิ่งนัก ซึ่งที่นี่หาใช่สถานที่สำหรับขยายความนั้นไม่ แต่ทว่าในเรื่องนี้ เราดำเนินตามมัซฮับของบรรพชนผู้ทรงคุณธรรม (อัซ-สะละฟุศศอลิห์) คือ อีหม่ามมาลิก อีหม่ามอัลเอาว์ซาอีย์ อีหม่ามอัซ-เษารีย์ อีหม่ามอัลลัยษ์ อิบนุ สะอ์ด อีหม่ามชาฟิอีย์ อีหม่ามอะฮ์มัด อิบนุหัมบัล อีหม่ามอิสฮาก อิบนุ รอฮะวัยฮ์ และท่านอื่นๆ จากบรรดาอีหม่ามของบรรดามุสลิมทั้งในอดีตกาลและยุคปัจจุบัน ซึ่งนั่นคือ: ปล่อยให้ถ้อยคำเหล่านั้นผ่านไปตามที่ปรากฏ โดยไม่มีการตั้งคำถามถึงรูปแบบ (ตะกยีฟ) ไม่มีการเปรียบเทียบ (ตะชบีฮ์), และไม่มีการปฏิเสธ (ตะอ์ฏีล) ส่วนความหมายที่ดูเผินๆ แล้วถูกนึกขึ้นในจิตใจของผู้ที่เปรียบเทียบนั้นถูกปฏิเสธจากอัลลอฮ์อย่างสิ้นเชิง เพราะไม่มีสิ่งใดในสิ่งที่พระองค์สร้างมาเหมือนกับพระองค์

﴿...لَيۡسَ كَمِثۡلِهِۦ شَيۡءٞۖ وَهُوَ ٱلسَّمِيعُ ٱلۡبَصِيرُ﴾

"ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ และพระองค์ผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น" (อัช-ชูรอ : 11) แท้จริงแล้ว เรื่องนี้เป็นดังที่บรรดาอิมามได้กล่าวไว้ โดยในหมู่พวกเขามี นุอัยม์ บิน ฮัมมาด อัลคุซาอีย์ ผู้เป็นชัยคฺของอัลบุคอรีย์ ได้กล่าวว่า: “ผู้ใดที่เปรียบเทียบอัลลอฮ์กับสิ่งที่พระองค์สร้าง ถือว่าตกศาสนา และผู้ใดที่ปฏิเสธคุณลักษณะที่อัลลอฮ์ทรงกล่าวถึงพระองค์เอง ก็ถือว่าตกศาสนาเช่นกัน10 และสิ่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงอธิบายถึงพระองค์เองและที่ท่านศาสนทูตของพระองค์ได้อธิบายไว้นั้น ไม่ใช่การเปรียบเทียบ (อัลลอฮ์เหมือนมัคลูก) ดังนั้น ใครที่ยืนยันคุณลักษณะสำหรับอัลลอฮ์ผู้สูงส่งตามที่ระบุในโองการที่ชัดเจนและรายงานที่ถูกต้อง โดยเป็นไปในลักษณะที่เหมาะสมกับความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์ และปฏิเสธความบกพร่องทั้งปวงจากอัลลอฮ์ แท้จริงเขาก็ได้ดำเนินตามหนทางแห่งทางนำแล้ว"11. จบคำกล่าวของอิบนุกะษีร เราะหิมะฮุลลอฮ์.

และสิ่งที่รวมอยู่ในการศรัทธาต่ออัลลอฮ์ด้วยก็คือ การยึดมั่นว่า การศรัทธาคือคำพูดและการกระทำ ระดับความศรัทธาจะเพิ่มขึ้นด้วยการเชื่อฟัง และจะลดลงด้วยการฝ่าฝืน และไม่อนุญาตให้ตัดสินให้มุสลิมคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาเพราะบาปใด ที่ต่ำกว่าการตั้งภาคีและการปฏิเสธศรัทธา เช่น การซินา การลักขโมย การกินริบา การดื่มของมึนเมา และการอกตัญญูต่อบิดามารดา รวมทั้งบาปใหญ่ประการอื่น ตราบใดที่เขาไม่ได้ถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นที่อนุญาต (ฮะลาล) ดังที่อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ตรัสว่า:

﴿إِنَّ ٱللَّهَ لَا يَغۡفِرُ أَن يُشۡرَكَ بِهِۦ وَيَغۡفِرُ مَا دُونَ ذَٰلِكَ لِمَن يَشَآءُ...﴾

"แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การที่สิ่งหนึ่งจะถูกให้เป็นภาคีกับพระองค์ แต่พระองค์จะทรงอภัยโทษให้ซึ่งสิ่งอื่นจากนั้นสำหรับผู้ที่พระองค์ประสงค์..." (ซูเราะฮ์ อัน-นิซาอ์ : 48) และได้มีการยืนยันในบรรดาหะดีษมุตะวาติร จากท่านเราะซูลุลลอฮ์ซึ่งในบรรดานั้น มีคำกล่าวของท่านว่า:

«إِنَّ اللهَ يُخْرِجُ مِنَ النَّارِ مَنْ كَانَ فِي قَلْبِهِ مِثْقَالُ حَبَّةٍ مِنْ خَرْدَلٍ مِنْ إِيْمَانٍ».

แท้จริง อัลลอฮ์จะทรงนำออกจากนรก ผู้ที่มีอีหม่านในหัวใจของเขาแม้มีน้ำหนักเท่าเมล็ดผักเมล็ดหนึ่งก็ตาม12

หลักข้อที่สอง: การศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮ์

ซึ่งประกอบด้วย 2 ประการ: ประการที่หนึ่ง: การศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮ์โดยรวม นั่นคือ เราศรัทธาว่าอัลลอฮ์ทรงมีบรรดามะลาอิกะฮ์ ซึ่งพระองค์ทรงสร้างพวกเขาขึ้นมาเพื่อเชื่อฟังพระองค์ และทรงกล่าวถึงคุณลักษณะของพวกเขาไว้ว่า:

﴿وَقَالُواْ ٱتَّخَذَ ٱلرَّحۡمَٰنُ وَلَدٗاۗ سُبۡحَٰنَهُۥۚ بَلۡ عِبَادٞ مُّكۡرَمُونَ 26 لَا يَسۡبِقُونَهُۥ بِٱلۡقَوۡلِ وَهُم بِأَمۡرِهِۦ يَعۡمَلُونَ27 يَعۡلَمُ مَا بَيۡنَ أَيۡدِيهِمۡ وَمَا خَلۡفَهُمۡ وَلَا يَشۡفَعُونَ إِلَّا لِمَنِ ٱرۡتَضَىٰ وَهُم مِّنۡ خَشۡيَتِهِۦ مُشۡفِقُونَ28﴾

"และพวกเขา (มุชริกูน) กล่าวว่า พระผู้ทรงกรุณาปรานีทรงยึดมลาอิกะฮฺเป็นพระบุตร มหาบริสุทธิ์แห่งพระองค์ แต่ว่าพวกเขา (มลาอิกะฮฺ) เป็นบ่าวผู้มีเกียรติ"

"พวกเขาจะไม่ชิงกล่าวคำพูดก่อนพระองค์ และพวกเขาปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์"

"พระองค์ทรงรอบรู้ สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขา และสิ่งที่อยู่เบื้องหลังพวกเขา และพวกเขาจะไม่ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ใด นอกจากผู้ที่พระองค์ทรงพอพระทัย และเนื่องจากความกลัวพวกเขาจึงเนื้อตัวสั่น"

(อัล-อันบิยาอ์ : 26-28)

และพวกเขามีหลายจำพวก: ในหมู่พวกเขามีผู้ที่ถูกมอบหมายให้แบกบัลลังก์ และในหมู่พวกเขามีบรรดาผู้ดูแลสวรรค์และนรก และในหมู่พวกเขามีผู้ที่ถูกมอบหมายให้รักษาการงานของบ่าวทั้งหลาย ประการที่สอง: การศรัทธาต่อบรรดามลาอิกะฮ์โดยละเอียด กล่าวคือ เราศรัทธาต่อผู้ที่อัลลอฮ์และเราะซูลของพระองค์ได้ระบุชื่อไว้ในหมู่พวกเขา เช่น ญิบรออีล ผู้ถูกมอบหมายให้รับวะฮ์ยูลงมาจากอัลลอฮ์ ตะอาลา และมีกาอีล ผู้ถูกมอบหมายให้ทำหน้าที่เรื่องน้ำฝน และมาลิก ผู้ดูแลนรก และอิสรอฟีล ผู้ถูกมอบหมายให้เป่าสังข์ ดังที่มีการกล่าวถึงพวกเขาในหะดีษเศาะเฮี๊ยะฮ์ โดยหนึ่งในนั้นคือ: ที่ปรากฏในเศาะเฮี๊ยะฮ์ จากท่านหญิงอาอิชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า : ท่านนบีกล่าวว่า :

«خُلِقَتِ الـمَلَائِكَةُ مِن نُورٍ، وَخُلِقَ الجَانُّ مِنْ مَارِجٍ مِنْ نَارٍ، وَخُلِقَ آدَمُ مِمَّا وُصِفَ لَكُم».

"อัล-มะลาอีกะฮฺพระองค์ทรงสร้างจากแสงรัศมี และญินพระองค์ทรงสร้างจากเปลวไฟ และได้สร้างอาดัมเหมือนที่ได้อธิบายให้แก่พวกท่าน(ในอัลกรุอ่าน)"13 บันทึกโดยมุสลิม ในเศาะฮีห์ มุสลิม

หลักข้อที่สาม: การศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ ซึ่งประกอบด้วยอีก 2 ประการ:

ประการที่หนึ่ง: การศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์โดยรวม; นั่นคือ อัลลอฮ์ได้ประทานบรรดาคัมภีร์ลงมาแก่บรรดานบีและบรรดาเราะซูลของพระองค์ เพื่อชี้แจงสิทธิของพระองค์ และเพื่อเชิญชวนไปสู่พระองค์ ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า :

﴿لَقَدۡ أَرۡسَلۡنَا رُسُلَنَا بِٱلۡبَيِّنَٰتِ وَأَنزَلۡنَا مَعَهُمُ ٱلۡكِتَٰبَ وَٱلۡمِيزَانَ لِيَقُومَ ٱلنَّاسُ بِٱلۡقِسۡطِ...﴾

"โดยแน่นอน เราได้ส่งบรรดารอซูลของเราพร้อมด้วยหลักฐานทั้งหลายอันชัดแจ้ง และเราได้ประทานคัมภีร์และความยุติธรรมลงมาพร้อมกับพวกเขา เพื่อมนุษย์จะได้ดำรงอยู่บนความเที่ยงธรรม..." (ซูเราะฮ์ อัล-หะดีด : 25) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿كَانَ ٱلنَّاسُ أُمَّةٗ وَٰحِدَةٗ فَبَعَثَ ٱللَّهُ ٱلنَّبِيِّـۧنَ مُبَشِّرِينَ وَمُنذِرِينَ وَأَنزَلَ مَعَهُمُ ٱلۡكِتَٰبَ بِٱلۡحَقِّ لِيَحۡكُمَ بَيۡنَ ٱلنَّاسِ فِيمَا ٱخۡتَلَفُواْ فِيهِ...﴾

"มนุษย์นั้นเคยเป็นประชาชาติเดียวกัน ภายหลังอัลลอฮฺได้ส่งบรรดานบีมาในฐานะผู้แจ้งข่าวดี และผู้ตักเตือน และได้ทรงประทานคัมภีร์อันกอปรไปด้วยความจริงลงมากับพวกเขาด้วยเพื่อว่าคัมภีร์นั้นจะได้ตัดสินระหว่างมนุษย์ในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกัน..." (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 213)

ประการที่สอง: การศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์โดยละเอียด กล่าวคือ เราศรัทธาในสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงระบุชื่อไว้จากคัมภีร์เหล่านั้น เช่น อัต-เตารอต อินญีล อัซซะบูร และอัลกุรอาน และเชื่อมั่นว่าอัลกุรอานเป็นคัมภีร์ที่ประเสริฐที่สุดและเป็นคัมภีร์เล่มท้ายสุด เป็นคัมภีร์ที่คุมกำกับเหนือบรรดาคัมภีร์ทั้งหมด และยืนยันถึงความจริงของบรรดาคัมภีร์เหล่านั้น และแท้จริงมันคือคัมภีร์ที่มนุษย์ทุกคนต้องปฏิบัติตามและใช้ตัดสิน ควบคู่กับซุนนะฮ์ที่ถูกต้องจากเราะซูลุลลอฮ์ได้ยืนยันไว้ เพราะอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงส่งเราะซูลของพระองค์ มุฮัมมัดเป็นเราะซูลไปยังญินและมนุษย์ทั้งหมด และทรงประทานอัลกุรอานนี้ลงมาแก่ท่าน เพื่อให้ท่านใช้มันตัดสินระหว่างพวกเขา และทรงทำให้มันเป็นการเยียวยาสิ่งที่อยู่ในทรวงอก เป็นการชี้แจงสำหรับทุกสิ่ง และเป็นทางนำและความเมตตาสำหรับบรรดาผู้ศรัทธา ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า :

﴿وَهَٰذَا كِتَٰبٌ أَنزَلۡنَٰهُ مُبَارَكٞ فَٱتَّبِعُوهُ وَٱتَّقُواْ لَعَلَّكُمۡ تُرۡحَمُونَ155﴾

"และนี้แหละคือคัมภีร์ ที่มีความจำเริญซึ่งเราได้ให้คัมภีร์ลงมายังเจ้า จงปฏิบัติตามคัมภีร์นั้นเถิด และจงยำเกรง เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความกรุณาเมตตา" (ซูเราะฮ์ อัล-อันอาม : 155) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า:

﴿...وَنَزَّلۡنَا عَلَيۡكَ ٱلۡكِتَٰبَ تِبۡيَٰنٗا لِّكُلِّ شَيۡءٖ وَهُدٗى وَرَحۡمَةٗ وَبُشۡرَىٰ لِلۡمُسۡلِمِينَ﴾

"และเราได้ให้คัมภีร์แก่เจ้าเพื่อชี้แจงแก่ทุกสิ่ง และเพื่อเป็นทางนำและเป็นความเมตตา และเป็นข่าวดีแก่บรรดามุสลิม" (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลุ : 89) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿قُلۡ يَٰٓأَيُّهَا ٱلنَّاسُ إِنِّي رَسُولُ ٱللَّهِ إِلَيۡكُمۡ جَمِيعًا ٱلَّذِي لَهُۥ مُلۡكُ ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلۡأَرۡضِۖ لَآ إِلَٰهَ إِلَّا هُوَ يُحۡيِۦ وَيُمِيتُۖ فَـَٔامِنُواْ بِٱللَّهِ وَرَسُولِهِ ٱلنَّبِيِّ ٱلۡأُمِّيِّ ٱلَّذِي يُؤۡمِنُ بِٱللَّهِ وَكَلِمَٰتِهِۦ وَٱتَّبِعُوهُ لَعَلَّكُمۡ تَهۡتَدُونَ158﴾

"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า โอ้มนุษย์ทั้งหลาย แท้จริงฉันคือรอซูลของอัลลอฮฺมายังพวกท่านทั้งมวล ซึ่งพระองค์นั้นอำนาจแห่งบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดินเป็นของพระองค์ ไม่มีผู้ใดควรได้รับการเคารพสักการะ นอกจากพระองค์เท่านั้นผู้ทรงให้เป็นและทรงให้ตาย ดังนั้นพวกท่านจงศรัทธาต่ออัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ ผู้เป็นนะบีที่เขียนอ่านไม่เป็น ซึ่งเขาศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และดำรัสทั้งหลายของพระองค์ และพวกเจ้าจงปฏิบัติตามเขา เถิด เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับคำแนะนำ" (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 158). และบรรดาอายะฮ์ในความหมายนี้มีมากมาย

หลักข้อที่สี่: ศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูต

ซึ่งประกอบด้วย 2 ประการเช่นกัน: ประการแรก: การศรัทธาต่อบรรดาเราะซูลโดยรวม หมายถึงเราศรัทธาว่าอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ส่งบรรดาเราะซูลไปยังปวงบ่าวของพระองค์ ให้เป็นผู้แจ้งข่าวดีและผู้ตักเตือน และเป็นผู้เรียกร้องสู่ความจริง ดังนั้นผู้ใดตอบรับพวกเขา ก็จะได้รับความผาสุก และผู้ใดฝ่าฝืนพวกเขา ก็จะประสบกับความผิดหวังและความสำนึกเสียใจ และคนสุดท้ายและผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่พวกเขา คือท่านนบีของเรา มุฮัมมัด บิน อับดุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า :

﴿وَلَقَدۡ بَعَثۡنَا فِي كُلِّ أُمَّةٖ رَّسُولًا أَنِ ٱعۡبُدُواْ ٱللَّهَ وَٱجۡتَنِبُواْ ٱلطَّٰغُوتَ...﴾

"และโดยแน่นอน เราได้ส่งเราะซูลมาในทุกประชาชาติ (โดยบัญชาว่า) พวกเจ้าจงเคารพภักดีอัลลอฮฺ และจงหลีกหนีให้ห่างจากพวกเจว็ด..." [อัน-นะห์ลฺ : 36] และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿رُّسُلٗا مُّبَشِّرِينَ وَمُنذِرِينَ لِئَلَّا يَكُونَ لِلنَّاسِ عَلَى ٱللَّهِ حُجَّةُۢ بَعۡدَ ٱلرُّسُلِ...﴾

"คือบรรดาเราะซูลในฐานะผู้แจ้งข่าวดี และในฐานะผู้ตักเตือน เพื่อว่ามนุษย์จะได้ไม่มีหลักฐานใดๆ อ้างแก้ตัวแก่อัลลอฮฺได้ หลังจากบรรดาร่อซูลเหล่านั้น..." (ซูเราะฮ์ อัน-นิสาอ์ : 165) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿مَّا كَانَ مُحَمَّدٌ أَبَآ أَحَدٖ مِّن رِّجَالِكُمۡ وَلَٰكِن رَّسُولَ ٱللَّهِ وَخَاتَمَ ٱلنَّبِيِّـۧنَ...﴾

"มุฮัมมัดมิได้เป็นบิดาผู้ใดในหมู่บุรุษของพวกเจ้า แต่เป็นรอซูลของอัลลอฮฺและคนสุดท้ายแห่งบรรดานบี..." (อัลอะห์ซาบ : 40)

ประการที่สอง: การศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูตโดยละเอียด ด้วยการศรัทธาโดยละเอียดและระบุเฉพาะเจาะจงต่อผู้ที่อัลลอฮ์ได้ทรงเอ่ยนามไว้ในหมู่พวกเขา หรือผู้ที่มีรายงานยืนยันจากเราะซูลุลลอฮ์ถึงการเอ่ยนามของเขา เช่น นูฮฺ ฮูด ศอลิฮฺ อิบรอฮีม และผู้อื่น ขอความจำเริญและสันติสุขจงมีแด่พวกเขา และแด่ครอบครัวของพวกเขาและบรรดาผู้ติดตามของพวกเขา

หลักข้อที่ห้า: การศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์

ซึ่งประกอบด้วย:

การศรัทธาในทุกสิ่งที่อัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์ได้แจ้งไว้ว่าจะเกิดขึ้นหลังจากความตาย เช่น การทดสอบในหลุมฝังศพ การลงโทษและความโปรดปรานในหลุมฝังศพ และสิ่งที่เกิดขึ้นในวันกิยามะฮฺ (วันพิพากษา) จากความน่าสะพรึงกลัว ความยากลำบาก สะพานศิรอฏ ตาชั่ง การสอบสวน (หิซาบ) การตอบแทน (ญะซาอ์) และการแจกจ่ายบันทึกความดีความชั่ว (เศาะหีฟะฮฺ) แก่ผู้คน โดยจะมีผู้ที่รับบันทึกด้วยมือขวา และผู้ที่รับบันทึกด้วยมือซ้าย หรือรับจากด้านหลังของเขา"

และรวมอยู่ในการศรัทธานี้ด้วย: การศรัทธาต่อบ่อดื่มน้ำ (อัล-หะวฎุลเมารูด) ของท่านนบีมุฮัมมัดและการศรัทธาต่อสวรรค์และนรก รวมถึงการที่ผู้ศรัทธาจะได้เห็นพระผู้อภิบาลของพวกเขา และการที่พระองค์จะทรงตรัสกับพวกเขา ตลอดจนสิ่งอื่น ที่ถูกกล่าวไว้ในอัลกุรอานอันทรงเกียรติและสุนนะฮฺที่ถูกต้องจากเราะสูลของอัลลอฮฺดังนั้น บ่าวจำเป็นต้องศรัทธาในสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด และยืนยันความจริงตามวิธีการที่อัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์ได้ชี้แจงไว้

หลักข้อที่หก : การศรัทธาต่อกฎสภาวการณ์

การศรัทธาประกอบด้วย 4 ประการ:

ประการแรก: การศรัทธาว่า อัลลอฮ์ทรงรอบรู้สิ่งที่ได้เกิดขึ้น และสิ่งที่จะเกิดขึ้น และทรงรู้สภาพการณ์ของปวงบ่าวของพระองค์ ริซกีของพวกเขา อายุขัยของพวกเขา และการงานของพวกเขา ตลอดจนกิจการอื่น ของพวกเขา และไม่มีสิ่งใดในบรรดาสิ่งเหล่านั้นจะออกจากความรอบรู้ของอัลลอฮ์ได้ ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿...وَٱعۡلَمُوٓاْ أَنَّ ٱللَّهَ بِكُلِّ شَيۡءٍ عَلِيمٞ﴾

"และจงรู้ด้วยว่า แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงรอบรู้ในทุกสิ่งทุกอย่าง" (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 231) และอัลลอฮ์ อัซซะวะญัล ตรัสว่า:

﴿...لِتَعۡلَمُوٓاْ أَنَّ ٱللَّهَ عَلَىٰ كُلِّ شَيۡءٖ قَدِيرٞ وَأَنَّ ٱللَّهَ قَدۡ أَحَاطَ بِكُلِّ شَيۡءٍ عِلۡمَۢا﴾

"เพื่อพวกเจ้าจะได้รู้ว่า แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอานุภาพเหนือทุกสิ่งอย่าง และแท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงห้อมล้อมทุกสิ่งด้วยความรอบรู้ (ของพระองค์) [ซูเราะฮ์ อัฏ-เฏาะล๊าก : 12]

ประการที่สอง: ศรัทธาว่าแท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงบันทึกทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรงกำหนดและทรงตัดสินไว้แล้ว ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า :

﴿قَدۡ عَلِمۡنَا مَا تَنقُصُ ٱلۡأَرۡضُ مِنۡهُمۡۖ وَعِندَنَا كِتَٰبٌ حَفِيظُۢ 4﴾

"แน่นอน เรารู้ดีว่า กี่มากน้อยแล้วที่แผ่นดินทำให้พวกเขามีจำนวนลดน้อยลง และ ที่เรานั้นมีบันทึกรักษาไว้" (ซูเราะฮ์ ก๊อฟ : 4) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿...وَكُلَّ شَيۡءٍ أَحۡصَيۡنَٰهُ فِيٓ إِمَامٖ مُّبِينٖ﴾

"และทุกสิ่งนั้น เราได้รวบรวมไว้อย่างครบถ้วนในบันทึกอันชัดแจ้ง" (ซูเราะฮ์ ยาซีน : 12) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿أَلَمۡ تَعۡلَمۡ أَنَّ ٱللَّهَ يَعۡلَمُ مَا فِي ٱلسَّمَآءِ وَٱلۡأَرۡضِۚ إِنَّ ذَٰلِكَ فِي كِتَٰبٍۚ إِنَّ ذَٰلِكَ عَلَى ٱللَّهِ يَسِيرٞ70﴾

"เจ้ามิรู้ดอกหรือว่า แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าและแผ่นดิน แท้จริงสิ่งนั้นอยู่ในบันทึกแล้ว แท้จริงในการนั้นเป็นการง่ายดายสำหรับอัลลอฮฺ" [ซูเราะฮ์ อัลฮัจญ์ : 70]

ระดับที่สาม: ศรัทธาต่อความประสงค์ของอัลลอฮ์ ตะอาลา อันสัมฤทธิ์ผลโดยเด็ดขาด สิ่งใดที่พระองค์ทรงประสงค์สิ่งนั้นจะเกิดขึ้น และสิ่งใดที่พระองค์ไม่ทรงประสงค์สิ่งนั้นจะไม่เกิดขึ้น ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า :

﴿...إِنَّ ٱللَّهَ يَفۡعَلُ مَا يَشَآءُ﴾

"แท้จริง อัลลอฮฺนั้นทรงกระทำสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์" (ซูเราะฮ์ อัล-หัจญ์ : 18) และอัลลอฮ์ อัซซะวะญัล ตรัสว่า:

﴿إِنَّمَآ أَمۡرُهُۥٓ إِذَآ أَرَادَ شَيۡـًٔا أَن يَقُولَ لَهُۥ كُن فَيَكُونُ82﴾

"แท้จริงพระบัญชาของพระองค์ เมื่อทรงประสงค์สิ่งใด พระองค์ก็จะตรัสแก่มันว่า จงเป็น แล้วมันก็จะเป็นขึ้นมา" (ซูเราะฮ์ ยาซีน : 82) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า:

﴿وَمَا تَشَآءُونَ إِلَّآ أَن يَشَآءَ ٱللَّهُ رَبُّ ٱلۡعَٰلَمِينَ29﴾

"และพวกเจ้าจะไม่สมประสงค์สิ่งใด เว้นแต่อัลลอฮฺพระเจ้าแห่งสากลโลกจะทรงประสงค์" (อัตตักวีร : 29)

ประการที่สี่: ศรัทธาว่าอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง ไม่มีผู้สร้างอื่นนอกจากพระองค์ และไม่มีพระผู้อภิบาลอื่นนอกจากพระองค์ ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿ٱللَّهُ خَٰلِقُ كُلِّ شَيۡءٖۖ وَهُوَ عَلَىٰ كُلِّ شَيۡءٖ وَكِيلٞ62﴾

"อัลลอฮฺ คือผู้ทรงสร้างทุกสิ่ง และพระองค์เป็นผู้ทรงดูแลทุกสิ่ง" (ซูเราะฮ์ อัซ-ซุมัร : 62) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿يَٰٓأَيُّهَا ٱلنَّاسُ ٱذۡكُرُواْ نِعۡمَتَ ٱللَّهِ عَلَيۡكُمۡۚ هَلۡ مِنۡ خَٰلِقٍ غَيۡرُ ٱللَّهِ يَرۡزُقُكُم مِّنَ ٱلسَّمَآءِ وَٱلۡأَرۡضِۚ لَآ إِلَٰهَ إِلَّا هُوَۖ فَأَنَّىٰ تُؤۡفَكُونَ3﴾

"โอ้มนุษย์เอ๋ย! พวกเจ้าจงรำลึกถึงความโปรดปรานของอัลลอฮฺที่มีต่อพวกเจ้า จะมีพระผู้สร้างอื่นใดจากอัลลอฮฺกระนั้นหรือ ที่จะประทานปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้าจากฟากฟ้าและแผ่นดิน ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ดังนั้น ทำไมเล่าพวกเจ้าจึงถูกหลอกลวงให้หันห่างออกไป (จากความจริง)" (ซูเราะฮ์ ฟาฏิร : 3)

ดังนั้น การศรัทธาต่อกฎสภาวการณ์ ย่อมครอบคลุมการศรัทธาต่อทั้งสี่ลำดับเหล่านั้นทั้งหมด ตามความเชื่อของอะฮฺลุซซุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์ ตรงกันข้ามกับผู้ที่ปฏิเสธบางส่วนของสิ่งดังกล่าวในหมู่ชนแห่งบิดอะฮ์

และส่วนหนึ่งจากเรื่องสำคัญในหลักความเชื่อที่ถูกต้องซึ่งอะฮ์ลุซซุนนะฮฺยึดถือคือ: การรักและโกรธเพื่ออัลลอฮฺ และความเป็นมิตรเพื่ออัลลอฮฺและความเป็นศัตรูเพื่ออัลลอฮฺ ทั้งหมดนี้คือหลักการยึดมั่นเกี่ยวกับอัลวะลาอ์และอัลบะรออ์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งจากการศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา

ดังนั้น ผู้ศรัทธาย่อมรักบรรดาผู้ศรัทธาและมีความภักดีต่อพวกเขา และย่อมเกลียดชังบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและเป็นศัตรูกับพวกเขา และบรรดาผู้ศรัทธาที่อยู่ในระดับหัวแถวของประชาชาตินี้ก็คือบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่านเราะซูลทั้งนี้ตามที่เป็นที่ยึดถือในหมู่อะฮ์ลุสสุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์ พวกเขารักและมีความภักดีต่อบรรดาเศาะฮาบะฮ์ และเชื่อมั่นว่าพวกเขาเป็นผู้ที่ประเสริฐรองลงมาจากบรรดานบี จากคำกล่าวของท่านนบีว่า:

«خَيْرُ القُرُونِ قَرْنِي ثُمَّ الَّذِينَ يَلُونَهُمْ ثُمَّ الَّذِينَ يَلُونَهُم».

ยุคที่ดีที่สุดคือยุคของฉัน ต่อมาก็คือรุ่นหลังจากพวกเขา และรุ่นหลังจากพวกเขา14 หะดีษบทนี้เป็นที่เห็นพ้องต้องกันว่าถูกต้อง

และพวกเขา (อะฮฺลุสสุนนะฮฺ) เชื่อว่า ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกเขานั้นคือ: ท่านอบูบักรฺ อัศ-ศิดดีก ถัดมาคือ ท่านอุมัรฺ อัล-ฟารูก ถัดมาคือ ท่านอุษมาน ซูนนูร็อยนฺ ถัดมาคือ ท่านอะลี อัล-มุรตะฎอ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม แล้วถัดมาคือ เศาะฮาบะฮ์ที่เหลือในสิบคน แล้วถัดมาคือ เศาะฮาบะฮ์คนอื่น ที่เหลือ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม และพวกเขางดเว้นจากการพูดถึงความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างกันกล่าวคือระหว่างบรรดาเศาะหาบะฮฺและพวกเขา (อะฮฺลุสสุนนะฮฺ) เชื่อว่าในการนั้นพวกเขาทั้งหมดได้ใช้ดุลยพินิจ (อิจญ์ติฮาด) ผู้ที่ตัดสินถูกต้องจะได้รับสองผลบุญ ส่วนผู้ที่ตัดสินผิดพลาดจะได้รับหนึ่งผลบุญ

และพวกเขา (อะฮฺลุสสุนนะฮ์) รักครอบครัวของท่านเราะซูล ﷺ ซึ่งเป็นผู้ศรัทธาต่อท่าน และให้ความภักดีต่อพวกเขา และให้ความภักดีต่อ บรรดาภรรยาของท่านเราะสูลของอัลลอฮฺ ซึ่งเป็นมารดาของผู้ศรัทธาและวิงวอนขอความโปรดปรานจากอัลลอฮฺให้แก่พวกเขาทุกคน และพวกเขาปฏิเสธแนวทางของเราะฟิเฏาะฮฺ (ชีอะฮ์) ที่เกลียดชังบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮ์ ﷺ และว่าร้ายต่อพวกเขา อีกทั้งยกย่องอะฮฺลุลบัยตฺเกินความพอดี และยกพวกเขาเหนือสถานะที่อัลลอฮ์ อัซซะวะญัลละทรงกำหนดไว้ให้แก่พวกเขา เช่นเดียวกัน พวกเขายังปฏิเสธแนวทางของนะวาศิบที่ทำร้ายอะฮฺลุลบัยตฺด้วยคำพูดหรือการกระทำ

ดังนั้นสิ่งที่เราได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ ล้วนอยู่ภายใต้ความเชื่อที่ถูกต้อง ซึ่งอัลลอฮ์ได้ทรงส่งเราะสูลของพระองค์คือมุฮัมมัด ﷺ มาพร้อมกับความเชื่อนี้ และความเชื่อนี้คือความเชื่อที่จำเป็นต้องศรัทธาถือมั่น ยึดมั่นปฏิบัติตาม ดำรงตนอย่างเที่ยงตรงอยู่บนมัน และระมัดระวังจากสิ่งที่ขัดแย้งกับมัน และมันคือความเชื่อของกลุ่มอันนาญียะฮ์(กลุ่มที่ได้รับความปลอดภัย) คืออะฮ์ลุซซุนนะฮ์ วัลญะมาอะฮ์ ซึ่งท่านนบี ﷺ ได้กล่าวไว้ว่า:

«لَا تَـزَالُ طَائِفَةٌ مِنْ أُمَّتِي ‌ظَاهِرِينَ ‌عَلَى ‌الحَقِّ، لَا يَضُرُّهُمْ مَنْ خَذَلَهُمْ، حَتَّى يَأْتِيَ أَمْرُ اللهِ وَهُمْ كَذَلِكَ».

"จะมีกลุ่มหนึ่งจากประชาชาติของฉันที่ยืนหยัดอยู่ในแนวทางที่เที่ยงตรง ไม่มีใครสามารถทำอันตรายต่อพวกเขาได้ จนกระทั่งพระบัญชาของอัลลอฮ์ได้มาถึง ในขณะที่พวกเขาก็ยืนหยัดอยู่ (ในแนวทางดังกล่าว)"15, และในบางรายงาน กล่าวว่า

«لَا تَزَالُ طَائِفَةٌ مِنْ أُمَّتِي عَلَى الحَقِّ مَنْصُورَةٌ».

"จะยังคงมีกลุ่มหนึ่งจากประชาชาติของฉันที่ยืนหยัดอยู่ในแนวทางที่เที่ยงตรง ซึ่งได้รับชัยชนะ"16, ท่านนบี ﷺ ได้กล่าวว่า:

«افْتَرَقَتِ اليَهُودُ عَلَى إِحْدَى وَسَبْعِينَ فِرْقَةً، وَافْتَرَقَتِ النَّصَارَى عَلَى اثْنَتَيْنِ وَسَبْعِينَ فِرْقَةً، وَسَتَفْتَرِقُ هَذِهِ الأُمَّةُ عَلَى ثَلَاثِ وَسَبْعِينَ فِرْقَةً كُلُّهَا فِي النَّارِ إِلَّا وَاحِدَةً فَقَالَ الصَّحَابَةُ: مَنْ هِيَ يَا رَسُولَ اللهِ؟ قَالَ: مَنْ كَانَ عَلَى مِثْلِ مَا أَنَا عَلَيْهِ وَأَصْحَابِي»

"ชาวยิวนั้นได้แตกออกเป็น 71 กลุ่ม และชาวคริสเตียนได้แตกออกเป็น 72 กลุ่ม และประชาชาติของฉันจะแตกออกเป็น 73 กลุ่ม ทั้งหมดอยู่ในไฟนรก ยกเว้นกลุ่มเดียวเท่านั้น" พวกเขากล่าวว่า แนวทางนั้นคือใคร โอ้ ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์? เขากล่าวว่า "คือแนวทางของฉันและบรรดาสาวกของฉัน"17

 

หลักการเชื่อมั่นต่างๆ ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อหลักการศรัทธาที่ถูกต้อง

บรรดาผู้ที่เบี่ยงเบนออกจากอะกีดะฮ์นี้ และผู้ที่ดำเนินอยู่บนแนวทางที่ตรงกันข้ามกับมันนั้น พวกเขามีหลายจำพวก ดังนั้นส่วนหนึ่งจากพวกเขานั้นคือ : บรรดาผู้เคารพสักการะรูปปั้นเจว็ดและรูปเคารพ มะลาอิกะฮ์ เอาลิยาอ์ ญิน บรรดาต้นไม้และบรรดาหิน และอื่น ดังนั้นพวกเขาเหล่านั้นจึงมิได้ตอบรับการเรียกร้องของบรรดาเราะสูล แต่กลับฝ่าฝืนและดื้อดึงขัดขืนต่อพวกท่าน ดังที่กุเรชและบรรดาหมู่เหล่าชาวอาหรับได้กระทำต่อท่านนบีของพวกเรา มุฮัมมัด ﷺ พวกเขาวิงวอนต่อบรรดาสิ่งที่พวกเขาเคารพบูชาให้สนองความต้องการต่างๆ ให้ผู้ป่วยหายจากโรคภัย และให้ได้รับชัยชนะเหนือศัตรู และพวกเขาก็เชือดสัตว์บูชาให้แก่พวกมัน และบนบานให้แก่พวกมัน ครั้นเมื่อท่านเราะสูล ﷺ ได้ตำหนิพวกเขาต่อสิ่งนั้น และได้สั่งให้พวกเขาอุทิศการอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์เพียงผู้เดียวอย่างบริสุทธิ์ใจ พวกเขาก็ประหลาดใจต่อสิ่งนั้นและปฏิเสธมัน และกล่าวว่า:

﴿أَجَعَلَ ٱلۡأٓلِهَةَ إِلَٰهٗا وَٰحِدًاۖ إِنَّ هَٰذَا لَشَيۡءٌ عُجَابٞ5﴾

"เขาได้ทำให้พระเจ้าหลายองค์เป็นพระเจ้าองค์เดียวกระนั้นหรือ ? แท้จริงนี่เป็นเรื่องประหลาดจริง " (ศ็อด : 5)

ท่านเราะซูลุลลอฮ์ยังคงเชิญชวนพวกเขาไปสู่อัลลอฮ์ ตักเตือนพวกเขาจากการตั้งภาคี และอธิบายให้พวกเขาเข้าใจถึงความจริงแท้ของสิ่งที่ท่านได้เรียกร้องพวกเขาไปสู่ จนกระทั่งอัลลอฮ์ทรงชี้นำผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์จะชี้นำจากพวกเขา แล้วหลังจากนั้นพวกเขาก็เข้าสู่ศาสนาของอัลลอฮ์เป็นหมู่คณะ กระทั่งศาสนาของอัลลอฮ์ได้ปรากฏชัยชนะเหนือศาสนาทั้งปวง ภายหลังจากการเชิญชวนอย่างต่อเนื่องและการต่อสู้อันยาวนานของเราะซูลุลลอฮ์และบรรดาเศาะหาบะฮ์ของท่าน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ตลอดจนบรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามพวกเขาอย่างดียิ่ง แล้วสภาพการณ์ก็ได้เปลี่ยนแปลงไป และความไม่รู้ได้ครอบงำผู้คนส่วนใหญ่ ดังนั้นคนส่วนมากจึงได้กลับไปสู่ศาสนาของยุคญาฮิลิยะฮ์ ด้วยการเกินเลยในการยกย่องบรรดานบีและบรรดานักบุญ การวิงวอนต่อพวกเขาและการขอความช่วยเหลือจากพวกเขา และอื่นๆ จากประเภทต่างๆ ของการตั้งภาคี และพวกเขามิได้รู้ความหมายของคำว่าลาอิลาฮา อิลลัลลอฮ์” (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรได้รับการเคารพภักดี นอกจากอัลลอฮ์) ดังที่บรรดาผู้ตั้งภาคีชาวอาหรับได้รู้ความหมายของมัน ดังนั้นเราจึงขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์

การตั้งภาคีนี้ยังคงแพร่หลายอยู่ในหมู่ผู้คนมาจนถึงยุคสมัยของเราในปัจจุบัน เนื่องจากความไม่รู้ได้ครอบงำ และเพราะกาลเวลาที่ห่างไกลจากสมัยนบูวะฮฺ

และข้อชุบฮะฮ์ของบรรดาผู้คนในยุคหลังเหล่านี้ คือชุบฮะฮ์เดียวกันกับของชนรุ่นก่อนๆ และมันก็คือคำกล่าวของพวกเขาที่ว่า:

﴿...هَٰٓؤُلَآءِ شُفَعَٰٓؤُنَا عِندَ ٱللَّهِ...﴾

"เหล่านี้คือผู้ช่วยเหลือเรา ที่อัลลอฮฺ" (ซูเราะฮ์ ยูนุส : 18) และพวกเขาได้กล่าวว่า:

﴿...مَا نَعۡبُدُهُمۡ إِلَّا لِيُقَرِّبُونَآ إِلَى ٱللَّهِ زُلۡفَىٰٓ...﴾

"เรามิได้เคารพภักดีพวกเขา เว้นแต่เพื่อทำให้เราเข้าใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ" (ซูเราะฮ์ อัซซุมัร : 3) อัลลอฮ์ทรงปฏิเสธข้อกังขานี้ และทรงชี้แจงว่า ผู้ใดก็ตามที่เคารพภักดีต่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ ไม่ว่าเป็นใครก็ตาม เขาผู้นั้นย่อมได้ตั้งภาคีต่อพระองค์และปฏิเสธศรัทธา ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿وَيَعۡبُدُونَ مِن دُونِ ٱللَّهِ مَا لَا يَضُرُّهُمۡ وَلَا يَنفَعُهُمۡ وَيَقُولُونَ هَٰٓؤُلَآءِ شُفَعَٰٓؤُنَا عِندَ ٱللَّهِ...﴾

"และพวกเขาจะเคารพภักดีสิ่งอื่นไปจากอัลลอฮฺ ที่มิได้ให้โทษแก่พวกเขา และมิได้ให้ประโยชน์แก่พวกเขา และพวกเขาจะกล่าวว่า เหล่านี้คือผู้ช่วยเหลือเรา ที่อัลลอฮฺ..." (ซูเราะฮ์ ยูนุส : 18) แล้วอัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ทรงตอบพวกเขา ด้วยพระดำรัสของพระองค์ว่า:

﴿قُلۡ أَتُنَبِّـُٔونَ ٱللَّهَ بِمَا لَا يَعۡلَمُ فِي ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَلَا فِي ٱلۡأَرۡضِۚ سُبۡحَٰنَهُۥ وَتَعَٰلَىٰ عَمَّا يُشۡرِكُونَ18﴾

"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) พวกท่านจะแจ้งข่าวแก่อัลลอฮฺด้วยสิ่งที่พระองค์ไม่ทรงรู้ ในบรรดาชั้นฟ้าและในแผ่นดินกระนั้นหรือ พระองค์ทรงมหาบริสุทธิ์และทรงสูงส่ง เหนือสิ่งที่พวกเขาตั้งภาคีขึ้น" (ซูเราะฮ์ ยูนุส : 18)

พระองค์ทรงชี้แจงไว้ในอายะฮ์นี้ว่า การอิบาดะฮ์ต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ ไม่ว่าจะเป็นการอิบาดะฮ์ต่อบรรดานบี บรรดาเอาลิยาอ์ หรือผู้อื่นก็ตาม คือการตั้งภาคีใหญ่ แม้ว่าผู้กระทำจะเรียกมันด้วยชื่ออื่นก็ตาม และดังคำตรัสของพระองค์ที่ว่า:

﴿...وَٱلَّذِينَ ٱتَّخَذُواْ مِن دُونِهِۦٓ أَوۡلِيَآءَ مَا نَعۡبُدُهُمۡ إِلَّا لِيُقَرِّبُونَآ إِلَى ٱللَّهِ زُلۡفَىٰٓ...﴾

"ส่วนบรรดาผู้ที่ยึดถือเอาบรรดาผู้คุ้มครองอื่นจากอัลลอฮฺ โดยกล่าวว่าเรามิได้เคารพภักดีพวกเขา เว้นแต่เพื่อทำให้เราเข้าใกล้ชิดต่ออัลลอฮฺ" (ซูเราะฮ์ อัซซุมัร : 3) จากนั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงโต้ตอบพวกเขาด้วยพระดำรัสของพระองค์ว่า:

﴿...إِنَّ ٱللَّهَ يَحۡكُمُ بَيۡنَهُمۡ فِي مَا هُمۡ فِيهِ يَخۡتَلِفُونَۗ إِنَّ ٱللَّهَ لَا يَهۡدِي مَنۡ هُوَ كَٰذِبٞ كَفَّارٞ﴾

"แท้จริงอัลลอฮฺ จะทรงตัดสินระหว่างพวกเขาในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกันในเรื่องนั้น แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงชี้นำทางแก่ผู้กล่าวเท็จ ผู้ไม่สำนึกบุญคุณ" (ซูเราะฮ์ อัซซุมัร : 3)

ดังนั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงชี้แจงให้ประจักษ์ว่า การเคารพสักการะของพวกเขาต่อสิ่งอื่นนอกจากพระองค์ ทั้งด้วยการวิงวอน การเกรงกลัว ความหวัง และสิ่งทำนองนั้น ถือเป็นการปฏิเสธศรัทธาต่อพระองค์ และทรงหักล้างคำกล่าวของพวกเขาที่ว่า บรรดาพระเจ้าของพวกเขาจะทำให้พวกเขาเข้าใกล้พระองค์อย่างใกล้ชิด

และส่วนหนึ่งจากบรรดาความเชื่ออันเป็นการปฏิเสธศรัทธาที่ต่อต้านอะกีดะฮ์ที่ถูกต้อง และขัดกับสิ่งที่บรรดารอซูล อะลัยฮิมุศศ็อลาตุ วัสสลาม ได้นำมานั้น ก็คือสิ่งที่บรรดาผู้ที่ปฏิเสธในพระเจ้าในยุคนี้เชื่อถือ จากหมู่ผู้ตามของมาร์กซ์และเลนิน และผู้อื่นๆ จากบรรดาผู้เรียกร้องสู่ลัทธิอเทวนิยมและการปฏิเสธศรัทธา ไม่ว่าพวกเขาจะเรียกสิ่งนั้นว่าสังคมนิยม หรือคอมมิวนิสต์ หรือบะอ์ษียะฮ์ หรือชื่ออื่นใดก็ตาม แท้จริงจากหลักการพื้นฐานของบรรดาผู้ที่ปฏิเสธในพระเจ้าเหล่านี้ก็คือ: “ไม่มีพระเจ้า และชีวิตเป็นเพียงวัตถุ

และจากพื้นฐานของพวกเขา คือการปฏิเสธการฟื้นคืนชีพ การปฏิเสธสวรรค์และนรก และการปฏิเสธศรัทธาต่อบรรดาศาสนาทั้งหมด และผู้ใดพิจารณาในตำราของพวกเขาและศึกษาแนวทางที่พวกเขายึดถือ ก็จะทราบเรื่องนี้อย่างแน่นอน และปราศจากความสงสัยว่า ความเชื่อนี้เป็นปฏิปักษ์ต่อบรรดาศาสนาที่ประทานจากฟากฟ้าทุกศาสนา และย่อมนำพาผู้ยึดถือไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดทั้งในดุนยาและอาคิเราะฮ์

และจากบรรดาความเชื่อที่ขัดกับความจริงเหล่านั้น คือความเชื่อของบางส่วนจากบรรดาผู้ถือแนวทางซูฟีว่า บางคนที่พวกเขาเรียกว่าเอาลิยาอ์นั้นมีส่วนร่วมกับอัลลอฮ์ในการกำกับจัดการกิจการทั้งหลาย และมีอำนาจจัดการในกิจการของโลก โดยพวกเขาเรียกขานบุคคลเหล่านั้นว่าอักฏอบ” “เอาตาดและอะฆวาส์และชื่ออื่น อีกที่พวกเขาประดิษฐ์ขึ้นให้แก่บรรดาเทพเจ้าที่พวกเขาตั้งไว้ ซึ่งนี่คือการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ในด้านความเป็นพระผู้อภิบาล และเป็นหนึ่งในประเภทที่น่าอัปลักษณ์ที่สุดของการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์

และผู้ใดที่พินิจพิเคราะห์ในเรื่องการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ของบรรดาผู้คนรุ่นก่อนในยุคญาฮิลิยะฮ์ แล้วนำมันไปเปรียบเทียบกับการตั้งภาคีที่แพร่หลายในหมู่ผู้คนรุ่นหลัง ก็จะพบว่าการตั้งภาคีของผู้คนรุ่นหลังนั้นใหญ่หลวงกว่าและร้ายแรงกว่า และคำชี้แจงในเรื่องนี้มีดังต่อไปนี้: แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาชาวอาหรับในยุคก่อนอิสลามได้มีลักษณะเด่นอยู่สองประการ: ประการแรก: พวกเขามิได้ตั้งภาคีในความเป็นพระผู้อภิบาล แต่การตั้งภาคีของพวกเขานั้นในด้านการเคารพภักดี เพราะพวกเขายอมรับในความเป็นพระผู้อภิบาลของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเกียรติยิ่ง เพียงผู้เดียว ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿وَلَئِن سَأَلۡتَهُم مَّنۡ خَلَقَهُمۡ لَيَقُولُنَّ ٱللَّهُ...﴾

"และถ้าเจ้าถามพวกเขาว่า ใครเป็นผู้สร้างพวกเขา แน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่า อัลลอฮฺ..." (อัช-ซุครุฟ : 87) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿قُلۡ مَن يَرۡزُقُكُم مِّنَ ٱلسَّمَآءِ وَٱلۡأَرۡضِ أَمَّن يَمۡلِكُ ٱلسَّمۡعَ وَٱلۡأَبۡصَٰرَ وَمَن يُخۡرِجُ ٱلۡحَيَّ مِنَ ٱلۡمَيِّتِ وَيُخۡرِجُ ٱلۡمَيِّتَ مِنَ ٱلۡحَيِّ وَمَن يُدَبِّرُ ٱلۡأَمۡرَۚ فَسَيَقُولُونَ ٱللَّهُۚ فَقُلۡ أَفَلَا تَتَّقُونَ31﴾

"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ใครเป็นผู้ประทานปัจจัยยังชีพที่มาจากฟากฟ้าและแผ่นดินแก่พวกท่าน หรือใครเป็นเจ้าของการได้ยินและการมองและใครเป็นผู้ให้มีชีวิตหลังจากการตาย และเป็นผู้ให้ตายหลังจากมีชีวิตมา และใครเป็นผู้บริหารกิจการ แล้วพวกเขาจะกล่าวกันว่า อัลลอฮฺ ดังนั้นจงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) พวกท่านไม่ยำเกรงหรือ" (ซูเราะฮ์ ยูนุส : 31) และโองการที่มีความหมายในลักษณะนี้มีอีกมากมาย

ประการที่สอง: การตั้งภาคีในการเคารพสักการะของพวกเขาไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา หากแต่เกิดขึ้นในยามที่สุขสบาย ส่วนในยามที่ตกทุกข์ได้ยาก พวกเขาจะมีความบริสุทธิ์ใจในการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียว ดังที่อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿فَإِذَا رَكِبُواْ فِي ٱلۡفُلۡكِ دَعَوُاْ ٱللَّهَ مُخۡلِصِينَ لَهُ ٱلدِّينَ فَلَمَّا نَجَّىٰهُمۡ إِلَى ٱلۡبَرِّ إِذَا هُمۡ يُشۡرِكُونَ65﴾

"ดังนั้นเมื่อพวกเขาขึ้นขี่เรือ พวกเขาวิงวอนต่ออัลลอฮฺเป็นผู้บริสุทธิ์ใจในการขอพรต่อพระองค์ ครั้นเมื่อพระองค์ทรงช่วยพวกเขาให้ขึ้นบก แล้วพวกเขาก็ตั้งภาคีต่อพระองค์" (ซูเราะฮ์ อัล-อันกะบูต : 65)

ส่วนบรรดาผู้ตั้งภาคียุคหลังนั้น แท้จริงพวกเขาได้เกินเลยยิ่งกว่าพวกยุคก่อนในสองประการ: ด้านที่หนึ่ง : ในหมู่พวกเขาบางคนได้ตั้งภาคีในด้านความเป็นพระผู้อภิบาลของอัลลอฮ์ ประการที่สอง: การตั้งภาคีของพวกเขาเกิดทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ดังที่ผู้ที่คลุกคลีอยู่กับพวกเขาและสำรวจสภาพความเป็นอยู่ของพวกเขาอย่างถี่ถ้วนย่อมทราบดี และได้เห็นสิ่งที่พวกเขากระทำ สุสานของอัล-ฮุเซน และอัล-บาดาวี และสุสานอื่น ในอียิปต์ หลุมฝังศพของอัล-อัยดารูซ ในเอเดน อัล-ฮาดี ในเยเมน อิบนุ อะรอบี ในอัชชาม และชัยคฺอับดุลกอดีร์ อัล-ญีลานีย์ ในอิรัก และสุสานของผู้มีชื่อเสียงอื่น ที่สามัญชนได้ยกย่องเกินขอบเขต และได้เบี่ยงเบนสิทธิอันมากมายที่เป็นของอัลลอฮ์ อัซซะวะญัล ไปให้แก่สุสานเหล่านั้น และมีน้อยคนนักที่จะคัดค้านพวกเขาในเรื่องนั้น และชี้แจงให้พวกเขาเข้าใจถึงความจริงของเตาฮีด ที่อัลลอฮ์ทรงส่งนบีมุฮัมมัดมาด้วย และบรรดาศาสนทูตก่อนหน้าท่าน ขอความสันติและพรของอัลลอฮ์จงมีแด่พวกท่าน แท้จริงเราเป็นของอัลลอฮ์ และแท้จริงเราจะกลับคืนสู่พระองค์

และความเชื่อบางอย่างที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความเชื่ออันถูกต้องในเรื่องของพระนามและคุณลักษณะ คือความเชื่อของพวกอะฮฺลุลบิดอะฮ์จากหมู่อัลญะฮ์มียะฮ์และอัลมุอฺตะซิละฮ์ และผู้ที่เดินตามแนวทางของพวกเขาในการปฏิเสธคุณลักษณะของอัลลอฮ์ ตะอาลา และการปฏิเสธสิ่งที่ได้ถูกกล่าวไว้แก่พระองค์จากบรรดาคุณลักษณะอันสมบูรณ์ ตลอดจนการบรรยายพระองค์ด้วยคุณลักษณะของสิ่งที่ไม่มีอยู่ สิ่งไม่มีชีวิต และสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ อัลลอฮ์ทรงสูงส่งพ้นจากคำกล่าวของพวกเขาอย่างใหญ่หลวง

และสิ่งที่เข้าข่ายในนั้น ได้แก่ ผู้ที่ปฏิเสธคุณลักษณะของอัลลอฮ์บางประการและยืนยันบางประการ ดังเช่นที่เป็นหลักความเชื่อของอัล-อะชาอิเราะฮ์ และบุคคลเหล่านี้ย่อมถูกผูกมัดด้วยสิ่งที่พวกเขาได้ยืนยันจากบรรดาคุณลักษณะ ให้ต้องยอมรับสิ่งที่ทำนองเดียวกันกับสิ่งที่พวกเขาหลีกหนีจากมันในคุณลักษณะที่พวกเขาปฏิเสธ และพวกเขาได้ตีความหลักฐานของมัน ดังนั้นจึงเป็นการขัดแย้งต่อหลักฐานจากตัวบทและจากเหตุผลทางปัญญา และก่อให้เกิดความขัดแย้งในตนเองในเรื่องนั้นอย่างชัดแจ้ง

ส่วนอะฮ์ลุซซุนนะฮ์วัลญะมาอะฮ์นั้น พวกเขายืนยันสิ่งที่อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่งและมหาบริสุทธิ์ ทรงยืนยันแก่พระองค์เอง หรือที่เราะสูลของพระองค์ มุฮัมมัดได้ยืนยันไว้เกี่ยวกับพระนามและคุณลักษณะ ในลักษณะที่สมบูรณ์ และพวกเขาถือว่าพระองค์ทรงบริสุทธิ์พ้นจากความเสมอเหมือนกับสิ่งถูกสร้างของพระองค์ เป็นการชำระให้บริสุทธิ์ที่ปลอดจากมลทินแห่งการปฏิเสธ (تعطيل) ดังนั้นพวกเขาจึงยึดถือและปฏิบัติตามหลักฐานทั้งหมด และไม่บิดเบือน (تحريف) และไม่ปฏิเสธ (تعطيل) อีกทั้งปลอดพ้นจากความขัดแย้งในตัวเองที่ผู้อื่นตกลงไป ดังที่ได้ชี้แจงมาแล้วก่อนหน้านี้

และนี่คือแนวทางแห่งความรอดปลอดภัย และความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า (วันอาคิเราะฮ์) และนั่นคือเส้นทางอันเที่ยงตรงที่บรรดาซะละฟฺและบรรดาอิหม่ามของประชาชาตินี้ได้ดำเนินตาม และบรรดาผู้ที่มาทีหลังของประชาชาตินี้จะไม่อาจได้รับการแก้ไขให้ดีงามได้ นอกจากด้วยสิ่งที่ทำให้บรรดาผู้ที่มาก่อนพวกเขาได้ดี นั่นคือการยึดตามอัลกุรอ่านและซุนนะฮฺ และละทิ้งทุกสิ่งที่ขัดกับทั้งสอง. เราขอให้อัลลอฮ์ผู้ทรงบริสุทธิ์และทรงสูงส่ง โปรดให้ประชาชาติกลับคืนสู่ความถูกต้องและความชอบธรรม และโปรดให้มีบรรดาผู้ที่ทำหน้าที่เรียกร้องเชิญชวนสู่ทางนำเพิ่มพูนขึ้นในหมู่ประชาชาตินี้ และโปรดประทานความสำเร็จแก่บรรดาผู้นำและบรรดานักวิชาการของประชาชาติในการต่อสู้กับการตั้งภาคี การขจัดมันให้หมดสิ้น และการตักเตือนให้ระวังบรรดาวิถีทางของมัน... แท้จริงพระองค์ทรงได้ยินและทรงอยู่ใกล้ และอัลลอฮฺคือผู้ประทานความสำเร็จ และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ที่พอเพียงแก่เราแล้ว และเป็นผู้รับมอบหมายที่ดีเยี่ยม และไม่มีอำนาจและพลังใด เว้นแต่ด้วยพระองค์เท่านั้น และขออัลลอฮ์ทรงประทานพรและความสันติแด่บ่าวของพระองค์และศาสนทูตของพระองค์ นบีของเราครอบครัวของท่านและอัครสาวกของท่าน

 

***

 

th397v4.0 - 16/02/2026


บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ (2856) และมุสลิม (30)

บันทึกโดยอัลลาละกาอีย์ ใน ชัรห์ อุศูล อัลอิอ์ติกอด (735) และอิบนุ อับดิลบัร ใน ญามิอุลอิลม์ วะฟัฎลิฮี (1801) แต่ใช้ถ้อยคำว่าบรรดาหะดีษแทนบรรดาอายาตว่าด้วยคุณลักษณะและถ้อยคำของท่านว่า: “จงถ่ายทอดหะดีษเหล่านี้ตามที่มันมา และอย่าได้โต้เถียงเกี่ยวกับมัน

บันทึกโดยอัล-บัยฮะกีย์ ในหนังสือ อัลอัสมาอ์ วัศศิฟาต (865) และอิบนุตัยมียะฮ์ ได้รับรองสายรายงานว่าเป็นสายรายงานที่เศาะฮีห์ ในหนังสือ อัลฮะมะวียะฮ์ (หน้า: 269) และอัซ-ซะฮะบีย์ ใน อัล-อัรฎ์ (2/223) กล่าวว่า: บรรดาผู้รายงานของมันเป็นอิมามที่เชื่อถือได้

บันทึกโดย อัลลาละกาอีย์ ในหนังสือ ชัรหฺ อุศูล อัลอิอฺติกอด (930) และอัลบัยฮะกีย์ ในหนังสือ อัลอัสมาอ์ วัศศิฟาต (955)

บันทึกโดย อัลลาละกาอีย์ ในหนังสือ ชัรฮฺ อุศูล อัลอิอฺติกอด (665) และอัลบัยฮะกีย์ ในหนังสือ อัลอัสมาอ์ วัศศิฟาต (868)

บันทึกโดย อัลลาละกาอีย์ ในหนังสือ ชัรหฺ อุศูล อัลอิอฺติกอด (664) และอบูนุอีม ในหนังสือ หิลยะตุลเอาลิยาอ์ (325/6) และอัลบัยฮะกีย์ ในหนังสือ อัลอัสมาอ์ วัศศิฟาต (867)

บันทึกโดยอัลมุซักกีย์ ในหนังสืออัลมุซักกิยาต (29), อิบนุบัฏเฏาะฮ์ ในหนังสืออัลอิบานะฮ์ (120) และอัลลาลิกาอีย์ ในหนังสือชัรฮฺ อุศูล อัลอิอฺติกอด (663)

บันทึกโดย อัดดาริมีย์ ใน อัรรัดด์ อะลา อัลญะฮ์มียะฮ์ (67) และอัลบัยฮะกีย์ ใน อัลอัสมาอ์ วัศศิฟาต (903)

บันทึกโดยอัซซะฮะบีย์ ในหนังสือ อัลอุลูว์ (464) และอัลบานีย์ได้กล่าวไว้ในหนังสือ มุคตะเศ็ร อัลอุลูว์ (หน้า 184) ว่า: “และนี่คือสายรายงานที่เศาะฮีห์ บรรดาผู้รายงานของมันล้วนเป็นที่เชื่อถือและเป็นที่รู้จัก

ตัฟซีรอิบนุกะษีร (3/426-427).

บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ (22) จากหะดีษของ อบูสะอีด อัลคุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ

บันทึกโดยมุสลิม (2996) จากหะดีษของอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา

บันทึกโดยอัลบุคอรีย์ (3651) และมุสลิม (2533) จากหะดีษของ อับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ

บันทึกโดยมุสลิม (1920) จากหะดีษของเซาบาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ

บันทึกโดยอิบนุมาญะฮ์ (3952) จากหะดีษของเศาบาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮู และอิบนุหิบบาน (6714) และอัลหากิม (8653) ได้ให้สถานะว่าเป็นหะดีษเศาะฮีห์

บันทึกโดยอัตติรมีซีย์ (2641) จากหะดีษของ อับดุลลอฮ์ อิบนุ อัมร์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ และอัลมุนาวีย์กล่าวในหนังสือฟัยฎุลกอดีร” (5/347) ว่า: “ในสายรายงานมี อับดุรเราะฮ์มาน อิบนุ ซิยาด อัลอัฟรีกีย์ อัซซะฮะบีย์กล่าวว่า: พวกเขาจัดว่าเขาเฎาะอีฟและอัลบานีย์ได้ให้สถานะว่าเป็นหะดีษเศาะฮีห์ในหนังสือเศาะฮีหุลญามิอ์ (5343)

บันทึกโดยมุสลิม (8).