การชี้แจงถึงการปฏิเสธศรัทธาและความหลงผิดของผู้ที่อ้างว่า อนุญาตให้บุคคลใดก็ตามสามารถออกจากศาสนาของท่านนบีมุฮัมมัด ﷺ (ไทย)

  • earth Language
    (ไทย)
  • earth Author:
    الشيخ عبد العزيز بن باز
PHPWord

 

 

بَيَانُ كُفْرِ وَضَلَالِ مَنْ زَعَمَ أَنَّهُ يَجُوزُ لِأَحَدٍ الخُرُوجُ مِنْ شَرِيعَةِ مُحَمَّدٍ ﷺ

 

การชี้แจงถึงการปฏิเสธศรัทธาและความหลงผิดของผู้ที่อ้างว่า อนุญาตให้บุคคลใดก็ตามสามารถออกจากศาสนาของท่านนบีมุฮัมมัด

 

لِسَمَاحَةِ الشَّيْخِ العَلَّامَةِ

عَبْدِ العَزِيزِ بْنِ عَبْدِ اللهِ بْنِ بَازٍ

رَحِمَهُ اللهُ

 

เรียบเรียงโดย ชัยค์

อับดุลอะซีซ บิน อับดุลลอฮ บิน บาซ

 

 


بِسْمِ اللهِ الرَّحمَنِ الرَّحِيمِ

ารฉบับที่ 12 : การชี้แจงถึงการปฏิเสธศรัทธาและความหลงผิดของผู้ที่อ้างว่า อนุญาตให้บุคคลใดก็ตามสามารถออกจากศาสนาของท่านนบีมุฮัมมัด

มวลการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก พรอันประเสริฐและความสันติสุขจงมีแด่ผู้เป็นผู้อวสานแห่งบรรดานบีและบรรดารอซูล นบีของเรา มุฮัมมัด และแด่วงศ์วาน และบรรดาเศาะฮาบะฮ์ของท่านทุกคน

อนึ่ง: ฉันได้อ่านบทความที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์อัช-ชัรฺกุลเอาวฺสัฏ ฉบับที่ (5824) ลงวันที่ 5/6/1415 .. ซึ่งเขียนโดยผู้ที่เรียกตนเองว่า: อับดุลฟัตตาห์ อัลฮายิก ภายใต้หัวข้อ: (ความเข้าใจที่ผิด)

สรุปโดยย่อก็คือ: เขาได้ปฏิเสธสิ่งที่เป็นที่ทราบชัดโดยจำเป็นในศาสนาอิสลาม ทั้งโดยตัวบทและมติเอกฉันท์ นั่นคือ สาสน์ของท่านนบีมุฮัมมัดถูกส่งมายังมนุษยชาติทั้งหมด และเขายังกล่าวอ้างว่า ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามท่านมุฮัมมัดและไม่เชื่อฟังท่าน แต่ยังคงเป็นชาวยิวหรือชาวคริสต์ เขาก็อยู่บนศาสนาที่เป็นสัจธรรม จากนั้นเขายังได้อหังการ์ต่ออัลลอฮ์ ผู้ทรงเป็นพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก ผู้ทรงมหาบริสุทธิ์ ในพระปรีชาญาณของพระองค์ในการลงโทษบรรดาผู้ปฏิเสธและผู้ละเมิดฝ่าฝืน และถือว่าสิ่งนั้นเป็นความเหลวไหล

เขาได้ทำการบิดเบือนบรรดาข้อความเชิงบทบัญญัติ นำมันไปใช้ผิดที่ผิดทาง และตีความมันตามที่อารมณ์ใฝ่ต่ำของเขาบงการ และเขาได้ผินหลังออกจากหลักฐานเชิงบทบัญญัติและบรรดาข้อความที่ชัดแจ้งซึ่งบ่งชี้ถึงความเป็นสากลของพระราชสาสน์ของมุฮัมมัดและยืนยันถึงความเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาของผู้ใดก็ตามที่ได้ยินถึงท่านแล้วมิได้ปฏิบัติตาม และว่าอัลลอฮฺจะไม่ทรงยอมรับศาสนาอื่นใดนอกจากอิสลาม ตลอดจนบรรดาข้อความชัดแจ้งอื่น ในทำนองนี้ที่เขาหันเหออกไปจากมัน เพื่อให้บรรดาผู้เขลาถูกหลอกลวงด้วยคำพูดของเขา และสิ่งที่เขาได้กระทำนี้เป็นการปฏิเสธศรัทธาอย่างชัดแจ้ง เป็นการหลุดพ้นออกจากอิสลาม และเป็นการปฏิเสธต่ออัลลอฮ์ ซุบหานะฮุวะตะอาลา และต่อเราะซูลของพระองค์ดังที่ผู้ใดก็ตามจากบรรดาผู้มีความรู้และศรัทธาที่ได้อ่านบทความนี้ย่อมทราบดี

ผู้นำจำเป็นต้องส่งตัวเขาไปยังศาลเพื่อให้เขาขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ และตัดสินคดีของเขาตามที่ศาสนบัญญัติอันบริสุทธิ์กำหนด

และอัลลอฮ์ สุบฮานะฮูวะตะอาลา ได้ชี้แจงแล้วถึงความครอบคลุมของสาส์นแห่งท่านนบี มุฮัมมัดและความจำเป็นต้องปฏิบัติตามท่านสำหรับมนุษย์และญินทั้งหมด และเรื่องนี้ไม่มีผู้ใดในหมู่บรรดามุสลิมที่มีความรู้อยู่บ้างแม้เพียงเล็กน้อยเลยที่จะไม่รู้

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า:

﴿قُلۡ يَٰٓأَيُّهَا ٱلنَّاسُ إِنِّي رَسُولُ ٱللَّهِ إِلَيۡكُمۡ جَمِيعًا ٱلَّذِي لَهُۥ مُلۡكُ ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلۡأَرۡضِۖ لَآ إِلَٰهَ إِلَّا هُوَ يُحۡيِۦ وَيُمِيتُۖ فَـَٔامِنُواْ بِٱللَّهِ وَرَسُولِهِ ٱلنَّبِيِّ ٱلۡأُمِّيِّ ٱلَّذِي يُؤۡمِنُ بِٱللَّهِ وَكَلِمَٰتِهِۦ وَٱتَّبِعُوهُ لَعَلَّكُمۡ تَهۡتَدُونَ158﴾

"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า โอ้มนุษย์ทั้งหลาย แท้จริงฉันคือรอซูลของอัลลอฮฺมายังพวกท่านทั้งมวล ซึ่งพระองค์นั้นอำนาจแห่งบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดินเป็นของพระองค์ ไม่มีผู้ใดควรได้รับการเคารพสักการะ นอกจากพระองค์เท่านั้นผู้ทรงให้เป็นและทรงให้ตาย ดังนั้นพวกท่านจงศรัทธาต่ออัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ ผู้เป็นนะบีที่เขียนอ่านไม่เป็น ซึ่งเขาศรัทธาต่ออัลลอฮฺ และดำรัสทั้งหลายของพระองค์ และพวกเจ้าจงปฏิบัติตามเขา เถิด เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับคำแนะนำ" (ซูเราะฮ์ อัล-อะอ์รอฟ : 158) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿...وَأُوحِيَ إِلَيَّ هَٰذَا ٱلۡقُرۡءَانُ لِأُنذِرَكُم بِهِۦ وَمَنۢ بَلَغَ...﴾

"...และอัลกุรอานนี้ก็ได้ถูกประทานลงมาแก่ฉัน เพื่อที่ฉันจะได้ใช้อัลกุรอานนี้ ตักเตือนพวกเจ้า และผู้ที่อัลกุรอานนี้ไปถึง..." (อัลอันอาม : 19) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿قُلۡ إِن كُنتُمۡ تُحِبُّونَ ٱللَّهَ فَٱتَّبِعُونِي يُحۡبِبۡكُمُ ٱللَّهُ وَيَغۡفِرۡ لَكُمۡ ذُنُوبَكُمۡۚ وَٱللَّهُ غَفُورٞ رَّحِيمٞ31﴾

"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า หากพวกท่านรักอัลลอฮฺ ก็จงปฏิบัติตามฉัน อัลลอฮฺก็จะทรงรักพวกท่าน และจะทรงอภัยให้แก่พวกท่านซึ่งโทษทั้งหลายของพวกท่าน และอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ" (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 31) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿وَمَن يَبۡتَغِ غَيۡرَ ٱلۡإِسۡلَٰمِ دِينٗا فَلَن يُقۡبَلَ مِنۡهُ وَهُوَ فِي ٱلۡأٓخِرَةِ مِنَ ٱلۡخَٰسِرِينَ85﴾

"และผู้ใดแสวงหาศาสนาหนึ่งศาสนาใดอื่นจากอิสลามแล้ว ศาสนานั้นก็จะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด และในปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน" [ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน: 85]. และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿وَمَآ أَرۡسَلۡنَٰكَ إِلَّا كَآفَّةٗ لِّلنَّاسِ بَشِيرٗا وَنَذِيرٗا...﴾

"และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใด เว้นแต่เป็นผู้แจ้งข่าวดีและเป็นผู้ตักเตือนแก่มนุษย์ทั้งหลาย..." (ซูเราะฮ์ สะบะอ์ : 28) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿وَمَآ أَرۡسَلۡنَٰكَ إِلَّا رَحۡمَةٗ لِّلۡعَٰلَمِينَ107﴾

"และเรามิได้ส่งเจ้ามาเพื่ออื่นใดนอกจากเพื่อเป็นความเมตตาแก่ประชาชาติทั้งหลาย" (อัล-อันบิยาอ์ : 107) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿...وَقُل لِّلَّذِينَ أُوتُواْ ٱلۡكِتَٰبَ وَٱلۡأُمِّيِّـۧنَ ءَأَسۡلَمۡتُمۡۚ فَإِنۡ أَسۡلَمُواْ فَقَدِ ٱهۡتَدَواْۖ وَّإِن تَوَلَّوۡاْ فَإِنَّمَا عَلَيۡكَ ٱلۡبَلَٰغُۗ وَٱللَّهُ بَصِيرُۢ بِٱلۡعِبَادِ﴾

"และเจ้าจงกล่าวแก่บรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ และบรรดาผู้ที่เขียนอ่านไม่เป็นว่า พวกท่านมอบ (ใบหน้าแด่อัลลอฮฺ) แล้วหรือ? ถ้าหากพวกเขาได้มอบแล้วแน่นอนพวกเขาก็ได้รับแล้ว ซึ่งแนวทางอันถูกต้องและถ้าหากพวกเขาผินหลังให้ แท้จริงหน้าที่ของเจ้านั้นเพียงการประกาศให้ทราบเท่านั้น และอัลลอฮฺ นั้นเป็นผู้ทรงเห็นปวงบ่าวทั้งหลาย" (ซูเราะฮ์ อาล อิมรอน : 20) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า:

﴿تَبَارَكَ ٱلَّذِي نَزَّلَ ٱلۡفُرۡقَانَ عَلَىٰ عَبۡدِهِۦ لِيَكُونَ لِلۡعَٰلَمِينَ نَذِيرًا1﴾

"ความจำเริญยิ่งแด่พระองค์ ผู้ทรงประทานอัลฟุรกอน แก่บ่าวของพระองค์ (มุฮัมมัด) เพื่อเขาจะได้เป็นผู้ตักเตือนแก่ปวงบ่าวทั้งมวล" (ซูเราะฮ์ อัลฟุรกอน : 1)

บันทึกโดยอัลบุคอรีและมุสลิม จากท่านญาบิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านนบีกล่าวว่า:

«أُعْطِيتُ خَمْسًا لَمْ يُعْطَهُنَّ أَحَدٌ قَبْلِي: نُصِرْتُ بِالرُّعْبِ مَسِيرَةَ شَهْرٍ، وَجُعِلَتْ لِيَ الْأَرْضُ مَسْجِدًا وَطَهُورًا، فَأَيُّمَا رَجُلٍ مِنْ أُمَّتِي أَدْرَكَتْهُ الصَّلَاةُ، فَلْيُصَلّ، وَأُحِلَّتْ لِيَ الْمَغَانِمُ، وَلَمْ تُحَلَّ لِأَحَدٍ قَبْلِي، وَأُعْطِيتُ الشَّفَاعَةَ، وَكَانَ النَّبِيُّ يُبْعَثُ إِلَى قَوْمِهِ خَاصَّةً، وَبُعِثْتُ إِلَى النَّاسِ عَامَّةً».

"ฉันได้ถูกมอบให้ 5 ประการ ซึ่งไม่มีใครได้รับมาก่อนฉัน: ฉันถูกให้ได้รับชัยชนะด้วยระยะทาง 1 เดือน และแผ่นดินนี้ได้ถูกทำให้เป็นสถานที่ละหมาดและบริสุทธิ์สำหรับฉัน ดังนั้นผู้ใดในหมู่ประชาชาติของฉัน เมื่อได้ถึงเวลาละหมาดแก่เขา ก็ให้เขาละหมาดเถิด และทรัพย์เชลยที่ได้มานั้นเป็นที่อนุญาติสำหรับฉัน ซึ่งมันเป็นที่ต้องห้ามต่อผู้คนก่อนหน้าฉัน และฉันได้ถูกมอบสิทธิในการไถ่โทษ(ชะฟาอะฮ์) และศาสดาคนหนึ่งได้ถูกส่งไปยังประชาชาติของเขาโดยเฉพาะ และฉันถูกส่งมายังมนุษยชาติทั้งมวล"

และนี่คือคำชี้แจงที่ชัดแจ้งถึงความครอบคลุมและความเป็นสากลของสาส์นแห่งท่านนบีมุฮัมมัดต่อมนุษยชาติทั้งหมด และแท้จริงสาส์นนี้ได้มายกเลิกบทบัญญัติอื่นๆ ทั้งหมดที่มาก่อน และผู้ใดไม่ปฏิบัติตามท่านมุฮัมมัดและไม่เชื่อฟังท่าน เขาผู้นั้นเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา ผู้ฝ่าฝืน สมควรได้รับการลงโทษจากอัลลอฮ์ ตะอาลา อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿...وَمَن يَكۡفُرۡ بِهِۦ مِنَ ٱلۡأَحۡزَابِ فَٱلنَّارُ مَوۡعِدُهُۥ...﴾

"และผู้ใดจากพรรคต่าง ปฏิเสธศรัทธาต่อมันไฟนรกคือสัญญาของเขา" (ซูเราะฮ์ ฮูด : 17) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿...فَلۡيَحۡذَرِ ٱلَّذِينَ يُخَالِفُونَ عَنۡ أَمۡرِهِۦٓ أَن تُصِيبَهُمۡ فِتۡنَةٌ أَوۡ يُصِيبَهُمۡ عَذَابٌ أَلِيمٌ﴾

"ดังนั้นบรรดาผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของเขา (มุฮัมมัด) จงระวังตัวเถิดว่า เคราะห์กรรมจะเกิดขึ้นแก่พวกเขา หรือว่าการลงโทษอันเจ็บปวดจะเกิดขึ้นแก่พวกเขาเช่นกัน" [อันนูร : 63] และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿وَمَن يَعۡصِ ٱللَّهَ وَرَسُولَهُۥ وَيَتَعَدَّ حُدُودَهُۥ يُدۡخِلۡهُ نَارًا خَٰلِدٗا فِيهَا وَلَهُۥ عَذَابٞ مُّهِينٞ14﴾

"และผู้ใดฝ่าฝืนอัลลอฮฺ และรอซูลของพระองค์ และละเมิดขอบเขตของพระองค์แล้วไซร้ พระองค์ก็จะทรงให้เขาเข้านรก โดยที่เขาจะอยู่ในนรกนั้นตลอดกาล และเขาจะได้รับการลงโทษที่ยังความอัปยศให้ (แก่เขา)" [อัน-นิสาอ์ : 14], และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿...وَمَن يَتَبَدَّلِ ٱلۡكُفۡرَ بِٱلۡإِيمَٰنِ فَقَدۡ ضَلَّ سَوَآءَ ٱلسَّبِيلِ﴾

"และผู้ใดเปลี่ยนเอาการปฏิเสธไว้แทนการศรัทธาแล้วไซร้ แน่นอนเขาก็ได้หลงทางอันเที่ยงตรงเสียแล้ว" (ซูเราะฮ์ อัล-บะเกาะเราะฮ์ : 108) และบรรดาโองการทั้งหลายในความหมายนี้นั้นมีอยู่มากมาย

และอัลลอฮ์ผู้ทรงบริสุทธิ์ ได้ทรงเชื่อมโยงการเชื่อฟังต่อเราะซูลเข้ากับการเชื่อฟังต่อพระองค์ และได้ทรงอธิบายว่า ใครก็ตามที่นับถือศาสนาอื่นที่ไม่ใช่ศาสนาอิสลาม เขาย่อมเป็นผู้ขาดทุน และจะไม่ถูกรับไว้จากเขาไม่ว่าจะเป็นการชดเชยหรือค่าไถ่ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿وَمَنْ يَبْتَغِ غَيْرَ الْإِسْلَامِ دِينًا فَلَنْ يُقْبَلَ مِنْهُ وَهُوَ فِي الْآخِرَةِ مِنَ الْخَاسِرِينَ85

"และผู้ใดแสวงหาศาสนาหนึ่งศาสนาใดอื่นจากอิสลามแล้ว ศาสนานั้นก็จะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด และในปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน" [ซูเราะฮ์ อาละอิมรอน : 85] และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿مَنْ يُطِعِ الرَّسُولَ فَقَدْ أَطَاعَ اللَّهَ...

"ผู้ใดเชื่อฟังรอซูล แน่นอนเขาก็เชื่อฟังอัลลอฮฺแล้ว" [อัน-นิสาอ์ : 80] และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿قُلْ أَطِيعُوا اللَّهَ وَأَطِيعُوا الرَّسُولَ فَإِنْ تَوَلَّوْا فَإِنَّمَا عَلَيْهِ مَا حُمِّلَ وَعَلَيْكُمْ مَا حُمِّلْتُمْ وَإِنْ تُطِيعُوهُ تَهْتَدُوا...

"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) พวกเจ้าจงเชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮฺ และจงเชื่อฟังปฏิบัติตามรอซูล หากพวกเขาผินหลังให้ แท้จริงหน้าที่ของเขา (รอซูล) คือสิ่งที่ได้ถูกมอบหมาย และหน้าที่ของพวกเจ้าคือสิ่งที่ได้ถูกมอบหมายเช่นกัน และหากพวกเจ้าเชื่อฟังปฏิบัติตามเขาแล้ว พวกเจ้าก็จะอยู่ในทางที่ถูกต้อง (ฮิดายะฮฺ)" [อันนูร : 54] และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า:

﴿إِنَّ الَّذِينَ كَفَرُوا مِنْ أَهْلِ الْكِتَابِ وَالْمُشْرِكِينَ فِي نَارِ جَهَنَّمَ خَالِدِينَ فِيهَا أُولَئِكَ هُمْ شَرُّ الْبَرِيَّةِ 6

"แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในหมู่อะฮฺลุลกิตาบ และบูชาเจว็ดนั้นจะอยู่ในนรกญะฮันนัม พวกเขาเป็นผู้พำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล ชนเหล่านั้นพวกเขาเป็นมนุษย์ที่ชั่วช้ายิ่ง" [ซูเราะฮ์ อัลบัยยินะฮ์: 6].

และมุสลิมได้รายงานไว้ในเศาะฮีห์ของท่านว่า: ท่านเราะสูลุลลอฮ์กล่าวว่า:

«وَالَّذِي نَفْسِي بِيَدِهِ؛ لَا يَسْمَعُ بِي أَحَدٌ مِنْ هَذِهِ الْأُمَّةِ، يَهُودِيٌّ وَلَا نَصْرَانِيٌّ، ثُمَّ يَمُوتُ وَلَمْ يُؤْمِنْ بِالَّذِي أُرْسِلْتُ بِهِ؛ إِلَّا كَانَ مِنْ أَهْلِ النَّارِ».

"ขอสาบานด้วยพระองค์ผู้ซึ่งชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ จะไม่มีผู้ใดที่ได้ยินเกี่ยวกับฉันจากประชาชาตินี้ ไม่ว่าจะเป็นยิวหรือคริสเตียน แล้วเสียชีวิตไปโดยไม่ได้ศรัทธาต่อสิ่งที่ถูกประทานมาให้แก่ฉัน เว้นแต่เขาจะเป็นคนหนึ่งจากชาวนรก"

และท่านเราะสูลุลลอฮ์ได้อธิบายด้วยการกระทำและคำพูดของท่านถึงความเป็นโมฆะของศาสนาของผู้ที่มิได้เข้าสู่ศาสนาอิสลาม แท้จริงท่านได้ทำสงครามกับชาวยิวและชาวคริสต์ เช่นเดียวกับที่ท่านทำสงครามกับผู้ปฏิเสธศรัทธาประเภทอื่น และท่านได้รับเอาญิซยะฮ์จากบรรดาผู้ที่ยอมมอบให้ในหมู่พวกเขา เพื่อไม่ให้พวกเขาขัดขวางการเผยแผ่เชิญชวนสู่อิสลามไปยังพวกที่เหลือ และเพื่อให้ผู้ใดในหมู่พวกเขาที่ประสงค์จะเข้ารับอิสลามสามารถเข้ารับได้โดยปราศจากความหวาดกลัวจากชนของตนว่าจะขัดขวาง ห้ามปราม หรือฆ่าเขา

และอัล-บุคอรีและมุสลิมได้รายงานจากท่านอบูฮุรอยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮู เล่าว่า: ขณะที่พวกเราอยู่ในมัสยิด ท่านเราะซูลุลลอฮ์ได้ออกมาแล้วกล่าวว่า:

«انْطَلِقُوا إِلَى يَهُودَ، فَخَرَجْنَا مَعَهُ حَتَّى جِئْنَا بَيْتَ الْمِدْرَاسِ، فَقَامَ النَّبِيُّ ﷺ، فَنَادَاهُمْ فَقَالَ :يَا مَعْشَرَ يَهُودَ، أَسْلِمُوا تَسْلَمُوا، فَقَالُوا: قَدْ بَلَّغْتَ يَا أَبَا الْقَاسِمِ، فَقَالَ لَهُمْ رَسُولُ اللَّهِ ﷺ: ذَلِكَ أُرِيدُ، أَسْلِمُوا تَسْلَمُوا، فَقَالُوا: قَدْ بَلَّغْتَ يَا أَبَا الْقَاسِمِ، فَقَالَ لَهُمْ رَسُولُ اللَّهِ ﷺ: ذَلِكَ أُرِيدُ، ثُمَّ قَالَهَا الثَّالِثَةَ...».

จงไปยังชาวยิว แล้วพวกเราก็ออกไปกับท่าน จนกระทั่งเรามาถึงบัยตุลมิดรอส แล้วท่านเราะซูลุลลอฮ์ก็ลุกขึ้นและเรียกพวกเขา จากนั้นท่านกล่าวว่า: “โอ้ บรรดาชาวยิวทั้งหลาย จงจำนนต่ออัลลอฮ์เถิด แล้วพวกเจ้าจะปลอดภัยพวกเขาจึงกล่าวว่า: “ท่านได้แจ้งแล้ว โอ้ อบู อัล-กอซิมแล้วท่านเราะซูลุลลอฮ์กล่าวว่า: “นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันต้องการ จงจำนนต่ออัลลอฮ์เถิด แล้วพวกเจ้าจะปลอดภัยพวกเขากล่าวว่า: “ท่านได้แจ้งแล้ว โอ้ อบู อัล-กอซิมแล้วท่านเราะซูลุลลอฮ์กล่าวว่า: “นั่นแหละคือสิ่งที่ฉันต้องการจากนั้นท่านก็กล่าวถ้อยคำนี้เป็นครั้งที่สาม..." หะดีษ.

ใจความคือว่า ท่านนบีมุฮัมมัดได้ไปยังบรรดาผู้ทรงศาสนาของชาวยิว สำนักศึกษาศาสนาของพวกเขา แล้วเชิญชวนพวกเขาเข้าสู่อิสลาม และกล่าวแก่พวกเขาว่า "จงเข้าสู่อิสลามเถิด แล้วพวกท่านจะปลอดภัย" และท่านได้กล่าวถ้อยคำนั้นซ้ำแก่พวกเขา

และในทำนองเดียวกัน: ท่านรอซูลุลลอฮฺได้ส่งสารของท่านไปยังเฮราคิลอุส เพื่อเรียกร้องเชิญชวนเขาเข้าสู่การนับถือศาสนาอิสลาม และได้แจ้งแก่เขาว่า หากเขาปฏิเสธแล้ว เขาย่อมต้องรับบาปของบรรดาผู้ที่ปฏิเสธการเข้าสู่อิสลามเนื่องด้วยการปฏิเสธของเขาเอง และอัล-บุคอรีย์และมุสลิมได้รายงานไว้ในศอเฮี๊ยะฮฺของทั้งสองว่า เฮราคิลอุสสั่งให้นำสารของท่านรอซูลุลลอฮฺมา แล้วได้อ่านมัน ก็ปรากฏว่าในนั้นมีข้อความว่า:

«بِسْمِ اللَّهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيمِ، مِنْ مُحَمَّدٍ رَسُولِ اللَّهِ إِلَى هِرَقْلَ عَظِيمِ الرُّومِ، سَلَامٌ عَلَى مَنِ اتَّبَعَ الْهُدَى، أَمَّا بَعْدُ: فَإِنِّي أَدْعُوكَ بِدِعَايَةِ الْإِسْلَامِ، أَسْلِمْ تَسْلَمْ، وَأَسْلِمْ يُؤْتِكَ اللَّهُ أَجْرَكَ مَرَّتَيْنِ، فَإِنْ تَوَلَّيْتَ، فَإِنَّ عَلَيْكَ إِثْمَ الْأَرِيسِيِّينَ وَ

"ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปรานียิ่ง ผู้ทรงเมตตายิ่ง จากมุฮัมมัด ศาสนทูตของอัลลอฮ์ ถึงเฮรัคลิอุส ผู้ยิ่งใหญ่แห่งชาวโรม ขอความสันติสุขจงประสบแด่ผู้ที่ปฏิบัติตามทางนำ อนึ่ง: แท้จริงฉันขอเชิญชวนท่านด้วยการเรียกร้องสู่ศาสนาอิสลาม จงจำนนต่ออัลลอฮ์ แล้วท่านจะปลอดภัย และจงจำนนเถิด แล้วอัลลอฮ์จะทรงประทานรางวัลแก่ท่านเป็นสองเท่า แล้วหากท่านผินหลังให้ ก็แท้จริงบาปของบรรดาอารีซียีน (ชาวสามัญชน) จะตกเป็นภาระแก่ท่าน และ

﴿يَٰٓأَهۡلَ ٱلۡكِتَٰبِ تَعَالَوۡاْ إِلَىٰ كَلِمَةٖ سَوَآءِۭ بَيۡنَنَا وَبَيۡنَكُمۡ أَلَّا نَعۡبُدَ إِلَّا ٱللَّهَ وَلَا نُشۡرِكَ بِهِۦ شَيۡـٔٗا وَلَا يَتَّخِذَ بَعۡضُنَا بَعۡضًا أَرۡبَابٗا مِّن دُونِ ٱللَّهِۚ فَإِن تَوَلَّوۡاْ فَقُولُواْ ٱشۡهَدُواْ بِأَنَّا مُسۡلِمُونَ64﴾

"โอ้บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ จงมายังถ้อยคำหนึ่งซึ่งเท่าเทียมกัน ระหว่างเราและพวกท่าน คือว่าเราจะไม่เคารพสักการะนอกจากพระองค์เท่านั้น และเราจะไม่ให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดเป็นภาคีกับพระองค์ และพวกเราบางคนก็จะไม่ยึดถืออีกบางคนเป็นพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮฺ แล้วหากพวกเขาผินหลังให้ ก็จงกล่าวเถิดว่า พวกท่านจงเป็นพยานด้วยว่า แท้จริงพวกเราเป็นผู้น้อมตาม" [ซูเราะฮ์ อาละอิมรอน : 64]

จากนั้นเมื่อพวกเขาผินหลังและปฏิเสธที่จะเข้าสู่ศาสนาอิสลาม ท่านนบีพร้อมด้วยบรรดาศอฮาบะฮ์ของท่าน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ได้ต่อสู้กับพวกเขา และได้กำหนดให้พวกเขาจ่ายญิสยะฮ์ (ค่าคุ้มครอง)

และเพื่อยืนยันถึงความหลงผิดของพวกเขา และว่าพวกเขาดำรงอยู่บนศาสนาที่เป็นโมฆะหลังจากที่มันได้ถูกยกเลิกโดยศาสนาของท่านนบีมุหัมมัดอัลลอฮ์จึงทรงบัญชาให้มุสลิมขอพรต่อพระองค์ในทุกๆ วัน และในทุกๆ การละหมาด และในทุกๆ ร็อกอะฮ์ ให้พระองค์ทรงชี้นำเขาสู่หนทางที่เที่ยงตรง อันถูกต้องและเป็นที่ทรงรับ และนั่นก็คือ ศาสนาอิสลาม และทรงให้เขาห่างไกลจากแนวทางของบรรดาผู้ที่ถูกพระพิโรธ คือ ยิวและผู้ที่เสมือนพวกเขา ที่รู้ดีว่าตนเองอยู่บนความเท็จและยังคงยืนกรานอยู่กับมัน และทรงให้เขาห่างไกลจากแนวทางของบรรดาผู้หลงทาง ผู้ที่ทำอิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์โดยปราศจากความรู้ และพวกเขาอ้างว่าตนอยู่บนทางนำ ทั้ง ที่พวกเขาอยู่บนแนวทางแห่งความหลง และพวกเขาก็คือ คริสเตียน และผู้ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับพวกเขาจากบรรดาประชาชาติอื่น ที่ทำอิบาดะฮ์บนความหลงและความไม่รู้ และทั้งหมดนั้น: เพื่อให้มุสลิมได้รู้ด้วยความแน่ชัดว่า ศาสนาทั้งหมดอื่นจากศาสนาอิสลามนั้นเป็นศาสนาเท็จ และใครก็ตามที่ทำการเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์บนแนวทางอื่นที่ไม่ใช่ศาสนาอิสลาม เขาก็เป็นผู้หลงผิด และผู้ใดก็ตามที่มิได้เชื่อมั่นเช่นนี้ ก็ย่อมไม่อยู่ในหมู่มุสลิม และหลักฐานในประเด็นนี้มีอยู่มากมาย ทั้งจากคัมภีร์อัลกุรอานและซุนนะฮ์ของท่านนบี

ดังนั้น หน้าที่ที่จำเป็นสำหรับผู้เขียนบทความอับดุลฟัตตาห์คือ: ให้เขารีบเร่งในการสำนึกผิดอย่างจริงใจ และให้เขาเขียนบทความประกาศการกลับเนื้อกลับตัวของตนเข้าหาอัลลอฮฺ และผู้ใดที่กลับเนื้อกลับตัวเข้าหาอัลลอฮฺด้วยความสัจจริง อัลลอฮฺก็จะทรงรับการกลับเนื้อกลับตัวของเขา ตามดำรัสของอัลลอฮฺผู้ทรงบริสุทธิ์ยิ่งว่า:

﴿...وَتُوبُوٓاْ إِلَى ٱللَّهِ جَمِيعًا أَيُّهَ ٱلۡمُؤۡمِنُونَ لَعَلَّكُمۡ تُفۡلِحُونَ﴾

"และพวกเจ้าทั้งหลายจงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮฺเถิด โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ" (ซูเราะฮ์ อันนูร : 31) และอัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า:

﴿وَٱلَّذِينَ لَا يَدۡعُونَ مَعَ ٱللَّهِ إِلَٰهًا ءَاخَرَ وَلَا يَقۡتُلُونَ ٱلنَّفۡسَ ٱلَّتِي حَرَّمَ ٱللَّهُ إِلَّا بِٱلۡحَقِّ وَلَا يَزۡنُونَۚ وَمَن يَفۡعَلۡ ذَٰلِكَ يَلۡقَ أَثَامٗا68 يُضَٰعَفۡ لَهُ ٱلۡعَذَابُ يَوۡمَ ٱلۡقِيَٰمَةِ وَيَخۡلُدۡ فِيهِۦ مُهَانًا69 إِلَّا مَن تَابَ وَءَامَنَ وَعَمِلَ عَمَلٗا صَٰلِحٗا فَأُوْلَٰٓئِكَ يُبَدِّلُ ٱللَّهُ سَيِّـَٔاتِهِمۡ حَسَنَٰتٖۗ وَكَانَ ٱللَّهُ غَفُورٗا رَّحِيمٗا70﴾

"และบรรดาผู้ที่ไม่วิงวอนขอพระเจ้าอื่นใดคู่เคียงกับอัลลอฮฺ และพวกเขาไม่ฆ่าชีวิตซึ่งอัลลอฮฺทรงห้ามไว้ เว้นแต่เพื่อความยุติธรรม และพวกเขาไม่ผิดประเวณี และผู้ใดกระทำเช่นนั้น เขาจะได้พบกับความผิดอันมหันต์

การลงโทษในวันกิยามะฮฺถูกเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าสำหรับเขา และเขาจะอยู่ในนั้นอย่างอัปยศ

เว้นแต่ผู้ที่กลับเนื้อกลับตัว และศรัทธาและประกอบการงานที่ดี เขาเหล่านั้นแหละอัลลอฮจะทรงเปลี่ยนความชั่วของพวกเขาเป็นความดี และอัลลอฮเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ70" (ซูเราะฮ์ อัล-ฟุรกอน : 68-70) และตามหะดีษของท่านนบีที่ว่า:

«الإِسْلَامُ يَهْدِمُ مَا كَانَ قَبْلَهُ، وَالتَّوبَةُ تَهْدِمُ مَا كَانَ قَبْلَهَا».

"อิสลามจะลบล้างบาปต่าง ที่มาก่อนหน้านั้น และการกลับใจ (เตาบะฮ์) จะลบล้างบาปต่าง ที่มาก่อนหน้านั้น" และท่านนบีได้กล่าวว่า:

«التَّائِبُ مِنَ الذَّنْبَ كَمَنْ لَا ذَنْبَ لَهُ».

ผู้ที่ทำการเตาบะฮฺ (กลับเนื้อกลับตัว) จากบาป ย่อมเสมือนบุคคลที่ไม่มีบาปใด

และโองการและหะดีษทั้งหลายที่เกี่ยวกับความหมายนี้ มีอยู่มากมาย

และเราขอให้อัลลอฮ์ผู้ทรงบริสุทธิ์และทรงสูงส่งทรงทำให้เราได้เห็นความจริงว่าเป็นความจริง และช่วยให้เราได้ปฏิบัติตามมันได้ และทรงทำให้เราได้เห็นความเท็จว่าเป็นความเท็จ และช่วยให้เราหลีกเลี่ยงมันได้ และโปรดทรงพระกรุณาประทานแก่เรา แก่ผู้เขียน อับดุลฟัตตาห์ และแก่บรรดามุสลิมทั้งหลาย การเตาบะฮ์อย่างจริงใจ และโปรดทรงคุ้มครองพวกเราทุกคนให้พ้นจากบรรดาฟิตนะฮ์ที่ชักนำให้หลงผิด และจากการทำตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ และจากชัยฏอน แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ทรงดูแลเรื่องนั้น และทรงสามารถกระทำได้

และขอการสดุดีแห่งอัลลอฮฺและความสันติสุขปลอดภัยจงมีแด่ท่านนบีมุหัมมัดของเรา และบรรดาเครือญาติ ตลอดจนเศาะหาบะฮฺของท่านทุกคน รวมถึงผู้ที่เจริญรอยตามพวกเขาด้วยความดีงามตราบจนถึงวันแห่งการตัดสิน

 

 

***

 

th397v4.0 - 16/02/2026