من خلق الكون؟ ومن خلقني؟ ولماذا؟ (تايلندي)

كتاب "من خلق الكون؟ ومن خلقني، ولماذا؟" يناقش أصل وجود الكون والإنسان، مؤكدًا أن الكون لم يأتِ بالصدفة أو من العدم، بل له خالق عظيم هو الله، الذي وضع قوانين دقيقة تحكم الحياة والكون. يوضح الكتاب صفات الله وأهمية الإيمان بالرسل والكتب السماوية، ويؤكد أن الإسلام هو الدين الحق الذي جمع رسالات الأنبياء، داعيًا للإيمان به لتحقيق السعادة الحقيقية في الدنيا والآخرة.

  • earth ภาษา
    (تايلندي)
  • earth เขียนโดย:
    اللجنة العلمية برئاسة الشؤون الدينية بالمسجد الحرام والمسجد النبوي
PHPWord

 

مَنْ خَلَقَ الكَونَ؟ وَمَنْ خَلَقَنِي؟ وَلِمَاذَا؟

 

ใครเป็นผู้สร้างจักรวาลนี้มา? ใครเป็นผู้สร้างฉัน? และสร้างมาทำไม?

 

 

 

 

اللَّجْنَةُ العِلْمِيَّةُ

بِرِئَاسَةِ الشُّؤُونِ الدِّينِيَّةِ بِالمَسْجِدِ الحَرَامِ وَالمَسْجِدِ النَّبَوِيِّ

 

คณะกรรมการวิชาการประจำสำนักบริหารกิจการศาสนาแห่งมัสยิดอัลหะรอมและมัสยิดอันนะบะวีย์

 


بِسْمِ اللهِ الرَّحمَنِ الرَّحِيمِ

ใครเป็นผู้สร้างจักรวาลนี้มา? ใครเป็นผู้สร้างฉัน? และสร้างมาทำไม?

ฉันอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้องหรือไม่?

ใครเป็นผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และสิ่งถูกสร้างที่ยิ่งใหญ่โตที่มีอยู่ในทั้งสองที่นี้ ที่ไม่สามารถจะรอบรู้ถึงมันได้?

ใครเป็นผู้วางระบบที่ละเอียดและรัดกุมในการบริหารจัดการชั้นฟ้าและแผ่นดิน?

ใครเป็นผู้สร้างมนุษย์ ให้การได้ยิน การมองเห็นและสติปัญญา และทำให้มีความสามารถในการรับความรู้และความเข้าใจถึงข้อเท็จจริง?

ใครเป็นผู้ออกแบบสร้างสิ่งที่ละเอียดอ่อนซ่อนเร้นนี้ในส่วนต่างๆของร่างกายเจ้า และทรงทำให้เจ้าเป็นรูปร่าง และทรงทำให้รูปร่างของเจ้าสวยงามยิ่ง?

ลองพิจารณาถึงการกำเนิดของสิ่งมีชีวิตบนความแตกต่างและความหลากหลายของมัน ใครเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาด้วยรูปแบบที่ไม่จำกัด?

จักรวาลที่ยิ่งใหญ่นี้ได้รับการจัดระเบียบและมั่นคงด้วยกฎระเบียบของมันที่คอยควบคุมมันอย่างรัดกุมและแม่นยำ ตลอดที่ผ่านมาได้อย่างไร?

ผู้ใดคือผู้ทรงวางระเบียบและกฎเกณฑ์ที่ควบคุมโลกนี้ (ทั้งในเรื่องชีวิตและความตาย การสืบพันธุ์ของสรรพชีวิต การสลับของกลางวันและกลางคืน การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล และอื่นๆ)?

จักรวาลนี้สร้างตัวของมันเองกระนั้นหรือ? หรือเกิดขึ้นจากความว่างเปล่า? หรือเกิดขึ้นโดยบังเอิญ? อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿‌أَمۡ خُلِقُواْ مِنۡ غَيۡرِ شَيۡءٍ أَمۡ هُمُ ٱلۡخَٰلِقُونَ٣٥ أَمۡ خَلَقُواْ ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلۡأَرۡضَۚ بَل لَّا يُوقِنُونَ36﴾

((หรือว่าพวกเขาถูกบังเกิดมาโดยปราศจากผู้ทรงสร้างหรือว่าพวกเขาเป็นผู้สร้างตัวของพวกเขาเอง

หรือว่าพวกเขาเป็นผู้สร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินนี้ เปล่าเลย เพราะพวกเขาไม่เชื่อมั่นต่างหาก))

[ซูเราะฮ์ อัฏฏูร : 35-36].

ดังนั้น หากเราไม่ได้สร้างตัวเราเองและเป็นไปไม่ได้ที่เราจะกำเนิดมาจากความว่างเปล่าหรือเกิดมาโดยบังเอิญ ดังนั้น ความจริงที่ไม่มีความสงสัยใดๆ เลยนั้น คือจักรวาลนี้ต้องมีผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่และทรงสามารถ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จักรวาลนี้จะสร้างตัวเองขึ้นมา! หรือเกิดมาจากความว่างเปล่า! หรือเกิดมาโดยบังเอิญ

ทำไมมนุษย์ถึงเชื่อในการมีอยู่ของสิ่งที่พวกเขามองไม่เห็น? เช่น (การรับรู้ สติปัญญา จิตวิญญาณ ความรู้สึก และความรัก) เป็นเพราะเขาได้เห็นผลของมันไม่ใช่หรือ? แล้วมนุษย์จะปฏิเสธการดำรงอยู่ของผู้สร้างจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้ได้อย่างไร ในเมื่อเขาเห็นผลแห่งการสร้าง การกระทำของพระองค์ และความเมตตาของพระองค์

ไม่มีคนที่มีสติคนใดที่จะยอมรับต่อคำพูดที่ว่า: บ้านหลังนี้มาโดยไม่มีใครสร้าง! หรือมีคนพูดกับเขาว่า: แท้จริง ความว่างเปล่าเป็นสิ่งที่สร้างบ้านหลังนี้! แล้วเป็นไปได้อย่างไรที่บางคนเชื่อในคำพูดที่ว่า: จักรวาลอันยิ่งใหญ่นี้เกิดขึ้นมาโดยไม่มีผู้สร้าง? เป็นไปได้อย่างไรผู้มีสติปัญญาจะยอมรับกับคำกล่าวที่ว่า: แท้จริง ระบบของจักรวาลที่รัดกุมนี้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ?

ทั้งหมดนี้นำเราไปสู่ข้อสรุปเดียว คือ จักรวาลนี้มีพระผู้อภิบาลผู้ยิ่งใหญ่และทรงอำนาจผู้ทรงปกครองมัน และมีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ควรแก่การเคารพสักการะ และทุกสิ่งที่ได้รับการบูชานอกเหนือจากพระองค์นั้น การสักการะของเขานั้นเป็นโมฆะ และสิ่งนั้นไม่สมควรได้รับการสักการะ

พระเจ้า คือผู้สร้างที่ยิ่งใหญ่

มีพระเจ้าผู้สร้างองค์เดียวเท่านั้น พระองค์คือ ผู้ทรงเป็นเจ้าของ ผู้ปกครอง ผู้ให้ปัจจัยยังชีพ ผู้ทรงให้ชีวิตและให้ตาย พระองค์คือผู้ทรงสร้างแผ่นดิน และทรงทำให้เกิดความสะดวก และทรงทำให้มันเกิดความเหมาะสมแก่ทุกสิ่ง พระองค์คือผู้ทรงสร้างท้องฟ้าทั้งหลายและทุกสิ่งที่มีในนั้นที่ยิ่งใหญ่ และทรงสร้างระบบควบคุมที่รัดกุมสำหรับดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ กลางคืนและกลางวัน เพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์

และพระองค์คือผู้ทรงประทานอากาศให้แก่เราซึ่งเป็นสิ่งที่ชีวิตเราขาดมันไม่ได้ พระองค์คือผู้ทรงประทานฝนลงมาให้แก่เรา และทรงทำให้ทะเลและแม่น้ำได้เกิดความสะดวกแก่เรา พระองค์ทรงเป็นผู้เลี้ยงดูเราและรักษาเรา ขณะที่เราเป็นทารกอยู่ในครรภ์มารดาของเรา ซึ่งเราไม่มีกำลังแม้แต่น้อย พระองค์คือผู้ที่ทำให้เลือดได้หมุนเวียนในสายเลือดของเราตั้งแต่เราเกิดจนตาย

พระเจ้าผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพ คือ อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮุ วะตะอาลา

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า:

﴿إِنَّ رَبَّكُمُ ٱللَّهُ ٱلَّذِي خَلَقَ ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلۡأَرۡضَ فِي سِتَّةِ أَيَّامٖ ثُمَّ ٱسۡتَوَىٰ عَلَى ٱلۡعَرۡشِۖ يُغۡشِي ٱلَّيۡلَ ٱلنَّهَارَ يَطۡلُبُهُۥ حَثِيثٗا وَٱلشَّمۡسَ وَٱلۡقَمَرَ وَٱلنُّجُومَ مُسَخَّرَٰتِۭ بِأَمۡرِهِۦٓۗ أَلَا لَهُ ٱلۡخَلۡقُ وَٱلۡأَمۡرُۗ تَبَارَكَ ٱللَّهُ رَبُّ ٱلۡعَٰلَمِينَ54﴾

((แท้จริงพระผู้อภิบาลของพวกเจ้านั้น คืออัลลอฮ์ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินในหกวัน จากนั้นทรงสถิตย์อยู่เหนือบัลลังก์ พระองค์ทรงให้กลางคืนครอบคลุมกลางวันโดยที่กลางคืนนั้นไล่ตามกลางวันอย่างรวดเร็ว และทรงสร้างดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และบรรดาดวงดาว (โดยทั้งหมดนั้น) ยอมจำนนต่อพระบัญชาของพระองค์ พึงรู้เถิดว่า การสร้างและการบัญชานั้นเป็นสิทธิของพระองค์ ความจำเริญเป็นของอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก)) [ซูเราะฮ์ อัลอะอ์รอฟ : 54]

อัลลอฮ์ คือพระผู้ทรงอภิบาล ผู้ทรงสร้างทุกสิ่งที่มีในจักรวาลนี้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เราเห็นหรือเราไม่เห็นก็ตาม และทุกสิ่งนอกเหนือจากพระองค์ล้วนเป็นสิ่งถูกสร้างโดยพระองค์ทั้งสิ้น พระองค์คือผู้ที่ควรแก่การเคารพสักการะเพียงผู้เดียว และจะไม่มีการสักการะต่อสิ่งใดพร้อมกับพระองค์ ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ ไม่ว่าในด้านการครอบครอง การสร้าง การบริหารและการเคารพสักการะ

และหากเราตั้งสมมติฐานขึ้นมาว่า มีพระเจ้าอื่นนอกเหนือจากอัลลอฮ์ ความเสียหายจะเกิดขึ้นกับจักรวาลนี้อย่างแน่นอน เพราะไม่เหมาะที่จักรวาลนี้จะถูกบริหารจัดการโดยพระเจ้าสององค์ในเวลาเดียวกัน อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿لَوۡ كَانَ فِيهِمَآ ءَالِهَةٌ إِلَّا ٱللَّهُ لَفَسَدَتَا...﴾

((หากในชั้นฟ้าและแผ่นดินมีพระเจ้าหลายองค์ อื่นจากอัลลอฮ์แล้ว จะเกิดความเสียหายอย่างแน่นอน...))

(ซูเราะฮ์ อัลอัมบิยาอ์ : 22)

คุณลักษณะของพระเจ้าผู้ทรงสร้าง

อัลลอฮ์พระผู้ทรงอภิบาล ผู้ทรงบริสุทธิ์ พระองค์ทรงมีพระนามที่สวยงามมากมายไม่สามารถคำนวณนับได้ และพระองค์ทรงมีคุณลักษณะที่สูงส่งอย่างมากมายและยิ่งใหญ่ที่บ่งบอกถึงความสมบูรณ์แบบของพระองค์ และในบรรดาพระนามของพระองค์นั้น คือ "ผู้สร้าง" (อัลคอลิก) และ คำว่า "อัลลอฮ์" นั้น หมายถึง: ผู้ที่ได้รับการเคารพสักการะ ที่สมควรแก่การสักการะแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีภาคีใดๆ สำหรับพระองค์ พระผู้ทรงมีชีวิต(อัลหัยย์) ผู้ทรงดำรงด้วยพระองค์เอง(อัลกอยยูม) ผู้ทรงเมตตา(อัลเราะฮีม) ผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพ(อัลรอซซาก) ผู้ทรงเกื้อกูล(อัลกะรีม) อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสในคัมภีร์อัลกุรอาน ว่า:

﴿ٱللَّهُ لَآ إِلَٰهَ إِلَّا هُوَ ٱلۡحَيُّ ٱلۡقَيُّومُۚ لَا تَأۡخُذُهُۥ سِنَةٞ وَلَا نَوۡمٞۚ لَّهُۥ مَا فِي ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَمَا فِي ٱلۡأَرۡضِۗ مَن ذَا ٱلَّذِي يَشۡفَعُ عِندَهُۥٓ إِلَّا بِإِذۡنِهِۦۚ يَعۡلَمُ مَا بَيۡنَ أَيۡدِيهِمۡ وَمَا خَلۡفَهُمۡۖ وَلَا يُحِيطُونَ بِشَيۡءٖ مِّنۡ عِلۡمِهِۦٓ إِلَّا بِمَا شَآءَۚ وَسِعَ كُرۡسِيُّهُ ٱلسَّمَٰوَٰتِ وَٱلۡأَرۡضَۖ وَلَا يَـُٔودُهُۥ حِفۡظُهُمَاۚ وَهُوَ ٱلۡعَلِيُّ ٱلۡعَظِيمُ255﴾

((อัลลอฮ์คือ ผู้ซึ่งไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะอย่างแท้จริงนอกจากพระองค์เท่านั้น ผู้ทรงมีชีวิต ผู้ทรงดำรงอยู่ตลอดไป การง่วงและการนอนหลับไม่บังเกิดแก่พระองค์ สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ไม่มีผู้ใดสามารถวิงวอน (ช่วยเหลือ) ต่อพระองค์ได้ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพระองค์เท่านั้น พระองค์ทรงรู้สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของพวกเขา และสิ่งที่อยู่เบื้องหลังของพวกเขา และพวกเขาไม่อาจล่วงรู้สิ่งใดจากความรู้ของพระองค์ เว้นแต่สิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์เท่านั้น กุรซีย์ของพระองค์นั้นกว้างขวางครอบคลุมชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และไม่เป็นภาระใด ๆ สำหรับพระองค์ในการดูแลมันทั้งสอง และพระองค์นั้น คือผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิ่งใหญ่)) [ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ : 255]

อัลลอฮ์ สุบหานาฮุ วะตะอาลา ได้ตรัสว่า :

﴿قُلۡ هُوَ ٱللَّهُ أَحَدٌ١ ٱللَّهُ ٱلصَّمَدُ ٢ لَمۡ يَلِدۡ وَلَمۡ يُولَدۡ ٣ وَلَمۡ يَكُن لَّهُۥ كُفُوًا أَحَدُۢ4﴾

((จงกล่าวเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) พระองค์คืออัลลอฮ์ผู้ทรงเอกะ

อัลลอฮ์นั้นทรงเป็นที่พึ่ง

พระองค์ไม่ประสูติ และไม่ทรงถูกประสูติ

และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์)) [ซูเราะฮ์ อัลอิคลาศ : 1-4]

พระผู้ทรงอภิบาล ผู้เป็นพระเจ้าทึ่ได้รับการสักการะนั้น ทรงมีคุณลักษณะด้วยคุณลักษณะที่สมบูรณ์ยิ่งเสมอ

คุณลักษณะประการหนึ่งของพระองค์ คือผู้ทรงเป็นที่เคารพสักการะและภักดี และทุกสิ่งอื่นจากพระองค์นั้นล้วนเป็นสิ่งที่พระองค์สร้างมา มีหน้าที่ปฎิบัติตามกฎบัญญัติ อยู่ภายใต้คำบัญชา และภายใต้อำนาจของพระองค์

คุณลักษณะประการหนึ่งของพระองค์ คือพระองค์ทรงมีชีวิตทรงดำรงด้วยพระองค์เอง ดังนั้นทุกสิ่งมีชีวิตในโลกนี้ อัลลอฮ์คือผู้ที่ให้ชีวิตแก่พวกเขา ทรงสร้างพวกเขาจากความว่างเปล่า พระองค์คือผู้ที่ดูแลพวกเขา ด้วยการสร้างพวกเขา ให้ปัจจัยยังชีพแก่พวกเขา และเป็นที่พึ่งสำหรับพวกเขา ดังนั้นพระเจ้าคือผู้ทรงมีชีวิตและไม่ตาย และเป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะพินาศ พระองค์ทรงดำรงอยู่ด้วยพระองค์เองและพระองค์ทรงไม่หลับไหล แท้จริงความง่วงและการหลับไหลจะไม่เกิดขึ้นกับพระองค์

คุณลักษณะประการหนึ่งของพระองค์ คือพระองค์ทรงรอบรู้ ผู้ซึ่งไม่มีสิ่งใดสามารถซ่อนเร้นจากพระองค์ได้ทั้งในแผ่นดินและในฟากฟ้า

คุณลักษณะประการหนึ่งของพระองค์ คือพระองค์ทรงได้ยินและทรงเห็น ทรงได้ยินทุกสิ่ง และทรงเห็นทุกสิ่ง พระองค์ทรงรู้ถึงการกระซิบกระซาบของหัวใจ และทรงรู้ถึงสิ่งที่หัวใจของพวกเขาซ่อนอะไรไว้ และไม่มีสิ่งใดสามารถซ่อนเร้นจากพระองค์ มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ ทั้งในแผ่นดินและฟากฟ้า

คุณลักษณะประการหนึ่งของพระองค์ คือพระองค์ทรงเป็นผู้ทรงสามารถ ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้สำหรับพระองค์ และไม่มีใครสามารถปฏิเสธความประสงค์ของพระองค์ พระองค์ทรงทำสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ และขัดขวางสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ ทรงกำหนดให้เกิดขึ้นก่อนและเกิดขึ้นหลัง และพระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถที่สมบูรณ์

คุณลักษณะประการหนึ่งของพระองค์ คือพระองค์ทรงเป็นผู้สร้าง ทรงให้ปัจจัยยังชีพ ทรงบริหาร พระองค์ทรงสร้างทุกสิ่งและทรงบริหารมัน ทั้งมวลสิ่งถูกสร้างอยู่ภายใต้พระหัตถ์แห่งพระองค์ และอยู่ภายใต้อำนาจการครอบงำของพระองค์โดยสิ้นเชิง

ในบรรดาคุณลักษณะของพระองค์ คือพระองค์ทรงเป็นผู้ตอบรับคำวิงวอนของผู้ตกอยู่ในภาวะคับขัน ทรงช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน และทรงคลี่คลายความทุกข์ยาก และบรรดาสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เมื่อใดก็ตามที่ตกอยู่ในความทุกข์หรือความอึดอัดคับแคบ ย่อมจำต้องหันไปพึ่งพาพระองค์โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

การเคารพสักการะนั้นต้องทำเพื่ออัลลอฮ์เท่านั้น เพราะพระองค์คือผู้ที่สมบูรณ์แบบและควรได้รับการสักการะเพียงผู้เดียวเท่านั้น และทุกสิ่งที่ได้รับการสักการะนอกเหนือจากพระองค์ แท้จริงมันเป็นสิ่งที่ถูกสักการะที่จอมปลอม และมันเป็นสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ ต้องเผชิญกับความตายและการสูญสลาย

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ประทานสติปัญญาให้แก่เรา เพื่อได้ตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ และพระองค์ทรงปลูกฝังธรรมชาติของการรักในความดี เกลียดความชั่ว และรู้สึกสงบเมื่อกลับไปหาอัลลอฮ์พระเจ้าแห่งสากลโลก และธรรมชาตินี้ แสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์แบบของพระองค์ และเป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะมีคุณลักษณะที่ไม่สมบูรณ์

มันไม่สมควรที่คนมีสติปัญญาจะทำการเคารพสักการะต่อสิ่งอื่นใดนอกจากต่อสิ่งที่สมบูรณ์แบบเท่านั้น ดังนั้นเขาจะเคารพสักการะต่อสิ่งมีชีวิตที่ไม่สมบูรณ์แบบเช่นเขาหรือต่ำกว่าเขาได้อย่างไร

สิ่งที่ได้รับการเคารพสักการะนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นมนุษย์ เจว็ด ต้นไม้ หรือสัตว์ต่างๆ

อัลลอฮ์อยู่เหนือฟากฟ้า สถิตอยู่เหนือบัลลังก์ของพระองค์ ทรงแยกออกจากทุกสิ่งที่พระองค์สร้าง ไม่มีสิ่งใดที่พระองค์สร้างสิงในพระองค์ และไม่มีส่วนใดจากพระองค์สิงในสิ่งที่พระองค์สร้าง ไม่ทรงสิงและไม่เข้าไปในร่างใดๆ ของพระองค์

อัลลอฮ์คือ พระเจ้าซึ่งไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ และพระองค์ทรงได้ยินและทรงเห็น และไม่มีใครเทียบเคียงพระองค์ พระองค์ทรงมั่งคั่งสูงส่งไม่จำเป็นต้องพึ่งสิ่งถูกสร้างของพระองค์ พระองค์ไม่นอนและไม่กินอาหาร และพระองค์ทรงยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะมีภรรยาหรือลูก ดังนั้นพระเจ้าผู้ทรงสร้าง ทรงมีคุณลักษณะแห่งความยิ่งใหญ่ และเป็นไปไม่ได้ที่พระองค์จะมีคุณลักษณะที่แสดงถึงความต้องการพึ่งพาอาศัยสิ่งใดๆ หรือลักษณะที่บกพร่อง

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า:

﴿يَٰٓأَيُّهَا ٱلنَّاسُ ضُرِبَ مَثَلٞ فَٱسۡتَمِعُواْ لَهُۥٓۚ إِنَّ ٱلَّذِينَ تَدۡعُونَ مِن دُونِ ٱللَّهِ لَن يَخۡلُقُواْ ذُبَابٗا وَلَوِ ٱجۡتَمَعُواْ لَهُۥۖ وَإِن يَسۡلُبۡهُمُ ٱلذُّبَابُ شَيۡـٔٗا لَّا يَسۡتَنقِذُوهُ مِنۡهُۚ ضَعُفَ ٱلطَّالِبُ وَٱلۡمَطۡلُوبُ ٧٣ مَا قَدَرُواْ ٱللَّهَ حَقَّ قَدۡرِهِۦٓۚ إِنَّ ٱللَّهَ لَقَوِيٌّ عَزِيزٌ74﴾

((โอ้มนุษย์เอ๋ย! อุทาหรณ์หนึ่งถูกยกมากล่าวไว้แล้ว ดังนั้นพวกเจ้าจงตั้งใจฟังให้ดี แท้จริงบรรดาที่พวกเจ้าวิงวอนขอความช่วยเหลืออื่นจากอัลลอฮ์นั้น พวกมันไม่สามารถจะให้บังเกิดแม้แต่แมลงวันตัวเดียว แม้ว่าพวกเขาจะรวมตัวกันเพื่อสร้างมันขึ้นมาก็ตาม และถ้าแมลงวันพาสิ่งใดหนีไปจากพวกมัน พวกมันก็ไม่สามารถจะเอามันกลับคืนมาได้จากแมลงวันนั้น มันช่างอ่อนแอทั้งผู้ขอและผู้ถูกขอ))

พวกเขามิได้ให้เกียรติอัลลอฮ์ ตามที่ควรจะให้เกียรติต่อพระองค์ แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงพลัง ผู้ทรงเดชานุภาพโดยแท้จริง)) [ซูเราะฮ์ อัลฮัจญ์ : 73-74]

ทำไมพระเจ้าผู้ทรงสร้างที่ยิ่งใหญ่พระองค์นี้จึงสร้างเรามา? และพระองค์ทรงต้องการอะไรจากเรา?

เป็นไปได้ไหม ที่อัลลอฮ์สร้างทุกสิ่งนี้โดยไม่มีจุดประสงค์ใดๆ? พระองค์ทรงสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล ทั้งๆ ที่พระองค์คือผู้ทรงปรีชาญาณและผู้ทรงรอบรู้?

เป็นไปได้ไหม ที่ผู้ทรงสร้างเราด้วยความแม่นยำและรัดกุมเช่นนี้ และทำให้ทุกสิ่งทั้งในชั้นฟ้าและแผ่นดินเกิดความสะดวกแก่เรา แล้วพระองค์จะสร้างเราโดยไม่มีจุดประสงค์ หรือทรงทิ้งเราไว้โดยไม่มีคำตอบสำหรับคำถามที่สำคัญที่สุดที่กำลังครอบงำเรา เช่น ทำไมเราจึงอยู่ที่นี่? และมีอะไรบ้างหลังความตาย? และอะไรคือจุดประสงค์จากการสร้างเราขึ้นมา?

เป็นไปได้ไหมที่จะไม่มีการลงโทษใดๆ ต่อผู้อธรรม และไม่มีการตอบแทนใดๆ แก่ผู้ที่ทำความดี?

อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿أَفَحَسِبۡتُمۡ أَنَّمَا خَلَقۡنَٰكُمۡ عَبَثٗا وَأَنَّكُمۡ إِلَيۡنَا لَا تُرۡجَعُونَ115﴾

((พวกเจ้าคิดหรือว่า แท้จริงเราได้บังเกิดพวกเจ้ามาโดยไร้ประโยชน์ และแท้จริงพวกเจ้าจะไม่กลับไปหาเรากระนั้นหรือ)) [ซูเราะฮ์ อัลมุอ์มินูน : 115 ]

แท้จริง อัลลอฮ์ได้ส่งบรรดาเราะซูลมาเพื่อให้เรารู้ถึงจุดประสงค์การกำเนิดเรา ชี้นำเราถึงวิธีการเคารพสักการะและการใกล้ชิดพระองค์ และอะไรคือสิ่งที่พระองค์ต้องการจากเรา บอกถึงวิธีการที่จะได้มาซึ่งความพึงพอพระทัยจากพระองค์ และบอกแก่เราถึงจุดหมายสุดท้ายของเราหลังจากความตายได้เกิดขึ้น?

อัลลอฮ์ทรงส่งบรรดาเราะซูลมาบอกเราว่า อัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียวเท่านั้นที่ควรได้รับการสักการะ และสอนเราถึงวิธีการเคารพสักการะพระองค์ และบอกเราเกี่ยวกับคำสั่ง และข้อห้ามของพระองค์ และสอนเราถึงคุณค่าอันสูงส่งที่จะทำให้ชีวิตเราเต็มไปด้วยความสุขความจำเริญหากเราได้ยึดมั่นปฏิบัติต่อคำสั่งและข้อห้ามของพระองค์

และอัลลอฮ์ทรงส่งบรรดาเราะซูลมามากมาย เช่น: (นูห์ อิบรอฮีม มูซา และอีซา) และทรงสนับสนุนพวกเขาด้วยโองการและสิ่งอัศจรรย์ที่แสดงให้เห็นถึงความสัตย์จริงของพวกเขา และแสดงให้เห็นว่าพวกเขาถูกส่งมาโดยพระองค์อย่างแท้จริง และคนสุดท้ายคือนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

และบรรดาเราะซูลได้บอกอย่างชัดเจนแก่เราว่า แท้จริงชีวิตในโลกนี้เป็นเพียงการทดสอบ และชีวิตที่แท้จริงจะเกิดขึ้นหลังความตาย

และจะมีสวรรค์แก่บรรดาผู้ศรัทธาที่ทำการเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์เพียงผู้เดียวโดยไม่ตั้งภาคีใดๆ กับพระองค์ พวกเขาศรัทธาต่อบรรดาเราะซูลทุกคน และจะมีนรกที่อัลลอฮ์ทรงจัดเตรียมไว้สำหรับบรรดาผู้ปฎิเสธศรัทธา ซึ่งพวกเขาทำการเคารพสักการะต่อพระเจ้าอื่นพร้อมกับอัลลอฮ์ หรือปฏิเสธศรัทธาต่อเราะซูลคนใดคนหนึ่งจากบรรดาเราะซูลของอัลลอฮ์

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า:

﴿يَٰبَنِيٓ ءَادَمَ إِمَّا يَأۡتِيَنَّكُمۡ رُسُلٞ مِّنكُمۡ يَقُصُّونَ عَلَيۡكُمۡ ءَايَٰتِي فَمَنِ ٱتَّقَىٰ وَأَصۡلَحَ فَلَا خَوۡفٌ عَلَيۡهِمۡ وَلَا هُمۡ يَحۡزَنُونَ ٣٥ وَٱلَّذِينَ كَذَّبُواْ بِـَٔايَٰتِنَا وَٱسۡتَكۡبَرُواْ عَنۡهَآ أُوْلَٰٓئِكَ أَصۡحَٰبُ ٱلنَّارِۖ هُمۡ فِيهَا خَٰلِدُونَ36﴾

((โอ้บุตรหลานของอาดัมเอ๋ย หากมีบรรดาร่อซูลจากพวกเจ้ามายังพวกเจ้า เพื่อเล่าและถ่ายทอดโองการทั้งหลายของข้าแก่พวกเจ้า แล้วผู้ใดมีความยำเกรง (ต่ออัลลอฮฺ) และปรับปรุงตนเองให้ดีงาม บุคคลเหล่านั้นจะไม่มีความหวาดกลัวใด ๆ และพวกเขาจะไม่เสียใจ

และบรรดาผู้ที่ปฏิเสธต่อบรรดาโองการของเรา และแสดงถึงความหยิ่งผยองต่อโองการเหล่านั้น ชนเหล่านั้นคือชาวนรกโดยพวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล)) [ซูเราะฮ์ อัลอะอ์รอฟ : 35-36]

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า:

﴿يَٰٓأَيُّهَا ٱلنَّاسُ ٱعۡبُدُواْ رَبَّكُمُ ٱلَّذِي خَلَقَكُمۡ وَٱلَّذِينَ مِن قَبۡلِكُمۡ لَعَلَّكُمۡ تَتَّقُونَ ٢١ ٱلَّذِي جَعَلَ لَكُمُ ٱلۡأَرۡضَ فِرَٰشٗا وَٱلسَّمَآءَ بِنَآءٗ وَأَنزَلَ مِنَ ٱلسَّمَآءِ مَآءٗ فَأَخۡرَجَ بِهِۦ مِنَ ٱلثَّمَرَٰتِ رِزۡقٗا لَّكُمۡۖ فَلَا تَجۡعَلُواْ لِلَّهِ أَندَادٗا وَأَنتُمۡ تَعۡلَمُونَ ٢٢ وَإِن كُنتُمۡ فِي رَيۡبٖ مِّمَّا نَزَّلۡنَا عَلَىٰ عَبۡدِنَا فَأۡتُواْ بِسُورَةٖ مِّن مِّثۡلِهِۦ وَٱدۡعُواْ شُهَدَآءَكُم مِّن دُونِ ٱللَّهِ إِن كُنتُمۡ صَٰدِقِينَ ٢٣ فَإِن لَّمۡ تَفۡعَلُواْ وَلَن تَفۡعَلُواْ فَٱتَّقُواْ ٱلنَّارَ ٱلَّتِي وَقُودُهَا ٱلنَّاسُ وَٱلۡحِجَارَةُۖ أُعِدَّتۡ لِلۡكَٰفِرِينَ ٢٤ وَبَشِّرِ ٱلَّذِينَ ءَامَنُواْ وَعَمِلُواْ ٱلصَّٰلِحَٰتِ أَنَّ لَهُمۡ جَنَّٰتٖ تَجۡرِي مِن تَحۡتِهَا ٱلۡأَنۡهَٰرُۖ كُلَّمَا رُزِقُواْ مِنۡهَا مِن ثَمَرَةٖ رِّزۡقٗا قَالُواْ هَٰذَا ٱلَّذِي رُزِقۡنَا مِن قَبۡلُۖ وَأُتُواْ بِهِۦ مُتَشَٰبِهٗاۖ وَلَهُمۡ فِيهَآ أَزۡوَٰجٞ مُّطَهَّرَةٞۖ وَهُمۡ فِيهَا خَٰلِدُونَ25﴾

((โอ้มนุษย์เอ๋ย จงเคารพภัคดีต่อพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าที่ทรงบังเกิดพวกเจ้าและบรรดาผู้ที่มาก่อนหน้าพวกเจ้า เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง

(พระองค์)คือผู้ทรงทำให้แผ่นดินเป็นที่ปูรองสำหรับพวกเจ้า และท้องฟ้าเป็นหลังคา และทรงประทานน้ำฝนลงมาจากฟากฟ้า แล้วทรงให้ผลไม้นานาชนิดงอกเงยออกมาด้วยน้ำนั้นเพื่อเป็นปัจจัยยังชีพสำหรับพวกเจ้า ดังนั้นจงอย่าตั้งสิ่งใด ๆ เทียบเคียงกับอัลลอฮ์ ทั้งที่พวกเจ้ารู้อยู่แล้ว

และหากพวกเจ้าอยู่ในความคลางแคลงสงสัยเกี่ยวกับสิ่งที่เราได้ประทานลงมาแก่บ่าวของเรา ดังนั้นจงนำมาสักซูเราะฮ์หนึ่งที่เทียบได้กับสิ่งนั้น และจงเชิญชวนบรรดาผู้ให้การช่วยเหลือพวกเจ้านอกจากอัลลอฮ์ หากพวกเจ้าเป็นผู้พูดจริง

ดังนั้น หากพวกเจ้าทำมิได้ และแน่นอนพวกเจ้ามิอาจทำมันได้ ก็จงระวังไฟนรก ซึ่งเชื้อเพลิงของมัน คือ มนุษย์และหิน โดยที่มันได้ถูกเตรียมไว้สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา

และจงแจ้งข่าวดีเถิด (โอ้ มุฮัมหมัด) แก่บรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีทั้งหลายว่า สำหรับพวกเขามีสวนสวรรค์ซึ่งมีแม่น้ำหลายสายไหลอยู่เบื้องล่าง คราใดที่พวกเขาได้รับผลไม้จากสวนสวรรค์นั้นเป็นเครื่องยังชีพ พวกเขาจะกล่าวว่า: "นี่คือสิ่งที่เราเคยได้รับเป็นปัจจัยยังชีพมาก่อนหน้านี้" และสิ่งที่พวกเขาได้รับนั้นมีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน และสำหรับพวกเขาจะมีคู่ครองที่บริสุทธิ์อยู่ในนั้น และพวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล)) [ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ : 21-25]

ทำไมจึงมีเราะซูลหลายคน?

อัลลอฮ์ได้ส่งบรรดาเราะซูลของพระองค์ไปยังกลุ่มชนต่างๆ และไม่มีกลุ่มชนใดนอกจากอัลลอฮ์จะส่งเราะซูลมาหาพวกเขา เพื่อเชิญชวนพวกเขาสู่การให้สักการะพระเจ้าของพวกเขา และแจ้งพวกเขาถึงข้อสั่งใช้และข้อห้ามต่างๆ ของพระองค์ และจุดประสงค์ของการเรียกร้องของพวกเขาคือ การเคารพสักการะต่ออัลลอฮ์เพียงผู้เดียว เมื่อใดก็ตามที่กลุ่มชนหนึ่งเริ่มละทิ้งหรือบิดเบือนสิ่งที่เราะซูลนำมา ที่เป็นคำสั่งให้ศรัทธาต่อความเป็นเอกะของอัลลอฮ์แล้ว อัลลอฮ์จะส่งเราะซูลท่านอื่นไปเพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง และนำผู้คนกลับสู่ธรรมชาติที่บริสุทธิ์ นั่นคือการศรัทธาต่อความเป็นเอกะของอัลลอฮ์และเชื่อฟังพระองค์

จนกระทั่งอัลลอฮ์ทรงปิดท้ายบรรดาเราะซูลของพระองค์ด้วยนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ผู้ที่นำศาสนาที่สมบูรณ์และบทบัญญัติอันเป็นนิรันดร์ที่ครอบคลุมสำหรับมนุษย์ทุกคนจนถึงวันกิยามะฮ์ เป็นบทบัญญัติที่ทำให้สมบูรณ์และยกเลิกบทบัญญัติที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ และอัลลอฮ์ทรงรับรองความคงอยู่ต่อไปและความต่อเนื่องของศาสนานี้จนถึงวันกิยามะฮ์

คนหนึ่งคนใดจะยังไม่เป็นผู้ศรัทธาจนกว่าเขาจะศรัทธาต่อบรรดาเราะซูลทั้งหมด

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ส่งบรรดาเราะซูลและสั่งให้บรรดาบ่าวของพระองค์เชื่อฟังพวกเขา ผู้ใดปฏิเสธศรัทธาต่อความเป็นเราะซูลของท่านหนึ่งท่านใดแล้ว แน่นอนเขาผู้นั้นเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อบรรดาเราะซูลเหล่านั้นทั้งหมด ไม่มีบาปใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าผู้ที่ปฏิเสธโองการของอัลลอฮ์ ดังนั้น จำเป็นสำหรับการเข้าสู่สวรรค์ คือ การที่ต้องศรัทธาต่อบรรดาเราะซูลทั้งหมด

ดังนั้น จำเป็นสำหรับทุกคนในยุคนี้ที่จะต้องศรัทธาต่ออัลลอฮ์และต่อบรรดาเราะซูลของอัลลอฮ์ทุกคน และศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์ และการศรัทธานี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้นอกจากด้วยการศรัทธาและปฏิบัติตามนบีท่านสุดท้าย นั่นคือนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ผู้ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยปาฏิหาริย์อันเป็นนิรันดร์ คือ อัลกุรอาน ซึ่งอัลลอฮ์ทรงรับประกันในการปกป้องรักษาไว้ จนกว่าแผ่นดินและทุกสิ่งในนั้นกลับเป็นของพระองค์(วันสุดท้าย)

อัลลอฮ์ได้กล่าวไว้ในอัลกุรอานว่า ใครก็ตามที่ปฏิเสธศรัทธาต่อท่านหนึ่งท่านใดในบรรดาเราะซูลของพระองค์ ผู้นั้นคือผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาต่อโองการของพระองค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿إِنَّ ٱلَّذِينَ يَكۡفُرُونَ بِٱللَّهِ وَرُسُلِهِۦ وَيُرِيدُونَ أَن يُفَرِّقُواْ بَيۡنَ ٱللَّهِ وَرُسُلِهِۦ وَيَقُولُونَ نُؤۡمِنُ بِبَعۡضٖ وَنَكۡفُرُ بِبَعۡضٖ وَيُرِيدُونَ أَن يَتَّخِذُواْ بَيۡنَ ذَٰلِكَ سَبِيلًا ١٥٠ أُوْلَٰٓئِكَ هُمُ ٱلۡكَٰفِرُونَ حَقّٗاۚ وَأَعۡتَدۡنَا لِلۡكَٰفِرِينَ عَذَابٗا مُّهِينٗا151﴾

((แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์และบรรดาเราะซูลของพระองค์ และต้องการแยกศรัทธาระหว่างอัลลอฮ์และบรรดาเราะซูลของพระองค์ และพวกเขากล่าวว่า "เราศรัทธาต่อเราะซูลบางคนและปฏิเสธศรัทธาต่ออีกบางคน" และพวกเขาปรารถนาที่จะเลือกทางที่อยู่ระหว่างการศรัทธาและปฏิเสธศรัทธา

ชนเหล่านั้นแหละคือผู้ปฏิเสธศรัทธาโดยแท้จริง และเราได้เตรียมไว้แล้ว ซึ่งการลงโทษที่ยังความอัปยศแก่ผู้ปฏิเสธศรัทธาทั้งหลาย [ซูเราะฮ์ อันนิสาอ์ : 150-151]

เพราะเหตุนี้พวกเราซึ่งเป็นมุสลิม เราจะศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ต่อวันอาคิเราะฮ์ -ตามที่อัลลอฮ์สั่งใช้ให้ศรัทธา- และเราศรัทธาต่อบรรดาเราะซูลทุกคน และต่อบรรดาคัมภีร์ทุกเล่มที่มาก่อนหน้านั้น อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿ءَامَنَ ٱلرَّسُولُ بِمَآ أُنزِلَ إِلَيۡهِ مِن رَّبِّهِۦ وَٱلۡمُؤۡمِنُونَۚ كُلٌّ ءَامَنَ بِٱللَّهِ وَمَلَٰٓئِكَتِهِۦ وَكُتُبِهِۦ وَرُسُلِهِۦ لَا نُفَرِّقُ بَيۡنَ أَحَدٖ مِّن رُّسُلِهِۦۚ وَقَالُواْ سَمِعۡنَا وَأَطَعۡنَاۖ غُفۡرَانَكَ رَبَّنَا وَإِلَيۡكَ ٱلۡمَصِيرُ285﴾

((ศาสนทูตของอัลลอฮ์ศรัทธาต่อสิ่งที่ได้ถูกประทานลงมาแก่เขาจากพระผู้อภิบาลของเขา เช่นเดียวกับบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย พวกเขาทั้งหมดศรัทธาต่ออัลลอฮ์ บรรดามลาอิกะฮ์ของพระองค์ บรรดาคัมภีร์ของพระองค์ และต่อบรรดาศาสนทูตของพระองค์ (พวกเขากล่าวว่า) “เราไม่ได้แยกระหว่างศาสนทูตของพระองค์คนหนึ่งกับอีกคนหนึ่งเลย” และพวกเขากล่าวว่า “พวกเราได้ยินแล้วและพวกเราปฏิบัติตามแล้ว” (เราขอวิงวอน) “โปรดประทานการอภัยโทษแก่พวกเราด้วยเถิด โอ้พระผู้อภิบาลของเรา และยังพระองค์เท่านั้นที้ต้องกลับไป)) [ซูเราะฮ์ อัลบะเกาะเราะฮ์ : 285]

คัมภีร์อัลกุรอานคืออะไร?

อัลกุรอานเป็นพระวจนะของอัลลอฮ์ ตะอาลา และเป็นวะห์ยูของพระองค์ซึ่งพระองค์ทรงประทานลงมาแก่มุฮัมมัด ผู้เป็นศาสนทูตคนสุดท้ายและเป็นปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่แสดงให้เห็นถึงความถูกต้องของการเป็นศาสนทูตของท่าน และคัมภีร์อัลกุรอานเป็นความจริงไม่ว่าในด้านการตัดสินชี้ขาดต่างๆ และเป็นความจริงที่เกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ที่มีในนั้น

อัลลอฮ์ทรงท้าทายบรรดาผู้ที่ปฏิเสธโดยให้พวกเขาสร้างซูเราะฮ์หนึ่ง (บทหนึ่ง) ที่คล้ายกับอัลกุรอาน แต่พวกเขาไม่สามารถทำได้ เนื่องจากความยิ่งใหญ่ของเนื้อหาและความครบถ้วนของเนื้อหาสำหรับทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ในโลกนี้และวันอาคิเราะฮ์ และในอัลกุรอานได้รวมความจริงแห่งศรัทธาทั้งหมดที่จำเป็นต้องศรัทธา

นอกจากนี้ยังรวมถึงคำสั่งใช้และข้อห้ามต่างๆ ที่มนุษย์จำเป็นต้องเดินบนเส้นทางนั้นในสิ่งที่เกี่ยวข้องระหว่างเขากับพระเจ้าของเขาระหว่างเขากับตัวเองและระหว่างเขากับสรรพสิ่งทั้งหลาย และทั้งหมดนี้ถูกอธิบายด้วยสำนวนที่สูงส่งในด้านวาทศาสตร์และด้านการใช้คำ

และในคัมภีรอัลกุรอานนั้นประกอบด้วยหลักฐานทางปัญญาและข้อเท็จจริงต่างๆทางวิชาการที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ไม่สามารถแต่งคัมภีร์เล่มนี้ได้ แต่มันเป็นพระวจนะของพระเจ้าแห่งมนุษยชาติ

ศาสนาอิสลามคืออะไร?

อิสลามคือ การยอมจำนนต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา โดยการศรัทธาในความเป็นเอกะของพระองค์ ยอมจำนนต่อพระองค์โดยการเชื่อฟัง ปฏิบัติตามบทบัญญัติของพระองค์ด้วยความพอใจและยอมรับ และปฏิเสธทุกสิ่งที่เป็นการเคารพสักการะอื่นจากอัลลอฮ์

อัลลอฮ์ทรงส่งบรรดาเราะซูลมาด้วยสาส์นเดียวกัน คือการเรียกร้องสู่การเคารพสักการะอัลลอฮ์เพียงผู้เดียวโดยไม่มีการตั้งภาคีใดๆ กับพระองค์ และปฏิเสธต่อทุกสิ่งที่ได้รับการเคารพสักการะอื่นจากอัลลอฮ์

ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาของบรรดาเราะซูลทุกคน การเรียกร้องของพวกเขามีหนึ่งเดียวเหมือนกัน และบัญญัติทางภาคปฏิบัติของพวกเขาแตกต่างกัน และมีเพียงมุสลิมเท่านั้นในปัจจุบันที่ยึดมั่นในศาสนาที่ถูกต้องที่บรรดาเราะซูลทุกคนนำมา และสาส์นแห่งอิสลามเท่านั้นในปัจจุบันคือความจริง และเป็นสาส์นสุดท้ายจากพระผู้สร้างที่มีสำหรับมนุษยชาติ

พระเจ้าที่ส่งอิบรอฮีม มูซา อีซา อะลัยฮิมุสสลาม คือผู้ที่ส่งเราะซูลคนสุดท้าย คือ นบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และบทบัญญัติต่างๆ ที่เป็นภาคปฏิบัติของอิสลามได้ยกเลิกบทบัญญัติที่มีอยู่ก่อนหน้านี้

แท้จริงแล้วศาสนาทั้งหมดที่ผู้คนใช้ในการเคารพสักการะกันในปัจจุบัน ยกเว้นศาสนาอิสลาม ล้วนเป็นศาสนาที่มนุษย์สร้างขึ้นมา หรือเคยเป็นศาสนาแห่งพระเจ้าแล้วถูกทำลายด้วยน้ำมือของมนุษย์ จนทำให้ศาสนาเหล่านั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของซากแห่งตำนานที่สืบทอดกันมา และการต่อเติมของมนุษย์

สำหรับศาสนาของมุสลิมนั้น เป็นศาสนาหนึ่งเดียวที่ชัดเจน เป็นศาสนาที่ไม่เปลี่ยนแปลง และการเคารพสักการะของพวกเขาที่พวกเขาได้สักการะต่ออัลลอฮ์นั้นเป็นหนึ่งเดียว พวกเขาละหมาดห้าครั้งต่อวัน พวกเขาจ่ายซะกาตทรัพย์สินของพวกเขา พวกเขาถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และลองพิจารณาดูธรรมนูญชีวิตของพวกเขานั้นคืออัลกุรอาน มันคือคัมภีร์เล่มเดียวกันที่ใช้ในทุกประเทศ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿...ٱلۡيَوۡمَ أَكۡمَلۡتُ لَكُمۡ دِينَكُمۡ وَأَتۡمَمۡتُ عَلَيۡكُمۡ نِعۡمَتِي وَرَضِيتُ لَكُمُ ٱلۡإِسۡلَٰمَ دِينٗاۚ فَمَنِ ٱضۡطُرَّ فِي مَخۡمَصَةٍ غَيۡرَ مُتَجَانِفٖ لِّإِثۡمٖ فَإِنَّ ٱللَّهَ غَفُورٞ رَّحِيمٞ﴾

((...วันนี้ข้าได้ทำให้ศาสนาของพวกเจ้าสมบูรณ์เพื่อพวกเจ้า และข้าได้ทำให้ความโปรดปรานของข้าที่มีต่อพวกเจ้านั้นบริบูรณ์ และข้าได้เลือกให้อิสลามเป็นศาสนาสำหรับพวกเจ้า ดังนั้น ผู้ใดได้รับความคับขันในความหิวโหย โดยไม่ใช่เป็นผู้จงใจกระทำบาป แน่นอนอัลลอฮ์คือพระผู้ทรงอภัยโทษ พระผู้ทรงเมตตาเสมอ)) [ซูเราะฮ์ อัลมาอิดะฮ์ : 3]

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสในคัมภีร์อัลกุรอานไว้ว่า:

﴿قُلۡ ءَامَنَّا بِٱللَّهِ وَمَآ أُنزِلَ عَلَيۡنَا وَمَآ أُنزِلَ عَلَىٰٓ إِبۡرَٰهِيمَ وَإِسۡمَٰعِيلَ وَإِسۡحَٰقَ وَيَعۡقُوبَ وَٱلۡأَسۡبَاطِ وَمَآ أُوتِيَ مُوسَىٰ وَعِيسَىٰ وَٱلنَّبِيُّونَ مِن رَّبِّهِمۡ لَا نُفَرِّقُ بَيۡنَ أَحَدٖ مِّنۡهُمۡ وَنَحۡنُ لَهُۥ مُسۡلِمُونَ ٨٤ وَمَن يَبۡتَغِ غَيۡرَ ٱلۡإِسۡلَٰمِ دِينٗا فَلَن يُقۡبَلَ مِنۡهُ وَهُوَ فِي ٱلۡأٓخِرَةِ مِنَ ٱلۡخَٰسِرِينَ85﴾

((จงกล่าวเถิด (มุฮัมหมัด) ว่า “เราศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เรา และสิ่งที่ได้ถูกประทานลงมาแก่ อิบรอฮีม อิสมาอีล อิสฮาก ยะอ์กูบ และลูกหลานของเขา และสิ่งที่ถูกประทานแก่มูซาและอีซา และนบีอื่น ๆ จากพระผู้อภิบาลของพวกเขา เราจะไม่แยกศรัทธาระหว่างคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกเขา (โดยศรัทธาต่อคนหนึ่งและปฏิเสธกับอีกคนหนึ่ง) และแด่อัลลอฮ์เท่านั้นพวกเรายอมจำนน

และผู้ใดแสวงหาศาสนาอื่นจากอิสลาม ดังนั้น มันจะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด และในปรโลกนั้นเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน)) [ซูเราะฮ์ อาละอิมรอน: 84-85]

ศาสนาอิสลามเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตที่ครอบคลุม สอดคล้องกับธรรมชาติของชีวิตและสามัญสำนึก และเป็นที่ยอมรับของจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ เป็นศาสนาที่บัญญัติโดยพระผู้สร้างผู้ยิ่งใหญ่เพื่อบ่าวของพระองค์ และเป็นศาสนาแห่งความดีและความสุขสำหรับมวลมนุษยชาติทั้งในโลกนี้และชีวิตหลังความตาย เป็นศาสนาที่ไม่ทำให้ชนกลุ่มหนึ่งเหนืออีกกลุ่มหนึ่ง หรือสีผิวหนึ่งเหนือสีผิวหนึ่ง และมนุษย์ทุกคนภายใต้ศาสนานี้มีความเท่าเทียมกัน ไม่มีใครในศาสนาอิสลามจะโดดเด่นเหนือผู้อื่น ยกเว้นภายใต้กรอบแห่งการกระทำคุณงามความดีของเขาเท่านั้น

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า:

﴿مَنۡ عَمِلَ صَٰلِحٗا مِّن ذَكَرٍ أَوۡ أُنثَىٰ وَهُوَ مُؤۡمِنٞ فَلَنُحۡيِيَنَّهُۥ حَيَوٰةٗ طَيِّبَةٗۖ وَلَنَجۡزِيَنَّهُمۡ أَجۡرَهُم بِأَحۡسَنِ مَا كَانُواْ يَعۡمَلُونَ97﴾

((ผู้ใดกระทำความดีไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิง โดยที่เขาเป็นผู้ศรัทธา แน่นอนเราจะทำให้ชีวิตของเขาเป็นชีวิตที่ดี และแน่นอนเราจะตอบแทนพวกเขาด้วยการตอบแทนที่ดียิ่งกว่าสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้)) (ซูเราะฮ์ อัน-นะห์ลุ : 97)

อิสลามคือแนวทางแห่งความสุข

อิสลามคือศาสนาของบรรดานบีทั้งหมด และเป็นศาสนาของอัลลอฮฺสำหรับมนุษยชาติทั้งมวล มิใช่ศาสนาที่จำกัดอยู่เฉพาะชนชาติอาหรับเท่านั้น

อิสลามคือแนวทางแห่งความสุขที่แท้จริงในโลกนี้ และความสุขนิรันดร์ในวันอาคิเราะฮ์

อิสลามคือศาสนาเดียวที่ตอบสนองความต้องการของจิตวิญญาณและร่างกาย และแก้ไขทุกปัญหาของมนุษย์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿قَالَ ٱهۡبِطَا مِنۡهَا جَمِيعَۢاۖ بَعۡضُكُمۡ لِبَعۡضٍ عَدُوّٞۖ فَإِمَّا يَأۡتِيَنَّكُم مِّنِّي هُدٗى فَمَنِ ٱتَّبَعَ هُدَايَ فَلَا يَضِلُّ وَلَا يَشۡقَىٰ 123 وَمَنۡ أَعۡرَضَ عَن ذِكۡرِي فَإِنَّ لَهُۥ مَعِيشَةٗ ضَنكٗا وَنَحۡشُرُهُۥ يَوۡمَ ٱلۡقِيَٰمَةِ أَعۡمَىٰ124﴾

((เจ้าทั้งสองจงออกไปจากสวนสวรรค์ทั้งหมด โดยบางคน ในหมู่พวกเจ้าเป็นศัตรูกับอีกบางคน ดังนั้น เมื่อมีคำแนะนำ จากข้ามายังพวกเจ้า แล้วผู้ใดปฏิบัติตามคำแนะนำของข้า เขาก็จะไม่หลงผิด และจะไม่ตกทุกข์

และผู้ใดผินหลังจากการรำลึกถึงข้า ดังนั้น แท้จริงสำหรับเขาคือ การมีชีวิตอยู่อย่างคับแค้น และเราจะให้เขาฟื้นคืนชีพในวันกิยามะฮ์ในสภาพของคนตาบอด)) [ซูเราะฮ์ ฏอฮา : 123-124]

มุสลิมจะได้ประโยชน์อะไรในโลกนี้และปรโลก?

ศาสนาอิสลามมีประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่มากมาย เช่น:

- ได้รับชัยชนะและได้รับเกียรติในโลกนี้ ด้วยการเป็นบ่าวของอัลลอฮ์ เพราะถ้าไม่เช่นนั้น เขาจะเป็นทาสของกิเลสตัณหา ชัยฏอน และอารมณ์ใฝ่ต่ำ

- ได้รับชัยชนะในชีวิตหลังความตาย คือการที่อัลลอฮ์ทรงให้อภัยเขา ทรงประทานความพึงพอพระทัยของพระองค์แก่เขา และอัลลอฮ์ก็ทรงให้เขาได้เข้าสวรรค์ และได้รับความโปรดปรานและความสุขชั่วนิรันดร์ และได้รับการช่วยเหลือให้พ้นจากความทรมานในนรก

- ในวันกิยามะฮ์ บรรดาผู้ศรัทธาจะอยู่ร่วมกับบรรดานบี บรรดาผู้ซื่อสัตย์ บรรดาผู้ที่ตายในหนทางของอัลลอฮ์ และบรรดาผู้มีคุณธรรมความดีทั้งหลาย ช่างเป็นสหายที่เยี่ยมยอดเหลือเกิน! และบรรดาผู้ที่ไม่ศรัทธาก็จะอยู่กับบรรดาผู้อธรรม ผู้ที่ชั่วร้าย อาชญากรและผู้ที่สร้างความเสียหายทั้งหลาย

- บรรดาผู้ที่อัลลอฮ์ทรงให้พวกเขาได้เข้าสู่สวรรค์ พวกเขาจะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขชั่วนิรันดร์ ซึ่งปราศจากความตาย ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ความแก่ หรือความโศกเศร้า และพระองค์จะประทานสิ่งที่พวกเขาปรารถนาทุกอย่าง และบรรดาผู้ที่เข้าสู่นรกจะต้องได้รับความทรมานชั่วนิรันดร์ไม่รู้จบ

- ในสวรรค์นั้นมีความสุขมากมายที่ตาไม่เคยเห็น หูไม่เคยได้ยิน และไม่มีใครเคยนึกถึง หลักฐานหนึ่งที่กล่าวถึงเรื่องนี้ คือคำตรัสของอัลลอฮ์ ที่ว่า:

﴿مَنۡ عَمِلَ صَٰلِحٗا مِّن ذَكَرٍ أَوۡ أُنثَىٰ وَهُوَ مُؤۡمِنٞ فَلَنُحۡيِيَنَّهُۥ حَيَوٰةٗ طَيِّبَةٗۖ وَلَنَجۡزِيَنَّهُمۡ أَجۡرَهُم بِأَحۡسَنِ مَا كَانُواْ يَعۡمَلُونَ97﴾

((ผู้ใดกระทำความดีไม่ว่าจะเป็นเพศชายหรือเพศหญิง โดยที่เขาเป็นผู้ศรัทธา แน่นอนเราจะทำให้ชีวิตของเขาเป็นชีวิตที่ดี และแน่นอนเราจะตอบแทนพวกเขาด้วยการตอบแทนที่ดียิ่งกว่าสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้)) [อัน-นะห์ลุ : 97]

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า

﴿فَلَا تَعۡلَمُ نَفۡسٞ مَّآ أُخۡفِيَ لَهُم مِّن قُرَّةِ أَعۡيُنٖ جَزَآءَۢ بِمَا كَانُواْ يَعۡمَلُونَ17﴾

((ดังนั้น ไม่มีผู้ใดรู้เลยว่า ได้ถูกซ่อนไว้สำหรับพวกเขาซึ่งความรื่นรมย์แห่งดวงตาเพียงใด อันเป็นการตอบแทนตามสิ่งที่พวกเขาได้กระทำไว้)) (ซูเราะฮ์ อัซ-ซัจญดะฮ์ : 17)

ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมจะขาดทุนอะไร?

มนุษย์จะขาดทุนที่ไม่ได้รับความรู้และความเข้าใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด นั่นคือความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับอัลลอฮ์ และเขาจะขาดทุนที่ไม่ได้ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ผู้ทรงให้ความสงบและสันติสุขในโลกนี้ และความสุขนิรันดร์ในชีวิตหลังความตาย

มนุษย์จะขาดทุนที่ไม่ได้ศรัทธาและปฏิบัติตามคัมภีร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่อัลลอฮ์ทรงประทานให้แก่มนุษย์

เขาจะขาดทุนที่ไม่ได้ศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูตผู้ยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับที่เขาจะขาดทุนที่จะไม่ได้เป็นสหายของพวกเขาในสวรรค์ในวันฟื้นคืนชีพ และเขาจะเป็นสหายของบรรดามารร้ายชัยฏอน บรรดาคนชั่ว และบรรดาผู้อธรรมในไฟนรก และเป็นที่พำนักที่น่าสังเวชและมีเพื่อนบ้านที่ชั่วร้าย

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า:

﴿قُلۡ إِنَّ ٱلۡخَٰسِرِينَ ٱلَّذِينَ خَسِرُوٓاْ أَنفُسَهُمۡ وَأَهۡلِيهِمۡ يَوۡمَ ٱلۡقِيَٰمَةِۗ أَلَا ذَٰلِكَ هُوَ ٱلۡخُسۡرَانُ ٱلۡمُبِينُ 15 لَهُم مِّن فَوۡقِهِمۡ ظُلَلٞ مِّنَ ٱلنَّارِ وَمِن تَحۡتِهِمۡ ظُلَلٞۚ ذَٰلِكَ يُخَوِّفُ ٱللَّهُ بِهِۦ عِبَادَهُۥۚ يَٰعِبَادِ فَٱتَّقُونِ16﴾

((จงกล่าวเถิดว่า แท้จริงบรรดาผู้ที่ขาดทุนที่แท้จริงนั้นคือ บรรดาผู้ที่ทำตัวของพวกเขาเอง และครอบครัวของพวกเขาให้ขาดทุนในวันกิยามะฮ์ พึงรู้เถิดว่านั่นคือ การขาดทุนอย่างชัดแจ้ง

สำหรับพวกเขานั้นมีชั้นของเปลวไฟนรกคลุมเหนือพวกเขา และเบื้องล่างของพวกเขาก็มีชั้นของเปลวไฟนรกอยู่ด้วย สิ่งนั้นแหละที่อัลลอฮ์ทรงทำให้ปวงบ่าวของพระองค์กลัว โอ้ปวงบ่าวของข้า! จงยำเกรงต่อข้าเถิด)) [ซูเราะฮ์ อัซซุมัร : 15-16]

ผู้ใดที่ต้องการความสำเร็จในชีวิตหลังความตาย เขาต้องเป็นมุสลิมที่เชื่อฟังต่ออัลลอฮ์ และปฏิบัติตามเราะสูลของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

ข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่บรรดานบีและเราะซูลเห็นพ้องต้องกัน คือ เฉพาะผู้ที่เป็นมุสลิมที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และไม่ตั้งภาคีต่อพระองค์ และศรัทธาต่อบรรดานบีและเราะซูลทั้งหมดเท่านั้น ที่จะปลอดภัยในชีวิตหลังความตาย ดังนั้นบรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามบรรดาเราะซูลศรัทธาต่อพวกเขาและเชื่อในพวกเขา พวกเขาหล่านั้นจะได้เข้าสวรรค์และปลอดภัยจากนรกอย่างแน่นอน

ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในสมัยของนบีมูซาและศรัทธาต่อท่าน ปฏิบัติตามคำสอนของท่าน แท้จริงพวกเขาคือมุสลิม และเป็นผู้ศรัทธาที่ดี แต่หลังจากที่อัลลอฮ์ได้ส่งนบีอีซามา ผู้ติดตามของนบีมูซาก็ต้องศรัทธาต่อนบีอีซาและปฏิบัติตามท่าน

ดังนั้น ใครก็ตามที่ศรัทธาต่อนบีอีซา พวกเขาก็คือมุสลิมที่ดี และใครก็ตามที่ปฏิเสธศรัทธาต่อนบีอีซา และกล่าวว่าฉันจะนับถือศาสนาของนบีมูซาต่อไป แท้จริงเขาผู้นั้นคือคนที่ไม่ศรัทธา เพราะเขาปฏิเสธที่จะศรัทธาต่อนบีที่อัลลอฮ์ได้ส่งมา

แล้วหลังจากที่อัลลอฮ์ส่งเราะซูลท่านสุดท้ายมา คือนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จำเป็นสำหรับทุกคนต้องศรัทธาต่อท่าน เพราะพระเจ้าที่ส่งมูซาและอีซามานั้น พระองค์ทรงเป็นผู้ที่ส่งเราะซูลคนสุดท้ายมา คือนบีมุฮัมมัด ดังนั้นใครก็ตามที่ปฏิเสธศรัทธาต่อการเป็นเราะซูลของมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และกล่าวว่า “ฉันจะปฏิบัติตามนบีมูซาหรืออีซาต่อไป” แท้จริงเขาไม่ใช่ผู้ศรัทธา

ไม่เพียงพอสำหรับบางคนที่จะกล่าวว่า ฉันให้เกียรติมุสลิม และไม่เพียงพอต่อการที่จะรอดในชีวิตหลังความตายด้วยการให้ทานและช่วยเหลือคนยากจน แต่จำเป็นสำหรับเขาต้องศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ต่อคัมภีร์ของพระองค์ บรรดาเราะซูล และต่อวันอาคิเราะฮ์ เพื่ออัลลอฮ์จะได้รับความดีเหล่านั้นจากเขา! ไม่มีบาปใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าการตั้งภาคีและปฏิเสธศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ปฏิเสธโองการที่อัลลอฮ์ทรงประทานลงมา หรือปฏิเสธการเป็นนบีของนบีท่านสุดท้ายของพระองค์ คือนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

ดังนั้น ชาวยิว คริสเตียน และคนอื่นๆ ที่ได้ยินเกี่ยวกับการมาของนบีมุฮัมมัด ผู้เป็นเราะซูลของอัลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แล้วพวกเขาปฏิเสธที่จะศรัทธาต่อเขาและปฏิเสธที่จะนับถือศาสนาอิสลาม พวกเขาจะเป็นกลุ่มชนอยู่ในไฟนรกซึ่งจะอยู่ในนั้นชั่วนิรันดร์ นี่คือการพิพากษาของอัลลอฮ์และไม่ใช่การพิพากษาของมนุษย์คนใด อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:

﴿إِنَّ ٱلَّذِينَ كَفَرُواْ مِنۡ أَهۡلِ ٱلۡكِتَٰبِ وَٱلۡمُشۡرِكِينَ فِي نَارِ جَهَنَّمَ خَٰلِدِينَ فِيهَآۚ أُوْلَٰٓئِكَ هُمۡ شَرُّ ٱلۡبَرِيَّةِ6﴾

((แท้จริงบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในหมู่ชาวคัมภีร์ และบูชาเจว็ดนั้นจะอยู่ในนรกญะฮันนัม พวกเขาเป็นผู้พำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล ชนเหล่านั้น พวกเขาเป็นมนุษย์ที่ชั่วช้ายิ่ง)) [ซูเราะฮ์ อัลบัยยินะฮ์ : 6]

นับตั้งแต่การประทานสาส์นสุดท้ายของอัลลอฮ์แก่มนุษย์มา มนุษย์ทุกคนที่ได้ยินเกี่ยวกับศาสนาอิสลามและได้ยินเกี่ยวกับสาส์นของนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่เป็นนบีคนสุดท้ายนั้น จำเป็นสำหรับเขาต้องศรัทธาต่อท่าน ปฏิบัติตามบทบัญญัติที่เกี่ยวกับศาสนกิจของท่าน และเชื่อฟังท่านในคำสั่งและข้อห้ามของท่าน ดังนั้นใครก็ตามที่ได้ยินสาส์นสุดท้ายนี้ แล้วปฏิเสธมัน อัลลอฮ์จะไม่ยอมรับสิ่งใดๆ จากเขา และพระองค์จะลงโทษเขาในวันอาคิเราะฮ์

อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่า:

﴿‌وَمَن يَبۡتَغِ غَيۡرَ ٱلۡإِسۡلَٰمِ دِينٗا فَلَن يُقۡبَلَ مِنۡهُ وَهُوَ فِي ٱلۡأٓخِرَةِ مِنَ ٱلۡخَٰسِرِينَ85﴾

((และผู้ใดแสวงหาศาสนาอื่นจากอิสลาม ดังนั้น มันจะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด และในปรโลกนั้นเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน)) [ซูเราะฮ์ อาลาอิมรอน : 85].

อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสว่า

﴿قُلۡ يَٰٓأَهۡلَ ٱلۡكِتَٰبِ تَعَالَوۡاْ إِلَىٰ كَلِمَةٖ سَوَآءِۭ بَيۡنَنَا وَبَيۡنَكُمۡ أَلَّا نَعۡبُدَ إِلَّا ٱللَّهَ وَلَا نُشۡرِكَ بِهِۦ شَيۡـٔٗا وَلَا يَتَّخِذَ بَعۡضُنَا بَعۡضًا أَرۡبَابٗا مِّن دُونِ ٱللَّهِۚ فَإِن تَوَلَّوۡاْ فَقُولُواْ ٱشۡهَدُواْ بِأَنَّا مُسۡلِمُونَ64﴾

((จงกล่าวเถิด (มุฮัมหมัด) ว่า โอ้ชาวคัมภีร์! พวกท่านจงเข้ามาสู่การยึดมั่นต่อคำที่เหมือนกันระหว่างเราและพวกท่านเถิด คือ เราจะไม่เคารพสักการะสิ่งใด ๆ นอกจากอัลลอฮ์ และเราจะไม่ตั้งภาคีใด ๆ กับพระองค์ และพวกเราจะไม่ถือเอาระหว่างพวกเราด้วยกันเป็นพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮ์ แต่หากพวกเขาผินหลังให้ ก็จงกล่าวแก่พวกเขาว่า พวกเจ้าจงเป็นพยานเถิดว่า แท้จริงพวกเราเป็นมุสลิมที่ยอมจำนน”))

[ซูเราะฮ์ อาละอิมรอน : 64]

อะไรคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคน?

มุสลิมจำเป็นต้องศรัทธาต่อหลักการศรัทธา 6 ประการ ดังต่อไปนี้:

ศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา โดยศรัทธาว่าพระองค์คือผู้สร้าง ผู้ประทานปัจจัยยังชีพ ผู้บริหารจัดการ และเป็นเจ้าของ ไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือนพระองค์ พระองค์ไม่มีภรรยา ไม่มีลูก และพระองค์คือผู้เดียวที่คู่ควรแก่การเคารพสักการะ และจะไม่มีสิ่งใดได้รับการเคารพสักการะพร้อมกับพระองค์ และเขาต้องเชื่อว่า การเคารพสักการะต่อสิ่งใดๆ อื่นจากพระองค์นั้น การเคารพสักการะของเขานั้นถือว่าใช้ไม่ได้

ศรัทธาต่อบรรดามลาอิกะฮ์ ว่าพวกเขาคือบ่าวของอัลลอฮ์ที่มีเกียรติ พระองค์ทรงสร้างพวกเขาจากรัศมี และทรงกำหนดส่วนหนึ่งจากภาระงานของพวกเขาคือการนำโองการของอัลลอฮ์ลงมาให้แก่บรรดานบีของพระองค์

ศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ทั้งหมดที่อัลลอฮ์ทรงประทานลงมา เช่น เตารอต อินญีล (ก่อนการดัดแปลงแก้ไข) และคัมภีร์เล่มสุดท้าย คืออัลกุรอาน

ศรัทธาต่อบรรดาเราะซูลทั้งหมด เช่น นูห์ อิบรอฮีม มูซา อีซา และคนสุดท้ายคือนบีมุฮัมมัด พวกเขาทั้งหมดเป็นมนุษย์ พระองค์ทรงให้การสนับสนุนพวกเขาด้วยการประทานวะห์ยู ประทานสัญญาณต่างๆ และสิ่งอัศจรรย์แก่พวกเขาเพื่อแสดงถึงความสัตย์จริงของพวกเขา

ศรัทธาต่อวันอาคิเราะฮ์ นั้นคือวันที่อัลลอฮ์ให้มีการฟื้นคืนชีพขึ้นมาทั้งผู้ที่อยู่ในยุคแรกๆ และยุคสุดท้าย และพระองค์ทรงพิพากษาระหว่างพวกเขา และทรงให้บรรดาผู้ศรัทธาเข้าสวรรค์และให้บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาเข้านรก

ศรัทธาต่อกฎกำหนดสภาวการณ์ อัลลอฮ์ทรงรอบรู้ทุกสิ่ง ทั้งสิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต และสิ่งที่กำลังจะเกิดขี้นในอนาคต อัลลอฮ์ทรงรอบรู้ ทรงบันทึกสิ่งเหล่านั้น ทรงประสงค์ และพระองค์ทรงสร้างทุกสิ่งขึ้นมา

และให้เคารพสักการะต่ออัลลอฮ์ด้วยสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ เช่น การละหมาด การจ่ายซะกาต การถือศีลอด และการทำฮัจญ์ หากท่านมีความสามารถ หลังจากนั้น เขาจำเป็นต้องเรียนรู้ศาสนาของเขา ซึ่งจะเป็นแหล่งที่มาแห่งความสุขของเขาในโลกดุนยา และการรอดพ้นของเขาในโลกอาคิเราะฮ์

 

***

สารบัญ

พระเจ้าผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพ คือ อัลลอฮ์ ซุบฮานะฮุ วะตะอาลา 5

คุณลักษณะของพระเจ้าผู้ทรงสร้าง 6

พระผู้ทรงอภิบาล ผู้เป็นพระเจ้าทึ่ได้รับการสักการะนั้น ทรงมีคุณลักษณะด้วยคุณลักษณะที่สมบูรณ์ยิ่งเสมอ 8

ทำไมพระเจ้าผู้ทรงสร้างที่ยิ่งใหญ่พระองค์นี้จึงสร้างเรามา? และพระองค์ทรงต้องการอะไรจากเรา? 11

ทำไมจึงมีเราะซูลหลายคน? 15

คนหนึ่งคนใดจะยังไม่เป็นผู้ศรัทธาจนกว่าเขาจะศรัทธาต่อบรรดาเราะซูลทั้งหมด 16

คัมภีร์อัลกุรอานคืออะไร? 18

ศาสนาอิสลามคืออะไร? 19

อิสลามคือแนวทางแห่งความสุข 22

มุสลิมจะได้ประโยชน์อะไรในโลกนี้และปรโลก? 23

ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมจะขาดทุนอะไร? 24

ผู้ใดที่ต้องการความสำเร็จในชีวิตหลังความตาย เขาต้องเป็นมุสลิมที่เชื่อฟังต่ออัลลอฮ์ และปฏิบัติตามเราะสูลของพระองค์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม 25

อะไรคือสิ่งที่จำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคน? 28

th443v2.0 - 02/10/2026